กระดานข่าว Save Our Sea.net
พฤศจิกายน 29, 2025, 02:53:21 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บอร์ดนี้อ่านได้อย่างเดียว ต้องการตั้งกระทู้ใหม่กรุณาใช้งานบอร์ดใหม่ที่
http://www.saveoursea.net/forums/index.php
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2551  (อ่าน 3619 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2008, 12:32:07 AM »

กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

    มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ลักษณะเช่นนี้จะยังคงทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนาแน่น และมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ตรัง และสตูล ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักที่สะสมอยู่ตามแนวเทือกเขานครศรีธรรมราช ที่จะไหลลงมาทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากแผ่ขยายพื้นที่เพิ่ม มากขึ้นได้ ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีถึงนราธิวาสมีกำลัง ค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือและชาวประมงยังคงต้องระวังอันตรายจากคลื่นลมแรง และเรือเล็กในอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้ไว้ด้วย

    อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นโดยทั่วไปต่อไปอีก


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้า  อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 32 องศา  ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอย่างต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้จะทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส โดยจะมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงใน ช่วงวันที่ 21-22 และ 25-26 พ.ย. นี้ ในวันที่ 23-26 พ.ย. จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังค่อนข้างแรงเคลื่อนตัวจากอ่าวไทยตอนล่างผ่าน ภาคใต้ตอนล่างและมาเลเซียลงสู่ทะเล อันดามัน ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมากได้บางพื้นที่ ส่วนอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร


ข้อควรระวัง

ในระยะนี้ขอให้ประชาชนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรักษาสุขภาพ และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลง ไปควรระวังอันตรายจากสภาวะฝนที่ตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนชาวเรือในอ่าวไทยควรระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กบริเวณจังหวัดชุมพรลงไปควรงดออกจากฝั่ง



* Forecast2.jpg (40.62 KB, 693x430 - ดู 679 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2008, 12:41:41 AM »

ไทยรัฐ


3 น่านน้ำโจรสลัด จุดเสี่ยงประมงไทย             :              สกู๊ปหน้า 1



น่านน้ำโซมาเลีย อยู่ห่างจากน่านน้ำประมงไทยมากมายเหลือเกิน คำถามโจรสลัดโซมาเลียปล้นเรือประมงไทย “เอกวัฒน์ นาวา 5” ได้อย่างไร?

“เรือประมงไทยไม่มีพื้นที่จับปลาในน่านน้ำใกล้ๆจึงต้องดิ้นรนออกไปหาปลาไกลถึงน่านน้ำเยเมน...ใกล้น่านน้ำโซมาเลีย”

อภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทยบอก

น่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านดั้งเดิม อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า เวียดนาม ถือว่าประมงไทยออกไปไกลที่สุดแล้ว...ทุกวันนี้ประมงไทยก็ยังทำอยู่ แต่ประเทศเหล่านั้นเริ่มหวงแหนทรัพยากรมากขึ้น ตั้งกฎระเบียบขึ้นมากีดกัน

“ปัญหาเดิมๆของสัมปทานมีอยู่แล้ว แต่ที่คาดไม่ถึง คือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง ทำให้เรือประมงมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น”

ปัญหาเป็นเช่นนี้....ราว 10 ปีที่แล้ว ประมงกลุ่มหนึ่งจึงเบนเข็มขยายพื้นที่จับปลาในน่านน้ำตะวันออกกลาง ปัจจุบันไปไกลกันถึงอิหร่าน

อภิสิทธิ์ บอกว่า เรือประมงที่ถูกโจรสลัดโซมาเลียปล้นลำล่าสุด มีลูกเรือ 11 คน ความเป็นจริงเรือลำนี้วิ่งห่างฝั่งเยเมนแค่ 30 ไมล์ทะเล ถือว่านิดเดียว

ไม่ถึง 3 ชั่วโมง...เรือก็ถึงฝั่งแล้ว

“เราตั้งข้อสังเกตว่า...เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง โจรสลัดจะออกมาปล้นไกลถึงขนาดนี้ ประเทศเยเมนไม่มีระบบป้องกันเลยหรือ”

ที่ผ่านมา เรือประมงเคยโดนโจรสลัดปล้นมาบ้าง เรือประมงเกาหลีและอีกหลายประเทศก็เคยโดน แต่สถิติไม่มากเท่าไหร่

“เรือประมงทุกลำทุกสัญชาติ จะรู้ดีว่าน่านน้ำไหนอันตราย ระวังตัวกันดีอยู่พอสมควร”

ประสบการณ์น่านน้ำที่ขึ้นชื่อว่าอันตราย ประเทศอินโดนีเซีย แถวอาเจะห์โจรสลัดมีมาก เคยปล้นเรือประมงไทยมาแล้ว ไล่ย้อนมาถึงมาเลเซียก็มี และจุดสุดท้ายอยู่ที่น่านน้ำโซมาเลีย

อภิสิทธิ์ ย้ำว่า น่านน้ำเหล่านี้ชาวเรือรู้ว่าเป็นพื้นที่เสี่ยง แต่ก็เลี่ยงไม่ได้เพราะต้องใช้น่านน้ำเหล่านี้เป็นทางผ่าน

ประมงนอกน่านน้ำ หมายความว่า เรือประจำการอยู่นอกน่านน้ำไทย ใช้เมืองท่าของเขา ขึ้นปลาซื้อขายที่นั่น

ถ้าปลาชนิดไหนเมืองไทยมีราคาดี ก็ส่งกลับมาขายในเมืองไทย หรือ ถ้ามีคนซื้อที่นั่นเลยก็ขายได้ หรือจะส่งออกไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ก็ส่งไป

การทำประมงนอกน่านน้ำ มี 2 ปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ ราคาน้ำมัน กับ ราคาปลา...ที่จะชี้ ความคุ้มทุน

“ประเภทปลาที่จับได้เป็นอีกปัจจัยเสริม ขึ้นอยู่กับฤดู บางทีทำไป 4 เดือนขาดทุน...มาเจอของดี ได้ปลามีราคา 2 เดือน ก็อาจจะเฉลี่ยให้มีเงินทุนหมุนเวียน พออยู่ได้”

ของดีที่ว่า เรืออาจจับกุ้งทะเล ปลาหมึก ปลาที่มีราคาอย่างปลากะพงแดง ปลาเก๋า จับได้เป็นฝูงเยอะ ก็ขายได้ราคาดี กลบภาวะขาดทุนสะสมจากช่วงที่ผ่านมา

ประมงนอกน่านน้ำที่ทำกัน...บางปี โชคดีทำรายได้ดีทั้งปี ผลกำไรสะสมเยอะ ทำให้มีสายป่านในการทำประมงนอกน่านน้ำยาวนานขึ้น

ช่วงหลังๆ ผลเฉลี่ยความคุ้มทุนเริ่มลดน้อยลงทุกที ยิ่งปีนี้...ยิ่งแย่ มาก

“ปีที่แล้วราคาน้ำมันเริ่มขยับตัวสูงขึ้น เรือประมงนอกน่านน้ำก็มีปัญหา เรือไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ต้องจอด มาถึงวันนี้น้ำมันลงมาแล้วก็ยังต้องจอดเพราะไม่มีทุนที่จะทำต่อ”

ปัญหาโจรสลัดเป็นปัญหาสำคัญก็จริงอยู่ แต่ที่ใหญ่ที่สุดคือภาครัฐไม่ยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหาธุรกิจประมงไทยอย่างจริงจัง

ทั้งยังมองชาวประมงเป็นตัวสร้างปัญหา

“ลูกเรือประมงไทยเคยโดนจับไปในโซมาเลีย กระทรวงการต่างประเทศก็ออกมาวิจารณ์ ต่อว่า...ว่า ชาวประมงไปสร้างปัญหาให้กับประเทศ แค่รัฐเราเอง ก็มองเราเป็นโจรแล้ว...”

เทียบกับธุรกิจเรือสินค้า ทำไมไม่มีใครไปว่า...เวลาคลื่นใหญ่จะออกทะเลทำไม ไม่กลัวเรือจมหรือ เรือประมงมองว่าทะเลก็คือทะเล ถ้าไม่ออกทะเลหาปลาก็ไม่ใช่อาชีพประมง

ในทางตรงกันข้าม รัฐอาจจะเริ่มยื่นมือเข้ามาโดยไม่ต้องทุ่มเงินลงมาก็ได้ แต่การส่งเสริมที่ว่า รัฐไม่ควรมองเพียงว่า ธุรกิจประมงเอกชนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ เอกชนก็ต้องทำเอง

กรณีผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผ่านๆมา รัฐคิดได้น้อยอย่าง ลดภาษีน้ำมัน สนับสนุนน้ำมันเขียวให้ชาวประมง แล้วก็ถือว่าหมดหน้าที่

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป ต้องคิดให้ยาวกว่านั้น หาเครื่องยนต์แบบใหม่ ทรงเรือใหม่ๆ เพื่อให้อาชีพประมงของคนไทยยืนหยัดต่อไปได้ในอนาคต

การแก้ปัญหาที่ผ่านมาทำเหมือนผ่านไปที พอกระแสซาลงไปก็หยุด โปรโมตไปเกือบทุกอย่าง เหมือนกับการประชาสัมพันธ์ใช้ก๊าซเอ็นจีวี

ถามถึงอนาคตประมงไทย อภิสิทธิ์ บอกว่า ก็ต้องทำกันต่อไป ประมงไทยอยู่ในฐานะผู้นำการทำประมงอันดับต้นๆของโลก มีชื่อเสียงติดหนึ่งในสิบ ทั้งในแง่การจับ การผลิต รวมถึงสินค้าอาหารทะเลของประเทศ ไทยก็ทำรายได้อยู่แถวหน้าของประเทศ

“คนไทยก้าวไกล ถึงขนาดเป็นเจ้าของโรงงานปลาทูน่าในอเมริกา ด้วยเหตุนี้อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อเอกชนทำดีแล้ว รัฐก็ไม่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ”

ประมงไทยเดินหน้าไปได้ก็จริงอยู่ แต่ประมงไทยไม่มีภูมิที่จะป้องกัน เรือประมงจอดลอยลำรอวันผุพังมากมาย ถามภาครัฐ ก็ได้คำตอบว่า... “ทำอะไรไม่ได้”

ถึงน้ำมันจะราคาถูกลงไปมากก็ไม่มีประโยชน์ ช่วงเวลาที่ผ่านมา... บ้าน ที่ดิน ทรัพย์สินคนอาชีพประมงก็จำนองไปหมดแล้ว เรือ...ประกาศขายก็ไม่มีใคร ซื้อแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเป็นทุนออกไปทำประมงใหม่

ธุรกิจประมงนอกน่านน้ำ...ไม่มีเงินซื้อสัมปทานก็ออกไม่ได้

เรือประมงหนึ่งลำ เฉลี่ยแล้ว ต้องใช้เงิน 3-10 ล้านบาท เงินทุนนี้ เป็นเงินสำหรับใช้เตรียมเรือ ลงอุปกรณ์ น้ำมัน ลูกเรือ และซื้อสัมปทาน

เฉพาะค่าตั๋วสัมปทานหาปลาในน่านน้ำแต่ละประเทศ ต่อลำต่อเดือนอยู่ที่ 2-3 แสนบาท จับปลาได้...ไม่ได้ ไม่สนใจ เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายแน่ๆ

น่านน้ำบางประเทศ ต้องจ่ายล่วงหน้า 6 เดือน บางประเทศก็ต้องจ่าย ล่วงหน้า 1 ปี อาจมีส่วนลดบ้างนิดหน่อยเหลือปีละ 1 ล้านบาท

“ต้นทุนที่ว่านี้เป็นค่าใช้จ่ายตายตัวที่เรือแต่ละลำจำเป็นต้องมี ซึ่งจะขยับขยายได้บ้างก็ตอนออกเรือจับปลา ได้ปลามาก็เอามาขาย หมุนต่อทุนไปเรื่อย”

จุดสุดท้ายของเรือประมงแต่ละลำ ต้องไปลุ้นผลกำไร กับ ปริมาณปลา ประเภทปลาที่จับได้

บทสรุปประมงไทยนอกน่านน้ำ ณ ปีนี้ ผลกำไรถือว่าถดถอย ตัวเลขตกลงไปถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเรือจอดเป็นส่วนใหญ่

ประเด็นสำคัญที่ต้องย้ำให้มาก เรือประมงส่วนใหญ่บาดเจ็บไปกับค่าน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ผนวกกับช่วงเวลานี้ แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดต่ำลงไปมาก แต่ราคาสินค้าประมงก็ลดต่ำลงไปเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน

“น้ำมันถูกลง...ราคาปลาก็ถูกลงไปด้วย”

สถานการณ์ประมงไทย...ไม่ว่าในประเทศ นอกประเทศ อยู่ในสภาวะคือๆกัน ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ดิ้นรนกันไปให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะ ดิ้นต่อไปได้.

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2008, 12:51:58 AM »

ผู้จัดการออนไลน์


ประมงปากพนังวางอวนกลางอ่าวไทย ตะลึงติดปืนใหญ่โบราณ



       ชาวประมงเรือเล็กปากพนัง ออกวางอวนดักปลากลางอ่าวไทย แต่กลับติดปืนใหญ่ทองเหลือง คาดอายุนับร้อยปี ซึ่งอาจจะเป็นของกองทัพเรือญี่ปุ่น เชื่อในจุดเดียวกันยังมีของโบราณอีกมาก เนื่องจากชาวบ้านวางอวน และเกิดติดของหนัก ทำให้เสียหายบ่อยๆ โดยให้หน่วยงานที่เชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องเข้าไปสำรวจตรวจสอบเพื่อมอบให้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราชต่อไป
       
       วันที่ (20 พ.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น.นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ อบต.หมู่ 6 ต.ปากพนังฝังตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นายสุเมธ ศาสน์ประดิษฐ์ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 237/1 หมู่ 6 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช และชาวบ้านกว่า 10 คน ได้นำปืนใหญ่โบราณที่พบในทะเลห่างจากฝั่ง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ประมาณ 10 กม.เศษ มาให้ผู้สื่อข่าวตรวจสอบและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบว่า เป็นปืนใหญ่ในสมัยใด และมีที่มาที่ไปอย่างไร
       
       สำหรับปืนใหญ่กระบอกดังกล่าวหล่อด้วยทองเหลืองโบราณ มีความยาว 41.5 นิ้ว ส่วนท้ายกระบอกกว้าง 12 นิ้ว ปลายกระบอกกว้าง 7.5 นิ้ว ปากรูกระสุนกว้าง 1.5 นิ้ว ความยาวรูลำกล้อง 36 นิ้ว บริเวณด้านล่างมีเดือยสำหรับสอดใส่ในฐานยิงขนาดกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 5 นิ้ว น้ำหนักรวม 31 กก.บนกระบอกมีตราสัญลักษณ์เหมือนดอกบัวหรือเทพพนม กว้าง 3 นิ้ว ยาวประมาณ 3.5 นิ้ว หล่อติดกับกระบอกปืน โดยในตราสัญลักษณ์มีตัวอักษรภาษาอังกฤษปรากฏอยู่ว่า “อินเดีย” และมีอักษรอื่นๆ ปรากฏอยู่อีกจำนวนหนึ่ง


       
       นายสุเมธ ศาสน์ประดิษฐ์ ผู้พบอาวุธปืนใหญ่โบราณกระบอกดังกล่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2551 ที่ผ่านมา ตนนำเรือประมงขนาดเล็ก ออกวางอวนดักกุ้งในทะเลอ่าวไทยห่างจากฝั่งปากพนังประมาณ 10 กม.น้ำลึกประมาณ 8 วา หรือประมาณ 16 เมตร จนเมื่อเวลา 15.00 น.วันเดียวกันตนได้กู้อวนเพื่อจะกลับเข้าฝั่ง ปรากฏอวนติดของหนักมาก จนสาวอวนแทบไม่ไหว แต่ก็พยายามสาวอวนขึ้นมาบนเรือ ก็พบว่าปลายอวนส่วนล่างได้พันเกี่ยวติดปืนใหญ่กระบอกดังกล่าว ตนจึงนำกลับเข้าฝั่ง
       
       ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างทยอยเดินทางมาชมปืนใหญ่โบราณอย่างต่อเนื่อง มีคนมาขอซื้อปืนใหญ่กระบอกดังกล่าว 2 รายๆ แรกให้ราคา 10,000 บาท รายที่ 2 ให้ราคา 20,000 บาท แต่ตนไม่ยอมขาย และได้นำเหล็กมาเชื่อมเป็นโครงสำหรับวางตั้งปืนใหญ่ พร้อมแจ้งให้นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ อบต.หมู่ 6 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ทราบ
       
       “ผมอยากให้หน่วยงานที่เชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องเข้าไปสำรวจตรวจสอบปืนกระบอกดังกล่าว ว่า เป็นปืนใหญ่สมัยใดและมีที่มาที่ไปอย่างไรจึงมาอยู่ในท้องทะเลลึก และอยากให้ลงไปสำรวจในจุดที่พบปืนใหญ่เพราะเชื่อว่ามีสิ่งของอื่นๆอยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะมีคุณค่าและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่มากกก็น้อย” นายสุเมธ กล่าว
       
       ด้าน นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ อบต.หมู่ 6 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ชาวประมงที่ไปวางอวนจับสัตว์น้ำในบริเวณดังกล่าวประสบปัญหาอวนเกี่ยวติดกับของหนักมาบ่อยครั้ง เมื่อพยายามกู้อวนขึ้นมาทำให้อวนขาดเสียหาย จนเมื่อต้นปี 2550 มีชาวประมงคนหนึ่งกู้อวนและอวนติดของหนักเป็นปืนใหญ่โบราณ ขนาดใกล้เคียงกับกระบอกนี้จึงนำมาขายให้กับนักสะสมของโบราณคนหนึ่งใน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช
       
       ปรากฏว่า ขณะที่นักสะสมของโบราณคนดังกล่าวครอบครองปืนใหญ่โบราณเอาไว้ทำให้ครอบครัวมีปัญหามากมาย จนครอบครัวเกือบล่มสลาย เชื่อว่า มาจากอาถรรพ์ของปืนใหญ่โบราณที่ครอบครองจึงนำไปฝังดินไว้ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆบ้าน แต่ครอบครัวก็ยังประสบปัญหามากมายจึงตัดสินใจติดต่อของมอบปืนใหญ่โบราณ กระบอกดังกล่าวให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช แต่เมื่อไปขุดในจุดที่ฝังกับไม่พบปืนใหญ่ที่ฝังไว้ ขุดหาในบริเวณใกล้เคียงก็ไม่พบเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก
       
       “ในที่สุดจึงไปว่าจ้างรถแบ็กโฮมาช่วยขุดเป็นบริเวณกว้างก็ไม่พบ ภรรยาของนักสะสมของเก่าคนดังกล่าว จึงจุดธูปบนบานและขอขมา และยืนยันว่า จะไม่เก็บปืนใหญ่กระบอกดังกล่าวไว้เป็นสมบัติของตัวเอง แต่จะนำไปมอบให้เป็นสมบัติของชาติ โดยจะมอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราชหลัง จากนั้นรถแบ็กโฮก็จ้วงขุดเพียงครั้งเดียวก็พบปืนใหญ่โบราณอย่างง่ายดาย และนำไปมอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราชมาจนถึงปัจจุบันนี้ จนกระทั่ง นายสุเมธ ชาวประมงไปดักอวนพบปืนใหญ่โบราณอีกกระบอกดังกล่าว
       
       ทางด้าน นายงวน บุญศรี อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 204 หมู่ 6 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก เพื่อนบ้านของ นายสุเมธ ศาสน์ประดิษฐ์ กล่าวว่า ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่าชายฝั่งทะเลในละแวกนี้ เรียกว่า ท่าเรือ “บ้านหน้าโหนด” เป็นจุดที่ทหารญี่ปุ่นมาจอดเรือรบเป็นจำนวนมาก และทหารญี่ปุ่น ได้ยกพลขึ้นบกในจุดนี้ด้วย ตนจึงเชื่อปืนใหญ่โบราณที่พบอาจจะเป็นของกองทัพเรือญี่ปุ่น หรือของฝ่ายตรงข้ามที่มีการสู้รบกันจนเรืออับปาง หรืออาจจะเก่ากว่านั้น จึงเชื่อว่า ลำเรือที่เป็นไม้คงจะผุพังย่อยสลายไปหมดแล้ว จนเหลือเพียงสิ่งที่เป็นโลหะ และเชื่อว่า ในบริเวณเดียวกันจะต้องมีทรัพย์สินอื่นๆที่เป็นโลหะอยู่เป็นจำนวนมาก

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2008, 12:58:40 AM »

มติชน


ญี่ปุ่นฮือฮาแห่ทำข่าว"เต่าตนุเผือก"คู่แรกในไทย เชื่อเทพเจ้าแห่งความโชคดี อายุยืน



ญี่ปุ่น ส่งสื่อมวลชนทำข่าว 2 ลูกเต่าตนุเผือกคู่แรกเกิดที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์ทะเล กองทัพเรือสัตหีบ สนใจประเทศไทยมีเต่าจำนวนมาก อาจเป็นแนวทางค้นคว้าและวิจัยร่วมกัน เชื่อเต่าเทพเจ้าแห่งโชคลาภ และอายุยืน เตรียมรับคลื่นมหาชนชมเต่าเผือก และขอเลขเด็ด

จากกรณีที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ โดย พลเรือตรี จักรชัย ภู่เจริญยศ ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง  พบว่า  มีไข่เต่าตนุที่นำมาจากเกาะคราม โดย รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ซันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ  คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมคณะได้ฝังไข่เต่าเพื่อทำการเพาะฟักไว้ที่ชายหาดทราย หน้าศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เกิดมาเป็นลูกเต่าเผือก จำนวน 2 ตัว ซึ่งได้สร้างความแตกตื่นฮือฮาให้กับทหารเรือ ตลอดจนประชาชนทั่วประเทศเพราะถือว่า เป็นลูกเต่าตนุเผือกคู่แรกแห่งสยาม เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยปรากฎมาก่อนว่า พบลูกเต่าตนุเผือกในประเทศไทย มีแต่ต่างประเทศเท่านั้น

ในเบื้องต้น ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลได้มีการจัดเวรยามดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้สัตว์เข้ามากินเป็นอาหาร และนำฮีทเตอร์ที่มีคนใจบุญบริจาคให้จำนวน 8 เครื่อง ปรับอุณหภูมิน้ำให้อบอุ่น เพราะขณะมีอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ



ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. พลเรือตรี จักรชัย พร้อมคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อย ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล โดยมี นาวาเอก มนตรี จึงมั่นคง ผู้อำนวยการศูนย์ต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ให้การต้อนรับพร้อมเชิญตรวจความเรียบร้อย และความคืบหน้าในเรื่องของเต่าตนุเผือกคู่แรก ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนทุกแขนงในประเทศไทย ต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อมวลชนจากประเทศญี่ปุ่นได้มาทำข่าวกันเป็นจำนวนมาก เพราะประเทศญี่ปุ่นนับถือเต่าเป็นเทพเจ้า เป็นสัตว์มหามงคล ให้โชคลาภ อายุยืน  และเมื่อทราบว่าศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ เต่าตนุเผือกที่เกิดขึ้น 2 ตัว เป็นเรื่องแปลกและหาได้ยากมาก จากสถิติที่เคยปรากฏไข่เต่า 1 แสนรัง จะมีเต่าเผือกเกิดเพียง 1 ตัว  ที่สำคัญเมื่อเกิดมาแล้วอายุจะไม่ยืนยาวเพราะเต่าเผือกโดยธรรมชาติจะไม่แข็งแรงเหมือนเต่าสีธรรมชาติ

พลเรือตรี จักรชัย  กล่าวว่า  นายทาคาชิ โอซากิ  สื่อมวลชนชาวญี่ปุ่นได้บอกว่า หลังจากที่สื่อมวลชนทุกแขนงทั้งในและนอกประเทศนำเสนอข่าวเต่าตนุเผือก ปรากฏว่าทางประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจมาก เพราะชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อ ศรัทธา ให้เต่าเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ เทพเจ้าแห่งอายุยืน ถ้าใครมีไว้ในครอบครองจะโชคดี แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนเต่าน้อยกว่าประเทศไทย คาดว่า รัฐบาลญี่ปุ่นอาจจะต้องตกลงกับกองทัพเรือในการค้นคว้าวิจัย เรื่องเต่าทะเลอย่างจริงจัง ถือว่าโชคดีขณะนี้ลูกเต่าเผือกมีสุขภาพแข็งแรงดี ว่ายน้ำเล่นอย่างมีความสุข คาดว่าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้ ประชาชนจะแห่กันมาจำนวนมาก จึงได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเป็นอย่างดี

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2008, 01:03:59 AM »

แนวหน้า


นายกเล็กชง อบจ.ปากน้ำ ผุด‘แนวเขื่อนกันน้ำทะเล’

สมุทรปราการ:นายสัมพันธ์ เตชะเจริญ หรือ นายกติ๊ก นายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการ เปิดเผยว่า จากสภาพปัญหาของน้ำทะเลเกิดภาวะหนุนสมทบกับปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจนส่งผลให้ระดับน้ำที่บริเวณบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงจนเกิดไหลท่วมทะลักเข้ามาในเขตเทศบาลนครสมุทรปราการและศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 14 – 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากน้ำท่วมสูงและไหลท่วมมาบนถนนสุขุมวิทแยกหอนาฬิกาและตัวตลาดปากน้ำ วงเวียนท้ายบ้านและในพื้นที่บางส่วนของเทศบาลนคร(ทน.)สมุทรปราการ

ดังนั้นเพื่อเป็นแนวทางป้องกันน้ำท่วมอย่างถาวรและยั่งยืน คณะผู้บริหารเทศบาลนครสมุทรปราการมีแนวคิดพร้อมที่จะประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) สมุทรปราการ ด้วยนำเสนอโครงการและแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดจากปัญหาน้ำท่วม เพื่อปรับปรุงก่อสร้างแนวเขื่อนริมปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสมุทรปราการ ด้วยเงินอุดหนุนของ อบจ.สมุทรปราการ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท

นายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการ เปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้แล้วทาง ทน.สมุทรปราการ ยังมีโครงการอีกหลายด้านที่จำเป็นจะต้องเสนอโครงการเพื่อของบประมาณจาก อบจ.สมุทรปราการ เนื่องจากงบประมาณของเทศบาลนครสมุทรปราการปีละประมาณ 300 ล้านบาทไม่เพียงพอในการก่อสร้างโครงการใหญ่ที่พิจารณาไว้

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.02 วินาที กับ 20 คำสั่ง