|
หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2552 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ มกราคม 01, 2009, 11:38:00 PM กรมอุตุนิยมวิทยา
สภาวะอากาศทั่วไป บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมา ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป โดยอุณหภูมิจะลดลงอีกเล็กน้อย และมีลมแรง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไปมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันที่ 2- 3 ม.ค. 2552 ไว้ด้วย กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีกเล็กน้อย และมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-30 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. คาดหมาย ในช่วงวันที่ 2-3 ม.ค. 2552 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ประกอบคลื่นกระแสลมตะวันตกจะเคลื่อนผ่านภาคเหนือในช่วงวันที่ 2-3 ม.ค. 2552 ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลง โดยอุณหภูมิ จะลดลงอีก 2-4 องศา และมีลมแรง ส่วนภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองกระจายกับมีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมในอ่าวไทยสูง 2-3 เมตร ต่อจากนั้นในช่วงวันที่ 4-5 ม.ค. 2552 บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-3 องศา โดยจะมีหมอกหนาในบางพื้นที่ และอากาศยังคงหนาวเย็นต่อไปอีก ส่วนภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย สำหรับคลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 6-8 ม.ค. 2552 บริเวณความกดอากาศสูงระลอกใหม่จะแผ่ลงมากคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกครั้งหนึ่ง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลง และมีลมแรง ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 2 - 3 ม.ค. 2552 ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไประวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ ส่วนชาวเรือในอ่าวไทยควรระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไปควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2552 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ มกราคม 01, 2009, 11:48:04 PM ไทยรัฐ
ประมงไทยหวันตลาดส่งออกเดี้ยง นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ว่า สหภาพยุโรป หรืออียู ได้ประกาศใช้ระเบียบเกี่ยวกับการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม ซึ่งคณะมนตรียุโรปได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2551 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 เป็นต้นไป โดยอียูได้ให้เหตุผลในการประกาศใช้ระเบียบดังกล่าวว่า การทำประมงแบบผิดกฎหมายถือเป็นภัยร้ายแรงต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทรัพยากรสิ่งมีชีวิตทางทะเล และยังเป็นอันตรายต่อทรัพยากรทางทะเล การรักษาไว้ซึ่งจำนวนสัตว์น้ำที่ยั่งยืน และความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรทางทะเลอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมา อียูมีการนำเข้าสินค้าจากการทำประมงแบบผิดกฎหมายและไร้การควบคุมประมาณปีละ 1,100 ล้านยูโร คิดเป็น 6.9% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประมงทั้งหมด และขณะนี้ยังไม่มีกลไกการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อควบคุมการผลิตได้ เป็นผลให้การทำประมงแบบดังกล่าวสามารถเข้าสู่ตลาดอียูได้อย่างง่ายดาย สำหรับกฎระเบียบดังกล่าวมีข้อกำหนด ดังนี้ ผลิตภัณฑ์ประมงทั้งที่แปรรูปแล้วและยังไม่แปรรูปภายใต้พิกัดฯ 03, 1604 และ 1605 (ยกเว้นสัตว์น้ำจืด ปลาสวยงาม สินค้าสัตว์น้ำที่มาจากการเพาะเลี้ยง และหอยสองฝาบางชนิด) ต้องมีใบรับรองการจับสัตว์น้ำจากกรมประมงประกอบการนำเข้า ส่วนเรือประมงจากประเทศที่สามต้องแจ้งให้ประเทศสมาชิกอียูทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำการก่อนเรือจะเข้าเทียบท่า โดยอียูจะทำการตรวจสอบเรือประมงจากประเทศที่สามอย่างน้อย 5% ของปริมาณการขนย้ายสินค้าขึ้นเรือและการขนถ่ายสินค้าระหว่างเรือในแต่ละปี คณะกรรมาธิการยุโรปจะใช้ระบบแจ้งเตือนไปยังประเทศที่สามที่เกี่ยวข้อง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบของเรือประมง ส่วนกรณีที่ตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืนขั้นรุนแรง หรือฝ่าฝืนซ้ำอีกภายในระยะ 5 ปี จะปรับ 5 เท่าของมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำที่จับได้จากการทำประมงแบบผิดกฎหมาย ขณะที่เรือประมงอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตการจับสัตว์น้ำ การระงับการค้าสินค้าจากเรือประมงนั้นกับอียู และห้ามไม่ให้เรือประมงนั้นเข้าสู่ท่าเรือของประเทศสมาชิกอียู สำหรับประเทศที่สาม อาจประกาศรายชื่อในประกาศทางราชการของคณะกรรมาธิการยุโรป หรือเว็บไซต์ และจะห้ามการค้าสินค้าประมงทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประเทศดังกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าอย่างหนึ่งของอียู ที่ต้องการปกป้องอุตสาหกรรมภายในไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าอย่างมาก โดยอ้างการรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ ที่สำคัญทำให้การส่งออกปลาของไทยยากลำบากขึ้น เพราะอียูจะมีการคุมเข้มการนำเข้า ซึ่งขณะนี้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อยู่ ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเจรจากับอียูให้เลิกใช้มาตรการดังกล่าว หรือผ่อนผันการบังคับใช้. หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2552 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ มกราคม 02, 2009, 12:14:20 AM มติชน
ลูกโลมาอิรวดีถูกคลื่นซัดเกยชายหาดเสียชีวิต ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคมได้มีลูกโลมาอิรวดี สีดำ ความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร น้ำนักตัวประมาณ 50 กิโลกรัมอายุประมาณ 6 เดือนถูกเคลื่อนซัดเข้ามาเกยชายหาดแหลมทอง บ้านพุมเรียง ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอาการอ่อนเพลียประชาชนที่ไปพักผ่อนพบเห็นได้แจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ แต่ไม่ทันโลมาอิรวดีเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องต้นคาดว่าถูกคลื่นใหญ่ซัดจนหลงจากฝูง ด้านกลุ่มอนุรักษ์ระบุว่าภายในเดือนธันวาคมมีปลาโลมาอิรวดีในพื้นที่ตายไปแล้วถึง 5 ตัว และเตรียมเคลื่อนไหวให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหามาตรการป้องกันก่อนที่โลมาอิรวดีจะสูญพันธุ์ไปจากอ่าวพุมเรียง ********************************************************************************************************* ททท.เปิดแนวรุกใหม่ 2 เกาะ 1 วัฒนธรรม จากไต้หวันสู่ภูเก็ต (http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/01/pra02020152p1.jpg) (ซ้าย) แหลมพรหมเทพ จ.ภูเก็ต สถานที่ชมพระอาทิตย์ตกดินยอดนิยมสุดสุด (ขวา) หอนาฬิกาสไตล์ชิโนโปรตุกีส จ.ภูเก็ต ภาพจากวิกิพีเดีย เมฆหมอกเริ่มจางลงหลังจากที่การชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ เริ่มหมดลง โดยเฉพาะการปิดสนามบินที่ทำให้เกิดผลกระทบกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกับการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบไปเต็มๆ นักท่องเที่ยวหดหาย ผู้ประกอบการขาดทุน ชาวบ้านตกงาน การท่องเที่ยวซบเซา การรณรงค์และส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เริ่มขึ้นอีกครั้งโดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่ด้านนี้โดยตรงคือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทุกหน่วยงานของการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นทั้งภายในและต่างประเทศ ได้งัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมามากมาย เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวในเมืองไทยให้มากขึ้น อีกทั้งยังมีการออกบู๊ธตามงานต่างในต่างประเทศเพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เห็นถึงความสวยงามทางธรรมชาติ ความเป็นวัฒนธรรมของชาวไทย และการให้บริการที่มีหลากหลาย หากเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานไทเป ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ได้เริ่มโครงการที่จะพยายามดึงนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันเดินทางเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้นภายใต้ชื่อโครงการ "2 เกาะ 1 วัฒนธรรม" กิตติกา ลิขิตวศิณกุล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานไทเป ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการ กล่าวว่า "เมื่อก่อนมีนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากพอสมควร แต่หลังจากเกิดสึนามิทำให้นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันเสียชีวิตไป 2 คน และยังมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันเดินทางมายังประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง (http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/01/pra02020152p2.jpg) (ซ้ายบน) วัดในไต้หวันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว (ขวาบน) อาคารสไตล์ชิโนโปรตุกีส ที่ภูเก็ต ภาพจาก www.fujifilm.co.th (ซ้ายล่าง) บรรยากาศวัดยามค่ำที่ไต้หวัน จัดแสดงดนตรีเสริมการท่องเที่ยว (ขวาล่าง) ตลาดอัญมณี แหล่งช็อปปิ้งสำคัญในไทเป นอกจากนี้ การแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวของตลาดเอเชียด้วยกันมีสูงมาก ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนหันไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เกาหลีและญี่ปุ่นมากขึ้น โดยประเทศไทยปัจจุบันนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับที่ 5 ที่นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว" ทางการท่องเที่ยวไทย สำนักงานไทเป จึงร่วมกับผู้แทนบริษัทนำเที่ยวของไต้หวัน จัดการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เน้นให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยชูความเป็นเมืองฝาแฝดของเกาะภูเก็ตและเกาะไต้หวัน ที่ต่างก็เป็นเกาะที่มีความสวยงาม และยังมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน คือวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยน ผอ.กิตติกาบอกอีกว่า ในประเทศไทยมีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวจีนในที่นี้รวมไปถึงชาวจีนเชื้อสายฮกเกี้ยน จีนแคะ ที่อพยพมาจากมณฑลฝูเจี้ยนเป็นส่วนมาก โดยอพยพมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และตั้งถิ่นฐานทางแถบจังหวัดสงขลาและจังหวัดภูเก็ต สังเกตได้จากรากของวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม เช่น อาคารบ้านเรือนที่มีความคล้ายคลึงกัน รวมทั้งรูปแบบอาหารการกิน อย่างอาหารที่ขึ้นชื่อของภูเก็ตคือหมี่ฮกเกี้ยน ก็เป็นอาหารที่นิยมของชาวไต้หวันเช่นกัน ผู้อำนวยการ ททท.สำนักไทเป เล่าว่า การจัดทำโครงการ "2 เกาะ 1 วัฒนธรรม" ไม่เป็นที่ลำบากใจนัก เพราะนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวของไทยที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านธรรมชาติและวัฒนธรรมแล้ว เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยของการเลือกสถานที่ท่องเที่ยวของคนไต้หวัน โดยมากจะคำนึงที่ระยะทางใกล้ไกลของการเดินทาง ความคุ้มค่าของการใช้เงิน รวมทั้งความคุ้นเคยกับสถานที่นั้นๆ ภูเก็ตได้เปรียบในทุกข้อ (http://www.matichon.co.th/news-photo/matichon/2009/01/pra02020152p3.jpg) กิตติกา ลิขิตวศิณกุล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานไทเป โดยเฉพาะในแง่ของการเป็นเกาะที่มีหาดทรายมากมาย แต่ละแห่งมีหาดทรายขาวสะอาดตา น้ำทะเลใส ปะการังสวยงาม เหมาะแก่การท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ขณะที่ไต้หวันแม้จะเป็นประเทศเกาะ แต่ชายหาดส่วนใหญ่เป็นหิน มีหาดทรายที่สามารถท่องเที่ยวได้เพียงแห่งเดียว นอกจากชายหาดแล้ว ภูเก็ตยังมีสถานที่ท่องเที่ยวด้านความบันเทิงมากมาย และยังมีสถานที่ช็อบปิ้งที่มีราคาสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาถูกกว่าไต้หวันมาก อีกทั้งในพื้นที่ใกล้เคียงกับภูเก็ตยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกมาก ทั้งในจังหวัดพังงา กระบี่ และระนอง จึงน่าจะทำให้เป็นสิ่งที่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวชาวไต้หวันเลือกที่จะมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น "จังหวัดภูเก็ตมีความพร้อมในทุกด้าน นับตั้งแต่การเดินทางที่พร้อมทั้งสนามบิน การเดินทางโดยทางเรือ หรือด้วยรถยนต์ก็สะดวก ในแง่ของความคุ้มค่าของการใช้เงินนั้น ชาวไต้หวันมีรายได้สูง ฉะนั้นค่าใช้จ่ายสำหรับการมาท่องเที่ยวยังเมืองไทยเมื่อเทียบกับการใช้จ่ายที่ไต้หวัน ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับการบริการที่มีคุณภาพ ส่วนเรื่องความคุ้นเคย ภูเก็ตก็เป็นจังหวัดที่มีชาวจีนฮกเกี้ยนอาศัยอยู่มาก ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเหมือนกับอยู่บ้านตัวเอง" ผอ.กิตติกากล่าว ทั้งนี้ โครงการ "2 เกาะ 1 วัฒนธรรม" จะเปิดตัวที่จังหวัดภูเก็ต ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 โดยจะมีการนำคู่แต่งงานจากไต้หวันและคณะสื่อมวลชนจากไต้หวันมายังจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันด้วย นอกจากนี้จะมีการลงนามร่วมกันระหว่างนายกสมาคมธุรกิจนำเที่ยวไทเปและภูเก็ต เพื่อแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวและวัฒนธรรมกัน โครงการนี้กำหนดให้มีการทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี เพื่อประชาสัมพันธ์งานต่างๆ ที่จะมีการจัดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต และทางไทเปก็จะประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวไต้หวันได้ทราบ โดยเฉพาะงานเทศกาลกินเจที่จังหวัดภูเก็ตในปี 2552 ซึ่งเทศกาลกินเจที่จังหวัดภูเก็ตเป็นงานที่มีการจัดอย่างยิ่งใหญ่ โดยชาวไทยเชื้อสายจีนร่วมกันจัดขึ้นทุกปี ชาวไต้หวันเองก็นิยมท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลกินเจอยู่แล้วด้วย นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศโดยมีการจัดงานเทศกาลท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างทั่วประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ที่ 1672 หรือค้นหารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://thai.tourismthailand.org/ หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2552 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ มกราคม 02, 2009, 01:06:16 AM สำนักข่าว INN
คลื่มลมถล่มเกาะสมุยนักท่องเที่ยวแห่กลับ นักเที่ยวทยอยเดินทางออกจากเกาะสมุย-พะงันหลังเจอคลื่มลมแรงถล่ม ด้านปภ.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ออกประกาศเตือนเรือประมง เรือเฟอร์รี่ และเรือโดยสารทุกชนิด ให้เดินเรือด้วยความระมัดระวัง เกิดพายุฝน คลื่นลมแรงพัดกระหน่ำบนเกาะสมุย และเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างหนัก ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ ต่างทยอยเดินทางออกจากแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะสมุย และเกาะพะงันทันที หลังเสร็จสิ้นการร่วมงานนับถอยหลังต้อนรับปีใหม่ เมื่อคืนที่ผ่านมา เพื่อเดินทางไปหาแหล่งท่องเที่ยวที่จังหวัดอื่นแทน เนื่องจากต้องการหลบหนีพายุฝน และคลื่นลมแรง ที่มีความสูงกว่า 3 เมตร และเป็นอุปสรรคการท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ที่มีวันหยุดหลายวันติดต่อกัน ด้านสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ออกประกาศเตือนเรือประมง เรือเฟอร์รี่ และเรือโดยสารทุกชนิด ให้เดินเรือด้วยความระมัดระวัง ส่วนเรือสปี๊ดโบ๊ท ที่ให้บริการรับ-ส่ง นักท่องเที่ยวระหว่างเกาะ พร้อม เรือนำเที่ยว และเรือประมงขนาดเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งขอให้ประชาชนเฝ้าติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัย **************************************************************************************************** เด็กหญิง 9 ขวบ เคราะห์ร้าย คลื่นซัดจมชายหาด ราชมงคล จ.ตรัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สิเกา จ.ตรัง รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุเด็กหญิงจมน้ำที่ริมชายหาดราชมงคล ภายใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง ต.ไม้ฝาด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของ จ.ตรัง หลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่เร่งรุดไปช่วยเหลือ แต่เนื่องจากเป็นวันปีใหม่ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้การจราจรติดขัด ทำให้การเดินทางล่าช้าออกไป ประกอบกับการค้นหาร่างของเด็กใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง จึงพบ ทำให้ไม่สามารถช่วยชีวิตของหนูน้อยไว้ได้ ต่อมา ทราบชื่อของหนูน้อยเคราะห์ร้าย คือ ด.ญ.เพชรรัตน์ เสนี อายุ 9 ขวบ เดินทางไปเที่ยวที่ชายหาดราชมงคล พร้อมกับพ่อ แม่ คือ นายสมชาย และ นางยุพา เสนี ก่อนเกิดเหตุ ได้ปล่อยให้ ด.ญ.เพชรรัตน์ เล่นน้ำกับเด็กคนอื่นๆ ระหว่างนั้น ได้เกิดคลื่นซัดเข้าฝั่งอย่างแรง พร้อมกับพัดร่างของหนูน้อยออกไป จมหายไปต่อหน้าต่อตาของพ่อ แม่ และเสียชีวิตในที่สุด |