กระดานข่าว Save Our Sea.net

หมวดหมู่ทั่วไป => ห้องรับแขก => ข้อความที่เริ่มโดย: สายน้ำ ที่ มกราคม 04, 2009, 12:13:45 AM



หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2552
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ มกราคม 04, 2009, 12:13:45 AM
กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นต่อไปอีก และอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศา โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไปมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังภัยจากน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากในที่เชิงเขาและที่ลุ่ม ของจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ในระยะ 1-2 วันนี้ ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือระวังอันตรายในการเดินเรือและเรือเล็กในอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาและมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 19-21 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.


คาดหมาย

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ประกอบคลื่นกระแสลมตะวันตกจะเคลื่อนผ่านภาคเหนือ ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลง โดยอุณหภูมิ จะลดลงอีกเล็กน้อย และมีลมแรง ส่วนภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองกระจายกับมีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมในอ่าวไทยสูง 2-3 เมตร

ต่อจากนั้นในช่วงวันที่ 4-6 ม.ค. 2552 บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-3 องศา โดยจะมีหมอกหนาในบางพื้นที่ และอากาศยังคงหนาวเย็นต่อไปอีก ส่วนภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย สำหรับคลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง

หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 7-9 ม.ค. 2552 บริเวณความกดอากาศสูงระลอกใหม่จะแผ่ลงมากคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกครั้งหนึ่ง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลง และมีลมแรง


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไประวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนชาวเรือในอ่าวไทยควรระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไปควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้



หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2552
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ มกราคม 04, 2009, 12:18:04 AM
เดลินิวส์


ทำไมปลาถึงไม่มีหู แต่ได้ยินเสียง?

 เคยสงสัยไหมว่าทำไมปลาถึงไม่มีหู แต่ได้ยินเสียง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีคำตอบมาฝาก...

ถ้ามองดี ๆ ปลาเป็นสัตว์ที่ไม่มีหู แต่ปลาดำรงชีพอยู่ด้วยความรู้สึก เพราะจริง ๆ แล้วปลานั้นได้ยินเสียงจากภายนอก โดยใช้เส้นข้างลำตัวมาทำหน้าที่ในการรับเสียง จากนั้นก็ส่งสัญญาณต่อไปสู่หูชั้นในซึ่งมีหน้าที่ในการรับเสียง และส่งสัญญาณต่อไปยังสมองในการรับรู้ และยังเป็นการรักษาสมดุลในการทรงตัว ในการว่ายน้ำ เหมือนกับเวลามนุษย์เดินนั่นเอง

รู้อย่างนี้แล้ว ก็คงเลิกสงสัยกันแล้วว่าทำไมปลาถึงไม่มีหู แต่ได้ยินเสียงได้ยังไง.



หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2552
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ มกราคม 04, 2009, 12:25:13 AM
มติชน


นราธิวาสจมน้ำฝนกระหน่ำหนักท่วม 8 อำเภอ

เมื่อวันที่ 3 มกราคม นายเมธา เมฆารัฐ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จ.นราธิวาส กล่าวว่า ฝนตกต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอ ของ จ.นราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมา และตกต่อเนื่องมาถึงคืนที่ผ่านมาหลายชั่วโมง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำ 3 สายหลัก หลากเข้าท่วมพื้นที่ 8 อำเภอ คือ แม่น้ำสุไหงโก-ลก ล้นตลิ่งท่วม อ.แว้ง อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตากใบ, แม่น้ำสายบุรี ไหลท่วม อ.รือเสาะ อ.ยี่งอ และ อ.บาเจาะ และแม่น้ำบางนรา เอ่อล้นท่วม อ.เจาะไอร้อง และ อ.ระแงะ ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 0.30-1.50 เมตร จึงเตรียมประกาศให้ทั้ง 8 อำเภอดังกล่าวเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ รอบ 2

ที่ จ.สงขลา นายวิจิตร จันทรปาน หัวหน้า ปภ.จ.สงขลา เผยว่า ฝนได้ตกหนักต่อเนื่องช่วง 2 -3 วันที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีรายงานน้ำท่วม คาดว่าอีก 2 วัน หากฝนยังตกอยู่ พื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา อ.ควนเนียง สิงหนคร ระโนด กระแสสินธ์ และ อ.สทิงพระ จะถูกน้ำท่วม

นายเวโรจน์ สายทองแท้ หัวหน้า ปภ.จ.ยะลา เผยว่า ได้แจ้งวิทยุด่วนถึงนายอำเภอทุกอำเภอให้แจ้งเตือนประชาชนระมัดระวังน้ำท่วมฉับพลัน คาดว่า จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ระยะ 1-2 วันนี้

ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยา ภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา แจ้งว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงยังคงพัดปกคลุมอ่าวไทย ส่งผลให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ธานี ลงมามีฝนกระจาย และฝนหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และ จ.สงขลา ให้ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ในระยะ 1-2 วันนี้



หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2552
เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ มกราคม 04, 2009, 12:34:44 AM
ข่าวสด


ผ่าน 4 ปี "สึนามิ" ปัญหาไม่จางหาย

(http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/01/hap04040152p1.jpg)
 
คลื่นยักษ์สึนามิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซัดถา โถมเข้าใส่พื้นที่แถบชายฝั่งทะเลอันดามันในช่วงปลายปีพ.ศ. 2547 อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดและคาดฝัน ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ชาวบ้านริมชายฝั่งอันดามัน เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้นเป็นจำนวนมาก

ในวาระครบรอบ 4 ปี หลังจากคลื่นยักษ์สึนามิพัดผ่านไป ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า จึงร่วมกันจัดงานสัมมนา "รำลึก 4 ปี สึนามิกับการเรียนรู้การจัดการภัยพิบัติสึนามิ" ขึ้นที่สมาคมศิษย์เก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้เสียชีวิตที่ถูกมหันตภัยทางธรรมชาติคร่าชีวิตไป รวมทั้งหาแนวทางแก้ไขผลกระทบที่ตามมา โดยมีนักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชนจากองค์กรต่างๆ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

โดยนางกอแก้ว วงศ์พันธุ์ นักวิจัยที่ติดตามผู้สูญหายจากเหตุภัยพิบัติ สึนามิ เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุภัยพิบัติสึนามิในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ สตูล และตรัง ผลกระทบที่ตามมาสร้างความเสียหายทั้งในชีวิต และทรัพย์สินที่ไม่อาจประเมินเป็นมูลค่าได้


(http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/01/hap04040152p2.jpg)
ล่างซ้าย-กอแก้ว วงศ์พันธุ์      กลาง-สุพัฒน์ นุ่นขาว      ล่างขวา-สมบัติ บุญงามอนงค์

หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 4 ปี ก็ยังพบผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิหลงเหลือให้เห็นอยู่มากมาย โดยหนึ่งในนั้นคือ ปัญหาแรงงานพม่าที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย และได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนั้น ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปให้การช่วยเหลือ และเยียวยาผู้ประสบภัยชาวพม่า จนบางครั้งถูกมองว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่มีความเป็นธรรม

นางกอแก้ว บอกต่อว่า สำหรับปัญหาที่แรงงานพม่าต้องประสบภายหลังเกิดภัยพิบัติสึนามิมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่ของภาครัฐมีทัศนคติที่ไม่ดีกับแรงงานพม่า โดยมักมองว่า เป็นผู้ที่หลบหนีเข้าเมืองมากกว่าผู้ที่ประสบภัยพิบัติ อีกทั้งในแง่กฎหมายก็ไม่เอื้ออำนวย นอกจากนี้ ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับเงินชดเชย

ส่วนอุปสรรคที่พบส่วนใหญ่ในพื้นที่ มีแรงงานพม่าบางส่วนไม่เข้าใจในกระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ทำให้เกิดความยากลำบากในการส่งศพผู้เสียชีวิตกลับคืนให้ญาติไปบำเพ็ญกุศล รวมทั้งแรงงานบางคนยังรู้สึกวิตกกังวลว่า หากเข้ามาติดต่อรับศพญาติที่เสียชีวิต อาจจะถูกตำรวจจับกุมในข้อหาหลบหนีเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย จึงทำให้มีศพตกค้างจำนวนมาก

ด้านนายสุพัฒน์ นุ่นขาว ตัวแทนผู้ประสบภัยพิบัติสึนามิในพื้นที่ เล่าถึงผลกระทบที่ชาวบ้านต้องประสบว่า หลังจากเกิดภัยพิบัติสึนามิขึ้น ทางชุมชนในเขตพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนั้น ได้รวมกลุ่มกันลงพื้นที่ศึกษา และประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยจากการสำรวจพบชาวบ้านต้องประสบกับปัญหาที่ดินทำกิน

เนื่องจากหลังเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิ ถูกกลุ่มทุนฉวยโอกาสบุกเข้ามายึดพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านบางส่วนไม่มีพื้นที่พักอาศัยและที่ดินในการหาเลี้ยงชีพ ถือเป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติมชาวบ้าน นอกจากนี้ ยังมีชุมชนอีกหลายแห่งที่ยังถูกภาครัฐเฉยเมย ไม่เข้ามาดูแลให้การช่วยเหลือ จนขณะนี้มีหมู่บ้านบางแห่งยังไม่มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้

ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานกรรมการมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า มีข้อผิดพลาดในด้านต่างๆ มากมาย จนทำให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก สาเหตุหลักที่ส่งผลทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น ล้วนมีปัจจัยมาจากเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

เนื่องจากหลังเกิดเหตุมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน จ.ภูเก็ต เป็นส่วนใหญ่ เพราะคาดการณ์ว่าน่าจะมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่อื่นไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควร อีกทั้งเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังระดมกำลังเข้าช่วยเหลือเฉพาะบุคคลสำคัญก่อน ทำให้การช่วยเหลือผู้รอดชีวิตรายอื่นทำได้ไม่เต็มที่

นอกจากนี้ หลังเกิดภัยพิบัติสึนามิ มีประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งถือเป็นด้านมืดของสังคม ฉวยโอกาสลักลอบเข้าไปโจรกรรมสิ่งของและทรัพย์สิน ภายในร้านค้าและบ้านพักของผู้ประสบภัย พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นการเติมความทุกข์ให้กับชาวบ้านซ้ำเข้าไปอีก

ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมากว่า 4 ปี แต่ก็ไม่อาจลบล้างคราบน้ำตาและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติครั้งนั้นให้เลือนหายไปได้

นั่นเพราะความช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุยังไม่ครอบ คลุมทั่วถึง


****************************************************************************************************************************


ต่อยอดอนุรักษ์ "กระทิง"เขาแผงม้า

(http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/01/hap02040152p1.jpg)
 
พื้นที่กว่าหมื่นไร่ตรงกลางระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.นครราชสีมา เรียกกันว่า "เขาแผงม้า" เป็นผืนป่าที่ยังคงความบริสุทธิ์ของเหล่าพรรณพืชและพันธุ์สัตว์

ทั้งอากาศยังเย็นสบายบริสุทธิ์ เป็นผืนป่าที่พบสัตว์ป่าหาดูได้ยากยิ่งอย่าง "กระทิง"

ในอดีตหลังการเติบโตอย่างไรทิศทาง ประกอบกับความเจริญของวัตถุและผู้คน ก่อให้เกิดการตัดถนนสายต่างๆ ทะลุกลางป่าเทือกเขาพนมดงรัก การสัมปทานป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านจากถิ่นต่างๆ อพยพเข้ามาบุกเบิกหักร้างถางพง ล่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ถือครองที่ดิน

เขาแผงม้าจึงกลายสภาพเป็นภูเขาหัวโล้น และด้วยการเสนอตัวของอดีตมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ ในปีพ.ศ. 2537 และขยายเวลาต่อเนื่องถึงปีพ.ศ. 2545 ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์ปรับปลูกคืนสู่ธรรมชาติได้ดังเดิม

"โชคดี ปรโลกานนท์" หนึ่งในผู้ปฏิบัติงานของมูลนิธิคุ้มครองฯ ครั้งนั้น เป็นผู้ที่เข้าไปในผืนป่าเขาแผงม้ารายแรกๆ ทำหน้าที่ปลูกป่าให้ได้ตามเป้า ประสงค์ของโครงการ ปัจจุบันเขาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์เขาแผงม้า และกองทุนอนุรักษ์กระทิง ภายหลังที่มูลนิธิคุ้มครองฯ มีข้อขัดแย้งในทางกฎหมายและต้องปิดตัวลง

โชคดี ไล่เรียงลำดับการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ผืนป่าแห่งนี้ให้ฟังอย่างคร่าวๆ ก่อนเล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันให้เห็นภาพว่า ปีพ.ศ. 2537 สภาพภูเขาหัวโล้น ทำให้มีสัตว์ป่าหลงมาให้เห็นเพียง กระต่าย นก และผีเสื้อ

(http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/01/hap02040152p2.jpg)
ล่างซ้าย-ณรงค์ สุวรรณรงค์                ล่างขวา-โชคดี ปรโลกานนท์

ต่อเมื่อสภาพป่าฟื้นคืนดังเดิมเริ่มมีสัตว์ให้เห็นมากขึ้น และที่ชัดเจนว่าผืนป่าแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ในระดับขีดสุด ก็เมื่อมีผู้พบ "กระทิง" ซึ่งเป็นสัตว์ป่าหายาก และพบเพียงที่เดียวคือเขาแผงม้าแห่งนี้

นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ทางสังคมที่เห็น คือ ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางมาพักแรมเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ถือว่าเป็นภาพที่ชัดเจนสำหรับความอุดมสมบูรณ์ของป่า จนปัจจุบันเขาแผงม้ากลายเป็นที่รู้จักแพร่หลาย จนถูกหยิบมาเป็นตัวเปิดประเด็นเด่นที่สุด ทั้งที่ก่อนหน้านี้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นเพียง 2 แห่งในแถบนี้ที่ถูกเอ่ยถึง

เมื่อสังคมมนุษย์เริ่มเข้าถึง หน่วยงานด้านป่าไม้ และด้านการท่องเที่ยว จึงเล็งเห็นความสำคัญ และจุดเด่นของเขาแผงม้า พยายามดำเนินรูปแบบการจัดการผืนป่า โดยการใช้กฎหมายเข้าควบคุมดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่สูญเสียไปอีก โดยพยายามเสนอให้เขาแผงม้าผนวกพื้นที่เข้ากับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อการจัดการและดูแลที่ง่ายขึ้น

แต่ความคิดดังกล่าวขัดแย้งกับมุมมองของนักอนุรักษ์ในพื้นที่ ซึ่งเห็นว่าเขาแผงม้ามีพื้นที่มาก ควรมีแผนแม่บทในการจัดการพื้นที่ของตนเอง ข้อถกเถียงยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง กระทั่งปีพ.ศ. 2550 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุให้เขาแผงม้าอยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา)

แม้ปัจจุบันเขาแผงม้าจะมีเจ้าหน้าที่อุทยานดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย และปกป้องผืนป่าตามหน้าที่ จัดพื้นที่กันบริเวณสำหรับนักท่องเที่ยวพักแรมและดูสัตว์ป่า รวมถึงหน้าที่ในการป้องกันและปราบปราม แต่อีกด้านของการทำงานยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะการปฏิบัติงานการสร้างความเข้าใจของผู้คนในท้องถิ่น และผู้มาเยือนให้รักษ์ในผืนป่าแห่งนี้

กลุ่มอนุรักษ์เขาแผงม้า และกองทุนอนุรักษ์กระทิง จึงเติมเต็มส่วนที่ขาดหายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยพยายามจัดการเรียนรู้ให้กับผู้มาเยือนเป็นหลัก โดยจัดค่ายการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในการดูแลรักษาป่า รวมถึงการเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของสังคมพืชและสัตว์ ที่มีความแตกต่างตามฤดูกาล การดำเนินการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ทุนในการดำเนินงาน

ด้าน ณรงค์ สุวรรณรงค์ ช่างภาพอิสระ ใช้เวลาช่วงหนึ่งของชีวิตเก็บภาพกระทิงที่เขาแผงม้า และด้วยความผูกพันในพื้นที่ เห็นใจและเข้าใจการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์เขาแผงม้า จึงหาวิธีระดมทุนให้กองทุนอนุรักษ์กระทิง ในการนำไปสร้างความเข้าใจ และจัดการการเรียนรู้ให้กับผู้มาเยือน อันเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทั้งป่าและสัตว์

ณรงค์ เล่าว่า ปีแรกๆ ถ่ายภาพกระทิงได้ไม่มากนัก มาเพิ่มจำนวนภาพมากที่สุดในปีพ.ศ. 2550 ที่กระทิงลงมาให้เห็นบ่อยและจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกลางเดือนพ.ค. 2550 ที่ผ่านมา ราวบ่าย 2 โมง ฝูงกระทิงลงมากินอาหารที่โป่ง นับได้ราว 76 ตัว เชื่อว่าจำนวนกระทิงที่เพิ่มขึ้น เพราะฝูงกระทิงรู้สึกปลอดภัย โดยส่วนหนึ่งเกิดจากกองทุนอนุรักษ์กระทิงสร้างความเข้าใจให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจธรรมชาติของสัตว์และป่า

"หนังสือกระทิงเขาแผงม้า" จึงเป็นผลผลิตที่ตีพิมพ์จากฝีมือการถ่ายภาพของ "ณรงค์" ที่นำรายได้จากการจำหน่ายหนังสือทั้งหมดเข้ากองทุนอนุรักษ์กระทิง เพื่อต่อยอดและสนับสนุนการทำงานของกลุ่มอนุรักษ์เขาแผงม้า ในการดูแลรักษาป่าและสัตว์ป่า

ในเล่มเป็นข้อมูลเฉพาะของกระทิง สัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติ ประกอบด้วยภาพสี่สีตีพิมพ์จากฟิล์มบันทึกภาพกระทิงเขาแผงม้า ความหนา 96 หน้า และจัดพิมพ์เพียงครั้งเดียวจำนวน 2,500 เล่ม วางจำหน่ายที่เขาแผงม้าและอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพียง 2 แห่งเท่านั้น