กระดานข่าว Save Our Sea.net
พฤศจิกายน 29, 2025, 04:47:35 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บอร์ดนี้อ่านได้อย่างเดียว ต้องการตั้งกระทู้ใหม่กรุณาใช้งานบอร์ดใหม่ที่
http://www.saveoursea.net/forums/index.php
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2551  (อ่าน 6466 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แมลงปอ
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 681


« เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 02:38:32 AM »

กรมอุตุนิยมวิทยา
 
ลักษณะอากาศทั่วไป 
 
     บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนเริ่มมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีหมอกเพิ่มมากขึ้น ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ ยังคงมีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนเป็นแห่งๆ ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ขอให้ชาวเรือระมัดระวังอันตรายจากการเดินเรือในระยะนี้ 

คาดหมาย

     ในช่วงวันที่ 20-22 ธ.ค.บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงขึ้น1-2 องศา โดยมีหมอกหนาในบางพื้นที่ ส่วนคนลมในอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลงด้วย สำหรับในช่วงวันที่ 23-26 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดอย่างชัดเจน โดยอุณหภูมิลดลง 3-5 องศาและมีลมแรง ส่วนคลื่นกระแสลมตะวันตกจะเคลื่อนตัวผ่านประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 25-26 ธ.ค. ทำให้ภาคเหนือมีฝนในระยะแรก จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศา สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไปมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น คลื่นลมในอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร รวมทั้งจะมีคลื่นลมแรงพัดเข้าหาชายฝั่งด้วย
     
ข้อควรระวัง
     ในช่วงวันที่ 20-22 ธ.ค. ขอให้ประชาชนระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนา ส่วนในช่วงวันที่ 23-26 ธ.ค. ขอให้ชาวเรือและชาวประมงในอ่าวไทยระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กในอ่าวไทยตอนล่าง ควรงดออกจากฝั่ง รวมทั้งขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามบริเวณชายฝั่งของภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงพัดเข้าหาชายฝั่งไว้ด้วย 
 
 
 
 
 
 

 
บันทึกการเข้า
แมลงปอ
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 681


« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 03:10:07 AM »

เดลินิวส์

ท่องโลกใต้น้ำ ที่บึงบอระเพ็ด
 
 สัปดาห์นี้ ‘เดลินิวส์ ไกด์’ ขอแนะนำหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนครสวรรค์ ที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อนพร้อมกับสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่

ประตูสู่ภาคเหนือที่เปิดรอต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ อย่าง จังหวัดนครสวรรค์ ที่มี ‘บึงบอระเพ็ด’ สถานที่ท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อ เพราะเป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเนื้อที่รวม 132,737 ไร่ ครอบคลุม 3 อำเภอ ทั้ง อำเภอเมือง อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุมแสง

แต่ที่ทำให้ใคร ๆ จดจำชื่อบึงบอระเพ็ดได้เป็นอย่างดี เพราะในอดีตที่นั่นมีจระเข้ชุกชุมเป็นจำนวนมาก จนผู้คนสามารถมองเห็นจระเข้ลอยอยู่ในบึง หรือขึ้นจากน้ำมานอนผึ่งแดดตามชายฝั่ง

ปัจจุบัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้พัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว การันตีความปลอดภัย เพราะจระเข้ที่เคยชุกชุม ถูกย้ายไปไว้ในสถานที่เหมาะสมแล้ว



‘อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา’ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณบึงบอระเพ็ด ด้านทิศเหนือ อย่าง ถูกสร้างขึ้นในปี 2549 เพื่อเติมสีสันให้กับการเที่ยวชมบึงบอระเพ็ด



อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำถูกสร้างให้มีลักษณะคล้ายเรือลำใหญ่ แบบเรือกระแชง กว้าง 35.5 เมตร ยาว 105 เมตร ภายในรวบรวมพันธุ์ปลาหายากและสวยงามกว่า 100 ชนิด แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 2 ชั้น



ทั้งตู้ปลาขนาดใหญ่ จัดแสดงปลาฉลามคลีบดำ ปลาการ์ตูนหลากสีสวยงาม ปลาขี้ตังเป็ดน้ำเงิน ปลาข้างตะเภา ปลาเสือตอลายใหญ่ และบ่อปลา สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสกับสัตว์ทะเลอย่างใกล้ชิด



หัวใจของอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ที่ให้ความรู้สึกเสมือนลงไปสัมผัส หรือแหวกว่ายสายน้ำร่วมกับฝูงปลาใต้น้ำ คงจะเป็น ‘อุโมงค์’ ที่มีความยาว 24 เมตร พร้อมทางเดินยาว และทางเลื่อนอัตโนมัติ ที่พาคุณลอดผ่านโลกใต้น้ำ มองอิริยาบถของสัตว์น้ำได้อย่างใกล้ชิด เห็นได้ทั้ง ปลาราหู ปลากระโห้ ปลาเทพา ปลาสะตือ ปลาหว้าหน้านอ เป็นต้น



เมื่อลอดผ่านอุโมงค์แล้ว ยังสามารถเดินชมตู้แสดงพันธุ์ปลารอบ ๆ อุโมงค์ จำนวน 33 ตู้ โดยแต่ละตู้นั้นจัดแสดงปลาน้ำจืดสวยงามที่หาดูได้ยาก และตกแต่งตู้ปลาไว้อย่างสวยงาม



ผ่านชั้นล่าง ก็ต่อกันที่ชั้นบน ชมห้องเกียรติคุณ ห้องนิทรรศการ โชว์อุปกรณ์การจับปลา พรรณไม้น้ำ และพันธุ์ปลาสวยงาม แถมด้วยชมวิวบนเรือ ชมนกจากกล้องส่อง



ใครอยากเที่ยวชมอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด สามารถไปได้ทุกวัน เพราะที่นั่นไม่มีวันหยุด โดยจันทร์-ศุกร์เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 18.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 09.30 น. – 18.00 น. อัตราค่าเข้าชม เด็ก 20 บาท และผู้ใหญ่ 30 บาท

หมายเหตุ
ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดนครสวรรค์




 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2008, 05:50:22 AM โดย แมลงปอ » บันทึกการเข้า
แมลงปอ
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 681


« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 05:08:24 AM »

ข่าวสด

ขุดพบทับหลังพันปี ที่อุทยาน"ศรีเทพ"

อุทยานศรีเทพเพชรบูรณ์ขุดพบทับหลังศิลปะขอม พร้อมรอยจารึกคาดอยู่ในยุคศตวรรษที่ 16 อายุประมาณ 1 พันปี เก่าแก่กว่าปรางค์ศรีเทพกลางอุทยาน เตรียมประสานให้กรมศิลป์มาแปลจารึกไขปริศนาเมืองศรีเทพ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ได้ขุดค้นหาโบราณวัตถุแบบขอม ที่บริเวณวัดป่าสระแก้ว หมู่ 5 ต.นาสนุ่น อ.ศรีเทพ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ และอยู่ห่างจากเมืองศรีเทพไปทางด้านทิศเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร

จากการขุดค้นพบโบราณวัตถุเป็นทับหลังที่ใช้ติดตั้งไว้ที่บริเวณบนประตูทางเข้าปราสาท ศิลปะแบบขอมหรือเขมรโบราณ ซึ่งทำจากหินทราย มีร่องรอยจารึกอักษรขอม หรือเขมรโบราณไว้ประมาณ 8 บรรทัด คาดว่าอยู่ในยุคสมัยราวพุทธศตวรรษที่ 16 อายุประมาณเกือบ 1,000 ปี ซึ่งเก่าแก่กว่าปรางค์สองพี่น้อง และปรางค์ศรีเทพ ที่ตั้งอยู่ในกลางเมืองศรีเทพ

นายธวัชชัย ตั้งไพศาลศิลป์ นักโบราณคดีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ กล่าวว่า ทับหลังที่พบได้ถูกดินทับถมไว้อยู่ที่บริเวณฐานปราสาท ที่ถูกแก๊งโจรกรรมแอบลักลอบขุดค้นหาวัตถุโบราณ จนทำให้ตัวปราสาทพังทลายเหลือไว้แต่ฐาน ห่างจากปรางค์ฤๅษี ซึ่งเป็นโบราณสถานที่สำคัญไปทางทิศใต้ประมาณ 20 เมตร โดยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดความกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร ยาวประมาณ 165 เซนติเมตร หนาประมาณ 30 เซนติเมตร ยังคงสภาพรายละเอียดที่สมบูรณ์กว่า 80% นับว่าเป็นการค้นพบสิ่งที่มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ และอาจจะเป็นกุญแจสำคัญไขปริศนาพลิกประวัติศาสตร์ตำนานเมืองศรีเทพ

"ทับหลังที่พบนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งทางด้านประวัติศาสตร์ โดยอักษรขอมที่จารึกบนทับหลัง อาจจะกล่าวถึงกษัตริย์ผู้สร้าง หรือ เป็นการสรรเสริญเทพเจ้าประจำศาสนสถานแห่งนี้ ซึ่งปรางค์ศรีเทพก็เป็นปราสาทแบบเขมร จึงอาจจะเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองศรีเทพ เรื่องนี้จะได้รายงานไปยังกรมศิลปากร เพื่อส่งผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณมาคัดลอก จะได้ทราบว่าจารึกที่ปรากฏนั้นเกี่ยวกับเรื่องใด การขุดค้นพบทับหลังครั้งนี้นับว่าเป็นโชคดีของชาวเพชรบูรณ์ เพราะอย่างน้อยก็จะได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองศรีเทพ จากนี้จะเก็บรักษาไว้ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา นักโบราณคดีและประชาชนทั่วไปได้ชม" นายธวัชชัย กล่าว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2008, 05:12:57 AM โดย แมลงปอ » บันทึกการเข้า
แมลงปอ
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 681


« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 05:11:09 AM »

กู้ชีวิตระทึก-ลูกช้างเตลิดตกบึงพลาญชัย

ปีนไม่ได้ เชือกล่าม ใช้แรงคน ช่วยดึงขึ้น



ตกบึง - ช้างน้อย "ป๊อกเด้ง" เพศผู้ พยายามตะกายขึ้นฝั่ง หลังเตลิดหนีควาญช้างที่พามาหากินในจ.ร้อยเอ็ด จนตกลงไปในบึงพลาญชัยแล้วขึ้นมาไม่ได้ สุดท้ายชาวบ้านช่วยกันใช้เชือกผูกตัว ดึงขึ้นจากน้ำได้สำเร็จ
 
แตกตื่นกลางเมืองร้อยเอ็ด ช้างเร่ร่อนเตลิดวิ่งฝ่าฝูงชนตกลงกลางบึงพลาญชัย สถานที่พักผ่อนและออกกำลังกายกลางเมืองร้อยเอ็ด ประชาชนแตกตื่นวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ก่อนที่ช้างน้อยจะพลัดตกลงไปกลางน้ำลึก และขึ้นมาเองไม่ได้เนื่องจากเป็นช้างเด็กอายุแค่ 5 ปี ควาญต้องขอความช่วยเหลือจนท.อาสาสมัคร มาใช้เชือกคล้องและช่วยกันลากขึ้นมาได้สำเร็จ ท่ามกลางชาวบ้านที่มาให้กำลังใจโห่ร้องปรบมือ ควาญเผยพามาจากบุรีรัมย์ ก่อนหน้านี้มีอาการวิ่งเตลิดมาแล้ว หมอช้างระบุว่าสงสัยผิดผี ให้รีบกลับมาทำพิธีแก้ แต่ยังไม่ทันได้กลับก็มาเกิดเรื่องซ้ำอีก โชคดีที่ไม่มีคนได้รับอันตรายและช้างน้อยเองก็ปลอดภัย

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 19 ธ.ค. ศูนย์วิทยุพลาญชัย อ.เมืองร้อยเอ็ด รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีลูกช้างพลัดตกลงไปในบึงพลาญชัย ข้างสะพานหน้าโรงหนังหลักเมืองเก่า จึงแจ้งหน่วยกู้ชีพอโสกพิทักษ์ชีพ ศูนย์กู้ชีพพีร์คำทอน อปพร.และงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เดินทางไปที่เกิดเหตุพบช้างเพศผู้ชื่อ"ป๊อกเด้ง" อายุ 5 ปีลอยคอกระเสือกกระสนอยู่ในบึงริมทางเดินออกกำลังกาย พยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นฝั่ง แต่ขึ้นไม่ได้เนื่องจากเป็นบริเวณน้ำลึกและมีทางเดินออกกำลังกายกั้นอยู่ ไม่สามารถเข้ามายังตรงน้ำตื้นได้ โดยมีควาญช้างทราบชื่อต่อมาว่านายบัวสี อาสาศึก อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 139 หมู่ 3ต.ท่าม่วง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ กระโดดขึ้นนั่งบนคอพร้อมใช้ขอสับบังคับไม่ให้ช้างเตลิดไปกลางน้ำ ท่ามกลางไทยมุงนับร้อยที่มาคอยให้กำลังใจช้างน้อย

เจ้าหน้าที่ใช้เชือกขนาดใหญ่คล้องไปที่คอช้างแล้วใช้กำลังคนกว่า 20 คนค่อยๆ ลากพยุงมาที่สะพานทางเข้าศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งเป็นขอบสะพานบริเวณที่น้ำตื้นที่สุด เมื่อมาถึงบริเวณดังกล่าวลูกช้างจึงได้เหยียบก้อนหินริมฝั่งยันกายขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและปรบมือแสดงความดีใจของชาวบ้านที่มาให้กำลังใจจำนวนมาก

นายบัวสี กล่าวว่า นำช้างป๊อกเด้ง มาเร่ขายอาหารพร้อมช้างเพศผู้วัยไล่เลี่ยกันได้เกือบ 2 เดือนแล้ว เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ขณะจะนำช้างป๊อกเด้งไปอาบน้ำ ปรากฏว่าเจ้าป๊อกเด้งเกิดอาการผิดปกติ วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงเข้าไปในเมืองหลายกิโลเมตรกว่าจะจับตัวได้ จึงโทรศัพท์ไปเล่าให้หมอช้างในหมู่บ้านที่จ.บุรีรัมย์ฟัง หมอช้างบอกว่าลูกช้างป๊อกเด้งผิดผีชนิดหนึ่ง เรียกว่าผีปะกำ ทำให้เครียดและไม่เชื่อฟังควาญช้าง ต้องนำหัวหมู 7 หัวไปแก้ปะกำ

นายบัวสีกล่าวว่า ตั้งว่าจะหาเงินอีกสักระยะหนึ่งก็จะกลับไปแก้ปะกำที่หมู่บ้าน ปรากฏว่าในวันนี้เจ้าป๊อกเด้งก็เกิดอาการขึ้นมาอีก และวิ่งเข้ามาที่บึงพลาญชัย ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชนที่มาพักผ่อนและออกกำลังกายรอบๆ ต่างวิ่งหนีกันชุลมุน ก่อนที่ลูกช้างจะตกลงไปในบึงแต่ด้วยความเป็นช้างเด็กและน้ำลึก ทำให้ขึ้นฝั่งไม่ได้ ก่อนที่จะมีคนมาช่วยกันดึงจนขึ้นฝั่งได้สำเร็จ
บันทึกการเข้า
แมลงปอ
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 681


« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 05:16:17 AM »

อควาเรียมป่วน-เชียงใหม่หนาวฉับพลัน กระทบปลาน้ำเค็ม-เร่งติดตั้งเครื่องปรับอุณหภูมิ



หนาวจัด- นายโสภณ ดำนุ้ย ผอ.องค์การสวนสัตว์ฯ ตรวจสภาพภายในอุโมงค์ส่วนจัดแสดงปลาน้ำเค็มในอควาเรียมเชียงใหม่ หลังเกิดอากาศหนาวฉับพลัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำเค็มที่ไม่คุ้นเคย เมื่อวันก่อน

 
เชียงใหม่ - ผู้สื่อข่าวรายงานจากสวนสัตว์เชียงใหม่ ในส่วนของอควาเรียม นายโสภณ ดำนุ้ย ผอ.องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และนายโรจน์ ธุวนสิน ผู้จัดการโครงการอควาเรียม พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเข้าตรวจสภาพภายในอุโมงค์ส่วนจัดแสดงปลาน้ำเค็ม ใน อควาเรียม ซึ่งพบว่าอุณหภูมิของน้ำและภายในเกิดความเย็นฉับพลัน เนื่องจากสภาพอากาศที่เชียงใหม่นั้นเกิดหนาวฉับพลัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำเค็มที่ไม่คุ้นเคย ทางนายโรจน์ ธุวนสิน ผู้จัดการโครงการอควาเรียม ได้สั่งเครื่องปรับอุณหภูมิมาติดตั้งเป็นการด่วนแล้วในขณะนี้

นายโสภณ ดำนุ้ย ผอ.องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สภาพอากาศที่หนาว เย็นทางภาคเหนือ ทำให้พันธุ์สัตว์น้ำในอุโมงค์ส่วนจัดแสดงปลาน้ำเค็มเกิดมีปัญหา นายโรจน์ ธุวนสิน ผู้จัดการโครงการอควาเรียมได้ดำเนินการนำปลาตัวเล็กออกจากส่วนจัดแสดงบางส่วนไปยังในส่วนที่มีอุณหภูมิที่เหมาะกับปลาแล้ว และได้สั่งเครื่องปรับอุณหภูมิมาติดตั้งเป็นการด่วน

ผอ.องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า คาดว่าการติดตั้งเครื่องปรับอุณหภูฒิคงจะแล้วเสร็จในประมาณวันที่ 23 ธ.ค.นี้ และก็จะสามารถนำปลาน้ำเค็มตัวเล็กๆ ลงได้ในส่วนจัดแสดงในอุโมงค์ ส่วนปลาตัวใหญ่นั้นไม่มีปัญหา สำหรับน้ำเค็มนั้นอุณหภูมิจะต้องอยู่ในระดับ 25-27 องศา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าอุณหภูมิลดฉับพลันในน้ำเหลือ 14-15 องศา ทำให้ปลาตัวเล็กลำบาก ส่วนปลาตัวใหญ่ไม่มีปัญหา แต่เราก็ได้ดำเนินการรีบแก้ไขเป็นการด่วนแล้ว ในส่วนของอุโมงค์น้ำจืดไม่มีปัญหาอะไร เพราะปลาน้ำจืดส่วนมากคุ้นเคยกับสภาพอากาศที่หนาวในเขตภาคเหนืออยู่แล้ว

สำหรับรายได้จากการเปิดอควาเรียมเชียง ใหม่ ปรากฏว่าภายในเดือนเดียวมีคนเข้าชม อควาเรียมแล้วถึง 140,000 คน คิดเป็นรายได้ถึง 17 ล้านบาท ซึ่งภายในระยะเวลา 1 ปีนั้นเราคิดว่าจะมีคนเข้ามาชมอควาเรียมถึง 1 ล้านคนขึ้นไปแน่นอน ซึ่งอควาเรียมเชียงใหม่ถือว่าเป็นอุโมงค์ที่ใหญ่และยาวที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ และทางผู้จัดการโครงการก็ได้ดำเนินการปรับภูมิทัศน์ภายในและภายนอกอควาเรียมไปเรื่อยๆ คาดว่าปี 2552 จะสมบูรณ์ที่สุด เป็นธรรมชาติที่สุดทั้งภายในและภายนอก
บันทึกการเข้า
แมลงปอ
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 681


« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 05:17:44 AM »

ภูเก็ตจัดงานรำลึก4ปีสึนามิ

ภูเก็ต - นายปรีชา เรืองจันทร์ ผวจ.ภูเก็ต เผยว่า เนื่องจากในวันที่ 26 ธ.ค.ของทุกปี ครม.มีมติให้เป็นวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ สืบเนื่องจากโศกนาฏกรรมภัยพิบัติสึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน จังหวัดภูเก็ตได้กำหนดจัดกิจกรรมครบรอบ 4 ปีสึนามิพร้อมกัน 3 จุด คือ บริเวณสวนสาธารณะโลมา หาดป่าตอง อ.กะทู้ จะมีพิธีอ่านสาสน์เนื่องในวันป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ นอกจากนั้น ยังมีนิทรรศการการสาธิตช่วยเหลือผู้ประสบภัย การบริจาคโลหิตและพิธีทางศาสนา จุดที่สองบริเวณสุสานไม้ขาว อ.ถลาง จะมีพิธีวางดอกไม้ให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติสึนามิมีจำนวนถึง 46 ประเทศ พิธีทางศาสนาพุทธและอิสลาม และจุดที่ 3 บริเวณศาลาระลึกหาดกมลา อ.กะทู้ จะจัดให้มีพิธีรำลึกแก่ผู้เสียชีวิตและพิธีทางศาสนา

นายจุฑา ดุมลักษณ์ นายก อบต.กมลา เผยว่า กิจกรรมในวันที่ 26 ธ.ค. นี้กำหนดให้มีพิธีรำลึก และพิธีทางศาสนา โดยช่วงเช้าเวลา 08.00 น. เป็นการทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง แด่พระสงฆ์จำนวน 9 รูป ช่วงบ่ายพิธีทางศาสนาคริสต์ วางพวงมาลัย และดอกไม้ (กุหลาบขาว) ส่วนช่วงค่ำเป็นการลอยกระทงสายจำนวน 66 ใบ เพื่อรำลึกดวงวิญญาณผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิจำนวน 66 คน โดยจะลอยกระทงภายในสระน้ำ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ หาดกมลา
บันทึกการเข้า
แมลงปอ
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 681


« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 05:22:17 AM »

ฮือฮาปลาดุกฟูยักษ์ ยาว1เมตร-ขายถูกๆ

เป็นไปได้


ณ บริเวณลานอเนกประ สงค์หลังห้างคาร์ฟูร์ เชียงใหม่ เมื่อวันก่อนมีจัดงานวันมหกรรมเกษตร โดยมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนนำสินค้า ทั้งแบบโอท็อปและสินค้าพื้นเมืองมาจำหน่าย

รวมทั้งอาหารต่างๆ มาเปิดเป็นในลักษณะถนนคนเดิน ในช่วงทุกเย็นวันศุกร์ เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่

ในงานนี้สิ่งที่สร้างความฮือฮาให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างมากคือ การทำอาหารของนางนิลวรรณ สุลัยมาน อายุ 49 ปี กุ๊กมือหนึ่งเรื่องการทำอาหารปลาดุกฟูที่ขึ้นชื่อย่านเมืองหลวงจนมีชื่อเสียงโด่งดัง

ในวันนั้นนางนิลวรรณ หรือ "เจ๊แต๋ว" ขึ้นเครื่องบินจากกรุงเทพฯมาสาธิตการทำปลาดุกฟูขนาดยักษ์ ใหญ่ที่สุดในโลก ยาว 1 เมตร

ชาวบ้านเฝ้าดูการทอดของนางนิลวรรณ โดยใช้เวลาในการนำปลาดุกฟูลงทอดและนำขึ้นใส่ถาดเพียง 5 นาที ก็แล้วเสร็จสามารถนำมาแบ่งออกจำหน่ายให้กับประชาชนได้ทันที

โดยในราคาเพียงจานละ 40 บาท พร้อมน้ำปรุงรสเยี่ยม

นางนิลวรรณบอกว่า ปกติแล้วเปิดร้านอาหารขายอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อมาเปิดสาขาขยายกิจการขึ้นมาทางภาคเหนือโดยเฉพาะใน จ.เชียงใหม่ การขึ้นมาร่วมงานวันเกษตรหรือถนนคนเดินแหล่งใหม่เพิ่มเติมที่เชียงใหม่นั้น เพื่อต้องการช่วยชาติช่วยจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกผลกระทบทางเศรษฐกิจ ให้กลับฟื้นขึ้นมา จึงขอมาทำอาหารประเภทปลาดุกฟูที่ใหญ่ที่สุด ยักษ์ที่สุด เพื่อเป็นสีสันของงาน

เข้าใจสร้างจุดขายได้ดีจริงๆ
 
บันทึกการเข้า
แมลงปอ
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 681


« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 05:24:54 AM »

มติชน

ญี่ปุ่นปล่อยเรือแสงอาทิตย์สู่ทะเล

เรือ "ออริกา ลีดเดอร์" เรือบรรทุกสินค้าที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์บางส่วนในการขับเคลื่อนลำแรกของโลก ได้เริ่มออกสู่ท้องทะเลแล้วเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่อู่ต่อเรือในเมืองโกเบ ทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ

เรือออริกา ลีดเดอร์ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท นิปปอน ยูเซ็น เค.เค. บริษัทเดินเรือของญี่ปุ่น และบริษัท นิปปอน ออยล์ ตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของญี่ปุ่น สามารถบรรทุกรถยนต์ได้มากถึง 6,400 คัน โดยมีแผงโซลาร์เซลล์อยู่ 328 แผง ราคารวมมูลค่า 150 ล้านเยน หรือราว 59 ล้านบาท ซึ่งตามกำหนดการแรกเริ่มเรือออริกา ลีเดอร์ จะเริ่มทำการขนส่งรถยนต์ของโตโยต้าที่จะไปขายในต่างประเทศ แต่โครงการดังกล่าวกำหนดขึ้นก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ผู้ประกอบการรถยนต์ต้องลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ เรือออริกา ลีดเดอร์ มีน้ำหนักรวม 60,213 ตัน ยาว 200 เมตร นับเป็นเรือขนส่งลำแรกของโลกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังแสงอาทิตย์ แต่พลังแสงอาทิตย์ที่ใช้บนเรือยังคงมีอย่างจำกัดและเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าและความเป็นอยู่ของลูกเรือเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น ขณะที่ระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนเรือสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 40 กิโลวัตต์ หรือเท่ากับเพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานในการขับเคลื่อนเรือเท่านั้น ซึ่งทางบริษัทหวังว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้นได้ในอนาคต (เอเอฟพี)
บันทึกการเข้า
แมลงปอ
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 681


« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 05:46:45 AM »

สำราญ รักชาติ "พระองค์มีรับสั่งให้คนไทยช่วยกันดูแลป่าชายเลน"

คอลัมน์ รู้เขารู้เรา  โดย ศีล มติธรรม



ช่วง 19-20 ธันวาคม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จัดโครงการบริหารจัดการขยะในทะเล (ชายหาดสะอ้าน บ้านปลาสะอาด) เปิดโลกสวย ใต้ท้องทะเลใส ครั้งที่ 1 โดยในวันที่ 19 ธันวาคม เหล่านักแสดง ข้าราชการ ประชาชนในพื้นที่ และสื่อมวลชน จะร่วมกันปล่อยพันธุ์ปูเปรี้ยว (ปูแสม) ที่บริเวณศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 37 (ทุ่งหว้า สตูล) ต่อด้วยการเก็บขยะที่หาดราไว อีกวัน ดำน้ำเก็บขยะในทะเลที่เกาะตะเกียง ซึ่งคุณสำราญและลูกชาย "เรือเอก กฤช รักชาติ" จะร่วมดำน้ำเก็บขยะในครั้งนี้ด้วย

มาฟังกันว่า วันนี้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในบ้านเรามีมากน้อยแค่ไหนและในอนาคตจะลดน้อยถอยลงหรือเพิ่มขึ้น

@ ป่าชายเลนเปรียบซุปเปอร์มาร์เก็ต

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องป่าชายเลน โดยพระองค์รับสั่งให้คนไทยช่วยกันดูแลป่าชายเลน มองในแง่ของเศรษฐกิจ ป่าชายเลนเปรียบเสมือนซุปเปอร์มาร์เก็ต สามารถเก็บกุ้ง หอย ปู ปลา เก็บพืชผักได้ ไม้ป่าชายเลนบางชนิดสามารถทำเป็นอาหาร เป็นสมุนไพร ป่าชายเลนเปรียบเหมือนกำแพงคือ ตรงไหนมีป่าชายเลนหนา ตรงนั้นจะเกิดการกัดเซาะชายฝั่งน้อย และสามารถทำหน้าที่บำบัดน้ำเสียด้วย แต่ทุกวันนี้มีการทำลายป่าชายเลนค่อนข้างรุนแรง การกัดเซาะก็เกิดรุนแรงด้วย

ป่าชายเลนมีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อน และถ่านที่เกิดจากการเผาไม้ป่าชายเลนเป็นถ่านที่มีคุณภาพมาก ตอนนี้ยังมีชุมชนใน จ.สมุทรสงคราม ที่ใช้ป่าชายเลนปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์และตัดเผาถ่านส่งขายต่างประเทศ
 
เรามีป่าชายเลนเหลืออยู่ 1.5 ล้านไร่ เดิมผลสำรวจภาพถ่ายดาวเทียม ปี 2504 มีป่าชายเลน 3.2 ล้านไร่ พอปี 2539 เหลือล้านกว่าไร่ แต่กรมได้พยายามฟื้นฟู โดยเฉพาะนากุ้งร้าง พื้นที่ที่ถูกบุกรุก เรายึดคืน หรือขอความร่วมมือจากชาวบ้านที่บุกรุกป่าชายเลน โดยขอมาปลูกป่า ซึ่งชาวบ้านก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วย พอสำรวจล่าสุดปี 2547 ได้ตัวเลขกลมๆ ล้านห้าแสนไร่ แต่จะพยายามทำให้ได้อีก 2 แสนไร่ จะปลูกป่าเพื่อถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะนี้ผมมีเครือข่ายชุมชน มีชุมชนป่าชายเลน 918 หมู่บ้าน มีอาสาสมัครพิทักษ์ทะเลและชายฝั่ง 30,000 คน ทั่วประเทศ พวกนี้จะช่วยเป็นหูเป็นตาดูและเฝ้าระวังนายทุนเข้ามาบุกรุก เดิมมีข่าวบุกรุกป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้ง ทำไร่ เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีเลย

กิจกรรมต่างๆ ที่กรมจัดขึ้นนอกจากจะได้ในเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังได้ในด้านสังคม อย่างภาคใต้มีชุมชนมุสลิม ชุมชนพุทธ เราฟื้นฟูป่าชายเลน ทำให้เกิดความสามัคคี ขณะนี้เราได้ทำความร่วมมือกับหลาย อบต. เพื่อยับยั้งการบุกรุกการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ อีกเรื่องหนึ่ง "ธนาคารปู" ซึ่งชาวบ้านทำกันเองทั้งที่สตูลและชุมพร ตรงนี้ผมพยายามจะสร้างเครือข่ายให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ หรือมีชุมชนบางที่จับปูแสมส่งขายต่างประเทศ รายได้ต่อวันไม่ต่ำกว่า 500 บาท เขาเก็บแต่ตัวใหญ่ๆ ได้ขนาด

@ เทียบอันดามันกับอ่าวไทย

ถ้าเทียบกัน ป่าชายเลนอันดามันค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ เพราะมีการเลี้ยงกุ้งน้อยมาก แต่ถูกบุกรุกมากตั้งแต่ จันทบุรี ตราด มีการทำนากุ้งเยอะมาก อย่างจันทบุรี เดิมมีป่าชายเลน 2 แสนกว่าไร่ ตอนนี้เหลือ 6 หมื่นไร่ นอกนั้นเป็นนากุ้งหมดเลย ที่ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เยอะมากถ้าเทียบแล้ว อ่าวไทยมีการบุกรุกป่าชายเลนมาก แต่วันนี้ทุกคนเข้าใจ หลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีรับสั่ง ผมว่าทุกคนรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมและมีจิตสำนึกว่า ต้องช่วยกันดูแลป่าชายเลน

@ นโยบายปะการังเทียม



ปะการังที่สำรวจมีอยู่ประมาณ 8 หมื่นไร่ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในฝั่งอันดามันตามเกาะแก่งต่างๆ ทางอ่าวไทยก็มีบ้าง ปัญหาปะการังที่เกิดผลกระทบเนื่องจากภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเปลี่ยนไปด้วย ปะการังมันอ่อนไหวมาก อุณหภูมิเปลี่ยน 1-2 องศา จะมีปฏิกิริยาและตายเลย

ผมเป็นนักดำน้ำ ไปดำน้ำมาหลายประเทศ ประเทศไทยเป็นแหล่งดำน้ำที่สวยที่สุดในโลก โดยเฉพาะหมู่เกาะสุรินทร์ สิมิลัน สวยมาก มีจุดดำน้ำเยอะ แต่ขณะนี้เป็นห่วงว่า ไม่มีมาตรการควบคุม

ที่ผ่านมาประเทศไทยทำรายได้เรื่องการท่องเที่ยวดูปะการังเยอะมาก อันดับ 1 เลย หลังจากสึนามิ ทางกรมได้คิดโครงการการทำปะการังเทียม โดยใช้ประติมากรรม เช่น ตรัง มีวิวาห์ใต้สมุทร ก็สร้างรูปกามเทพ พะยูนกามเทพ นักดำน้ำไปจุดนั้น ไปถ่ายรูปกับแฟนเยอะมาก เป็นจุดหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ลดการดำน้ำในแหล่งธรรมชาติ ตอนนี้ปะการังที่สร้างขึ้นมีปะการังต่างๆ มาเกาะเต็มไปหมด ที่ภูเก็ต เกาะราชาสร้างเป็นซุ้มประตู มียักษ์ถือกระบอง ที่ระนองมี 12 นักษัตร ทำให้ฝรั่งสนใจไปดำน้ำจุดเหล่านี้มาก

ผมคิดจะทำโครงการปะการังเทียม เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กรมเองต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงาน เอกชน ศาลากลางต่างๆ เช่น อาจจะใช้เครื่องบินก็ได้ ใช้ตู้รถไฟ รถยนต์ ท่อคอนกรีต ทำเป็นบ้านปลา ในที่สุดนอกจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วยังเป็นบ้านของสัตว์น้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดประโยชน์กับประชาชนทั้งสิ้น

ในปี 2552 ผมจะทำปะการังเทียม และการกัดเซาะชายฝั่งเป็นงานใหญ่ เนื่องจากกรมได้รับอนุมัติจาก ครม.ให้เป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาในการกัดเซาะทางทะเล ใช้ธรรมชาติสู้กับภัยธรรมชาติ โดยการปักไม้ไผ่กั้น
บันทึกการเข้า
สายชล
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8186


Saaychol


« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2008, 08:53:37 AM »


ข่าวดีๆทั้งนั้นเลย.....ขอบคุณจ้ะน้องแมลงปอ....
บันทึกการเข้า

Saaychol
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.024 วินาที กับ 20 คำสั่ง