กระดานข่าว Save Our Sea.net
พฤศจิกายน 30, 2025, 12:37:03 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บอร์ดนี้อ่านได้อย่างเดียว ต้องการตั้งกระทู้ใหม่กรุณาใช้งานบอร์ดใหม่ที่
http://www.saveoursea.net/forums/index.php
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันอังคารที่ 2 ธันวาคม 2551  (อ่าน 4684 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เด็กน้อย
สี่ดาวยังอยู่แค่เอื้อม
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 01:32:26 AM »

กรมอุตุนิยมวิทยา

สภาวะอากาศทั่วไป

มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำอยู่บริเวณชายฝั่งประเทศมาเลเซีย ลักษณะเช่นนี้ยังคงทำให้ภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสงขลา ลงไปมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ อาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากฝนที่ตกหนักและปริมาณน้ำที่สะสมอยู่ตามแนวเทือกเขา ดังนั้นขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณจังหวัด สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ระมัดระวังอันตรายจากภัยธรรมชาติดังกล่าว ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือและชาวประมงระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในวันนี้ (2 ธ.ค.51)
อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้มีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป โดยที่ภาคเหนืออาจมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่บริเวณยอดดอยสูงในระยะนี้ (2 ธ.ค. 51)

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น และมีหมอกบางในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 19 องศา สูงสุด 30 องศา
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม

คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2-4 ธ.ค.บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นกับจะมีหมอกหนาในบางพื้นที่ และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังอ่อนลงด้วย ทำให้มีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่งทางตอนล่างสุดของภาค
สำหรับในช่วงวันที่ 5-8 ธ.ค.จะมีบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงระลอกใหม่จากประเทศจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอีกครั้งหนึ่ง ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิลดลง 2-5 องศากับมีลมแรง ส่วนภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้อีก และคลื่นลมในอ่าวไทยสูง 2-3 เมตร

ข้อควรระวัง

ในระยะนี้ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคใต้ตอนล่างบริเวณจังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสยังคงต้องระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนในช่วงวันที่ 5-8 ธ.ค. ขอให้ชาวเรือในอ่าวไทยระวังอันตรายในการเดินเรือไว้ด้วย


* Forecast0212.JPG (21.37 KB, 398x383 - ดู 611 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
เด็กน้อย
สี่ดาวยังอยู่แค่เอื้อม
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 01:36:40 AM »

ไทยรัฐ

มาเลย์อ่วมน้ำท่วมกลันตัน รถเล็กไปโกตาบารูไม่ได้
 
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (2 ธ.ค.) ว่า หลังจากที่มีฝนตกหนักลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ 12 อำเภอใน จ.นครศรีธรรมราช ยังคงมีน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มในพื้นที่ อ.ท่าศาลา สิชล และลานสกา ทางจังหวัดได้รายงาน ตัวเลขผู้ประสบภัยกว่า 300,000 คน

ที่ จ.พัทลุง น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ 5 ตำบล ในส่วนของ ต.พญาขัน ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง โรงเรียนระดับประถมศึกษาต้องปิดโรงเรียน 8 แห่ง ขณะที่ เทศบาลเมืองพัทลุง ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมือง

ขณะที่ จ.ปัตตานี ได้ประกาศ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ 8 อำเภอแล้ว หลังฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ศูนย์เฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ได้นำเรือท้องแบน เข้าช่วยเหลือประชาชนพร้อมแจกอาหารและน้ำดื่ม ส่วน ที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ฝนตกหนัก ทำให้น้ำท่วมเขตเทศบาลบ้านยางแดง ต.นาประดู่  และบ้านนาเกตุ ต.นาเกตุ ขณะที่ โรงเรียน 2 แห่งใน อ.มายอ และ อ.เมืองปัตตานี ต้องประกาศปิดเรียน

และที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สถานีสูบน้ำในพื้นที่อ.หาดใหญ่ เร่งเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยระบายน้ำที่ท่วมขังในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ออกไป ในปริมาณ 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีผ่านทางประตูระบายน้ำขนาดใหญ่ นอกจากนี้ เทศบาลนครหาดใหญ่ ได้แจ้งให้พี่น้องประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด แม้ว่าสภาพฝนจะเบาลบางแล้วก็ตาม

จ.นราธิวาส มีฝนตกลงมาหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ในอ.สุไหงโก-ลก ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ อพยพสิ่งของไปอยู่บนที่สูง

ส่วนในฝั่งรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียน้ำไหลท่วมบ้านเรือนประชาชน ส่วนเส้นทางสัญจรไปมา ไปยังเมืองโกตาบารู รถขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้
 
 
************************************************************************************************

'นอติลุส'...หอยงวงช้าง ตำนานแห่งเรือดำน้ำนิวเคลียร์
 
“เชียงใหม่ ซู อควาเรี่ยม”....ซึ่งเปิดเป็นทางการใน สวนสัตว์เชียงใหม่ เมื่อไม่นานมานี้...

...ด้วยที่เป็นของใหม่ใครๆจึงขวนขวายที่จะเข้าไปสัมผัสความอลังการของสายน้ำ ที่ดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวจนต้องฝังไว้ในความทรงจำ บนเส้นทางจากยอด ดอยอินทนนท์ สู่ มหาสมุทร พร้อมดำดิ่งลงไปสู่มิติใต้น้ำด้วย อุโมงค์ทะเล ซึ่งใหญ่และ ยาวที่สุดในโลก...!!!

สำหรับสัตว์ที่นำมาแสดงก็มีหลากหลายชนิด ทั้งที่ดึกดำบรรพ์และในยุคปัจจุบัน...ซึ่ง นายโสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ได้แนะนำตัวที่น่าสนใจในสวนสัตว์เชียงใหม่แห่งนี้ว่า...มี หอยหายากและมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทะเล ชื่อ หอยงวงช้าง (Nautilus) เป็น สัตว์ดึกดำบรรพ์ ที่อยู่ในโลกมา เมื่อ 450 ล้านปี จัดอยู่ในกลุ่มพวกหมึก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Nautilus pompilius ชอบอาศัยอยู่บริเวณพื้นก้นทะเล

นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ทะเล ระบุว่ามันเป็น สัตว์หลงยุคที่เผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่สูญพันธุ์ ไปแล้ว ทั่วโลกมีเพียง 3 ชนิด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเฉียงใต้ ที่พบใน น่านน้ำไทย น่าจะเป็นชนิดที่แพร่กระจายมาจากฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ...ส่วนทะเลอันดามันพบที่ เกาะอาดัง เกาะสิมิลัน และ เกาะหลีเป๊ะ แต่จำนวนไม่มากนัก

หอยงวงช้าง... มีวิวัฒนาการสูง ส่วนหัวเจริญดี ตาโต หนวด เปลี่ยน แปลงมาจากเท้า และมีปุ่มดูด เปลือกมีลักษณะเป็นงวงม้วนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ภายในมีผนังแบ่งกั้นเป็นช่องๆเพื่อใช้บรรจุก๊าซช่วยในการลอยตัว มันอยู่ ระดับน้ำลึก 200-400 ฟุต เพื่อคอยหาอาหารในเวลากลางคืน โดยจะกินพวก หอย ปู ปลา และกุ้งที่มีขนาดประมาณ 10-25 ซม. ...แล้วมนุษย์เปิบเนื้อมัน ลายสีส้มอมแดง ซึ่งลักษณะและรสชาติคล้ายกับหมึกยักษ์

จากการศึกษาพบว่ามัน สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัย การพ่นน้ำผ่านท่อน้ำ เพื่อเคลื่อนที่ในทิศทางแนวราบ เมื่อต้องการเคลื่อนไหว ในแนวดิ่ง มันจะบังคับระดับน้ำและแก๊สในเปลือกของมัน ทำให้ดิ่งลงลึกถึง 3 กิโลเมตร...

...เพราะเหตุนี้จึงเกิดแรงบันดาลใจนำ รูปแบบการลอยตัวหรือการเคลื่อนที่ มาจากหอยงวงช้างสู่การพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของโลก...

สาเหตุนี้แหละ...จึงกลายเป็นที่มาของนามว่า นอติลุส หรือ หอยงวง
 
บันทึกการเข้า
เด็กน้อย
สี่ดาวยังอยู่แค่เอื้อม
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 01:49:30 AM »

มติชน

น้ำท่วม"สงขลา-ยะลา"อ่วม ทางรถไฟไป3จว.ใต้เสียหาย "หาดใหญ่"เข้าภาวะฉุกเฉิน เตรียมตัวอพยพขึ้นที่สูง

จ.สงขลา น้ำท่วมหนักขยายวงกว้าง หาดใหญ่เปลี่ยนธงเตือนภัยเป็น "สีแดง" ให้เตรียมตัวอพยพขึ้นที่สูง อ.รัตภูมิถูกตัดขาด ทางรถไฟลง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เสียหาย จ.ยะลาอ่วม ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ถึงสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม จ.สงขลา ว่า น้ำท่วมขยายวงกว้างไปสู่รอบนอก อ.หาดใหญ่ อ.นาหม่อม อ.บางกล่ำ และอ.รัตภูมิ รวมทั้งน้ำป่าจาก อ.สะเดา และเทือกเขาคอหงส์ไหลลงมาสมทบ เส้นทางเชื่อมระหว่าง อ.หาดใหญ่ กับอำเภอรอบนอกถูกตัดขาด ขณะเดียวกันน้ำเริ่มไหลทะลักเข้าสู่ตัวเมืองชั้นในของเขตเทศบาลนครหาดใหญ่แล้ว โดยเฉพาะย่านการค้า แต่ยังไม่สูงมากนัก ขณะที่บริเวณตัวเมืองชั้นนอก เช่น ชุมชนจันทร์วิโรจน์ ย่านชุมชนทุ่งเสา ถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 1 เมตร ประชาชนเร่งเคลื่อนย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง ส่วนรถยนต์ถูกย้ายไปไว้บนสะพาน ห้างสรรพสินค้าและบนเนินสูง ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก

ขณะเดียวกันทางเทศบาลนครหาดใหญ่ ได้ปรับเปลี่ยนธงสัญลักษณ์เตือนภัย จาก "สีเหลือง" ซึ่งหมายถึงระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.50 เมตร ให้ประชาชนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดในช่วงเช้า ได้เปลี่ยนเป็น "สีแดง" ซึ่งหมายถึงการเตือนภัยเตรียมตัวอพยพขึ้นสู่ที่สูง เนื่องจากระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาเพิ่มขึ้น บริเวณสี่แยกแสงสีมีน้ำท่วมสูง รถไม่สามารถผ่านไป-มาได้ ส่วนระดับน้ำในคลองบริเวณโรงแรมเจบี หน้าโรงเรียนธิดานุเคราะห์กำลังจะล้นตลิ่ง

ด้านนายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4 เรื่องการเตรียมการอพยพตามประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยแจ้งเตือน 13 ชุมชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ได้แก่ ชุมชนจันทน์นิเวศ, ชุมชนจันทร์วิโรจน์, ชุมชนกิมหยง, ชุมชนนิพัทธ์ภักดี, สุดปลายถนนนิพัทธ์อุทิศ 1/2/3, ถนนหอยมุก, ถนนธรรมนูญวิถี, ถนนเพชรเกษม ตั้งแต่แยกคอหงส์ถึงห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ ประมาณ 2 กิโลเมตร, ชุมชนโชคสมาน, และชุมชนรัตนอุทิศ ให้เตรียมขนของขึ้นที่สูงและคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายอำเภอรัตภูมิ เปิดเผยว่า สภาวะน้ำท่วมในอำเภอรัตภูมิเข้าขั้นวิกฤต มีน้ำท่วมขังทั้ง 5 ตำบล 46 หมู่บ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.เขาพระ ท่วมเส้นทางทุกจุด ประชาชนนับร้อยครัวเรือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก อำเภอได้นำข้าวกล่องพร้อมนำน้ำดื่มออกไปแจกจ่ายแล้ว
นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์ภาคใต้ การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งซ่อมทางรถไฟในพื้นที่ หมู่ 2 บ้านทุ่งฆ้อ อ.นาหม่อม จ.สงขลา ซึ่งถูกน้ำป่าซัดจนเส้นทางเสียหาย โดยนำหินลงไปอัดจุดดังกล่าวให้แข็งแรงมากขึ้นเพื่อให้ขบวนรถไฟมุ่งสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ตามปกติ และจะต้องตรวจสอบเส้นทางรถไฟอีกหลายจุดทั้งใน อ.บางกล่ำ อ.ควนเนียง และ อ.นาหม่อม ซึ่งยังคงมีน้ำป่าทะลักเข้าท่วมอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่ จ.ยะลา หลังจากฝนตกหนักติดต่อกันตั้งแต่ช่วงกลางคืนที่ผ่านมา ทำให้น้ำท่วมหลายพื้นที่ของ อ.รามัน มีเสาไฟฟ้าล้มทับถนน 10 ต้นใน ต.ตะโล๊ะหะลอ ทำให้ไฟฟ้าดับกว่า 1 ชั่วโมง ส่วนที่หมู่บ้านปาเซ หมู่ 3 ต.ตะโล๊ะหะลอ น้ำในแม่น้ำสายบุรีเอ่อล้นตลิ่ง ทำให้น้ำท่วมสูง 2 เมตร ราษฎรกว่า 20 หลังคาเรือนถูกตัดขาด ต้องอาศัยเรือเข้า-ออก โรงเรียนบ้านยะต๊ะ โรงเรียนบานกาลูปัง และโรงเรียนอาเหฮูโต๊ะ ปิดการเรียนไม่มีกำหนด

นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า ได้ประกาศให้พื้นที่ อ.รามัน และ อ.เมืองยะลา เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม หลังพบว่าทั้ง 2 อำเภอมีปริมาณน้ำฝนท่วมขังเป็นจำนวนมาก ที่น่าห่วงขณะนี้คือ น้ำป่าไหลหลาก หากฝนตกลงมาอย่างหนักใน อ.กรงปินัง อ.บันนังสตา อ.ธารโต และ อ.เบตง อาจเกิดปัญหาน้ำป่าไหลหลากท่วมบ้านเรือนราษฎร และปัญหาดินถล่มทับเส้นทางได้

************************************************************************************************88

ตั้ง"ธนาคารควายไถนา" นำร่อง 12 จว. ลดใช้เครื่องจักร

นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ ส.ป.ก. ร่วมกับกรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งดำเนินโครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาในเขตปฏิรูปที่ดิน นำร่องในพื้นที่ปลูกข้าว 12 ชุมชน กระจายอยู่ใน 12 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว อุทัยธานี ฉะเชิงเทรา ยโสธร สกลนคร ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู แพร่ น่าน ตาก เชียงราย และนครศรีธรรมราช มีพื้นที่เป้าหมายกว่า 3,600 ไร่ โดยมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้แรงงานควายไถนาแทดแทนเครื่องจักรอย่างแพร่หลายมากขึ้น ตามพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ช่วงปีแรกนี้มีเป้าหมายสร้างชุมชนต้นแบบการปรับโครงสร้างการใช้ที่ดินเชิงผสมผสานในเขตปฏิรูปที่ดินโดยเฉพาะแหล่งปลูกข้าว ซึ่งคาดว่าจะมีเกษตรกรหันมาใช้แรงงานควายไถนาชุมชนละไม่น้อยกว่า 25 ราย รวม 300 ราย มีการเลี้ยงควายกว่า 600 ตัว และหากองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ทั่วประเทศเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ในปีถัดไปคาดว่าจะมีขยายผลการใช้แรงงานควายในพื้นที่การเกษตรเพิ่มมากขึ้นกว่า 10 เท่า หรือ 120 ชุมชน มีควายไถนาเป็นปีละไม่น้อยกว่า 6,000 ตัว ซึ่งจะมีส่วนช่วยอนุรักษ์ควายไทยไม่ให้สูญพันธุ์ได้

นายอนันต์กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานว่า เบื้องต้นจะเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรแต่ละชุมชนรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน พร้อมจัดหาควายมาให้เลี้ยงตามความต้องการ รายละ 2-3 ตัว โดยกรมปศุสัตว์จะให้ยืมควายจากธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ(ธคก.) ขณะที่กองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ได้เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อัตราร้อยละ1 ต่อปี ไว้ให้เกษตรกรกู้ยืมไปซื้อควายมาเลี้ยงด้วย ตัวละ 14,000-20,000 บาท วงเงินรวม 10 ล้านบาท จากนั้นจะเร่งฝึกอบรมวิธีการเลี้ยงควายให้เกษตรกร และฝึกควายไถนาควบคู่กันไป เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้งานได้จริง

"การใช้แรงงานควายไถนาทดแทนเครื่องจักร นอกจากจะช่วยประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาแพง และไม่ต้องเสียค่าซ่อมบำรุงรายปีแล้ว เกษตรกรยังมีผลพลอยได้ คือ มูลควาย ใช้เป็นปุ๋ยคอกหรือผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพซึ่งสามารถนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดินในแปลงปลูกพืช ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต ทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้ค่อนข้างมาก ประมาณ 400-500 บาท/ ไร่ ขณะเดียวกันยังจะได้ลูกควาย ถือเป็นกำไร 2 ต่อ ที่ช่วยลดรายจ่ายและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น" นายอนันต์ กล่าว
บันทึกการเข้า
chickykai
สี่ดาวยังอยู่แค่เอื้อม
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 108



« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 02:04:18 AM »

ชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เจอหอยงวงช้างตัวเป็นๆ ที่ไม่ใช่ในอควาเรียมมั้ยอ่า เคยเจอแต่เปลือกโดนซัดเข้าฝั่งที่เกาะสุรินทร์ตัวนึง (หรือต้องเรียกว่าเปลือกนึงดี )
บันทึกการเข้า

***********************************************************************
ไม่สวย แต่เลือกมาก
ทางเลือกเป็นของทุกคน แต่เลือกแล้วต้องยอมรับผลทั้งหมดที่ตามมา
Sri_Nuan.Ray
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1808



เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 02:08:09 AM »


เดลินิวส์

พระจันทร์ยิ้ม ปรากฎการณ์ดาวเคียงเดือน



   

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันนี้(1ธ.ค.) ได้เกิดปรากฎการณ์ดาราศาสตร์สวยงามบนท้องฟ้าในช่วงหัวค่ำ ซึ่งนักดาราศาสตร์เรียกว่า “ดาวเคียงเดือน” สามารถสังเกตเห็นได้ทั่วกทม.และในต่างจังหวัดที่มีท้องฟ้าเปิด

โดยปรากฎการณ์ดาวเคียงเดือน เป็นปรากฎการณ์ที่สามารถมองเห็นดาวเคราะห์สว่างสุกใส 2 ดวง คือดาวศุกร์ และดาวพฤหัสบดี พร้อมกับดวงจันทร์เสี้ยวมาปรากฎอยู่ใกล้กันทางทิศตะวันตกเฉียงใต้หลังจากที่ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ซึ่งเมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเราสามารถมองเห็นเป็นลักษณะเหมือนพระจันทร์ยิ้ม

น.ส.ประพีร์ วิราพร นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย เปิดเผยว่า ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้เห็นเหมือนรูปพระจันทร์ยิ้ม แต่ทางดาราศาสตร์เรียกว่า ปรากฎการณ์ดาวเคียงเดือน โดยข้างล่างเป็นดวงจันทร์ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 1 ข้างบนดวงที่สว่างสุดเป็นดาวศุกร์ ส่วนดวงที่สว่างน้อยกว่าเป็นดาวพฤหัส

สำหรับในปีนี้มีความพิเศษกว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เพราะปกติปรากฎการณ์ดาวเคียงเดือนจะมีดาวที่มาเคียงดวงจันทร์แค่ดวงเดียว ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นดาวศุกร์หรือดาวพฤหัส ส่วนปรากฏการณ์ที่ดาวสองดวงมาเคียงเดือนนั้น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยาก และสามารถดูได้เพียงวันที่ 1 ธ.ค.51 นี้เท่านั้น นับตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกจนถึงเวลาประมาณ 20.30 น. สำหรับในวันพรุ่งนี้(2ธ.ค.) พระจันทร์จะอยู่สูงกว่าดวงดาว 12 องศา ซึ่งจะเห็นเป็นรูปพระจันทร์หน้าบึ้งกลับหัว

“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดาวพฤหัส ดาวศุกร์และดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ซึ่งดาวพฤหัสจะใช้เวลาในการเปลี่ยนราศีปีละ 1 ราศี และใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ทั้งหมด 12 ปี ทำให้โอกาสของดาว 2 ดวงและพระจันทร์โคจรมาอยู่บนราศีเดียวกันเป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลานับ 10 ปี ซึ่งปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นไปตามระบบสุริยะ แต่เป็นเรื่องยากที่จะได้พบเห็น และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตนเองมีโอกาสได้เห็น ดาว 2 ดวงเคียงเดือน เพราะในอนาคตยังไม่แน่ใจว่าหากเกิดปรากฎการณ์แบบนี้ขึ้น ท้องฟ้าจะเป็นใจให้สามารถมองเห็นได้เหมือนครั้งนี้หรือไม่” น.ส.ประพีร์ กล่าว

น.ส.ประพีร์ กล่าวต่อว่า ปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือนนี้เป็นเหมือนหน้าพระจันทร์ยิ้มบนท้องฟ้ามองลงมา ซึ่งอาจเปรียบได้ว่าอาจจะมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นหลังจากที่บ้านเมืองวุ่นวายมานาน.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2008, 02:18:44 AM โดย Sri_Nuan.Ray » บันทึกการเข้า

~~~ หากเราหยุดนิ่ง ทุกอย่างที่ผ่านมา คือ อดีต.... ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อมันจะได้เป็นอดีตที่มีค่าแก่ ความทรงจำของเรา  ~~~
Sri_Nuan.Ray
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1808



เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 02:16:48 AM »

ไทยรัฐ

เก็บหอย

        ชาว บ้านเฮโลเก็บ “หอยราก” หลังถูกคลื่น ทะเลซัดมากองกลาด เกลื่อนบริเวณชายหาด อ่าวคอสน ต.ท่ายาง อ.เมืองชุมพร นำไปบริ- โภคและแบ่งขายให้กับ บรรดาพ่อค้าแม่ค้า สร้าง รายได้เป็นกอบเป็นกำ.

บันทึกการเข้า

~~~ หากเราหยุดนิ่ง ทุกอย่างที่ผ่านมา คือ อดีต.... ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อมันจะได้เป็นอดีตที่มีค่าแก่ ความทรงจำของเรา  ~~~
Sri_Nuan.Ray
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1808



เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 02, 2008, 02:22:10 AM »

ข่าวสด

เลาะค่ายวัยโจ๋ พิทักษ์อุทยาน






กรม อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมโครงการค่ายเยาวชน คนพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ สร้างจิตสำนึกให้เยาวชนไทยรักและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

น้องๆ เยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยม ศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนทั้งเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด มาร่วมงานกว่า 40 คน ใช้รูปแบบการอบรมเป็นกิจกรรมค่ายเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้และค้นหาผ่าน ละครเวทีโดยวิทยากรที่มีชื่อเสียง อาทิ พี่แวนด้า ดวงธิดา นครสันติภาพ ผู้ดำเนินรายการกบนอกกะลา และครูนิค สุวดี พันธุ์พานิช หัวหน้าสาขาวิชาสื่อสารการท่องเที่ยว คณะนิเทศศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย ที่ค่ายสุรัสวดี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครนายก เมื่อเร็วๆ นี้

ครู นิคกล่าวว่า กระบวนการเรียนรู้และค้นหาผ่านละครเวทีคือหนึ่งในวิธีการเรียนรู้ซึ่งใน ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ละครเวทีจะเป็นสื่อหนึ่งที่ต้องใช้ทักษะทางด้านอารมณ์ ร่างกาย สายตา น้ำเสียง เพื่อถ่ายทอดความคิด ฝึกให้เด็กมีทักษะกล้าแสดงออกต่อสาธารณชนได้ดี



" สำหรับขั้นตอนการอบรมให้ความรู้ ประกอบด้วยการให้ความรู้การละครเบื้องต้น ความรู้เรื่องขีดความสามารถในการรองรับด้านนันทนาการของอุทยานแห่งชาติ การเสริมสร้างทักษะด้านการแสดง การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงโดยฝึกปฏิบัติสร้างสรรค์สื่อสู่สาธารณะ และการผจญภัยในสถานที่จริง การให้เยาวชนได้เห็นบุคคลผู้มีทักษะด้านการสื่อสารสาธารณะ และท้ายสุดคือให้เด็กรู้จักการนำเสนอแนวคิดผ่านละครสู่สาธารณะอย่างภาคภูมิ ใจ

ในการจัดกิจกรรมค่ายครั้งนี้มีเยาวชนจากโรงเรียนในเขตกรุงเทพ มหานคร ทั้งจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและเยาวชนที่มาจากต่างจังหวัด ทำให้เยาวชนที่มาเข้าร่วมโครงการมีความหลากหลายทั้งด้านพื้นฐานและความคิด" ครูนิคกล่าว



น้อง แตงกวา ด.ญ.กฤติกา ฤดีจรูญรุ่ง อายุ 15 ปี ชั้นม.3 โรงเรียนโยธินบูรณะ กล่าวว่า รู้ข่าวการจัดกิจกรรมครั้งนี้เพราะคุณแม่บอกให้ทราบว่ามีค่ายอนุรักษ์ ธรรมชาติและสอนการแสดง โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกชอบ เพราะเคยไปค่ายเยาวชนที่หน่วยงานอื่นจัดที่ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่

" การมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ทำให้รู้ว่าขีดความสามารถในการรองรับนักท่อง เที่ยวคือการจำกัดจำนวนคนที่มาเที่ยวชมในอุทยานแห่งชาติ เพราะถ้านักท่องเที่ยวมีมากเกินไปจะทำลายธรรมชาติให้เสื่อมโทรม

นอก จากนี้ ยังได้เรียนรู้เรื่ององค์ประกอบละคร อาทิ การแสดงออก จดจำความรู้สึก การเขียนบทละคร การถ่ายทำโทรทัศน์ ฯลฯ ที่ประทับใจ และน่าตื่นเต้นมากที่สุดคือการได้อ่านข่าวในห้องออกอากาศโทรทัศน์จำลอง

สำหรับ การอบรมค่ายเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้และค้นหาผ่านละครเวทีนั้น ในเรื่องการดูแลรักษาอุทยานแห่งชาติไม่ให้เสื่อมโทรม หากเราไม่รู้วิธีการบอกต่อคนอื่นก็ไม่มีประโยชน์ ละครเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่นำมาบอกต่อให้คนอื่นได้ทราบนั่นเอง" น้องแตงกวากล่าว

ผู้สนใจในเรื่องการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในอุทยาน ต่างๆ หรือเรื่องขีดความสามารถในการรองรับด้านนันทนาการของอุทยานแห่งชาติ สอบถามได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โทร.0-2561-0777 ต่อ 746 หรือ เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.dnp.go.th/nprd

---------------------------------------------------------------------

หายนะครั้งต่อไปของโลก?




ภูเขาไฟขนาดยักษ์

ตั้งแต่ โลกเกิดขึ้นเมื่อ 4,500 ปีที่ผ่านมา มีหายนะเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นดาวเคราะห์พุ่งชนโลก ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่เมืองโทบา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งฆ่าสิ่งมีชีวิตบนโลกถึง 60% ทั้งยุคไอซ์เอจที่นานถึง 25 ล้านปี

แล้วโลกจะพบกับหายนะอีกไหม?

นัก วิทยาศาสตร์นำก้อนหินที่ยานอพอลโลเก็บมาจากดวงจันทร์มาศึกษา และพบว่าก้อนหินบนโลกและดวงจันทร์กำเนิดจากที่เดียวกัน โดยหลังจากโลกก่อตัวได้ไม่นาน ก็มีดาวเคราะห์พุ่งชนอย่างแรง จนเกิดสะเก็ดชิ้นใหญ่กระเด็นออกมา กลายเป็น "ดวงจันทร์"

ดวงจันทร์ ที่เพิ่งเกิดใหม่อยู่ใกล้โลกมากกว่าระยะห่างในปัจจุบันราว 10 เท่า จากนั้นมันก็ค่อยๆ ลอยห่างออกไปเรื่อยๆ ทำให้ดวงจันทร์ที่เคยโคจรรอบโลก 1 รอบ ทุกๆ 6 ชั่วโมง กลายเป็น 24 ชั่วโมง

ดวงจันทร์ที่อยู่ใกล้โลก มากเกินไป สร้างหายนะกับโลกยุคเก่า โดยเมื่อ 4,000 ล้านปีก่อน เกิดคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่กว่าคลื่นยักษ์ที่เกิดขึ้นในเอเชีย เมื่อพ.ศ.2547 ถึง 1,000 เท่า ความเร็วของคลื่นมากกว่า 300 ไมล์ต่อชั่วโมง



1.ภูเขาไฟระเบิดที่ไอซ์แลนด์

2.หายนะครั้งใหม่

3.สึนามิ

4.ไอช์เอจ เกิดขึ้นทุกๆ 100,000 ปี



แต่ คลื่นยักษ์ครั้งนั้นก็ก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลให้กับโลกเช่นกัน เพราะคลื่นพัดแร่ธาตุและสิ่งมีประโยชน์บนดินลงไปในน้ำทะเล เมื่อแร่ธาตุผสมกันก็เกิดเป็นแหล่งอาหาร และสร้างสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในมหาสมุทร

สำหรับหายนะที่เคยเกิดขึ้นในโลกยุคใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ภูเขาไฟเลกี้ในไอซ์แลนด์เกิดระเบิดขึ้นเมื่อค.ศ.1783 พ่นก๊าซและลาวาครอบคลุมพื้นที่ 200 ตารางไมล์ เป็นเวลานานถึง 8 เดือน

ก๊าซ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์จำนวนมากสร้างความระคายเคืองในดวงตามนุษย์ ผิวหนังสัตว์เกิดรอยแผลไหม้ ต้นไม้และพืชต่างๆ ล้มตาย ก๊าซพิษลอยไปทั่วภาคตะวันตกของยุโรป

ถ้าภูเขาไฟเกิดระเบิดขึ้นในขณะนี้ จะทำให้ชาวอังกฤษราว 23,000 คนเสียชีวิต เนื่องจากไอซ์แลนด์ยังมีภูเขาไฟที่คุกรุ่นอีก 18 แห่ง


อย่างไรก็ตาม จากการที่ดวงจันทร์ค่อยๆ ลอยห่างจากโลก ทำให้โลกมีโอกาสพบกับหายนะครั้งใหญ่น้อยลง

แต่ ภูเขาไฟขนาดใหญ่ใต้อุทยานแห่งชาติเยลโล่สโตน รัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา ก็กำลังสร้างความกังวลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์อยู่ไม่น้อย เนื่องจากข้างใต้มีลาวาที่กำลังเดือดปุดๆ กว้าง 25 กิโลเมตรคูณ 50 กิโลเมตร หรือขนาดพอๆ กับกรุงลอนดอนอยู่ นับตั้งแต่พ.ศ.2547 เป็นต้นมา ระดับของลาวาใต้เยลโล่สโตนสูงขึ้น 3 นิ้วทุกๆ ปี แม้ว่าภูเขาไฟแห่งนี้จะไม่ได้ปะทุมาอย่างน้อย 70,000 ปีแล้ว


---------------------------------------------------------------------

ประมงไทยไปไกล



โซมาเลีย ถือเป็นแหล่งทำประมงแหล่งใหม่ที่ใหญ่ของนักเสี่ยงโชคชาวไทยที่นิยมไปเสี่ยง โชค เนื่องจากดินแดนแห่งนี้มีทรัพยากรทางทะเลจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

จึงเป็นตลาดใหม่ของนักลงทุนชาวไทย โดยเฉพาะอาชีพการทำประมงทะเลน้ำลึกในน่านน้ำสากล

ซึ่งเป็นธุรกิจหนึ่งที่ภาคเอกชนต่างหันมาให้ความสนใจ ภายหลังรัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนในต่างประเทศ

โดยแผ่ขยายธุรกิจไปยังในประเทศเพื่อนบ้าน หรือภูมิภาคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก

ทั้งแอฟริกา ยุโรป และละตินอเมริกา

การทำประมงในประเทศที่ห่างไกล แม้จะต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก แต่ในอีกแง่หนึ่งก็มีผลประโยชน์จำนวนมหาศาลคุ้มค่าเช่นกัน

เนื่องจากชายฝั่งทะเลในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก และตะวันตกของทวีปแอฟริกา เหมาะแก่การทำประมงเป็นอย่างมาก

เพราะเป็นแหล่งปลาชุกชุม รวมทั้งมีเรือประมงของประเทศในย่านนั้นหากินอยู่ในจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับการทำประมงในย่านเอเชีย

แต่เส้นทางธุรกิจประมงแห่งนี้ไม่สวยหรูอย่างที่คิด

ปัญหาใหญ่ของการทำประมงในน่านน้ำต่างประเทศก็คือ "โจรสลัด" ที่บุกเข้าปล้นหรือจี้ชิงเรือไป ทั้งเรียกค่าไถ่และยึดไปเพื่อดัดแปลงใช้เอง

โดยเฉพาะการทำประมงในบริเวณชายฝั่งทะเลโซมาเลีย และไนจีเรีย มักเกิดเหตุโจรสลัดปล้นสะดมในทะเลบ่อยครั้ง

18 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เอกวัฒน์นาวา 5 ซึ่งเป็นเรือประมงไทย ของบริษัท ศิริชัย จำกัด ถูกโจรสลัดโซมาเลียจับไต้ก๋งพร้อมลูกเรือที่ประจำการทั้งหมด 16 คนไปโดยไม่ทราบชะตากรรม ขณะลอยลำอยู่บริเวณอ่าวเอเดน นอกชายฝั่งโซมาเลียในแอฟริกาตะวันออก

และต่อมาถูกกองทัพเรืออินเดียที่ลาดตระเวนอยู่บ้านใกล้เคียงยิงจม

เพราะเข้าใจว่าเป็นเรือโจรสลัด

โดยก่อนหน้านี้ เอ็มวี ซิริอุส สตาร์ ซึ่งเป็นเรือขนส่งน้ำมันขนาดยักษ์ของซาอุดีอาระเบียถูกยึดไปพร้อมกับน้ำมัน ดิบบนเรือมูลค่า 3,400 ล้านบาท และเรือพาณิชย์ของชาติอื่นๆ ต้องเผชิญกับชะตากรรมเดียวกัน

จากสถิติที่ผ่านมา พบว่าโจรสลัดบุกปล้นเรือมาแล้ว 76 ครั้ง

และในห่วง 2 สัปดาห์เรือประมงไทยถูกโจรสลัดโจมตีเป็นลำที่ 8

อันตรายจากโจรสลัดในน่านน้ำดังกล่าว ทำให้เรือประมงและเรือเดินทะเลพาณิชย์ต้องเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือไปแล่นอ้อมทวีปแอฟริกา

แทนที่จะใช้ทางลัดตัดตรงเข้าคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านเส้นทางอันตรายจากโจรสลัด

เพราะโซมาเลียนั้นอยู่ปากทางพอดิบพอดี

นอกจากภัยโจรสลัดแล้ว การทำประมงในภูมิภาคเหล่านี้ยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงจากระบบการบริหารและ ระเบียบปฏิบัติ ของประเทศซึ่งยังไม่มีความเป็นสากล

รายงานของกรมประมงระบุว่าในช่วงปี 2548-2550 เรือประมงไทยถูกรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา และพม่า จับกุมทั้งสิ้น 238 ลำ มีลูกเรือถูกจับ 802 คน

ระหว่างผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้รับในการทำประมงในน่านน้ำต่างประเทศ กับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของลูกเรือ รวมถึงการสูญเสียเรือหรือเงินค่าไถ่

เป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องคิดคำนวณให้ดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 02, 2008, 02:27:50 AM โดย Sri_Nuan.Ray » บันทึกการเข้า

~~~ หากเราหยุดนิ่ง ทุกอย่างที่ผ่านมา คือ อดีต.... ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อมันจะได้เป็นอดีตที่มีค่าแก่ ความทรงจำของเรา  ~~~
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.026 วินาที กับ 19 คำสั่ง