กระดานข่าว Save Our Sea.net
พฤศจิกายน 30, 2025, 12:37:47 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บอร์ดนี้อ่านได้อย่างเดียว ต้องการตั้งกระทู้ใหม่กรุณาใช้งานบอร์ดใหม่ที่
http://www.saveoursea.net/forums/index.php
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม 2551  (อ่าน 4744 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 12:16:36 AM »

กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นลง มีฝนเล็กน้อยและมีลมแรง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงในช่วงวันที่ 25-26 ธันวาคม 2551 ทำให้ภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไปมีฝนกระจาย คลื่นลมในอ่าวไทยสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กในอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไปควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น มีฝนเล็กน้อยและมีลมแรง  อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา  ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 24-26 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับจะมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาและมีลมแรง โดยในช่วงวันที่ 25-27 ธ.ค.จะมีฝนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียง เหนือปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไปมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น คลื่นลมในอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร สำหรับในช่วงวันที่ 27-30 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ทำให้มีหมอกในตอนเช้า ส่วนหย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนผ่านทางตอนล่างของภาคใต้ ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังมีฝนกระจาย


ข้อควรระวัง

ในระยะนี้ ขอให้ชาวเรือในอ่าวไทยระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กในอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันที่ 27-29 ธ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย



* Forecast2.jpg (38.18 KB, 684x423 - ดู 447 ครั้ง.)

* Earthquake2.jpg (19.62 KB, 450x309 - ดู 468 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 12:23:57 AM »

ไทยรัฐ


ผ้าป่าต้นไม้...ปราชญ์เกษตร สร้างประเพณีเรียนรู้ จากธรรมชาติ                       :                            ข่าวการเกษตร


 
ปราชญ์เกษตร...แบ่งแยกออกเป็น 4 แขนง ประกอบด้วย ปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อการเกษตรไทย... ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง... ปราชญ์เกษตรดีเด่น และ ปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย...แล้วรวมเรียกกันว่า “...ปราชญ์ ของแผ่นดิน...”

ผู้ที่จะเป็น ปราชญ์ฯ ...มิใช่เพียงแค่ ประสบความสำเร็จ จากการดำเนินชีวิต ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือมีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญและมีผลงาน ด้านการเกษตรที่สร้างประโยชน์ได้ เท่านั้น...

...ที่สำคัญที่สุดจะถูกยกย่อง คือบุคคลนั้นต้อง อุทิศตน เวลา ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ถ่ายทอดสู่ สังคม มาอย่างต่อเนื่อง จึงจะผ่านการคัดเลือก สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์...ให้เป็นปราชญ์เกษตร

ดังเช่น....นายโทน วรสุข หรือ พ่อใหญ่โทน อายุ 80 ปี ผู้รับรางวัลปราชญ์เกษตรเมื่อปี พ.ศ.2551 ซึ่งได้บอกกับสื่อมวลชนว่า...ครั้งยังหนุ่มก็เข้ามาขายแรงงานในต่างถิ่น โดยรับจ้างทำความสะอาดที่ท่าเรือคลองเตย ในตอนนั้นค่าแรง เดือนละ 600 บาท สองคนกับภรรยาก็พออยู่พอกิน แต่พอแก่ตัวขึ้นก็หวนคิดถึงว่า...อนาคตครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร??

...กับคำถามนี้ จึงได้ตัดสินใจกลับบ้านที่ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี

หะแรก.....เมื่อเริ่มลงมือทำการเกษตรด้วยการปลูกมันสำปะหลัง แต่ก็ประสบกับปัญหาราคาตกต่ำ ก็ไม่ได้ย่อท้อหาแนวทางแก้ไขใหม่ หันมาทำค้าขายได้เงินมาก็ซื้อที่ดินไว้ ต่อมา สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เข้ารังวัดที่ดิน พร้อมกับ นักพัฒนาเอกชน เข้าไปร่วมในการ ศึกษาเรียนรู้ถึงการพัฒนาที่ดิน ทั้งได้ไปดูงานที่เครือข่ายอินแปง



พ่อใหญ่โทน เล่าต่ออีกว่า...ด้วยใจรักในการทำเกษตร เริ่มลงมือทำเกษตรผสมผสานในชุมชน โดยการปลูกพืชหลากหลายชนิด มีทั้งข้าว ผักสวนครัว สมุนไพร ไม้ใช้สอย และ ไม้ผล ทั้งยังยึดหลัก “อย่าฆ่าสังคม หรือสร้างพิษภัยต่อสังคมด้วยสารเคมี” ให้กลายเป็นกิจวัตรในการปฏิบัติ ส่งผลดีที่เกิดขึ้น ในนาข้าวมีทั้ง ปู ปลา หอย เป็นอาหารนำมาเลี้ยงชีวิตได้ทั้งครอบครัว...

เทคนิคในการเพาะปลูกพืชให้ได้ผลดี ต้องมีการวางแผน เช่น คาดการณ์ปริมาณน้ำฝน โดยการสังเกตที่หางของ ตัวตะกวด หรือ ตัวแลน เกิดใหม่ในปีนั้น หากมีสีดำมากกว่าสีขาว แสดงว่า ฝนจะตกชุก หรือใช้วิธีการดูสีจาก กระดูกอึ่งเผ้า หรือ อึ่งโกรก จากโคนขา ถ้าหากมี สีดำไปหาสีขาว หมายถึง ปีนั้นฝนแล้ง หรือจะใช้ ศาสตร์การต้มไก่ หากช่วงหัว ไก่โค้งงอเหมือนรวงข้าว น้ำจะดี แต่หาก คอไก่เหยียดตรงปีนั้นฝนจะแล้ง

พ่อใหญ่โทน บอกอีกว่า เทคนิคและองค์ความรู้ที่มีอยู่นั้นประกอบด้วย การขยายพันธุ์พืช โดยการเสริมรากโดยใช้วิธีการฝานบวบ เป็นการเฉือนให้เป็นรูปโล่ จากนั้นก็นำรากเข้าไปเสริม หรือเทคนิคการติดตาที่ต้องใช้ตาที่มีความแข็งแรง จุดสำคัญที่สุดเป็นการกรีดและลอกแผ่นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วแปะลงไปให้ตาหงายขึ้น ก่อนจะปิดด้วยพลาสติกป้องกันเชื้อรา

นอกจากนี้ พ่อใหญ่โทน ยึดหลักของวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น โดยการใช้คำผญา หรือภาษิตเป็นหลักดำเนินชีวิต เพื่อถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง ดังเช่น “ความซิตกพ่อไฮ่ ให้พ่อไฮ่ลา ความซิตกพ่อนา ให้พ่อนาเว้า ความซิตกหมู่บ้าน ให้เฒ่าแก่ขุนกวนเว้า” แปลออกมาโดยรวม หมายความว่า “...การที่จะพูดหรือทำเรื่องไหน ควรให้ผู้มีความรู้ในเรื่องนั้นๆเป็นคนพูด คนทำ...”

และสิ่งที่สำคัญในทุกวันนี้ พ่อใหญ่โทน ต้องการที่จะทำโครงการ “ผ้าป่าต้นไม้” โดยผู้ต้องการทำบุญ อาจจะไม่ต้องใช้เงิน แต่มาร่วมช่วยกันใช้แรงในการปลูกป่า หรือใครที่มีเงินอยากจะสนับสนุน ก็ทำได้ เพราะเราต้องการให้เกิดการปลูกไม้ป่า หรือไม้ใช้สอยบนหัวไร่ปลายนา เพื่อให้ลูกหลานได้...สำนึกรักบ้านเกิดและกลับมาสู่ถิ่นฐานเดิม...!!!

นายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นสมควรให้มีการยกย่องผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรสาขาต่างๆ ให้ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น “ปราชญ์ เกษตรของแผ่นดิน” เพื่อให้ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการพร้อมทั้งสนับสนุน ในการถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่แวดวงเกษตรกรรมและสังคมในวงกว้าง

...ซึ่งปราชญ์เกษตรของแผ่นดินทั้ง 4 แขนงจะเข้ารับพระราชทานเหรียญรางวัลจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงาน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ.

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 12:37:15 AM »

ผู้จัดการออนไลน์


มนต์“พีพี” เสน่ห์ที่มิเคยลืม


โค้งอ่าวคู่ วิวเอกลักษณ์แห่งเกาะพีพี

ขณะที่คนส่วนใหญ่มีด้านมืดและด้านสว่าง ทะเลก็มีด้านกราดเกรี้ยวบ้าคลั่งและด้านสงบสวยงาม
       
       ยามทะเลบ้าคลั่ง(ช่วงมรสุม) เราไม่คิดแม้จะกล้ำกรายเข้าไปเฉียดเคียง แต่ยามทะเลสงบสดสวย(หมดมรสุม)เราถวิลหามันใจแทบขาด
       
       ยิ่งเป็นเกาะที่ถูกยกให้เป็นสวรรค์กลางแจ้งของคนรักทะเลอย่าง “เกาะพีพี” แห่งอันดามัน(ทะเลกระบี่) มันยิ่งชวนวิจิตรเพริศแพร้วมากขึ้น
 
 
ปากถ้ำไวกิ้ง
 
 
       มนต์พีพีเล
       
       ราวชั่วโมงกว่าจากท่าเรือคลองจิหลาด กระบี่ ภาพของหมู่เกาะพีพีกลางอันดามันค่อยๆเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้นเรือเบนหัวเข้าสู่เกาะพีพีดอน แหล่งชุมชนสำคัญในหมู่เกาะแห่งนี้
       
       “ตะลอนเที่ยว” หลังนำข้าวของเก็บเข้าที่พัก เราก็ไม่รีรอออกตะลอนทัวร์ในทันที แต่เป้าหมายช่วงแรกของทริปนี้ไม่ได้อยู่ที่เกาะพีพีดอน หากแต่อยู่ที่“เกาะพีพีเล”ที่อยู่ใกล้ๆกัน
       
       เกาะพีพีเล แม้เต็มไปด้วยหินปูนและหน้าผาสูงชัน แต่ไม่น่าเชื่อว่าเกาะแห่งนี้จะเต็มไปด้วยนับเป็นจุดน่าสนใจมากหลาย นับเป็นเกาะเพื่อการท่องเที่ยวโดยแท้

   
อ่าวมาหยา    
 
       สำหรับจุดแรกที่เราแวะชมก็คือปากถ้ำไวกิ้ง ที่ภายในมีภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์ แต่เราไม่ได้เข้าชม เนื่องจากเขาเปิดเป็นบางโอกาส เพราะนี่เป็นเขตสัมปานนกนางแอ่น งานนี้จึงทำได้เพียงล่องเรือเฉียดๆดูนั่งร้านไม้ไผ่ที่ปากถ้ำต่างๆเท่านั้น
       
       พ้นจากถ้ำไวกิ้งมา เรือแล่นลุยคลื่นเลียบเคียงหน้าผาหินปูนเข้าสู่เวิ้งอ่าวโค้งคลื่นลมสงบเงียบ ซึ่งนี่คือ“อ่าวมาหยา” อันลือลั่น เพราะโด่งดังมาจากหนังเรื่อง The Beach ที่ก็สมราคาความดัง เพราะอ่าวมาหยานั้นงดงามนัก น้ำทะเลสวยใสพลิ้วไหวไปตามระลอกคลื่นแผ่วเบา บางช่วงเห็นปลาแหวกว่ายดูเพลินตา มีหาดทรายขาวสะอาดเนียนนุ่มเท้าเข้ากับเทือกเขาหินปูนที่ขึ้นหยึกหยัก ตีวงโอบกอดอ่าวมาหยาไว้ให้นักท่องเที่ยวรุ่นแล้วรุ่นเล่าเดินทางมาสัมผัส

   
มุมไร้มายาที่อ่าวมาหยา  
 
       บนอ่าวมาหยาไม่มีที่พักมีแต่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ แต่มีห้องน้ำไว้ให้นักท่องเที่ยวปลดปล่อยทุกข์ รวมถึงป้ายเตือนภัยสึนามิที่เราหวังว่าสึนามิอ่าได้กล้ำกรายมาเยือนที่นี่อีกตลอดกาลเลย ทิ้งป้ายเตือนภัยไว้ให้เป็นอนุสรณ์ของความโสกเศร้าเถิด
       
       บนอ่าวมาหยา“ตะลอนเที่ยว”เพลินอยู่ที่นั่นพักใหญ่ เพราะช่วงนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติน้อย เราจึงถือโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศบนนี้อย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาเที่ยวอ่าวมาหยาทีไรรู้สึกเหมือนไปเมืองนอกทุกที เพราะมีฝรั่งเต็มไปหมด มีแต่คราวนี้แหละที่ค่อยรู้สึกว่าอ่าวมาหยาเป็นอ่าวของไทยหน่อย

   
ฝรั่งสนุกเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำ 
 
       หลังเล่นน้ำ เสพบรรยากาศ อ่าวมาหยาจนจุใจ เราไปยังด้านหลังอ่าวมาหยา ซึ่งก็คือ “อ่าวโละซามะ” อ่าวเล็กๆไม่มีชายหาด มีแต่เรือพานักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำ ดำน้ำดูปะการัง เพราะโลกใต้ทะเลที่นี่สวยงามไม่เบา
       
       ใกล้ๆกับอ่าวโละซามะเป็นเกาะบิดะใน เกาะบิดะนอก ที่เป็นจุดดำน้ำชั้นดีอีกจุดหนึ่ง
       
       อีกอ่าวหนึ่งที่เรือไปแวะก่อนกลับและไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ“อ่าวปิเละ” ที่มีลักษณะเป็นลากูน(Lagoon) หรือทะเลใน เพราะถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชันเกือบทุกด้าน น้ำทะเลที่นี่ใสปิ๊งนิ่งเขียวปานมรกต จนหลายคนให้ฉายาว่า“สระว่ายน้ำกลางทะเล”
       
       ก่อนกลับเข้าฝั่งเราแวะดูลิงแสมที่หาดลิง(Monkey Beach)ก่อนเดินทางกลับเกาะพีพีดอนที่ให้อารมณ์บรรยากาศทางการท่องเที่ยวแตกต่างออกไปจากเกาะพีพีเล

   
มุมเหงาๆบนพีพีดอน
 
 
       มนต์พีพีดอน
       
       เรือกลับมาเทียบท่าที่เกาะพีพีดอนอีกครั้ง ที่นี่เป็นดังเมืองขนาดย่อม เต็มแน่นไปด้วยบ้านเรือน ที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า ผับบาร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกเพียบ ในขณะที่ในผืนน้ำก็มีเรือหางยาว สปีดโบ้ท เรือนำเที่ยว จอดอยู่เรียงรายไปตามแนวเวิ้งหาด
       
       ส่วนด้านวิถีชีวิตนั้น ผู้ประกอบการ ชาวบ้าน นักท่องเที่ยว ชาวไทยมุสลิม ต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน มีรอยยิ้มทักทายยามไปมาหาสู่ พร้อมด้วยมุขตลกขำบ้างไม่ขำบ้างของคนอารมณ์ดีมากมาย สร้างรอยยิ้มให้ผู้พบเห็นได้เป็นอย่างดี แม้เศรษฐกิจปีนี้จะเป็นปีเผาหลอกและปีหน้าเป็นปีเผาจริงก็ตาม

   
เรือเล็กจอดเทียบท่าที่อ่าวต้นไทร  
 
       หากย้อนอดีตกลับไป วันที่ 26 ธ.ค. 47 พื้นที่แถบนี้โดนสึนามิถล่มยับเยิน มาวันนี้ฟื้นตัวเกือบหมดแล้ว แต่ก็คงต้องทำใจกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดน้อยลง
       
       จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการที่นี่พบว่าราคาที่ดิน ค่าเช้าที่บนนี้แพงระยับ ส่งผลให้ที่พัก อาหาร ข้าวของ บนนี้แพงตามไปด้วย แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะยังมีมุมของกินและที่พักราคาไม่แพงให้นักท่องเที่ยวแบ็คแพ็กได้เลือกกัน
       
       เอาล่ะเมื่อได้เห็นภาพคร่าวๆของเกาะพีพีดอนกันแล้ว ทีนี้เราเดินเท้าออกสำรวจจุดน่าสนใจบนเกาะแห่งนี้ในช่วงบ่ายแก่ๆของวันนั้น โดยเริ่มต้นที่ "อ่าวต้นไทร" ที่มีต้นไทรใหญ่ตั้งตระหง่าน โคนต้นมีผ้าแพรหลากสีผูกอยู่ ส่วนใต้ต้นมีศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ดูขรึมขลัง

   
นักท่องเที่ยวอ่านหนังสือผ่อนคลายที่อ่าวโละดาลัม 
 
       นักท่องเที่ยวฝรั่งที่เดินผ่านไปมาส่วนหนึ่งแวะดูศาลและผ้าแพรด้วยความฉงน ส่วนเราคนไทยเมื่อเดินผ่านก็ยกมือไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล
       
       เนื่องจากอ่าวต้นไทรมีชายหาดยาวร่วม 2 กม.ที่นี่เหมาะแก่การเล่นน้ำ เดินชิลล์ ชิลล์ เลาะเลียบริมอ่าว ชมวิวทิวทัศน์ของเรือหลากสีสันที่จอดเรียงรายโดยมีเขาหินปูนตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง
       
       ด้วยเป็นอ่าวสำคัญ รอบบริเวณอ่าวต้นไทรจึงเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ที่พัก และสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวก
       
       จากอ่าวต้นไทรเราเดินขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวที่เมื่อมองลงมาเห็นโค้งเวิ้งอ่าวคู่ดูคอดกิ่วคล้ายพระจันทร์เสี้ยว 2 ดวงหันส่วนโค้งชนกัน ปนด้วยภาพของชุมชนที่พักที่คงจะผุดแน่นขึ้นเรื่อยๆในอนาคต ซึ่งนี่ถือเป็นวิวเอกลักษณ์ของเกาะพีพีดอนเลยทีเดียว

   
พีพียามใกล้ค่ำ    
 
       หลังดูวิวอ่าวคู่แต่ไม่ย้อนดูตนเสร็จสรรพ เรากลับลงมาอีกครั้ง แล้วเดินผ่านร้านขายของที่ระลึกมากมายสู่ “อ่าวโละดาลัม” ที่เป็นเวิ้งอ่าวกว้างใหญ่ มีหาดทรายยาวขาวเนียน มีแบ็คกราวน์เป็นขุนเขาโอบล้อม ที่นี่มีนั่กท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมหลากหลาย ทั้งเล่นน้ำ ฟุตบอล วอลเล่ย์บอล นอนเล่น นั่งเล่น เดินเล่น อ่านหนังสือ และสาวๆชาวแหม่มที่เปลือยอกอาบแดดกันแบบไม่สนคนไทย
       
       แสงแดดยามเย็นอ่อนล้าลงเรื่อยๆก่อนตะวันจะค่อยๆลอยลับเหลี่ยมเขาทิ้งวันนี้ให้ผ่านพ้นไป รอวันใหม่ให้เดินเข้ามา

   
สีสันราตรีที่พีพีดอน
 
 
       มนต์ราตรี
       
       ปัจจุบันแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลหลายแห่ง พอรัตติกาลมาเยือน จะอบอวลไปด้วยสีสันความบันเทิงทั้งร้านรวงผับบาร์
       
       เราสะพายกล้องถือกระป๋องเบียร์ แล้วออกเดินโต๋เต๋ไปตามแสงไฟที่วิบวับสองข้างทางดูวิถีสีสันบนเกาะแห่งนี้

   
มวยไทยบนพีพี กีฬาที่ต่างชาติชื่นชอบมาก 
 
       ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท วิลล่า เปิดไฟให้แสงสีวิบวับ เสียงดนตรีตามผับบาร์ของแต่ละร้านดังลอยล่องแข่งกับเสียงคลื่นลม ตามผับบาร์ริมหาดเต็มไปด้วยนักควงกระบองไฟ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นจุดขายสำคัญของแต่ละร้าน เนื่องจากนักท่องเที่ยวฝรั่งให้ความสนใจกันเป็นพิเศษ
       
       เราเดินพร้อมดื่มแบบจิบๆชมโน่นชมนี่ไปเรื่อย นั่นเป็นบาร์ริมถนน นั่นเป็นร้านขายของที่ระลึกสไตล์ฮิป-เก๋-เท่ห์-แนว นั่นเป็นร้านซีฟู้ดปิ้งๆย่างๆ นั่นเป็นร้านผัดไทกับแม่ค้าหน้าหวาน นั่นเป็นร้านขายเหล้าสารพัดสูตรสารพัดมิกซ์ให้เลือกผสมในถังเดียวกัน นั่นเป็นร้านอาหารบรรยากาศหรูดูภายนอกแล้วเดาไม่ยากว่าต้องแพงแน่นอน นั่นเป็นเวทีมวยไทยที่นักมวยยอมเจ็บตัวเพื่อแลกกับเงินค่าชก นั่นเป็นร้านข้าวเหนียว-ไก่ย่าง-ส้มตำ บรรยากาศไทยอีสาน นั่นเป็นร้านโรตีที่แม่ค้ามีลีลาการตีแป้งได้อย่างน่าดูชม

   
โชว์กระบองไฟมีให้ชมทั่วไปในยามราตรีบนพีพีดอน 
 
       นั่นเป็น...นั่นเป็น...นั่นเป็น ฯลฯ นั่นเป็นทั้งหมดทั้งปวงที่เมื่อรวมกันแล้ว นั่นก็คือสีสันราตรีบนพีพีดอนที่กว่าจะหลับใหลก็ปาเข้าไปครึ่งค่อนคืน ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้อาจไม่เป็นที่ถูกใจของผู้รักความสงบเงียบและผู้นิยมธรรมชาติจ๋า แต่สำหรับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ธรรมธุรกิจกลางคืนแล้ว นี่คือช่วงเวลาทองที่จะสร้างรายได้ให้กับพวกเขา เพราะนี่คือโลกของการท่องเที่ยวที่คนในพื้นที่เลือกแล้วว่าจะให้มันเป็นไปในทิศทางแบบนั้น
       
       เราในฐานะคนนอกก็ได้แต่เอาใจช่วย ขอให้โลกของการท่องเที่ยวบนเกาะพีพีเติบโตก้าวหน้าและเดินไปอย่างยั่งยืนมั่นคง
       

 
       *****************************************
       
       เกาะพีพี อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา - หมู่เกาะพีพี แห่งทะเลกระบี่(อันดามัน) ประกอบด้วยเกาะ 6 เกาะคือ เกาะพีพีดอน เกาะพีพีเล เกาะไม้ไผ่ เกาะยูง เกาะบิดะใน เกาะบิดะนอก อยู่ห่างจากแผ่นดินกระบี่ประมาณ 42 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ฤดูที่เหมาะแก่การเที่ยวเกาะพีพี จะอยู่ระหว่าง เดือนพ.ย.-พ.ค. เพราะเป็นช่วงที่ไม่มีมรสุมเข้า น้ำทะเลจะใสเหมาะแก่การดำน้ำดูปะการัง กิจกรรมที่นิยมทำได้แก่ เล่นน้ำ ชมวิวตามจุดชมวิวต่างๆ, ดำน้ำตื้น, ดำน้ำลึก, เที่ยวถ้ำ, พายเรือแคนู นั่งฟังเพลงยามค่ำคืน ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สอบถามข้อมูลได้ที่ ททท. สำนักงานกระบี่ โทร. 0-7562-2163


******************************************************************************************************************************


สวนดุสิตร่วมปลูกหญ้าทะเลอ่าวหยงสตาร์ จังหวัดตรัง กว่า 30,000 ต้น เพิ่มปริมาณหญ้าทะเลให้พื้นที่
   
       นายสฤษดิ์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ตรัง กล่าววว่า ชาวบ้านชุมชนหยงสตาร์ ตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน ร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ตรัง และสโมสรโรตารี่ 3 จังหวัดภาคใต้ คือ จังหวัดตรัง พัทลุง และ ยะลา รวมกว่า 250 คน ได้ร่วมกันปลูกหญ้าทะเลบริเวณอ่าวหยงสตาร์ เป็นจำนวน 30,000 ต้น เพื่อสร้างความสมดุลคืนสู่ธรรมชาติใต้ท้องทะเลตรัง หลังจากเมื่อปลายปี 2547 เกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ จนส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเลตรังอย่างมาก
       
       ดังนั้น ชาวบ้านชุมชนหยงสตาร์ จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์ตรัง และสโมสรโรตารี่ ในการส่งเสริมและปลูกหญ้าทะเลคืนสู่ท้องทะเลตรังมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา เนื่องจากหญ้าทะเลถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะกำหนดปริมาณสัตว์น้ำทุกชนิดในท้องทะเล แต่หากเมื่อใดหญ้าทะเลถูกทำลายลง ก็จะส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำลดน้อยลง ทั้งนี้ เมื่อมีการปลูกหญ้าทะเลขึ้นมาทดแทน ปรากฏว่า ได้ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งยังช่วยลดระดับความรุนแรงของสตอมเสิร์ชได้อีกด้วย
       
       อย่างไรก็ตาม หญ้าทะเลที่ปลูกและใช้ประโยชน์ได้แล้ว ในช่วงตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่ปี 2548-2550 มีระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร เนื่องจากหญ้าทะเลนั้น ถือเป็นแหล่งอาหารของพะยูน ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลตรังมากที่สุดของประเทศไทย โดยขณะนี้พบพะยูนในจังหวัดตรัง เป็นกว่า 115 ตัว ดังนั้น โครงการปลูกหญ้าทะเลดังกล่าว จึงเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและอนุรักษ์ เพื่อให้พะยูนอยู่คู่กับท้องทะเลตรังสืบต่อไป

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 12:44:34 AM »

ไทยโพสต์


'คาเวียร์' ไข่ปลาราคาแพง                         :                         คอลัมน์ โลกน่ารู้

เมื่อเดือน  พ.ย.ที่ผ่านมา   เจ้าหน้าที่ศุลกากรอิตาลีตรวจยึดคาเวียร์เบลูก้า   (Beluga  Caviar) หนัก  40 กิโลกรัม ที่มัคคุเทศก์ 2 คน ลักลอบนำเข้ามาจากโปแลนด์ และสุดท้ายแจกคาเวียร์ที่ยึดได้แก่คนยากไร้ในมิลานเป็นของขวัญคริสต์มาส

สื่อท้องถิ่นบอกว่าคาเวียร์ล็อตนี้มีมูลค่าประมาณ   550,000  ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 19 ล้านบาท) หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วว่ามันยังรับประทานได้ จึงมอบให้บ้านพักคนอนาถานำไปปรุงอาหารให้ผู้ยากไร้เป็นของขวัญเทศกาลคริสต์มาส

คาเวียร์เบลูก้าถือเป็นคาเวียร์ที่มีราคาแพงที่สุด  เพราะมีคุณภาพเหนือกว่าคาเวียร์อื่นๆ หลายประเทศพยายามปราบปรามการค้าคาเวียร์ผิดกฎหมาย หลังพบว่ามีการค้าคาเวียร์เถื่อนในยุโรปมากกว่า 600 ตัน ในช่วงปี 2541-2547 แต่หลังจากประเทศแถบทะเลสาบแคสเปียนตกลงกันว่าจะจำกัดการจับปลาสเตอร์เจียนที่ให้ไข่เป็นคาเวียร์ เมื่อปีที่แล้วองค์การสหประชาชาติ  (ยูเอ็น) จึงยอมยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกคาเวียร์เบลูก้า ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อปี 2549

ข้อห้ามดังกล่าวมีขึ้นหลังปลาสเตอร์เจียนลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจนแทบจะสูญพันธุ์ไปจากทะเลสาบแคสเปียน แหล่งกำเนิดของปลาพันธุ์พิเศษที่ให้ไข่ราคาแพงราวกับทอง.


*****************************************************************************************************************************


ญี่ปุ่นเล็งส่งเรือต้านสลัดโซมาเลีย

กองทัพเรือญี่ปุ่นอาจเข้าร่วมวงปราบโจรสลัดโซมาเลียด้วยหลังจากที่จีนเตรียมส่งเรือพิฆาต 2 ลำมุ่งหน้าสู่อ่าวเอเดนวันศุกร์นี้ สื่อท้องถิ่นเผยญี่ปุ่นอาจโยกเรือที่ปฏิบัติภารกิจในมหาสมุทรอินเดียมาคุ้มกันเรือสินค้า

  ขณะโฆษกรัฐบาลบอกรัฐบาลกำลังพิจารณาส่งเรือลาดตระเวนไปร่วมต่อต้านโจรสลัดกับนานาชาติ

หนังสือพิมพ์ซันเกรายงานเมื่อวันพุธว่า   ญี่ปุ่นจะสั่งให้เรือลำหนึ่งที่ร่วมในภารกิจสนับสนุนด้านเชื้อเพลิงแก่ปฏิบัติการทางทหารของกองกำลังผสมในอัฟกานิสถานที่สหรัฐเป็นแกนนำ   คอยให้การคุ้มกันเรือของญี่ปุ่นหากรัฐบาลลงความเห็นว่ามีภัยคุกคามร้ายแรงจากพวกโจรสลัด นอกจากนี้รัฐบาลยังจะอนุญาตให้เรือของกองทัพใช้อาวุธตอบโต้ได้ด้วยหากโจรสลัดบุกโจมตีเรือสินค้า

ซันเกกล่าวด้วยว่า  การจำกัดปฏิบัติการไว้ที่การคุ้มกันเฉพาะเรือของญี่ปุ่นจะช่วยหลีกเลี่ยงการละเมิดรัฐธรรมนูญของประเทศ  และการใช้เรือที่ประจำการในมหาสมุทรอินเดียอยู่แล้วจะช่วยประหยัดเวลา แทนที่จะส่งเรือไปจากญี่ปุ่นซึ่งต้องใช้เวลานานร่วมเดือน

รายงานอีกชิ้นหนึ่งของสำนักข่าวเกียวโดกล่าวว่า   ญี่ปุ่นกำลังเตรียมการจัดส่งเรือลาดตระเวนหลายลำและเรือชนิดอื่นๆ  ไปยังเยเมนเพื่อใช้ในปฏิบัติการต่อต้านโจรสลัดนอกชายฝั่งโซมาเลีย

ทาเคโอะ  คาวามูระ  โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น  กล่าวว่า  รัฐบาลยังคงพิจารณาทางเลือกต่างๆ   "มีเรือของญี่ปุ่นจำนวนมากใช้เส้นทางนั้น และบริษัทเจ้าของเรือก็พากันวิตก กลุ่มต่างๆ ได้ติดต่อมาที่รัฐบาล เราจึงต้องรีบดำเนินการ" เขากล่าว

ข่าวรอยเตอร์กล่าวว่า  แม้โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นจะกล่าวว่ายังไม่มีการตัดสินใจใดๆ  ในเรื่องการส่งเรือของกองกำลังป้องกันตนเองร่วมปฏิบัติการต่อต้านโจรสลัดนอกชายฝั่งโซมาเลีย   แต่เจ้าหน้าที่รายนี้เผยว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนรองรับในไม่ช้านี้ว่ามีวิธีใดที่ญี่ปุ่นจะสามารถต่อสู้กับโจรสลัดในเส้นทางเดินเรือที่หนาแน่นที่สุดเส้นทางหนึ่งของโลกแห่งนี้ได้

ประเด็นที่เป็นปัญหาน่าปวดหัวสำหรับญี่ปุ่นคือการติดขัดข้อห้ามในรัฐธรรมนูญรักสันติที่เป็นผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่สอง  ซึ่งจำกัดปฏิบัติการทางทหารของญี่ปุ่นในต่างแดน ขณะที่มีรายงานในสื่อญี่ปุ่นว่า  รัฐบาลกำลังพิจารณาออกกฎหมายขยายบทบาทของกองทัพเรือในปฏิบัติการระหว่างประเทศ   แต่กฎหมายนี้น่าจะถูกฝ่ายค้านที่คุมเสียงข้างมาในวุฒิสภาขัดขวาง

นับแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมาโจรสลัดที่อาละวาดนอกฝั่งโซมาเลีย     โดยเฉพาะในอ่าวเอเดน ได้จี้ปล้นเรือแล้วมากกว่า  100  ลำ  สร้างรายได้จากค่าได้ราว 30 ล้านเหรียญฯ กองกำลังนาโตได้ส่งกองเรือมาร่วมปฏิบัติการปราบโจรสลัดตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมแต่ยังไม่เป็นผล  เมื่อต้นธันวาคมองค์การสหประชาชาติ  (ยูเอ็น) เพิ่งอนุญาตให้บรรดาประเทศที่ร่วมมือกับรัฐบาลโซมาเลียใช้น่านน้ำและดินแดนของโซมาเลียในการต่อสู้ขัดขวางและป้องกันการจี้ปล้นเรือได้เป็นเวลา  1 ปี โดยสามารถใช้ "วิธีการทุกอย่างที่จำเป็น"

ปัจจุบันมีเรือรบของกองทัพหลายชาติลาดตระเวนในแถบนั้น  อาทิ  ของอังกฤษ, อิหร่าน, สหรัฐ, ฝรั่งเศส  และเยอรมนี  และในวันศุกร์นี้  จีนจะส่งเรือพิฆาต 2 ลำพร้อมเรือเสบียงไปร่วมปฏิบัติการกับนานาชาติด้วย   ขณะที่อินเดียได้ส่งเรือรบลาดตระเวนไปก่อนแล้ว   ส่วนเกาหลีใต้มีรายงานว่ารัฐบาลน่าจะส่งเรือรบไปเสริมอีก  ความกังวลเรื่องโจรสลัดยังทำให้เกาหลีใต้เตรียมส่งเรือพิฆาตไปคุ้มกันเรือสินค้าบรรทุกยุทโธปกรณ์  13,000 ตันหลังเสร็จสิ้นภารกิจในอิรัก โดยจะออกจากคูเวตในวันศุกร์นี้.

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 12:48:47 AM »

แนวหน้า


อุทยานฯเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด ฟื้นปลูกปะการังชูท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์                         :                      รายงานพิเศษ   

 สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กประเภทหนึ่งที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ใต้ท้องทะเล นั่นคือ ปะการัง ปะการังตัวหนึ่งๆ เมื่อเติบโตเต็มที่จะขยายพันธุ์โดยให้กำเนิดลูกปะการังเล็กๆ ล่องลอยไปตามกระแสน้ำซึ่งสามารถล่องลอยไปกับกระแสน้ำได้ในระยะไกลแสนไกลตราบเท่าที่มันยังไม่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ทะเลอื่น แนวปะการังมีความเร้นลับซับซ้อนทางกายภาพ เนื่องจากทุกๆ รูและซอกโพรงนั้นจะเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอื่น อาทิ ปลา และสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำทางทะเลอีกด้วย

 “แต่ในปัจจุบันธรรมชาติของปะการังได้ถูกรบกวน จนอาจเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤติ จากฝีมือทนุษย์ทั้งทางตรง และทางอ้อม ส่งผลให้จำนวนปะการังนับวันยิ่งลดน้อยลงไปทุกที”

 ดังนั้นอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง จึงได้จัดโครงการปลูกปะการังด้วยท่อพีวีซี ซึ่งสำเร็จแล้วไปกว่า 6 ไร่ และเตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มในบริเวณรอบเกาะเสม็ด เพื่อเป็นการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวใต้น้ำแห่งใหม่ พร้อมทั้งการฟื้นฟูระบบนิเวศน์คืนความสมดุลย์สู่ธรรมชาติ

 นายสิทธิชัย เสรีส่งแสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ เขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด กล่าวว่า โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการังจาการปลูกด้วยท่อพีวีซีนั้น เป็นโครงการที่ทางอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด ร่วมกับผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ดำรงอยู่ในสภาพที่ดี ลดสภาพเสื่อมโทรม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลานาน และเป็นมรดกแก่ลูกหลานสืบต่อไป ซึ่งหลังจากเริ่มทดลองปลูกปะการังมาตั้งแต่ปี 2549 จนถึงเวลานี้ นับว่าประสบความสำเร็จ เพราะปะการังที่ปลูกไว้ขณะนี้ งอกยาวประมาณ 20-30 ซม.

 โดยในปีหนึ่งๆ ปะการังจะเติบโตประมาณ 10-12 ซม. ทำให้ขณะนี้ทางอุทยานฯ มีกิ่งพันธุ์เพิ่มมากขึ้น สะสมไว้เพื่อให้นักอนุรักษ์ต่างๆ นำไปปลูกโดยแยกกิ่งพันธุ์ ตามแหล่งเสื่อมโทรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ธรรมชาติกลับคืนสู่สภาพเดิม และเมื่อแปลงอนุบาลเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะมีสัตว์น้ำ มาอาศัย และเป็นแหล่งหาอาหารของสัตว์น้ำจำนวนมาก อีกทั้งยังกลายเป็นแหล่งทอ่งเที่ยว ดำน้ำดูปะการังได้อย่างสวยงาม จึงนับว่าเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ได้ผลเป็นอย่างดี

 สำหรับในปี 2552 ทางอุทยานฯ ได้เตรียมโครงการปลูกปะการังในท่อพีวีซี เพิ่มอีก 4 จุด คือ บริเวณท่าเทียบเรือ ศรีวิกา ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด ฝั่งบ้านก้นอ่าว และที่เกาะเสม็ด บริเวณหน้าอ่าวพร้าว หาดทรายแก้ว และบริเวณรอบเกาะกุฎี เพื่อให้ได้พื้นที่ปลูกปะการังเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือน ก.พ. 2552 เพราะเป็นช่วงฤดูกาลที่เหมาะสม และน้ำทะเลใส

 จากนั้นจะใช้เวลา อีก 2-3 ปี ในการอนุบาล และรอปะการังเจริญเติบโตและแข็งแรงเต็มที่ โดยทุกแห่งที่วางท่อพีวีซีปลูกปะการังจะใช้ทุ่นล้อมบริเวณไว้ เพื่อป้องกันเรือวิ่งผ่านเข้ามาใกล้ ป้องกันไม่ให้ปะการังเสียหาย และในปี 2555 จะเปิดให้นักท่องเที่ยว ดำน้ำชมปะการังอย่างเต็มรูปแบบ

 การปลูกปะการัง นอกจากจะเป็นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ เพิ่มที่อยู่อาศัยให้สัตว์น้ำแล้ว ยังได้ผลดีในการสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้กับเยาวชน นักทอ่งเที่ยว และประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก เพราะตลอดทั้งปี อุทยานฯจะมีนักทอ่งเที่ยว และหน่วยงานงานต่างๆ มาใช้สถานที่จัดกิจกรรม ซึ่งก็จะเลือกการปลูกปะการังเป็นกิจกรรมหลักของงาน ทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม มีความสุข เกิดความประทับใจ ในสถานที่ที่สวยงาม กับกิจกรรมดีๆ ทำให้ตลอดปีเรามีผู้เข้าร่วมโครงการปลูกปะการังเป็นจำนวนมาก

 สำหรับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด ปัจจุบันมีจุดดำน้ำชมปะการังไว้รองรับนักทอ่งเที่ยวอยู่หลายจุด เช่น อ่าวหวาย อ่าวกิ่วหน้านอก อ่าวกิ่วหน้าใน เกาะจันทร์ แหลมเรือแตก เกาะทะลุ และเกาะค้างคาว โดยสามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดำน้ำใต้ท้องทะเลได้นับพันคนต่อวัน และในอนาคต ปะการังที่ปลูกไว้ตามจุดต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์กับระบบนิเวศน์ใต้ท้องทะเล เพราะปะการังเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสมดุลของระบบนิเวศน์ทางทะเล ซึ่งสีสันและรูปร่างของปะการังยังเป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดผู้คนให้แวะเวียนมาดำดิ่งลงสู่ใต้ผืนน้ำอีกด้วย


*************************************************************************************************************************


เล็งปลูกป่าชายหาด แสนไร่ทั่วประเทศ สนองพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯ    

 นายอุทัย วายุพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ กรมเตรียมจัดงานสัปดาห์วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ประจำปี 2551 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทั้ง 2 พระองค์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า

 โดยในปีนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการประกวด ภาพถ่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ พร้อมทรงชมนิทรรศการภายในงาน ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการจัดประกวดภาพถ่ายอนุรักษ์ธรรมชาติภายใต้แนวความคิด "สัตว์ป่ามีค่า ป้ามีคุณ ค้ำจุน คลาโลกร้อน" และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมออกร้าน พร้อมมินิคอนเสริรตจาก แต๊ป และ กี๋ AF5 ตัวแทนนักอนุรักษ์รุ่นใหม่

 นายอุทัย กล่าวว่า เมื่อครั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินยังภูหินร่องกล้า ได้รับสั่งว่า อยากเห็นวันปลูกต้นไม้ป่าชายหาด กรมฯ จึงได้น้อมนำพระราชดำริมาดำเนินการ เบื้องต้นสำรวจพบพื้นที่ประมาณกว่า 1, 000 ไร่ ของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง คาดว่าจะจัดงานดังกล่าวได้ในราวเดือน ม.ค.หรือ ก.พ. ปีหน้า ซึ่งการปลูกป่าชายหาดเป็นการปลูกป่าบนบกจากชายหาดขึ้นมาประมาณ 1 กิโลเมตร จากทะเลมีต้นไม้ที่ปลูกได้ไม่กี่ชนิด เช่น จิกทะเลและสนทะเล อีกทั้งปลูกยากเพราะเป็นดินทราย แต่มีประโยชน์อย่างมากในการต้านกระแสลมกรณีวาตภัย ทั้งนี้ ในวันที่ 14 ม.ค. 2552 จะมีการจัดงานวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติที่สถานีควบคุมไฟป่า จังหวัดอุทัยธานี เพื่อหาแนวร่วมปกป้องผืนป่ามรดกโลกห้วยขาแข้งด้วย


****************************************************************************************************************************


10 อุทยานดังบูมเทศกาลปีใหม่ นักท่องเที่ยวแห่จองที่พักล้น วอนช่วยกันดูแลความสะอาด    

 นายอุทัย วายุพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช กล่าวถึงสถานการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติช่วงปีใหม่ว่า ได้รับทราบว่าในส่วนของอาหารที่พักที่ทางอุทยานแห่งชาติต่างๆมีไว้รองรับนักท่องเที่ยวนั้นเต็มหมดแล้ว โดยเฉพาะใน 14 อุทยานแห่งชาติที่ได้รับความนิยมคือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่, ดอยทุเทพ-ปุย, ดอยอินทนนท์,เอราวัณ, ภูเรือ, หมู่เกาะสุรินทร์, เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด, น้ำตกพลิ้ว, ห้วยน้ำดัง, ผาแต้ม,เขื่อนศรีนครินทร์, ภูกระดึง, แก่งกระจาน,และ สิมิลัน

 ทั้งนี้จากการเก็บสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติมากที่สุด ในช่วงเทศกาลปีที่แล้วคืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีจำนวนถึง 671,569 คน ในขณะที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มีนักท่องเที่ยวมากถึง 919,461 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าขีดความสามารถของอุทยานแห่งชาติที่รองรับได้ จึงขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดต่อสอบถามทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ที่เบอร์ 02-562-0760 หรือที่ www.dmp.go.th

 นายอุทัย ยังได้กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดจากนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในอุทยานแห่งชาติเป็นจำนวนมากในเทศกาลวันหยุดต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวที่เข้าไปในอุทยานแห่งชาติมีทั้งไปพักค้างและไปกลับในวันเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเกินขีดความสามารถที่รองรับ ทำให้อุทยานแห่งชาติต่างๆ ประสบปัญหาขยะ ปัญหาการจราจรติดขัด สิ่งอำนวยความสะดวกมีไม่เพียงพอ และนักท่องเที่ยวหนาแน่น ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสภาพพื้นที่ป่า เป็นการรบกวานสัตว์ป่า จึงขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวงดให้อาหารสัตว์ป่าซึ่งจะทำให้พฤติกรรมสัตว์ป่าเปลี่ยนไป และเป็นอันตรายต่อชีวิตสัตว์ป่า ไม่ดื่มสุรา ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น และขอความร่วมมือใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและให้นำขยะที่ติดตัวไปกลับลงมาด้วย

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 12:53:04 AM »

กรุงเทพธุรกิจ


กระทบหาดทรายดังครืน... ครืน



ท่ามกลางแสงแดดระยับเหนือหาดป่าตอง ฟ้าเป็นสีฟ้า มีเมฆขาวแต้มเป็นหย่อม คลุกเคล้ากลิ่นน้ำทะเลอันดามัน นักท่องเที่ยวในชุดว่ายน้ำสีสดใส นอนรับแสงแดดอย่างปลดปล่อย

โดยไม่ทันรู้ตัว น้ำทะเลลดหายจากชายฝั่งอย่างรวดเร็ว บ้างชะเง้อมองด้วยความฉงน บางกลุ่มเดินลงไปสำรวจชายหาดที่เมื่อครู่ยังมีเกลียวคลื่นซัดเป็นระลอก ก่อนเงยหน้าขึ้นมาเจอกับคลื่นสูงราวตึกสิบชั้นดาหน้ามาหาพวกเขาราวกับเงื้อมมือของมัจจุราช

26 ธันวาคม 2547 กลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์น้ำตาของไทยและทั่วโลก เมื่อคลื่นยักษ์สึนามิโถมเข้ามาสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน หลายต่อหลายคนเอ่ยปากว่า เกิดมาชั่วชีวิตยังไม่เคยเจอคลื่นมหึมาที่มีพลังทำลายรุนแรงอย่างนี้มาก่อน

หลังจากเหตุการณ์สึนามิ ดร.เครือวัลย์ จันทร์แก้ว ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและทีมวิจัยลงพื้นที่สำรวจผลกระทบจากสึนามิรุนแรงใน 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต ตรัง กระบี่ และสตูล พร้อมกับข้อสงสัยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเผชิญหน้ากับคลื่นสึนามิ สิ่งที่จะพิสูจน์สมมุติฐานของพวกเขาได้เป็นอย่างดีคือ ตะกอนทรายที่คลื่นสึนามิขนมาทับถมไว้หลังจากสำแดงฤทธิ์จนพอใจ


ไม่เห็น ใช่ว่าไม่มี

เป็นไปได้ว่า ไทยอาจเคยเผชิญกับมัจจุราชสึนามิมาแล้ว แต่ไม่มีหลักฐานบันทึกความเสียหายด้านชีวิตและทรัพย์สินไว้ชัดเจน นอกจากนี้ ไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนมีพลังของเปลือกโลก ต่างจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ชิลี หรืออินโดนีเซีย ที่มักเกิดแผ่นดินไหว และเสี่ยงต่อการเกิดสึนามิ

"เหตุการณ์สึนามิ 2547 ทำให้ทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเกิดข้อสันนิษฐานว่า สึนามิอาจจะเคยเกิดในไทยมาก่อน เนื่องจากหลายประเทศที่ประสบกับสึนามิ ไม่ได้เกิดเพียงครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง" หัวหน้าทีมวิจัยตั้งข้อสังเกต

อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเกิดสึนามิขึ้นอยู่ว่าการจดบันทึกของแต่ละประเทศเป็นระบบมากน้อยแค่ไหน ในญี่ปุ่น พระจะทำหน้าที่จดบันทึกเหตุการณ์แต่ละวันอย่างละเอียดทำให้พบหลักฐานการเกิดสึนามิย้อนไปกว่า 2,000 ปี แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่เคยมีบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวเลย

“เราเริ่มสืบค้นเอกสารทางประวัติศาสตร์ทั้งของไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย แต่ก็ไม่พบ จึงเปลี่ยนมาหาหลักฐานทางธรณีวิทยาโดยตรงเพียงอย่างเดียว ” ดร.เครือวัลย์อธิบาย

ย้อนกลับไปในปี 2426 หรือกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว ชาวดัชท์ที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซียบันทึกการระเบิดของภูเขาไฟการากาตัวทำให้เกิดคลื่นสึนามิ แต่แม้จะมีข้อมูลเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่เมื่อค้นหาหลักฐานทางธรณีวิทยากลับไม่พบข้อมูลยืนยัน

หลังจากเข้าฝึกอบรมการสำรวจทางธรณีวิทยาเกี่ยวกับสึนามิที่ประเทศชิลี ดร.เครือวัลย์ได้รู้จักกับการศึกษาหาหลักฐานสึนามิโบราณด้วยวิธีการทางโบราณคดี โดยอาศัยความแตกต่างของสีและคุณสมบัติตะกอนดินและตะกอนทรายที่สึนามิพัดมาปกคลุมพื้นดิน การอบรมครั้งนั้นเธอยังได้พบกับ ไบรอัน แอทวอเตอร์ นักภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา ผู้เชี่ยวชาญการสำรวจสึนามิโบราณจากมหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน ร่วมถึงผู้ร่วมทีมจากญี่ปุ่นและออสเตรเลีย

การศึกษาวิจัยในไทย เริ่มขึ้นทันทีช่วงต้นปี 2548 พื้นที่สำรวจขีดวงไว้ที่ภูเก็ตและพังงา  2 จังหวัดที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด แต่กลับพบปัญหามากที่สุด เนื่องจากภูเก็ตมีผู้คนอาศัยอยู่มาก บ้านจัดสรรและรีสอร์ตถูกสร้างขึ้นรายรอบชายฝั่ง หลักฐานทางธรณีวิทยาส่วนมากซ่อนตัวอยู่ใต้คอนกรีต

“พื้นที่ที่จะศึกษาต้องเป็นพื้นที่ที่ได้รับการรบกวนจากมนุษย์น้อยที่สุด ที่สำคัญ ต้องเป็นที่ลุ่ม เนื่องจากจะมีชั้นดินที่สมบูรณ์สามารถเห็นความแตกต่างของชั้นดินและชั้นตะกอนทรายจากสึนามิได้อย่างชัดเจน”


ขุมทองบนเกาะพระทอง

หลังจากผิดหวังจากพื้นที่ในภูเก็ต ทีมนักวิจัย 4 ชาติกลับมาตั้งหลักใหม่ ใช้ข้อมูลปัจจุบันจากการศึกษาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบของคลื่นยักษ์สึนามิมากที่สุด โดยทีมวิจัยไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีอีกชุดหนึ่งประเมินไว้ว่า เกาะพระทองที่แยกจากแผ่นดินใหญ่ของจังหวัดพังงาเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากจุดหนึ่ง มีระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 15-20 เมตร 

ทีมวิจัยเริ่มศึกษาตัวเกาะจากภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ เปรียบเทียบในช่วงก่อนและหลังการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในปี 2547 ตามมาด้วยการลงพื้นที่ โดยสุ่มหาบริเวณที่ลุ่มที่คลื่นยักษ์พัดพาน้ำท่วมสูงขึ้นมา และทำการขุดหลุมสำรวจขนาด 1x1 เมตร ลึกเมตรครึ่ง พบตะกอนดินซ้อนสลับชั้นกับตะกอนทรายอย่างสวยงามราวขนมชั้น

ชั้นบนสุดของหลุมเป็นตะกอนทรายสึนามิในปี 2547 แล้วจึงเป็นชั้นดินเหนียวซึ่งรอยต่อระหว่างชั้นทรายและชั้นดินนั้น มีความแตกต่างอย่างชัดเจน เกิดจากตะกอนชั้นบนตกทับอย่างรวดเร็ว ต่างจากการทับถมกันตามธรรมชาติที่ค่อยเป็นค่อยไป รอยต่อระหว่างชั้นจะค่อยๆ เลือนและกลืนเข้ากับชั้นดินหรือตะกอนทรายด้านบนอย่างกลมกลืน

“เราขุดหลุมสำรวจกว่า 150 หลุมบนเกาะพระทอง มีพลั่วสนามคนละอัน เป็นแรงงานระดับดอกเตอร์ทั้งนั้นที่ขุด เจอทั้งหลุมที่ไม่พบตะกอนทรายสึนามิ, หลุมที่พบตะกอนสึนามิปี 2547 และหลุมที่มีการทับถมของตะกอนทรายจากสึนามิโบราณ” ดร.เครือวัลย์ แจงเบื้องหลังความสำเร็จด้วยหยาดเหงื่อ

บริเวณที่ไม่พบตะกอนทรายสึนามิ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ แต่เป็นไปได้ว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ หรืออาจเป็นเพราะชาวบ้านเข้ามาถางขุดไถเพื่อทำการเกษตร และอาจจะทำให้หลักฐานทางธรณีวิทยาถูกทำลาย

ขั้นต่อไปหลังจากพบหลักฐานของชั้นตะกอนทราย ทีมวิจัยยังต้องตัดปัจจัยแวดล้อมอื่นที่อาจทำให้เกิดชั้นดินในรูปแบบที่คล้ายกันกับสึนามิ เช่น ตะกอนทรายอาจจะมาจากแม่น้ำ แต่ประเด็นนี้ถูกตัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเกาะพระทองไม่มีแม่น้ำ ไม่เชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ จึงไม่มีปัจจัยอื่นที่จะพัดพาเอาตะกอนมาตกทับได้

“ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ระบุชัดเจนเลย เกาะพระทองเป็นเกาะที่แยกจากแผ่นดินใหญ่ ไม่มีแม่น้ำไหลบนเกาะ ตัดข้อสงสัยเรื่องตะกอนทรายที่อาจมาจากการพัดพาของน้ำในแม่น้ำ” นักวิจัยหญิงกล่าว

ยังเหลืออีกประเด็นหนึ่งคือ พายุหรือสตรอมเสิร์จที่มีความแรงมากจนพัดพาตะกอนมาทับถมบนพื้นดินได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี การค้นคว้าข้อมูลจากการบันทึกของกรมอุตุนิยมวิทยาระหว่างปี 2434-2503 ไม่พบว่า มีพายุที่เคลื่อนตัวจากอ่าวเบงกอลพัดพาเอาตะกอนทรายมาตกในไทย ขณะที่ไต้ฝุ่นจากอ่าวตังเกี๋ยหรือในแถบทะเลจีนใต้ที่เข้ามาทางอ่าวไทย เช่น พายุเกย์ ที่พัดเข้ามาในลักษณะพาดผ่านเหนือเกาะพระทองก็ไม่มีผลกระทบกับเกาะมากนัก โดยมาตรวัดระดับน้ำชี้ว่ามีน้ำเพิ่มสูงเพียง 0.1 เมตร และพายุในปี 2550 พบว่าระดับน้ำสูงขึ้นเพียง 0.2 เมตรเท่านั้น

“เราสำรวจความสูงของสันทรายหน้าหาดพบว่า มีความสูงที่ 1 เมตร ทีมวิจัยจึงมั่นใจว่า พายุหรือไต้ฝุ่นไม่สามารถพัดพาตะกอนทรายข้ามสันทรายหน้าหาดเข้ามาได้” ดร.เครือวัลย์ยืนยันที่มา

เมื่อหักล้างความเป็นไปได้อื่นออกหมดแล้ว เหลือความเป็นไปได้อย่างมากว่า ชั้นตะกอนทรายพื้นที่สำรวจเป็นสึนามิโบราณ ทีมวิจัยคว้าพลั่วสนามอีกครั้ง ผลัดกันขุดขยายขนาดจากหลุมขนาด1x1 เมตร ให้กว้างเป็นแนวยาว 40 เมตร ลักษณะเหมือนคูน้ำ เพื่อยืนยันสถานะของตะกอนทรายว่าเป็นตะกอนจากสึนามิ หากเป็นตะกอนสึนามิจริงต้องพบในวงกว้าง เนื่องจากสึนามิเคลื่อนที่เข้ามาในลักษณะแผ่เป็นวงกว้าง

ชั้นทรายสึนามิโบราณที่พบนั้นมีอยู่ถึง 3 ชั้น รวมชั้นทรายจากสึนามิปี 2547 อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยสามารถระบุช่วงเวลาเกิดสึนามิได้เพียง 1 ชั้น โดยนำซากพืชที่พบระหว่างชั้นดินมาหาตรวจหาอายุโดยวัดค่าครึ่งชีวิต (haft-life) ด้วยธาตุคาร์บอน 14

“เราพบเปลือกไม้แทรกอยู่ระหว่างชั้นรอยต่อของทรายและดินที่ยังสด ไม่ผุ เน่า จำนวน 3 ตัวอย่างจากร่องขนาดยาว 40 เมตรที่ขุดขึ้น เมื่อนำไปหาอายุพบว่า เปลือกไม้ชิ้นที่ 1 มีอายุ 530 บวกลบ40 ปี ชิ้นที่ 2 อายุ 550 บวกลบ 40 ปี และชิ้นที่ 3 มีอายุ 570 บวกลบ 40 ปี "

ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในราวพ.ศ.1853-1983 อายุใกล้เคียงกับการสำรวจของทีมวิจัยของสหรัฐในรัฐอาเจะห์ ของอินโดนีเซียที่อยู่ในบริเวณที่จะได้รับผลกระทบจากสึนามิที่เคลื่อนตัวในแนวขนาน การสำรวจของทีมสหรัฐพบหลักฐานทางธรณีวิทยาของสึนามิโบราณ อายุราว 600 ปีเช่นเดียวกัน

การค้นพบร่องรอยสึนามิโบราณของทีมวิจัยไทยที่เกาะพระทอง และงานวิจัยของทีมสหรัฐสำรวจรัฐอาเจะห์ ของอินโดนีเซียได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature เหมือนกัน การหาอายุจากเศษไม้ในอินโดนีเซียพบช่วงอายุอยู่ที่ประมาณ 600 ปีใกล้เคียงกัน และยังพบชั้นตะกอนทรายที่คาดว่า เกิดจากสึนามิโบราณในช่วง 1,000-2000 ปีอีกชั้น โชคไม่ดี ชั้นสึนามิโบราณของไทยอีก 2 ชั้นยังไม่สามารถระบุและตรวจสอบอายุได้ จำเป็นต้องขุดหาซากพืชหรือเปลือกไม้เพื่อนำมาหาอายุต่อไป


ประวัติศาสตร์...ซ้ำรอย!

แม้ระยะเวลาเกิดสึนามิจะเนิ่นนานราว 600 ปี แต่ ดร.เครือวัลย์ยอมรับว่า ไม่สามารถระบุวันเดือนปีชัดเจนได้ เพราะมันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เธอมั่นใจว่า สึนามิในอนาคตเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และสบายใจได้อย่างหนึ่งคือ โอกาสเกิดสึนามิขนาดใหญ่เหมือนปี 2547 อาจใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปี แต่สึนามิขนาดเล็ก อาจเกิดได้เร็วกว่า องค์ความรู้จากงานวิจัยจะเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความตระหนัก และส่งเสริมให้ภาครัฐและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหาวิธีป้องกันความเสียหาย

“ก่อนหน้านั้น ไม่มีใครเคยพบหลักฐานเกี่ยวกับคลื่นยักษ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดีย แต่หลังจากปี 2547 เราก็พบและเผชิญกับมัน หลักฐานเกี่ยวกับคลื่นยักษ์ที่เก่าแก่กว่า 600 ปีก็ถูกพบ รวมถึงอีก 2 ชั้นที่ยังระบุไม่ได้ แต่เป็นชั้นที่เก่าแก่กว่า” นักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์ ตัวแทนคนไทยในทีมวิจัยร่วมต่างประเทศกล่าว

ความรู้เหล่านี้ เป็นการบอกกล่าว ชี้เป้าให้เกิดการตระหนักและเฝ้าระวัง ที่สำคัญคือ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังคลื่นยักษ์ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี อาจทำให้ความระมัดระวังตัวน้อยลงจนไม่หลงเหลือ ต่างจากพลังของสึนามิที่นับวัน ยิ่งนาน ความรุนแรงก็ยิ่งเพิ่มสูง

“งานวิจัยของเรายังคงจะศึกษาต่อเนื่อง เกี่ยวกับสึนามิโบราณในชั้นที่สามและสี่ต่อไป เพื่อหาอายุ บ่งชี้ช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการคาดการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป เป็นแนวทางในการเฝ้าระวังและลดความเสียหาย” ดร.เครือวัลย์ระบุ

ถึงแม้ว่างานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ และได้ผลสรุปยืนยันชัดเจนว่า สึนามิ 2547 ไม่ใช่ครั้งแรก และโอกาสเกิดคลื่นยักษ์ถล่มชายฝั่งรออยู่ข้างหน้า แต่ปัญหาสำคัญของการปฏิบัติงานคือ ทุนวิจัยที่มีจำกัดโดยเฉพาะการศึกษาวิจัยสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต

“งานวิจัยครั้งนี้ ใช้งบประมาณกว่า 5 แสนบาท ตั้งแต่การวิจัยในช่วง 2548 จนเสร็จสิ้นและตีพิมพ์โดยได้รับทุนจากต่างประเทศ ผ่านทางศาสตราจารย์ไบรอัน แอทวอเตอร์ เราต้องหาทุนวิจัยต่อ เพื่อต่อยอดงานหลังจากการตีพิมพ์ในวารสาร“ ดร.เครือวัลย์สะท้อนปัญหา

แม้เป็นการศึกษาอดีต แต่ผลของการศึกษาส่งผลต่ออนาคตของชาวบ้าน ของนักท่องเที่ยว ของผู้ประกอบการธุรกิจชายฝั่ง เพื่อป้องกันหรือลดความสูญเสียเหมือนเหตุที่เกิดขึ้นวันที่ 26 ธันวาคม 2547

เพราะประวัติศาสตร์มีโอกาส .. ซ้ำรอยเสมอ

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 12:56:03 AM »

สำนักข่าว INN


พม่าดินไหว 4.1ริ กเตอร์ห่างแม่ฮ่องสอน 50 กม.  

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 ริกเตอร์ในประเทศพม่า ห่าง จ.แม่ฮ่องสอน 50 กม. สำนักแผ่นดินไหว ระบุไม่เกิดผลกระทบถึงไทย

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของศูนย์แผ่นดินไหวได้ได้เปิดเผย ว่า ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวในประเทศพม่าเมื่อเวลา 05.23 น. ที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการไหวที่ขนาด 4.1 ริกเตอร์ ลึกลงไปในพื้นดินประมาณ 33 กิโลเมตร และห่างจากทางทิศตะวันตกของ จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 50 กิโลเมตร โดยเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นไม่ไม่ได้ส่งผลกระทบกับประเทศไทยแต่อย่างใด เนื่องจากขนาดของการไหวค่อนข้างน้อยและลึกลงไปใต้พื้นดินมาก

อย่างไรก็ตามหลังจากตรวจสอบไปยังประชาชนใน จ.แม่ฮ่องสอน ประชาชนก็ไม่ได้เกิดความตื่นตระหนกแต่อย่างใด เนื่องจากไม่รู้สึกถึงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
myjoefiend
ได้2ดาวแล้วพยายามอีกหน่อยจะได้สอย3ดาว
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 63



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 02:30:51 AM »

  น่ากรัวจัง เขตรอยต่อเปลือกไหวกันทุกปีเลย
บันทึกการเข้า

มุ่งไปอย่างใจหวัง ไปกันกับเพื่อนคู่ชีพและคนรู้ใจ
2.5 MEGACAB GL.
http://www.thaitritonclub.com
สายชล
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8186


Saaychol


« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2008, 04:48:21 AM »


เวลาผ่านไป....ไวเหมือนโกหก.....พรุ่งนี้ก็ครบรอบ 4 ปี ที่สึนามิมาเยือนชายฝั่งทะเลอันดามันของไทยแล้ว.....

หากจะเกิดเหตุการณ์สึนามิหรือพิบัติภัยใดๆที่ร้ายแรงที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมมได้ขึ้นมาอีก....ก็ขอให้ระบบเตือนภัยได้ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ พอที่มนุษย์จะหลบลี้หนีให้พ้นภัยที่จะเกิดขึ้นด้วยเถิด.....เจ้าประคุ๊ณ.....
บันทึกการเข้า

Saaychol
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.035 วินาที กับ 21 คำสั่ง