|
หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2009, 12:59:15 AM กรมอุตุนิยมวิทยา
สภาวะอากาศทั่วไป ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยเข้ามา ปกคลุมประเทศไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนฟ้าคะนองและ มีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ ขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจาก ลมกระโชกแรงในระยะนี้ไว้ด้วย กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศา ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. คาดหมาย ในช่วงวันที่ 23-27 ก.พ. บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังอ่อนลง ทำให้อากาศจะร้อนขึ้น หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2009, 01:05:31 AM เดลินิวส์
'สมิทธ'เตือนโลกร้อนเกิดพายุฤดูร้อน-สตอร์มเซิร์จมากขึ้น วันนี้(22 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เดินทางไปร่วมงานรณรงค์ในโครงการ'เป็นมังสวิรัติ เป็นโลกสีเขียว-ช่วยโลกของเรา' ที่สวนจตุจักร โดยขึ้นกล่าวบนเวทีว่า การรับประทานอาหารมังสวิรัติ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส เพราะไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นแล้ว ยังทำให้การตัดไม้ทำลายป่าลดน้อยลง เพราะเกษตรกรจะไม่ถางป่าเพื่อหาพื้นที่เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เพราะต้นไม้จะเป็นตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปลดปล่อยออกซิเจน โดยสภาพอากาศที่ร้อนจัดก่อนเดือนมีนาคม คือสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า อากาศปีนี้จะร้อนกว่าปกติ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งทำให้น้ำผิวดินเกิดการระเหยมากขึ้น ทำการเกษตรได้ยาก โดยเฉพาะการทำนาปรัง ต้องใช้ในปริมาณน้ำมากกว่าปกติ นอกจากนี้ จะเกิดพายุฤดูร้อนระดับความเร็ว 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รุนแรงมากขึ้น เป็นอันตรายต่อที่อยู่อาศัย ตึกสูงและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม หลังฤดูแล้งหมดไป ช่วงพฤษภาคม จะเกิดสตอร์มเซิร์จในอ่าวไทยทั้งหมด รวมทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบ่อยครั้งขึ้น หากทุกคนไม่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม บรรเทาภาวะโลกร้อนแล้ว ภายในไม่กี่สิบปี กรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำในระดับ 1.5 - 2 เมตร แน่นอน. ******************************************************************************************************************* ไขปริศนา...ชีวิต 'Edutainment Zone' สัปดาห์นี้ พาน้อง ๆ ไปเปิดโลกมหัศจรรย์แห่งวิวัฒนาการ ผ่านกิจกรรมการสำรวจ ค้นคว้า และศึกษาวิจัย กับนักธรรมชาติวิทยาที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย น้อง ๆ วัยใสหัวใจนักวิทย์ ที่สนใจด้านสาขาธรรมชาติวิทยา เตรียมตัวให้ดี งานนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดนิทรรศการ และกิจกรรมด้านวิวัฒนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานประวัติศาสตร์ประเทศไทย ตลอดปี 52 เลยทีเดียว เพื่อร่วมรำลึกถึงนักธรรมชาติวิทยาผู้มีชื่อเสียงของโลก ในวาระครบ 200 ปีเกิดของ ชาลส์ ดาร์วิน นั่นเอง (http://ads.dailynews.co.th/column/images/2009/variety/2/19/70175_65349.jpg) 'Edutainment Zone' ก็มีตัวอย่างส่วนหนึ่งของนิทรรศการ และกิจกรรมที่จะจัดขึ้นมาฝาก ในงานจะได้พบกับสิ่งค้นพบชนิดใหม่มากมาย อาทิ ไซยาโนแบคทีเรีย สิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ และยังคงมีชีวิตยาวนานจนถึงปัจจุบัน (http://ads.dailynews.co.th/column/images/2009/variety/2/19/70175_65350.jpg) พฤกษาฆาตกรรม ที่จะนำตัวอย่างพืชกินแมลง เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง กาบหอยแครง สาหร่ายข้าวเหนียว ฯลฯ มาจัดแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวด้วยการเปลี่ยนสัณฐานของใบ เพื่อใช้ดักจับสัตว์ขนาดเล็ก รวมทั้งสาธิตการดักกินแมลงของ กาบหอยแครง ให้ชมด้วย (http://ads.dailynews.co.th/column/images/2009/variety/2/19/70175_65351.jpg) ไฮไลท์ต่อมาเป็น หอยมรกต ซึ่งได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พบได้แห่งเดียวที่ เกาะตาชัย นอกชายฝั่ง จ.พังงา ไปประมาณ 30 กิโลเมตร โดยหอยมรกตนี้จะทำให้เห็นภาพวิวัฒนาการ ตั้งแต่ความหลากหลาย จนถึงกระบวนการเกิดสปีชีส์ใหม่ ได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งร่วมไขปริศนา ทำไมเปลือกหอย จึงเวียนซ้าย เวียนขวาต่างกัน? (http://ads.dailynews.co.th/column/images/2009/variety/2/19/70175_65352.jpg) สำหรับผู้ที่สนใจค่ายกิจกรรมวิทยาศาสตร์ อย่าพลาด! การเรียนรู้ธรรมชาติสร้างหุ่นยนต์ กับ ค่ายหุ่นยนต์ปลา ที่จะจัดให้ร่วมกันแข่งประดิษฐ์หุ่นยนต์ปลาในรูปแบบของตนเอง โดยต้องสามารถเคลื่อนที่ได้ และลอยอย่างสมบูรณ์ โดยกิจกรรมนี้ จะสอนให้น้อง ๆ นำความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้ประโยชน์ สามารถศึกษาจุดเด่นของสิ่งมีชีวิต แล้วนำมาประยุกต์ต่อยอดทางเทคโนโลยี กิจกรรมดี ๆ แบบนี้ นอกจากจะได้เรียนรู้โลกแห่งวิวัฒนาการแล้ว น้อง ๆ จะได้สัมผัสความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยอันน่าตื่นตาตื่นใจด้วย เยาวชนและผู้ที่สนใจร่วมชมนิทรรศการ และร่วมกิจกรรม สอบถามได้ที่ โทร.02-564-7000 ต่อ 1483-4, 1489 หรือ www.nstda.or.th/ssh หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2009, 01:25:17 AM ข่าวสด
ปลาเดิน (http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/02/tec05230252p1.jpg) ปลาหน้าตาแปลกตัวนี้มีชื่อว่า "ฟร็อกฟิช" หรือ "Antennarius striatus" มันเป็นปลาเดินได้และกำลังเดินช้าๆ อยู่บนพื้นใต้ระดับน้ำทะเล 15 เมตร "ฟร็อกฟิช" ชอบอาศัยอยู่ตามโขดหินและปะการังในทะเลเขตร้อน ******************************************************************************************************************** จระเข้ด่างขาวสมบูรณ์-สัตว์หายากมีแค่ 1 ใน 5 ล. (http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/02/tec02230252p1.jpg) "บูย่า บลอง" หรือ "เจ้าหมอกสีขาว" อายุ 22 ปี เป็นจระเข้สีขาวซึ่งอาศัยอยู่ที่เกเตอร์แลนด์ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา มันไม่ใช่จระเข้เผือก แต่เป็นอาการที่เรียกว่า "ด่างขาวสมบูรณ์" นับเป็นอาการทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากยีนจะไปลดสีของผิว โดยโอกาสที่จระเข้ "ด่างขาวสมบูรณ์" เกิดคือ 1 ใน 5 ล้านตัว (http://www.matichon.co.th/news-photo/khaosod/2009/02/tec02230252p2.jpg) นายทิม วิลเลียมส์ เจ้าหน้าที่เกเตอร์แลน ด์ กล่าวว่า "จระเข้ขาวที่มีตาสีฟ้านี้มีผู้ชอบเข้าชมกันมาก มันก็เหมือนกับจระเข้อื่นๆ กินอาหารชนิดเดียวกัน แต่โอกาสที่มันจะมีชีวิตรอดอยู่ในธรรมชาตินั้นมีน้อย แม้ว่ามันจะมีลำตัวยาว 10-11 ฟุต แต่ความที่เป็นสีขาวทำให้หลบซ่อนตัวยาก เป็นเป้าของนักล่าอื่นได้ง่าย" สำหรับ "บูย่า บลอง" นี้มีผู้พบมันที่หนองน้ำในรัฐนิวออร์ลีนส์ เมื่อนำมาที่เกเตอร์แลนด์ สวนสัตว์จะต้องสร้างที่อยู่ให้มันใหม่ เนื่องจากจระเข้ "ด่างขาวสมบูรณ์" แพ้แสง พวกมันจะอยู่กลางแจ้งโดนแดดตรงๆ ไม่ได้ แม้พวกมันต้องการวิตามินดีซึ่งสามารถได้รับจากแสงอาทิตย์ แต่เมื่อไม่สามารถตากแดดได้แล้ว เจ้าหน้าที่จึงต้องผสมวิตามินดีในอาหารให้แทน ********************************************************************************************************************* ชวนเที่ยวถ้ำผาทองดูค้างคาวนับล้าน เพชรบูรณ์ - นายสงัด ธรรมพิทักษ์ ผญบ.หมู่ 8 บ้านผาทอง ต.พุทธบาท อ.ชนแดน เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูนี้มีค้างคาวจำนวนนับล้านตัวบินออกจากถ้ำผาทองทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-18.30 น. มีลักษณะการจับกลุ่มกันเป็นก้อนขนาดใหญ่คล้ายหมอกควัน เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2524 ที่บินผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านตกใจมาก คิดว่าเป็นพายุหรือมรสุมขนาดใหญ่ บินวนเวียนอยู่ในบริเวณถ้ำ ถ้ำดังกล่าวอยู่ติดกับบริเวณหมู่บ้านมีประวัติความเป็นมาช้านาน เป็นถ้ำหินงอกหินย้อย มีความสวยงามมาก ชาวบ้านและส่วนราชการได้อนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะมีป่าไม้และสัตว์ป่าชุกชุม โดยเฉพาะค้างคาวซึ่งมาอาศัยอยู่จะช่วยสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ เพราะในหมู่บ้านแห่งนี้ชาวบ้านส่วนมากมีอาชีพเกษตรกรรม พืชพรรณธัญญาหารจึงอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านทุกคนจึงร่วมมือกันรณรงค์ไม่ให้ทำลาย รบกวนหรือจับค้างคาวมารับประทาน อยากเชิญชวนให้ทุกท่านมาเยี่ยมชมทัศนียภาพบ้านถ้ำผาทอง เพื่อดูค้างคาวบินในยามพลบค่ำ หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2009, 01:28:36 AM คม ชัด ลึก
ท้องถิ่นพาเที่ยว-ชมป่าโกงกาง-วิถีชาวเลที่ "อ่าวสิเกา" เที่ยวบ่อน้ำพุร้อน...ไปดูฝูงปูทะเลตรัง (http://www.komchadluek.net/2009/02/23/images/10587074.jpg) "อ่าวสิเกา" หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่คู่กับ อ.สิเกา จ.ตรัง มานานแล้ว แต่เพิ่งจะได้รับการบูรณะ และฟื้นฟูอย่างเป็นทางการก็ในคราวที่แนวปะการังใต้ทะเลหน้าอ่าวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 มานี้เอง แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของหน่วยราชการ และคนท้องถิ่น จึงทำให้ท้องทะเลบริเวณอ่าวสิเกากลับมามีความสวยงามอีกครั้ง ล่าสุด เสรี พาณิชย์กุล นายอำเภอสิเกา ได้ร่วมมือกับ กิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง และสำนักงานประมงจังหวัดตรัง จัดโครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่อ่าวสิเกาขึ้น ชื่อ "โครงการประมงนำชมวิถีชีวิต และทรัพยากรชายฝั่งอ่าวสิเกา" จุดที่จะส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยว จะเริ่มตั้งแต่ท่าเรือที่บ้านปากคลอง ต.บ่อหิน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้าน และอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าโกงกาง หรือตามแนวชายฝั่งอันเป็นวิถีชีวิตที่ผูกพัน และกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างแท้จริง โครงการนี้มีจุดขาย คือ การนำนักท่องเที่ยวศึกษาวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านที่บ้านปากคลอง ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง นอกจากนี้ยังมีการนำเที่ยวดำน้ำดูปะการังใต้ทะเลที่ "เกาะยา" และมีการพายเรือนำเที่ยวริมป่าโกงกางที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยสัตว์ทะเล โดยเฉพาะ "ปูเสม" และ "ปูก้ามดาบ" ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นฝูงๆ ดูแล้วตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ที่น่าสนใจอีกจุด คือ "บ่อน้ำพุร้อน" ที่ผุดขึ้นมากลางป่าชายเลนบริเวณ "คลองพรุจูด" ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่พิเศษสุด คือ นักท่องเที่ยวจะสามารถชมบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ได้ก็ต่อเมื่อน้ำภายในคลองลดลงเท่านั้น สมชาย ว่องธวัชชัย ที่ปรึกษานายก อบจ.ตรัง ด้านการท่องเที่ยว และผู้จัดการบริษัทตรังมรกต ซีทัวร์ จำกัด มองว่า การท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นก็เป็นการท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม แม้จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวอ่าวสิเกากันบ้างแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย เพราะยังไม่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง แต่เชื่อว่า เมื่อมีการส่งเสริมแล้ว ในอนาคตคงมีผู้มาเยือนมากขึ้น สมชายชี้ถึงผลพลอยได้ของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศว่า เดิมชาวบ้านนิยมใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง จนทำให้จำนวนสัตว์น้ำร่อยหรอลงเรื่อยๆ แต่เมื่อ อำเภอสิเกา และ อบจ.ตรัง จัดโครงการนี้ขึ้น ระบบนิเวศในท้องถิ่นก็ดีขึ้น และชาวบ้านก็ยังมีรายได้เสริมด้วยการนำเที่ยว ด้วยการพานักท่องเที่ยวนั่งเรือชมไปป่าโกงกาง และดำน้ำดูปะการัง เพื่อดูสิ่งมีชีวิตใต้น้ำบริเวณอ่าวสิเกาที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ขณะที่ นายอำเภอสิเกา มองว่า สาเหตุที่โครงการนี้ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากชาวชุมชนบ้านปากคลองมีความเข้มแข็งตั้งแต่ผู้นำชุมชนไปจนถึงลูกบ้าน จนได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะรางวัล "หมู่บ้านประชาธิปไตย ประจำปี 2551" เพราะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งครบทั้งทุกคน ทั้งยังเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยได้จัดตั้ง "ชุดเฉพาะกิจทางทะเล" ขึ้น เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ นอกจากความเข้มแข็งของชุมชนแล้ว สภาพแวดล้อมที่มีความอุดมสมบูรณ์ และสวยงาม ก็เหมาะสมแก่การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้หน่วยราชการ และคนใน อ.สิเกา พยายามพลิกฟื้นท้องถิ่นด้วยการชูเรื่องการท่องเที่ยวเป็นจุดขายสำคัญ อ.สิเกา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของ จ.ตรัง อยู่ห่างศาลากลางจังหวัดเพียง 33 กิโลเมตร และเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ จนได้รับการขนานนามว่า "ประตูสู่การท่องเที่ยว" เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ วันหยุดยาวๆ ถ้านึกถึงทะเลปักษ์ใต้ ลองไปเที่ยวรับลมทะเล ชมวิถีชีวิตชาวเลริมอ่าวสิเกาดูบ้าง...รับรองว่าจะติดใจแน่นอน หัวข้อ: Re: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 เริ่มหัวข้อโดย: สายน้ำ ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2009, 01:33:01 AM X-cite ไทยโพสต์
สมิทธย้ำสตอร์มเซิร์จพายุถล่มถึงบ้านพัง (http://www.thaipost.net/sites/default/files/images/xcite/23-P1-1.jpg) "สมิทธ" ยันจะเกิดพายุฤดูร้อนและสตอร์มเซิร์จมากขึ้นในปีนี้ อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน เตือนพายุแรงถึงขั้นทำอันตรายบ้านเรือน คนกรุงระวังป้ายยักษ์ นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงานรณรงค์ "เป็นมังสวิรัติ เป็นโลกสีเขียว-ช่วยโลกของเรา" ที่สวนจตุจักร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ว่า การรับประทานอาหารมังสวิรัติ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส เพราะไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นแล้ว ยังทำให้มีการตัดไม้ทำลายป่าน้อยลง เพราะเกษตรกรจะไม่ถางป่าเพื่อหาพื้นที่เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เพราะต้นไม้จะเป็นตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปลดปล่อยออกซิเจน อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่ร้อนจัดก่อนเดือนมีนาคม นายสมิทธกล่าวว่า ถือเป็นสัญญาณชี้ว่าอากาศปีนี้จะร้อนกว่าปกติ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งทำให้น้ำผิวดินจะระเหยมากขึ้น ส่งผลให้ทำการเกษตรได้ยาก โดยเฉพาะการทำนาปรังจะต้องใช้น้ำมากกว่าปกติ นอกจากนี้ จะเกิดพายุฤดูร้อนระดับความเร็ว 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รุนแรงมากขึ้น ซึ่งสามารถเป็นอันตรายต่อบ้านเรือน อาคารสูงและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง" นายสมิทธระบุ ประธานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาย้ำว่า หลังฤดูแล้งหมดไป คือในช่วงเดือนพฤษภาคม จะเกิดสตอร์มเซิร์จในอ่าวไทยทั้งหมด รวมทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ บ่อยครั้งขึ้น ซึ่งหากทุกคนไม่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม บรรเทาภาวะโลกร้อนแล้ว ภายในไม่กี่สิบปี กรุงเทพมหานครจะจมอยู่ใต้น้ำในระดับ 1.5-2 เมตรแน่นอน การออกมาเตือนภัยของนายสมิทธที่ระบุว่า จะเกิดสตอร์มเซิร์จ รวมทั้งการให้ข้อมูลว่าแกนโลกเอียงมากขึ้น จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลายคน ออกมาโต้แย้งว่าเป็นไปไม่ได้ ขณะที่นายสมิทธออกมาย้ำครั้งนี้ว่าจะเกิดสตอร์มเซิร์จแน่นอน นายสมชาย ใบม่วง อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยในปีนี้ คาดการณ์ว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยจะใกล้เคียงค่าปกติ หรืออุณหภูมิไม่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี สรุปก็คือ อากาศไม่ร้อนผิดปกติ หรือจะมีคลื่นความร้อนแผ่เข้ามาแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนแล้ว โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่อากาศจะร้อนจัด อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ในเดือนเมษายน ประมาณ 40-42 องศาเซลเซียส แต่บางจังหวัดอาจจะไม่ถึง ส่วนกรุงเทพมหานคร คาดว่าอุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ระหว่าง 37-39 องศา "ตามทฤษฎีแล้ว วันที่อากาศร้อนที่สุด คือช่วงวันที่ดวงอาทิตย์โคจรตั้งฉากกับประเทศไทยในเดือนเมษายน แต่จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น มีเมฆบดบังหรือมีฝนตกช่วยคลายความร้อน ดังนั้น จึงไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าวันไหนจะร้อนที่สุด" อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากล่าว นายสมชายระบุว่า กรณีที่มีการแจ้งเตือนว่าประเทศไทยจะเจอปรากฏการณ์ฮีตเวฟ หรือคลื่นความร้อนสูงนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะพื้นที่ของไทยไม่มีทะเลทรายเหมือนอย่างอินเดียหรือออสเตรเลีย สังคมจึงไม่ควรตื่นตระหนก ทั้งนี้ จากปรากฏการณ์ลานีญา จะส่งผลให้อากาศไม่ร้อนมากนัก เพราะมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย แต่หลายพื้นที่จะตกอยู่ในสภาวะแห้งแล้ง บางช่วงจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนพืชผลทางการเกษตร. ******************************************************************************************************************************** "วินัย" ชวนแฟนเพลงร่วมย้อนยุคบางแสน วินัย พันธุรักษ์ นำวง ดิ อิมพอสซิเบิล ไปร่วมงานบางแสนย้อนยุค 2552 "เมื่อครั้งชายหาดบางแสนเฟื่องฟูยุค 60 เป็นเวลาเดียวกับที่วงดิ อิมพอสซิเบิล ได้รับความนิยมจากหมู่วัยรุ่นสมัยนั้น ด้วยบทเพลงที่เกี่ยวกับทะเล วัยรุ่นยุคนั้นเวลาไปเที่ยวชายทะเลและพกกีตาร์โปร่งไปด้วย เขาก็มักจะร้องเพลงของวงดิ อิมพอสซิเบิล และผมก็เชื่อว่าหลายคนที่เคยเป็นวัยรุ่นในยุคนั้น ก็คงจะจำบรรยากาศเช่นนี้ได้ดี ซึ่งแน่นอนว่าชายหาดบางแสนอันมีอายุมายาวนาน ย่อมเป็นความทรงจำดีๆ ของหลายคน ดังนั้นผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านได้ร่วมย้อนอดีตวงดิ อิมพอสสิเบิล กับชายหาดบางแสน ในงานบางแสนย้อนยุค 2552 โดยในงานจะเป็นการจำลองบรรยากาศแบบย้อนยุค ซึ่งจะมีกิจกรรมต่างๆมากมาย และกิจกรรมบนเวทีที่มีนักร้องชื่อดังทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่จะมาร่วมขับร้องเพลงเก่าเพื่อย้อนหวนระลึกถึงอดีต อาทิ เศรษฐา ศิรฉายา พร้อมผมที่จะมากับวงดิ อิมพอสสิเบิล ทั้งวง, สุรสีห์ อิทธิกุล, ฉันทนา กิติยพันธ์, สุดา ชื่นบาน, ทีโบน, หนุ่ย อำพล ลำพูน-วงไมโคร และสุรชัย สมบัติเจริญ โดยงานจะเริ่มในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป ณ ริมถนนบางแสน" |