กระดานข่าว Save Our Sea.net

หมวดหมู่ทั่วไป => ห้องรับแขก => ข้อความที่เริ่มโดย: สายน้ำ ที่ ตุลาคม 31, 2008, 12:35:59 AM



หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2551
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ตุลาคม 31, 2008, 12:35:59 AM
กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

เมื่อเวลา 05.30 น. วันนี้ (31 ต.ค. 51) หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังค่อนข้างแรงปกคลุมภาคกลางของประเทศไทยและกำลัง เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกตามแนวร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภาคกลางและภาค ตะวันออก ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบาง พื้นที่ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเฉพาะจังหวัดตาก นครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด เพชรบุรี กระบี่ ตรังและสตูล ระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหล หลากในระยะนี้ได้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25 องศา สูงสุด 32 องศา ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 30 ต.ค. – 1 พ.ย. หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนใต้จะเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ตามแนวร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภาคใต้ตอนบน อ่าวไทย และ ภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่

ส่วนในช่วงวันที่ 2-5 พ.ย. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุม ประเทศไทยตอนบน ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือจะมีฝนในระยะแรก จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา


ข้อควรระวัง

ในระยะนี้ ขอให้ประชาชนในภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออกบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี ระยองจันทบุรี ตราด เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ให้ระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนัก อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก



หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2551
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ตุลาคม 31, 2008, 12:41:27 AM
เดลินิวส์


 ชี้สึนามิซัดไทย-อินโดฯ 600 ปีก่อน
   
“เนเจอร์” วารสารเชิงวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 30 ต.ค. ระบุ คณะนักวิทยาศาสตร์มีความเชื่อว่า คลื่นยักษ์สึนามิที่ถล่มประเทศต่าง ๆ ถึง 12 ชาติในแถบมหาสมุทรอินเดีย จนทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 220,000 ศพ เมื่อเดือน ธ.ค.ปี 2547 เคยซัดกระหน่ำไทยและอินโดนีเซียเมื่อประมาณ 600 ปีก่อน

วารสารเนเจอร์รายงานต่อไปว่า มีหลัก ฐานจากตะกอนทรายที่ถูกซัดเข้าสู่ฝั่งโดยคลื่นขนาดยักษ์และทับถมกันอยู่ใต้ชั้นดินแถบชายฝั่ง ซึ่งคณะนักวิทยาศาสตร์สองชุดได้เข้าศึกษาพื้นที่ตามชายฝั่งของไทยและ อินโดนีเซีย เพื่อค้นหาตะกอนทรายที่เกิดจากการซัดชายฝั่งของสึนามิในอดีต

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบหลักฐานสำคัญ ซึ่งเป็นตะกอนทรายตัวอย่างที่เก็บจากหนองน้ำ ทำให้พบว่า ตะกอนทรายดังกล่าวบริเวณเกาะสุมาตรา มีอายุย้อนกลับไป ช่วงปีคริสต์ศักราชระหว่าง 1290-1400 เช่นเดียวกับตะกอนทรายในไทยมีอายุระหว่างปี 1300-1450

ขณะที่นักวิจัยชาวอินโดนีเซียพบตะกอนทรายเก่าแก่ อายุระหว่างปีคริสต์ศักราช 780-900 แต่นักวิจัยท้องถิ่นของไทยก็พบว่า ตะกอนทรายมีอายุประมาณ 2,200 ปี

รายงานระบุด้วยว่า ในปี 2547 มีประชาชนหลายพันคนที่อาศัยอยู่บนเกาะซิมิวลูในอินโดนีเซียรอดชีวิตมาได้ เพราะบรรพบุรุษของพวกเขาเคยเผชิญคลื่นยักษ์สึนามิมาแล้วเมื่อปี 2450 หรือประมาณ 101 ปีก่อน อีกทั้งหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา มักสอนลูกหลานของพวกเขาให้รีบหนีไปยังที่สูง หากรู้สึกถึงพื้นดินสั่นสะเทือน ที่เปรียบเสมือนระบบเตือนภัยสึนามิด้วยธรรมชาติ.



หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2551
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ตุลาคม 31, 2008, 12:49:28 AM
ผู้จัดการออนไลน์


ชาวบ้าน ต.ฉลอง จ.ภูเก็ต ตื่นปลาขนาดใหญ่ปากคล้ายจระเข้
 
(http://pics.manager.co.th/Thumbnails/551000013837801.JPEG)    (http://pics.manager.co.th/Thumbnails/551000013837802.JPEG)

ศูนย์ ข่าวภูเก็ต - ชาวบ้านหมู่ที่ 5 บ้านนากก ต.ฉลอง ภูเก็ต แตกตื่นมุงดูปลาประหลาดขนาดใหญ่ปากเหมือนจระเข้ ซึ่งชาวบ้านตกเบ็ดได้จากขุมเหมือง ติดกับหมู่บ้านเจ้าฟ้าธานี แจ้งเจ้าหน้าที่ประมงเข้าตรวจสอบแล้ว
       
       วันนี้ (29 ต.ค) ที่บริเวณบ้านเลขที่ 20/3 ซอยนากก ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต มีชาวบ้านแวะเวียนมาดูปลาขนาดใหญ่น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ขนาดลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร มีเกร็ด ไม่มีครีบหลัง ส่วนปากยาวคล้ายกับปากจระเข้ มีฟันแหลมคม มีฉมูก ซึ่งนายนฤพล สงวนนาม อายุ 38 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าวตกเบ็ดมาได้เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (29 ต.ค) ที่บริเวณขุมเหมืองติดกับหมู่บ้านเจ้าฟ้าธานี ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต และนำมาขังไว้ในบ่อซีเมนต์ ซึ่งสร้างความแตกตื่นให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก
       
       ชาวบ้านส่วนใหญ่บอกว่าไม่เคยเห็นปลาชนิดนี้มาก่อน จึงไม่แน่ใจว่าเป็นปลาอะไร และขณะนี้ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ตทราบแล้วเพื่อ เข้าไปทำการตรวจสอบปลาดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่
       
       อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามนายจเร มณีศรี ชาวบ้านหมู่ที่ 5 ต.นากก ทราบว่า ปลาที่นายนฤพล ตกเบ็ดมาได้นั้นเป็นปลาที่มีสภาพคุ้นเคยกับคน เชื่อว่าน่าจะเป็นปลาที่คนนำมาเลี้ยงแต่เมื่อตัวใหญ่ขึ้นจึงนำไปปล่อยลงขุม เหมือง และมาติดเบ็ดชาวบ้านที่ออกไปตกปลาหมอเทศในขุมเหมืองดังกล่าว โดยปลาที่พบเข้ามากินปลาหมอเทศที่ติดเบ็ดชาวบ้าน และกลายเป็นติดเบ็ดแทน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีปลาชนิดนี้อยู่ในขุมเหมืองอีกหลายตัว เนื่องจากชาวบ้านพบเห็นปลาขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาหาอาหารกินอยู่
       
       ส่วนปลาที่พบขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะนำไปทำอะไร เนื่องจากนายนฤพลซึ่งเป็นคนตกปลาได้ ออกไปทำงานข้างนอก คงจะต้องรอให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ต เข้ามาตรวจสอบก่อน



หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2551
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ตุลาคม 31, 2008, 12:55:13 AM
มติชน


เล่าเรื่องเรือใบที่บาหลี

(http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/10/pra01311051p1.jpg)
น้องนาย แชมป์ออพติมิสต์หญิงแล่นนำเข้าเส้นชัย

กำแพงคลื่นยักษ์สูงราวตึกสองชั้น โยนตัวเล่นระดับไล่เรียงเป็นเนินน้ำน้อยใหญ่โถมซัดเข้าหาฝั่ง

ตรง ขอบบนสุดของยอดคลื่นเริ่มปรากฏใบเรือสีขาวให้เห็นชัดขึ้น จากหนึ่งลำ สองลำ ห้าลำ และอีกหลายสิบลำ อวดใบเรียงรับลมเป็นแถว ทั้งหมดกำลังแล่นไล่กวดกันเข้าสู่แนวทุ่นใกล้เรือกรรมการซึ่งเป็นจุดตัดสิน แพ้ชนะ

"รุ่นนี้ของไทยเรานำทุกรอบ...ตัวเล็กๆ ลำหน้าสุดนั่นแหละ" เสียงน้องอ้อน เลขาฯสมาคมเรือใบตะโกนบอกมาจากท้ายเรือ

ผม พยายามเพ่งสายตาผ่านช่องมองของกล้องถ่ายภาพที่ติดเลนส์ซูมช่วยขยายเป้าหมาย ให้เห็นได้ใกล้ขึ้นกว่าสายตาปกติ แม้ยังเห็นหน้าไม่ชัดนักว่าผู้บังคับเรือใบลำหน้าสุดใช่ตัวเต็งที่เราตั้งใจ ข้ามน้ำข้ามทะเลมารอเชียร์หรือไม่ แต่จากรหัสตัวเลข 112 และอักษร THA บนใบเรือยืนยันว่าเชียร์ไม่ผิดลำแน่

ใช่แล้ว "น้องนาย" ด.ญ.นพเกล้า พูนพัฒน์ คือผู้ควบคุมเรือออพติมิสต์ลำดังกล่าว

เธอ เป็นเจ้าหญิงตัวน้อยที่คนในแวดวงกีฬาเรือใบกล่าวถึงด้วยความชื่นชมจากผลงาน เหรียญทองประเภททีม และเหรียญเงินประเภทออพติมิสต์หญิง ในสนามซีเกมส์ครั้งที่ 24 และได้รับรางวัลนักกีฬายุวชนหญิงยอดเยี่ยมจากสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย ประจำปี 2550

เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เธอได้อันดับที่ 4 จากการเข้าประลองฝีมือในรายการ IODA WORLD SAILING CHAMPIONSHIP ที่ประเทศตุรกี ซึ่งมีเรือเข้าแข่งทั้งหมด 250 ลำ จาก 46 ประเทศทั่วโลก

สำหรับ รายการที่กำลังชมอยู่นี้เป็นเวทีระดับอาเซียน ใช้ชื่อว่า The 13th Asian Sailing Championship จัดที่ชายฝั่งตอนใต้ของเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 7-13 ตุลาคม 2551

จากชัยชนะในรอบที่ 10 ที่ผ่านไปเมื่อครู่ ถือว่าน้องนายทำคะแนนรวมนำคู่แข่งแบบขาดลอย โดยไม่จำเป็นต้องลงแข่งอีก 2 รอบที่เหลือก็ยังได้ เหรียญทองรายการออพติมิสต์หญิงที่บาหลี จึงเป็นของเธอแบบไม่ต้องลุ้น

น้อง นายแล่นใบช้าๆ โฉบเข้ามาทักทายพวกเรา พร้อมโบกมือให้ทีมโค้ชและเพื่อนนักแข่งทีมชาติไทย ซึ่งแน่นอนว่ามีตั้งแต่วัยใกล้เคียงกันจนถึงรุ่นคุณพ่อคุณลุง

ไม่น่า เชื่อว่าผู้หญิงตัวน้อยๆ อายุ 13 ขวบที่เห็นอยู่ตรงหน้า จะมีน้ำอดน้ำทน ทุ่มเทเรี่ยวแรงบังคับเรือสู้กับเกลียวคลื่นและแสงแดดที่แผดกล้าอยู่กลาง ท้องทะเลตามลำพังได้ตลอดทั้งวันแบบนี้

(http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/10/pra01311051p2.jpg)
(บน) ณัฐวุฒิ แป้นแย้ม แชมป์เลเซอร์ 4.7 (กลาง) รวมแชมป์ทั้งสามรุ่น (ล่าง) นักแล่นใบไทยกับโล่รางวัลในงานเลี้ยงอำลา

เรา แทบไม่เห็นร่องรอยความเหนื่อยอ่อนบนใบหน้าของแชมป์ตัวน้อยเลย เธอยิ้มและพูดคุยอย่างสนุกสนานเป็นกันเองกับทุกคน ซึ่งรวมถึงเพื่อนๆ นักแข่งชาวต่างชาติ ที่แล่นเรือโฉบมาแสดงความยินดีกับเธอด้วยความชื่นชม

การ ก้าวเข้าสู่วงการกีฬาเรือใบของน้องนายอาจโชคดีกว่าคนอื่นอยู่บ้าง ตรงที่บ้านเกิดเธออยู่ใกล้อ่าวดงตาลที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จึงมีโอกาสทำความรู้จักคุ้นเคยกับท้องทะเลและการแล่นเรือใบมาตั้งแต่เด็ก

หาก แต่เบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริงของเธออยู่ที่การทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักและ เอาจริงเอาจัง โดยมีคุณพ่อ (พันจ่าเอก สมเกียรติ พูนพัฒน์) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งครูและพี่เลี้ยง และเป็นผู้ชักนำให้น้องนายเข้าฝึกในโครงการเรือใบเยาวชนของสมาคมเรือใบแห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ "ศูนย์สมุทรกีฬา" สัตหีบ ตั้งแต่น้องนายอายุ 7 ขวบ

ในวันธรรมดาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงช่วงบ่ายหลังเลิกเรียน น้องนายต้องพาเรือใบคู่ใจออกไปฝึกฝนอยู่กลางทะเล และเพิ่มรอบเช้าสำหรับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

น้องนายเริ่มหัดเรียน ตั้งแต่วิธีผูกเชือกด้วยเงื่อนแบบต่างๆ ที่ใช้กับเรือใบ ต้องเรียนการเตรียมเรือ การกางใบ เทคนิคการแล่น การบังคับเรือ การทรงตัว การโหนเรือ จนถึงวิธีกู้เรือเมื่อล่มอยู่กลางทะเลตามลำพัง

การรู้จัก เรือที่ใช้เป็นพาหนะคู่ใจอย่างถ่องแท้ และฝึกฝนจนสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ บนเรือได้อย่างเชี่ยวชาญเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายนั้นนับเป็นพื้นฐาน สำคัญที่สุดสำหรับนักเล่นเรือใบทุกคน ส่วนทักษะที่เหลือคุณต้องเรียนรู้เอาเองจากสายลมและท้องทะเล

หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า กีฬาเรือใบมีความสนุกตรงไหน เรื่องนี้คงตอบแทนกันไม่ได้จนกว่าคุณจะได้ลองเล่นดูสักครั้ง

แต่ ถ้าถามคนรักเรือใบส่วนใหญ่จะได้รับคำตอบที่คล้ายๆ กันคือ ความรู้สึกปลอดโปร่ง มีอิสระ เสรี เมื่อได้แล่นใบโฉบเฉี่ยวอยู่กลางท้องทะเล ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้ถึงคุณค่าและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มนุษย์ควร ให้ความรักและเคารพ

นั่นเพราะในการแล่นเรือใบใช่ว่าจะบังคับเรือให้ แล่นช้าหรือเร็วตามใจเหมือนขับเจ็ตสกีหรือเรือสปีดโบ๊ทได้ ความเร็วของเรือใบขึ้นอยู่กับกระแสลม ผสานกับทักษะการใช้ใบและหางเสือที่เหมาะสม ตามภาวะของท้องทะเล ณ เวลานั้นเป็นสำคัญ

(http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/10/pra01311051p3.jpg)
(ซ้าย) จุคุง เรือใบท้องถิ่นของบาหลี (ขวา) ตัวอย่างเรือเล็กติดใบของชาวบ้านในคลองสำโรง ราวปี พ.ศ.2490

ผมแอบชื่นชมกีฬาเรือใบมานาน แต่เป็นการชมและเชียร์ทางหน้าจอทีวีที่ส่งมาจากสถานีข่าวต่างประเทศ ครั้งนี้จึงเป็นหนแรกที่ได้ชมการแข่งขันเรือใบแบบเกาะขอบสนามจริงๆ

จึงพอเข้าใจว่าเหตุที่กีฬาเรือใบไม่ค่อยมีคนตามเชียร์เหมือนกีฬาอื่นๆ เพราะสนามแข่งเรือใบส่วนใหญ่อยู่กลางทะเลห่างจากชายฝั่งมาก จนแทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น การชมอย่างใกล้ชิดมี 2 วิธี คือ ลงทุนหาเรือตามออกไปดูกลางทะเล แน่นอนว่าคุณต้องไม่เมาเรือและไม่แพ้แดด หรือไม่ก็นั่งอยู่ที่บ้านรอดูจากภาพข่าวโทรทัศน์ ซึ่งถ้ารายการแข่งขันไม่สำคัญจริงๆ โอกาสเป็นข่าวออกหน้าจอทีวีมีน้อยมาก

ขณะที่กลุ่มผู้เล่นเรือใบในบ้านเราก็มีไม่มาก เพราะอุปกรณ์เรือใบราคาค่อนข้างสูง และต้องมีที่เรียนพร้อมสนามฝึกที่ดี คือชายฝั่งทะเลที่เหมาะสมทั้งปัจจัยด้านกระแสลมและสภาพแวดล้อมทางกายภาพ อื่นๆ การเติบโตของกีฬาเรือใบไทย ณ เวลานี้จึงถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนเล็กๆ ที่มีใจหลงรักเรือใบเป็นพิเศษจริงๆ

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ให้การสนับสนุนที่มีส่วนอย่างมากต่อการส่งเสริมนักกีฬาเรือใบไทย ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับโลก คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยในปีนี้ได้ให้ทุนสนับสนุนสมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยในพระบรม ราชูปถัมภ์ เพื่อส่งนักกีฬาแข่งเรือใบทีมชาติไทยเข้าร่วมแข่งขันเรือใบชิงแชมป์โลก ทั้งหมด 4 รายการ คือ

รายการ IODA WORLD SAILING CHAMPIONSHIP เมื่อ 13-25 กรกฎาคม 2551 ที่ประเทศตุรกี ซึ่งน้องนายได้อันดับ 4 ประเภทออพติมิสต์หญิง รายการ 2008 LASER 4.7 WORLD CHAMPIONSHIP เมื่อ 22-29 สิงหาคม 2551 ที่ประเทศโครเอเชีย ซึ่งนายกีรติ บัวลง ได้อันดับ 6 ของโลก รายการ The 13th ASIAN SAILING CHAMPIONSHIP ระหว่าง 7-13 ตุลาคม 2551 ที่บาหลี และรายการ IODA ASIAN OPTIMIST CHAMPIONSHIP 2008 ระหว่าง 24 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2551 ที่ เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เป็นสนามสุดท้ายของปี

เฉพาะรายการที่บาหลีไทยส่งเรือเข้าแข่งทั้งหมด 5 ประเภท จำนวน 9 ลำ ซึ่งผลการแข่งขันเป็นที่น่ายินดีว่านักกีฬาแข่งเรือใบทีมชาติไทย ชนะเลิศได้อันดับที่ 1 จาก 3 ประเภท คือ

ประเภทโฮบี้ 16 มีนายเรือ คือ เรือโท ดำรงศักดิ์ วงศ์ทิม และนายกฤษดา วงศ์ทิม เป็นลูกเรือ ประเภทเลเซอร์ 4.7 มี นายณัฐวุฒิ แป้นแย้ม เป็นนายเรือ และประเภทออพติมิสต์หญิง มี ด.ญ.นพเก้า พูนพัฒน์ เป็นนายเรือ

ได้อันดับที่ 2 จำนวน 2 ลำ คือ เรือใบประเภท 420 ชาย มี นายนาวี ธรรมสุนทร เป็นนายเรือ นายอธิวัฒน์ โฉมทองดี เป็นลูกเรือ และเรือใบประเภทเลเซอร์ 4.7 ซึ่งมี นายกีระติ บัวลง เป็นนายเรือ

และได้คะแนนรวมเป็นอันดับ 3 อีก 2 ลำ คือ เรือโฮบี้ 16 มี จ่าเอก ธีรพงษ์ วาติบุญเรือง เป็นนายเรือ และ พันจ่าโท มานัส โพธิ์ทอง เป็นลูกเรือ และเรือใบประเภทเลเซอร์ 4.7 หญิง จากฝีมือ ด.ญ.กมลวรรณ จันทร์ยิ้ม

สำหรับนักกีฬาเรือใบของไทยที่ไม่ ได้รับรางวัลใดๆ ในการแข่งครั้งนี้ ผมขอคารวะและชื่นชมในน้ำจิตน้ำใจของท่านทุกคนที่มุมานะทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นถึงพัฒนาการด้านกีฬาเรือใบของคนไทย

ภูมิความ รู้เรื่องเรือใบ หรือการเดินเรือด้วยกระแสลมนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะก่อนที่โลกจะมีเรือกลไฟใช้ บรรดานักสำรวจโลก นักล่าอาณานิคม คาราวานพ่อค้าข้ามชาติสมัยโบราณ ล้วนเดินทางไกลข้ามทวีปด้วยเรือสำเภาขนาดใหญ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแรงลมทั้ง สิ้น

วันที่นั่งเรือกลับจากสนามแข่ง ผมเห็นเรือของชาวประมงท้องถิ่นหลายลำยังคงใช้ใบในการแล่นเรือออกไปหาปลา ชาวบาหลีเรียกเรือแบบนี้ว่า เรือ "จุคุง" ลักษณะตัวเรือเรียวยาว ท้องเรือค่อนข้างลึก มีท่อกลมยึดเป็นสกีอยู่ทั้งสองข้างเพื่อช่วยการทรงตัวยามคลื่นแรง

แม้ผืนใบเรือจะดูเก่าคร่ำคร่าและมีรอยเย็บปะอยู่ทั่วใบ แต่ก็พาชาวประมงแล่นฉิวออกไปหาปลากลางทะเลได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมัน

จากภาพเก่าๆในอดีต ตามแม่น้ำลำคลองและชายฝั่งทะเลบ้านเรา เคยมีเรือขนาดเล็กหลายแบบที่แล่นด้วยการใช้ใบเหมือนกัน แบบหนึ่งที่เราคุ้นชื่อกันมาก คือ "เรือฉลอม" จึงน่าจะมีหน่วยงานสักแห่งลองฟื้นชีวิตเรือฉลอมขึ้นมาแล่นอวดใบประดับตามแม่ น้ำหรือตามชายฝั่งทะเลไทยดูบ้าง

อย่างน้อยก็เพื่อยืนยันว่าคนไทย มีภูมิความรู้เรื่องเรือใบมานาน ไม่ใช่เพิ่งเรียนรู้หรือคอยลอกแบบจากฝรั่งมังค่าแต่อย่างเดียว ทั้งยังเป็นแบบอย่างให้เห็นว่า พลังงานจาก "ลม" ซึ่งมักถูกมองข้ามนั้น เป็นพลังงานทางเลือกที่ใช้ประโยชน์ได้จริง และใช้ได้ฟรีๆ แบบไม่ต้องขอสัมปทานหรือกลัวว่าจะหมดไปจากท้องทะเล


******************************************************************************************************************************


กินปลาลดคอเลสเตอรอลไร้พุงต้านเบาหวาน

ศ. นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนวิทยาคลีนิคและโรคเบาหวาน โรงพยาบาลรามาธิบดี แถลงข่าว "กินปลาไร้พุงต้านโรคเบาหวาน" เนื่องในวันเบาหวานโลก เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ว่า การกินเนื้อปลาที่มีโปรตีนชั้นดีกว่าเนื้อวัว เนื้อหมู ย่อยง่ายกว่ามีไขมันและคอเลสเตอรอลน้อยและช่วยให้อิ่มเร็ว สามารถป้องกันโรคอ้วนได้ เพราะไขมันในเนื้อปลาน้ำจืดและปลาทะเลมีสารโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ลดการจับตัวของหลอดเกล็ดเลือด เพิ่มการขยายตัวของหลอดเลือดทำให้หัวใจและอวัยวะต่างๆ ทำงานเป็นปกติ ช่วยเสริมสร้างเซลล์สมอง ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ควรกินปลามื้อละ 4 ช้อนโต๊ะ หรืออย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์ ปลาที่มีไขมันสูง ได้แก่ ปลาสวาย ปลาทู ปลาร้า ปลาสำลี ปลาช่อน ฯลฯ ควรปรุงด้วยการต้ม หรือย่างด้วยแผ่นฟรอยด์ ซึ่งจะไม่ก่อโรคมะเร็ง



หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2551
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ตุลาคม 31, 2008, 12:57:59 AM
ข่าวสด


ฟื้นทะเลภาคใต้รับการท่องเที่ยว

ประจวบ คีรีขันธ์ - เมื่อเร็วๆ นี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางมาเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ The Royal Coast ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานการท่องเที่ยว ภาคกลางเขต 2 จ.เพชร บุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีการสำรวจพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และจังหวัดระนอง เพื่อนำข้อมูลไปประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างประ เทศ เพื่อเป็นการผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

โดยนายวีระ ศักดิ์ กล่าวว่า โครงการสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำแผนกำหนดเขตพื้นที่ท่องเที่ยว The Royal Coast เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ภัยแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ฝั่งตะวันตก หรือชายฝั่งอันดามันทั้ง 6 จังหวัด แม้ว่าภาครัฐจะหาทางแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถดึงนักท่องเที่ยวจำนวน 8 ล้านคนต่อปี ที่เคยมีให้กลับมาท่องเที่ยวอันดามันได้ทั้งหมด รัฐบาลจึงพิจารณาทรัพยากรธรรมชาติด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาค ใต้ตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง ที่มีความสมบูรณ์และหลากหลาย แต่พบว่าปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาท่องเที่ยวใน 4 จังหวัดดังกล่าว เพียง 792,330 คน จากนักท่องเที่ยวทั้งหมด ที่สำรวจในปี"49 จำนวน 3,702,400 คน ดังนั้น หากมีการสำรวจข้อมูลและประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง เชื่อว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้นด้วยเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้


******************************************************************************************************************************


มสด.ตรังผุดชมรมช่วยอนุรักษ์ ‘ทะเล’   


ชมรมอนุรักษ์ทะเลใต้ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ศูนย์ตรัง จัดทำโครงการพัฒนาและฟื้นฟูชายฝั่งทะเลตรัง โดยนำนักศึกษาของชมรมกว่า 40 คน ออกไปทำความสะอาดตามชายหาดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม พร้อมทั้งกิจกรรมรณรงค์ปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ชุมชน รวมทั้งนักศึกษาเพื่อให้เกิดความรัก ความหวงแหนในธรรมชาติและทำความสะอาดแหล่งท่องเที่ยวให้น่าเที่ยว



หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2551
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ตุลาคม 31, 2008, 01:03:30 AM
กรุงเทพธุรกิจ


อินโดฯ เล่นบทโหดคุมทำประมงน่านน้ำ
   
นายทวี บุญยิ่ง ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารสมาคมประมง แห่งประเทศไทยและนายกสมาคมประมง จ.ระนอง เปิดเผยว่า ขณะนี้กองเรือประมงของไทยได้ทยอยกลับจากน่านน้ำประเทศอินโดนีเซีย กว่า 1,000 ลำแล้ว ทั้งนี้ ภายหลังจากอินโดนีเซียได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการทำประมงใหม่ ด้วยการยกเลิกระบบสัมปทานเปลี่ยนเป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการในท้องถิ่น แทน ขณะเดียวกันยังบังคับให้สัตว์น้ำที่จับมาได้ ต้องขึ้นที่ท่าเรือประมงของอินโดนีเซีย ไม่อนุญาตให้ขนกลับมายังประเทศไทยเช่นที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการประมง ไทยเล็งเห็นว่าไม่คุ้มค่าเพราะราคาซื้อขายที่อินโดนีเซียถูกมาก หากจะนำย้อนกลับมายังประเทศไทยก็เท่ากับเป็นการซื้อขาย 2 ต่อส่งผลให้ราคาสูง ซึ่งกำลังมองหาลู่ทางขยายเข้าไปทำประมงในน่านน้ำพม่าจำนวนประมาณ 100 ลำ

ขณะนี้ทางกรมประมง จึงเร่งหาทางช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการประมง ด้วยการหาทางขยายเขตพื้นที่การทำประมงในน่านน้ำของประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะ พม่า นายสุรินทร์ โหลสงค์ เจ้าของเรือประมงที่ได้รับตั๋วสัมปทานเข้าไปทำประมงในเขตน่านน้ำพม่ากล่าว ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการประมงในเขตพื้นที่ระนองซึ่งมีกองเรือประมง จำนวน 3,000 ลำ และจับสัตว์น้ำในเขตน่านน้ำพม่า 200 ลำ กำลังกังวลว่า กองเรือประมงจากประเทศอินโดนีเซียที่ทยอยกลับมานั้น จะเข้ามาแย่งชิงการ จับสัตว์น้ำกับกองเรือกลุ่มเดิม ขณะนี้ปริมาณสัตว์น้ำที่เรือประมงไทยจับได้มีจำนวนมากพอสมควร แต่หากมีกองเรือประมงเข้าไปเพิ่มเติมอาจจะเป็นการแย่งชิงทรัพยากรกันเอง เพราะเขตพื้นที่ซึ่งได้รับสัมปทานมีจำนวนจำกัด

ดังนั้นจึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาถึงความสมดุลจำนวนเรือกับ ปริมาณสัตว์น้ำ ซึ่งปัจจุบันมีเรือประมงพม่าออกทำการประมงในน่านน้ำพม่าไม่ต่ำกว่า 4,000 ลำ หากรวมกับกองเรือประมงไทยและของชาติอื่นๆ ทั้งหมดที่อยู่ในน่านน้ำพม่าไม่น่าจะต่ำกว่า 5,000 ลำ ซึ่งจำนวนที่มากพอสมควร ดังนั้นอาจเกิดปัญหาตามมาในที่สุดในแง่ของการแย่งชิงสัตว์น้ำ ส่วนน่านน้ำในประเทศอื่นๆ ที่น่าสนใจคือเขตน่านน้ำของประเทศอินเดีย ซึ่งขณะนี้ มีเรือประมงจากระนองเข้าไปทำประมงประมาณ 20 ลำเท่านั้น