|
หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2551 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ธันวาคม 14, 2008, 01:15:34 AM กรมอุตุนิยมวิทยา
สภาวะอากาศทั่วไป บริเวณความกดอากาศสูงกำลังอ่อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีหมอกเพิ่มมากขึ้น ขอให้ประชาชนระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย สำหรับบริเวณประเทศไทยยังคงมีอากาศหนาวเย็นต่อไปอีก ส่วนภาคใต้มีฝนน้อยในระยะนี้ อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่ได้แผ่ปกคลุมถึงประเทศจีนตอนใต้ และจะแผ่เข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิลดลงและมีลมแรง โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะได้รับผลกระทบก่อนต่อจากนั้นภาคอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20 องศา สูงสุด 31 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. คาดหมาย ในช่วงวันที่ 14-17 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนระลอกใหม่จะแผ่เสริมเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิลดลง 2-4 องศากับมีลมแรง สำหรับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศมาเลเซียในช่วงวันที่ 13-15 ธ.ค. ทำให้ภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปจะมีฝนตกเพิ่มขึ้น คลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างจะมีกำลังแรงขึ้น สำหรับในช่วงวันที่ 18-19 ธ.ค.บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 14-16 ธ.ค. ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไประวังอันตรายจากฝนหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ราบลุ่มบางพื้นที่ และชาวเรือในอ่าวไทยระวังอันตรายจากการเดินเรือในช่วงวันที่ 15-18 ธ.ค.ไว้ด้วย หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2551 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ธันวาคม 14, 2008, 01:20:46 AM เดลินิวส์
หนาวนี้ เที่ยวอุทยานต้องเช็กข้อมูล (http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/environment/12/14/185139_89502.jpg) ปีนี้อากาศหนาวเย็นผิดปกติ ทำให้การท่องเที่ยวในภาคเหนือป่าเขาต่าง ๆ ที่มีอากาศหนาวเย็น เป็นที่ถวิลหาของคนไทย หลายคน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีอุณหภูมิลดต่ำลงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของ เขตอุทยานแห่งชาติ และหนาวนี้เป็นปีแรกที่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เนื่องจากในปัจจุบันแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติที่ทำการศึกษาจำนวนหลายแห่ง มีขีดจำกัดในเรื่องการรองรับจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งด้านที่พักสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านกายภาพ ด้านจิตวิทยา และสังคมวัฒนธรรม โดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยประกาศมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในเขตอุทยาน แห่งชาติจำนวน 10 แห่งได้แก่ 1.อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ 2.อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก (แม่ฝาง) จ.เชียงใหม่ 3.อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ 4.อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ 5.อุทยานแห่งชาติ ภูกระดึง จ.เลย 6.อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.ปราจีนบุรี สระบุรี นครนายก และ จ.นครราชสีมา 7.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชร บุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 8.อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจน บุรี 9.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา 10. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา (http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/environment/12/14/185139_89501.jpg) อุภัย วายุพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่าได้ตรวจสอบข้อมูลมาแล้วว่าอุทยานทั้ง 10 แห่งในช่วง วันหยุดเทศกาลมีนักท่องเที่ยวเข้าไปมาก หรือในช่วงเทศกาล ใครจะเข้าพักทั้ง 10 แห่งก่อนล่วงหน้าไม่เกิน 60 วัน เพราะที่พักมีจำนวนจำกัด แต่นักท่องเที่ยวต้องการไปจำนวนมาก ปกติแล้วการจำกัดนักท่องเที่ยวไม่ใช่วันหยุดติดต่อกันหลายวันจำนวนที่พักจะไม่มีปัญหา แต่เมื่อวันหยุดติดต่อกันหลายวันจะพบว่านักท่องเที่ยวเดินทางไปจำนวนมาก ตัวอย่างเช่นวันหยุดยาว 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวไปยังอุทยานแห่งชาติสำคัญมากจนมีปริมาณเกินรับได้ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บางคนยังไม่รู้ถึงกฎข้อบังคับ และการตรวจสอบข้อมูลก่อนทำให้ผิดหวังกับการไปสัมผัสอากาศหนาวในพื้นที่อุทยาน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า แม้ว่านักท่องเที่ยวจะวางแผนล่วงหน้า หรือไม่ได้วางแผนก็ตามประเภทไปเช้าเย็นกลับ ถ้าในวันนั้นเช่นในเทศกาลปีใหม่ปรากฏว่านักท่องเที่ยวเข้าไปตามจำนวนที่กำหนด นักท่องเที่ยวที่ไปทีหลังต้องรอคิวจนกว่าจะมีนักท่องเที่ยวกลับออกมาก่อน นอกจากนี้ยังมีนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มที่เข้าไปเที่ยวอุทยานแล้วไม่ได้จองล่วงหน้าเข้าไปแล้วต้องการจะพักค้างคืนในอุทยาน กรณีนี้ จะได้รับคำแนะนำให้พักยังอุทยานแห่งชาติใกล้เคียงหรือที่พักของเอกชนแทน “ยอมรับว่าปีนี้หนาวผิดปกติ นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องการมาสัมผัสอากาศหนาวพร้อม ๆ กันและไปในสถานที่ที่คนไปเยอะ ในช่วงเทศกาลปีใหม่อย่าชะล่าใจ สถานการณ์ขณะนี้บ้านพักในอุทยานแห่งชาติทั้ง 10 แห่ง ที่พักได้ถูกจองเต็มหมดแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนสถานที่กางเต็นท์ยังเหลืออีก 50 เปอร์เซ็นต์” อธิบดีกรมอุทยานฯบอกถึงสถานการณ์ล่าสุด ทั้งนี้อุทยานแห่งชาติทั้งหมดมีอยู่ 184 แห่งส่วนใหญ่จะเปิดตัวในช่วงนี้รวมทั้งพื้นที่อุทยานทางทะเลจะเปิดบริการในช่วงนี้เพราะบางส่วนปิดฟื้นฟูในช่วงหน้าฝน การท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติที่เหลือ ก็ต้องสอบถามข้อมูลและวางแผนก่อนไปเที่ยวยังอุทยานดังกล่าว และที่สำคัญต้องศึกษากฎอันเคร่งครัดของการเที่ยวในพื้นที่อุทยาน ปัญหาส่วนใหญ่ที่นักท่องเที่ยวไม่ทราบคือการห้ามนำสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเข้ามาในพื้นที่เขตอุทยาน เพราะเพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคมายังสัตว์ป่ารวมถึงสัตว์เลี้ยงนำเชื้อโรคจากป่ากลับมา นักท่องเที่ยวที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจะไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าพื้นที่อุทยาน (http://ads.dailynews.co.th/news/images/2008/environment/12/14/185139_89503.jpg) อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฝากคำแนะนำสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในเขตอุทยาน อันดับแรกก่อนไปต้องเช็กข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวแต่ถ้าไม่ใช่จำนวน 10 แห่งดังกล่าวอุทยานบางแห่งยังมีพื้นที่เหลือสำหรับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันต้องเตรียมร่างกายตัวเองด้วย เมื่อรู้ว่าจะต้องไปสัมผัสอากาศหนาวควรเตรียมฟิตร่างกายให้พร้อม และศึกษากฎอันเคร่งครัดของอุทยาน อย่าเดินไปในเส้นทางที่ไม่ได้กำหนด เพราะทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวหลงป่า ปัจจุบันการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ธรรมชาติซึ่งเป็นเขตอุทยานมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี มาตรการจำกัดนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้ไปเที่ยวได้รับความสะดวกสบาย ขณะเดียวกันเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมอุทยาน กรมอุทยานได้อนุมัติงบประมาณ 10 ล้านบาท ในการทำ โครงการอุทยานแห่งชาติสีเขียว เพราะที่ผ่านมากรมอนามัยได้เข้าไปสุ่มตรวจอุทยานแห่งชาติ 19 แห่งปรากฏว่าผ่านเกณฑ์ 4 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตรวจสอบเรื่องการจัดการขยะ บ้านพัก มีบ่อดักไขมัน แม้กระทั่งสบู่ ยาสระผม น้ำยาล้างจานเป็นพิษต่อสัตว์น้ำหรือไม่ ฯลฯ โครงการอุทยานแห่งชาติสีเขียว จะนำร่องในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก่อนปีใหม่นี้ นักท่องเที่ยวจะได้เห็นการจัดการขยะอย่างเป็นกระบวนการ ในเบื้องต้นขอความร่วมมือให้นักท่องเที่ยวนำขยะกลับมา หรือการขอความร่วมมือให้ใช้สบู่ แชมพูที่อุทยานผลิตขึ้น ซึ่งไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนตัวอย่างของอุทยานแห่งชาติที่เริ่มเห็นการจัดการอุทยานแห่งชาติสีเขียวให้เห็นแล้วในขณะนี้คือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่มี รถตู้บริการตรงกม.45 โดยเก็บค่าบริการคนละ 120 บาท เพื่อลดจำนวนรถยนต์ที่นำพาควันพิษขึ้นสู่ยอดดอย หวังว่าการเที่ยวอุทยานในหน้าหนาวในปีนี้ จะได้รับความสะดวกสบายมีความสุขในการพักผ่อนทุกคน สอบถามข้อมูลและจองที่พักในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติฯ ได้ที่ 0-2562-0760 เว็บไซต์ WWW. DNP.GO.TH . หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2551 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ธันวาคม 14, 2008, 01:33:55 AM มติชน
"โลงศพ"ของคนรักสัตว์ : คอลัมน์ เรื่องไม่ธรรมดา โดย สุทธาสินี จิตรกรรมไทย (http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/12/fun02141251p1.jpg) เดียนนา เจนเธอร์ กับโลงศพของคนรักสัตว์ ข่าวของกลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์อย่างกลุ่ม "พีต้า" ดูจะดึงดูดความสนใจของผู้คนในสังคมได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดารา-นางแบบชั้นนำของโลกหลายคนถ่ายแบบเปลือยกาย เพื่อสนับสนุนพีต้า เรื่องการต่อต้านการใช้เสื้อผ้าที่ทำจากขนสัตว์ หรือข่าวที่พีต้าออกโรงแสดงความไม่เห็นด้วยที่นักแสดงหรือนักร้องบางคนออกมาเดินเฉิดฉายในชุดขนสัตว์ ล่าสุด...เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พีต้าก็มีโครงการใหม่ นั่นคือ "โลงศพสำหรับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์" โลงศพที่ว่ามี "เดียนนา เจนเธอร์" หญิงชาวอเมริกันวัย 44 เจ้าของบริษัทรับทำโลงศพ "ดิ โอลด์ ไพน์ บ็อกซ์" เป็นผู้รับผิดชอบในการทำและสร้างสรรค์ (http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/12/fun02141251p2.jpg) ภาพวาดบนฝาโลงเป็นลายนก ตัวโลงทำด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้สน ไม้เมเปิล ฯลฯ ทั้งยังไม่มีการใช้สกรู ตะปู หรือกาวที่ทำจากสัตว์ เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และเพื่อให้ย่อยสลายได้ง่ายด้วยอีกประการ ส่วนบนโลงหรือข้างโลงก็มีสโลแกนโดนๆ ประมาณว่า "สมาชิกพีต้าตลอดชีวิต" "ฉันช่วยเหลือสัตว์มาแล้ว 500 ตัวเชียวนะ" หรือ "จะบอกให้นะว่าฉันไม่ยอมตายในชุดขนสัตว์เด็ดขาด!" ไว้เอาใจเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวพีต้า ให้เลือกใช้กันตามความชอบ ราคาของโลงศพอยู่ระหว่าง 620-670 เหรียญ (ราว 21,700-23,400 บาท) ซึ่งในจำนวนนี้รวมการบริจาคให้พีต้าแล้ว 75 เหรียญ (ราว 2,6000 บาท) (http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2008/12/fun02141251p3.jpg) โลงศพของคนรักสัตว์ แรกเริ่มเดิมที เจนเธอร์คิดว่าพีต้าต้องการให้บริษัทของเธอทำโลงศพสำหรับสัตว์เสียอีก ซึ่ง ดิ โอลด์ ไพน์ บ็อกซ์ ก็เคยรับงานทำโลงศพสำหรับสัตว์มาก่อน แต่เมื่อพีต้าส่งแบบมาให้ เจนเธอร์ก็เลยรู้ว่าที่พีต้าต้องการไม่ใช่โลงศพสำหรับสัตว์ แต่เป็นโลงศพสำหรับคน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะเป็นงานหลักของ ดิ โอลด์ ไพน์ บ็อกซ์ อยู่แล้ว "มิเชล แม็กกรอว์" โฆษกของพีต้าในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา พูดถึงโลงศพรักโลกของคนรักสัตว์นี้ว่า พีต้ามีสมาชิกและผู้สนับสนุนประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งน่าจะมีคนในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งที่อยากใช้โลงศพแบบนี้บ้าง เสียงตอบรับมีแนวโน้มไปในทางดี อย่าง "โจแอน คาลพิน" หนึ่งในสมาชิกของพีต้าก็วางแผนจะซื้อสักโลง ทั้งจะชักชวนเพื่อนที่มีอุดมการณ์รักสัตว์เหมือนกันให้ซื้อโลงศพแบบนี้ด้วย "ทุกคนบอกอยู่ตลอดว่าช่วยเหลือสัตว์มาตลอดชีวิต คราวนี้แหละที่คุณยังจะได้พูดประโยคแบบนี้ต่อไป แม้ว่าชีวิตคุณจะสิ้นไปแล้วก็ตาม" คาลพินบอก "เอ่อ...ว่าแต่อยากใช้โลงศพของคนรักสัตว์เร็วขนาดนี้เลยหรือ?" หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2551 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ธันวาคม 14, 2008, 01:40:31 AM ข่าวสด
เตาเผาพิทักษ์โลกสร้างอนุรักษ์สวล. สมุทรสงคราม - สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกับ โครงการวิจัยถ่ายทอดการสร้างเตาเผาถ่านคุณภาพสูงขนาดเล็ก เข้าไปสนับสนุนและแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้นำวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นจำพวกเศษไม้ที่เหลือจากการตัดแต่งกิ่งไม้ผลมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นถ่าน นายสุพรชัย มั่งมีสิทธิ์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนา ม.ศิลปากร กล่าวว่า การใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้มในประเทศไทยนั้นยังพบได้ทั่วไป แต่การผลิตถ่านไม้ในปัจจุบันเป็นต้นเหตุของการตัดไม้ทำลายป่าและสร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม เตาเผาถ่านที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส.นั้นจะเผาถ่านด้วยระบบอับอากาศ ทำให้ได้ถ่านไม้คุณภาพสูงประมาณ 70-75 ก.ก. ต่อเนื้อไม้สด 200 ก.ก. ในปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตถ่านไม้จากไม้ฟืนไม่ต่ำกว่าปีละ 3 ล้านตัน แต่กลับได้ผลผลิตเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ หากเปลี่ยนมาใช้กระบวนการผลิตถ่านด้วยวิธีการนี้จะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ และควันที่ปล่อยทิ้งไปนั้นก็ยังสามารถนำมาผลิตเป็นน้ำส้มควันไม้ได้ถึงปีละ 750,000 ลิตร และยังไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นายบุญเลิศ พันธ์โภคา ชาวสวนผลไม้กลุ่ม "คนเอาถ่าน" อ.อัมพวา เล่าว่า มีสมาชิกทั้งสิ้น 22 คน โดยจะนำเอากิ่งไม้ผลอย่างส้มโอ ลิ้นจี่ที่เหลือจากการตัดแต่งกิ่งก้านของไม้ผลชนิดต่างๆ มาเผาถ่าน ซึ่งถ่านที่ได้จะมีแม่ค้ามารับไปจำหน่ายถึงที่โดยขายส่งก.ก.ละ 5 บาท และขายปลีกกงก.ละ 8 บาท ************************************************************************************************** "อีแร้ง"บุก"เขาเขียว" : คอลัมน์ ทัวร์ทโมน ปริญญา ผดุงถิ่น pui@tourtamoan.com (http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2008/12/hap05141251p1.jpg) อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ขณะร่อนเหนือท้องทุ่งภายในสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ผมได้ข้อมูลเรื่องและภาพสุดเจ๋ง ก่อนถึงกำหนดลงมือเขียนต้นฉบับชิ้นนี้แค่วันเดียว ต้องนับว่าในความโชคดีของผม อาจเป็นความโชคดีของผู้อ่านและผู้สนใจทุกท่านด้วย มันคือการปรากฏตัวของอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (Himalayan Griffon) 2 ตัว ณ ท้องทุ่งภายในสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จ.ชลบุรี ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกของวงการดูนกเมืองไทยด้วย ที่สามารถดูและถ่ายรูปอีแร้งบินร่อนบนฟ้า อย่างใกล้ชิดและยาวนานขนาดนี้! โดยที่ผ่านๆ มา (ไม่นับสมัยพระเจ้าเหาที่ยังมีอีแร้งบินว่อนไปทั่ว แม้แต่ในกรุงเทพฯ) เราอาจได้เจอแร้งบินอพยพข้ามหัวไปตามทางอพยพของมัน หายลับไปอย่างรวดเร็ว ไม่อีกที ก็เป็นชาวบ้านเจอตอนอีแร้งหมดแรง ร่วงหล่นจากท้องฟ้ามาให้จับ อันเนื่องจากความอดอยาก หาซากสัตว์เน่ามาเติมพลังไม่ได้ตลอดเส้นทางการบิน เพื่อนผมเจ้าของฉายา"พญากระรอกแทะโลมความยุติธรรม" เป็นคนเจออีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยคู่นี้เป็นคนแรก เมื่อเวลาบ่ายโมง วันที่ 10 ธ.ค. 51 ระหว่างพาลูกๆ ไปเที่ยวดูสัตว์ในสวนสัตว์เปิด โดยตัวเองไม่ลืมคล้องกล้องสองตาไว้ด้วย พอผมรับรู้ข่าว ก็ฟอร์มทีมบุกสวนสัตว์เปิดเขาเขียวในวันรุ่งขึ้นทันที ไปถึงแต่ 6 โมงเช้า สวนสัตว์ยังไม่เปิดทำการด้วยซ้ำ ได้แต่จอดรถรอดเวลา ท่ามกลางกระแสลมเย็นที่พัดฉิวจนสั่นสะท้าน พอได้เวลาก็ตีตั๋วเป็นคนแรก เมื่อไปถึงยังจุดที่ได้รับการชี้เป้า ไม่ต้องรอนาน อีแร้ง 2 ตัวนี้ก็บินเยิบๆ ในระดับต่ำผ่านไป เหมือนมันเพิ่งโผบินขึ้นจากกิ่งที่เกาะนอน จากนั้นก็เป็นรายการอีแร้งโชว์ มันร่อนวนให้ชมเป็นนานสองนาน ท่ามกลางเสียงชัตเตอร์ลั่นรัว อาจวนหายไป แต่สักพักก็วนกลับมาอีก และครั้งหนึ่ง ร่อนเหินอย่างงามสง่าในระดับต่ำมาก นิยามสไตล์การบินของอีแร้ง จากที่เห็นรอบนี้ก็คือ "เตี้ย ใหญ่ ช้า" จากนั้น เจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ก็ระแคะระคายข่าว มาพูดคุยสอบถามข้อมูลของผมกันอย่างคึกคัก ซึ่งผมก็บอกไปว่า นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาจะเกิดขึ้น แต่เป็นนานทีปีหนถึงจะพบสักครั้ง อีแร้งบินวนไปมาอยู่ติดที่แบบนี้ ทางสวนสัตว์เปิดจึงดำเนินการสมชื่อ"สวนสัตว์เปิด" ไม่เลือกที่รักมักที่ชังว่าต้องเป็นสัตว์ในที่กักขัง จัดการหาเศษซากสัตว์ เอาไปกองไว้ตรงกลางทุ่งนั้นอย่างไม่ชักช้า เพื่อว่าหากอีแร้งกำลังอยู่ในสภาพหิวโซ ต้องการอาหารประทังชีวิตระหว่างการอพยพประจำปี จะได้ไม่ประสบชะตากรรมแบบอีแร้งอื่นๆ ที่ร่วงหล่นจากฟ้า (ให้หนังสือพิมพ์ที่ไม่ประสาเรื่องธรรมชาติ พาดหัวว่า"ตื่นนกยักษ์" 555) นอกจากอีแร้งเป็นไฮไลต์สุดๆ แล้ว ภายในพื้นที่อันเต็มไปด้วยแมกไม้ของสวนสัตว์ ก็ยังมีนกป่าอาศัยอยู่มากมายด้วย สามารถใช้เป็นแหล่งดูนกตอนเช้าๆ ได้เป็นอย่างดี ตอนนี้ผมได้แต่ลุ้น ภาวนาใหอีแร้งหันมาสนใจซากสัตว์ที่สวนสัตว์กองไว้ให้ เมื่อนั้นคนรักนกทั้งหลาย จะได้มันสสสส์กับสัตว์หายากกันอย่างถ้วนทั่วและจุใจไปเลย หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2551 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ ธันวาคม 14, 2008, 01:52:47 AM กรุงเทพธุรกิจ
อุทยานฯสั่งรื้อถอนอาดังรีสอร์ทภายใน 10 ม.ค. (http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/13/thumb/319941_thumb3bkk.jpg) กรมอุทยานฯ ลงดาบติดคำสั่งรื้อถอน "อาดังรีสอร์ท" จ.สตูลให้แล้วเสร็จภายใน 10 ม.ค. 2552 หัวหน้าตะรุเตา ยันไม่มีมวยล้ม แต่เปิดให้เจ้าของรีสอร์ทอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน เผยผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พยายามตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ย แต่ไม่สำเร็จ ความคืบหน้ากรณีที่บริษัท อาดัง รีสอร์ท จำกัด ได้ชนะการประมูลลงทุนโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ สต. 35 (เกาะอาดัง) อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จำนวน 5 ไร่ 11 ตารางวา จากสำนักงานธนารักษ์จังหวัดสตูล และก่อสร้างรีสอร์ทมูลค่า 70 ล้านบาท แต่ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีคำวินิจฉัยว่าการขอใช้พื้นที่ดังกล่าวต้องขอความเห็นชอบจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และให้กรมอุทยานฯ มีอำนาจตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 นั้น นายณัฐพล รัตนพันธุ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ได้ลงนามในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เรื่องให้ บริษัท อาดัง รีสอร์ท จำกัด ทำลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใด ที่ผิดไปจากสภาพเดิมออก ให้พ้นจากอุทยานแห่งชาติตะรุเตา หรือทำให้สิ่งนั้นๆ กลับสู่สภาพเดิมแล้ว ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 ม.ค. 2552 หากผู้ประกอบการยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทางอุทยานฯ จะสามารถใช้อำนาจกฎหมายเข้าไปทำการรื้อถอนเองได้ แต่จะมีหนังสืออีกฉบับหนึ่งเพื่อแจ้งให้เจ้าของรับทราบ และจะเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายกับผู้ประกอบการตามกฎหมาย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา กล่าวว่า ถึงจะมีประกาศคำสั่งรื้อถอนแล้วก็ตาม ทาง ผู้ประกอบการยังมีโอกาสอุทธรณ์คำสั่งได้ภายในระยะเวลา 15 วัน แต่คำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย แต่ไม่ได้หมายความร่วมถึงการให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งนี้ เว้นแต่จะได้มีคำสั่งให้ทุเลาบังคับโดยชัดแจ้ง อย่างไรก็ตาม ได้การติดคำสั่งประกาศรื้อถอนดังกล่าวไปที่บริเวณโครงการ และแจ้งจดหมายไปยังได้องค์การบริหารส่วนตำบล และ จังหวัดสตูล เพื่อรับทราบแล้ว "ผมยืนยันว่ากรณีอาดังรีสอร์ท จะไม่มีมวยล้มอย่างแน่นอน เพราะขณะนี้ข้อกฎหมายรัดคออยู่ ในฐานะผู้ปฏิบัติงานต้องมีความเข้มงวดและทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งกรณีนี้เชื่อว่าจะไม่จบง่ายๆ แต่จะยาวไปตามขั้นตอน และผู้ประกอบการเขาอาจฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้เพราะมีสิทธิและเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมานายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ก็เชิญผู้ประกอบการคือนางปริศนา อรุณเวชกุล และผู้แทนจากฝ่ายนิติการกรมอุทยานฯ และกรมธนารักษ์สตูล เข้าหารือร่วมกันและตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อหาทางออก" นายณัฐพล กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อาดัง รีสอร์ท ได้มีการสัญญาก่อสร้างอาคารยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลัง ลงวันที่ 14 พ.ย. 2550 โดยมี คู่สัญญาระหว่างกระทรวงการคลังกับบริษัทอาดังรีสอร์ท จำกัด ก่อสร้างอาคารและสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างจำนวน 33 รายการ ในที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ สต.35 บริเวณเกาะอาดัง จ.สตูล ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา โดยกระบวนการดำเนินการดังกล่าวกรมอุทยาน ได้มีการคัดค้านแจ้งผลความเสียหายต่อทรัพยากรและความงามตามธรรมชาติ นอกจากนี้ได้กล่าวอ้างการดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการดำ เนินงานพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ สต. 35 (เกาะอาดัง) โดยไม่ได้ขออนุญาตหรือขอความเห็นชอบจากกรมอุทยาน ก่อนเริ่มการก่อสร้างอาคารเพื่อทำรีสอร์ท จนกระทั่งมีการนำประเด็นกฎหมายที่ดินทับซ้อนระหว่างอุทยาน กับกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุเข้าพิจารณาในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จนมีคำวินิจฉัยว่ากรมธนารักษ์ต้องขออนุญาตหรือขอความเห็นชอบจากกรมอุทยาน ก่อนเริ่มก่อสร้างอาคารเพื่อทำรีสอร์ท และให้อุทยานฯใช้อำนาจ ตาม มาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานฯ สั่งให้บริษัท อาดังรีสอร์ท ทำลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งอื่นใดที่ผิดไปจากเดิมออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติ |