กระดานข่าว Save Our Sea.net
พฤศจิกายน 29, 2025, 06:07:09 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บอร์ดนี้อ่านได้อย่างเดียว ต้องการตั้งกระทู้ใหม่กรุณาใช้งานบอร์ดใหม่ที่
http://www.saveoursea.net/forums/index.php
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552  (อ่าน 3848 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2009, 12:59:15 AM »

กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยเข้ามา ปกคลุมประเทศไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนฟ้าคะนองและ มีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ ขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจาก ลมกระโชกแรงในระยะนี้ไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศา ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 23-27 ก.พ. บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังอ่อนลง ทำให้อากาศจะร้อนขึ้น



* Forecast2.jpg (39.11 KB, 684x423 - ดู 932 ครั้ง.)

* Earthquake.jpg (40.64 KB, 450x497 - ดู 910 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2009, 01:05:31 AM »

เดลินิวส์


'สมิทธ'เตือนโลกร้อนเกิดพายุฤดูร้อน-สตอร์มเซิร์จมากขึ้น

 วันนี้(22 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เดินทางไปร่วมงานรณรงค์ในโครงการ'เป็นมังสวิรัติ เป็นโลกสีเขียว-ช่วยโลกของเรา' ที่สวนจตุจักร โดยขึ้นกล่าวบนเวทีว่า การรับประทานอาหารมังสวิรัติ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส เพราะไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นแล้ว ยังทำให้การตัดไม้ทำลายป่าลดน้อยลง เพราะเกษตรกรจะไม่ถางป่าเพื่อหาพื้นที่เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เพราะต้นไม้จะเป็นตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปลดปล่อยออกซิเจน

โดยสภาพอากาศที่ร้อนจัดก่อนเดือนมีนาคม คือสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า อากาศปีนี้จะร้อนกว่าปกติ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งทำให้น้ำผิวดินเกิดการระเหยมากขึ้น ทำการเกษตรได้ยาก โดยเฉพาะการทำนาปรัง ต้องใช้ในปริมาณน้ำมากกว่าปกติ นอกจากนี้ จะเกิดพายุฤดูร้อนระดับความเร็ว 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รุนแรงมากขึ้น เป็นอันตรายต่อที่อยู่อาศัย ตึกสูงและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง

อย่างไรก็ตาม หลังฤดูแล้งหมดไป ช่วงพฤษภาคม จะเกิดสตอร์มเซิร์จในอ่าวไทยทั้งหมด รวมทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบ่อยครั้งขึ้น หากทุกคนไม่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม บรรเทาภาวะโลกร้อนแล้ว ภายในไม่กี่สิบปี กรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำในระดับ 1.5 - 2 เมตร แน่นอน.


*******************************************************************************************************************


ไขปริศนา...ชีวิต

'Edutainment Zone' สัปดาห์นี้ พาน้อง ๆ ไปเปิดโลกมหัศจรรย์แห่งวิวัฒนาการ ผ่านกิจกรรมการสำรวจ ค้นคว้า และศึกษาวิจัย กับนักธรรมชาติวิทยาที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย

น้อง ๆ วัยใสหัวใจนักวิทย์ ที่สนใจด้านสาขาธรรมชาติวิทยา เตรียมตัวให้ดี งานนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดนิทรรศการ และกิจกรรมด้านวิวัฒนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต ที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานประวัติศาสตร์ประเทศไทย ตลอดปี  52 เลยทีเดียว เพื่อร่วมรำลึกถึงนักธรรมชาติวิทยาผู้มีชื่อเสียงของโลก ในวาระครบ 200 ปีเกิดของ ‘ชาลส์ ดาร์วิน’ นั่นเอง



'Edutainment Zone' ก็มีตัวอย่างส่วนหนึ่งของนิทรรศการ และกิจกรรมที่จะจัดขึ้นมาฝาก ในงานจะได้พบกับสิ่งค้นพบชนิดใหม่มากมาย อาทิ ไซยาโนแบคทีเรีย สิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ และยังคงมีชีวิตยาวนานจนถึงปัจจุบัน



พฤกษาฆาตกรรม ที่จะนำตัวอย่างพืชกินแมลง เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง กาบหอยแครง สาหร่ายข้าวเหนียว ฯลฯ มาจัดแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวด้วยการเปลี่ยนสัณฐานของใบ เพื่อใช้ดักจับสัตว์ขนาดเล็ก รวมทั้งสาธิตการดักกินแมลงของ ‘กาบหอยแครง’ ให้ชมด้วย



ไฮไลท์ต่อมาเป็น หอยมรกต ซึ่งได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พบได้แห่งเดียวที่ เกาะตาชัย นอกชายฝั่ง จ.พังงา ไปประมาณ 30 กิโลเมตร โดยหอยมรกตนี้จะทำให้เห็นภาพวิวัฒนาการ ตั้งแต่ความหลากหลาย จนถึงกระบวนการเกิดสปีชีส์ใหม่ ได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งร่วมไขปริศนา ‘ทำไมเปลือกหอย จึงเวียนซ้าย เวียนขวาต่างกัน?’



สำหรับผู้ที่สนใจค่ายกิจกรรมวิทยาศาสตร์ อย่าพลาด! การเรียนรู้ธรรมชาติสร้างหุ่นยนต์ กับ ค่ายหุ่นยนต์ปลา ที่จะจัดให้ร่วมกันแข่งประดิษฐ์หุ่นยนต์ปลาในรูปแบบของตนเอง โดยต้องสามารถเคลื่อนที่ได้ และลอยอย่างสมบูรณ์ โดยกิจกรรมนี้ จะสอนให้น้อง ๆ นำความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้ประโยชน์ สามารถศึกษาจุดเด่นของสิ่งมีชีวิต แล้วนำมาประยุกต์ต่อยอดทางเทคโนโลยี

กิจกรรมดี ๆ แบบนี้ นอกจากจะได้เรียนรู้โลกแห่งวิวัฒนาการแล้ว น้อง ๆ จะได้สัมผัสความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยอันน่าตื่นตาตื่นใจด้วย

เยาวชนและผู้ที่สนใจร่วมชมนิทรรศการ และร่วมกิจกรรม สอบถามได้ที่ โทร.02-564-7000 ต่อ 1483-4, 1489 หรือ www.nstda.or.th/ssh

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2009, 01:25:17 AM »

ข่าวสด


ปลาเดิน



ปลาหน้าตาแปลกตัวนี้มีชื่อว่า "ฟร็อกฟิช" หรือ "Antennarius striatus" มันเป็นปลาเดินได้และกำลังเดินช้าๆ อยู่บนพื้นใต้ระดับน้ำทะเล 15 เมตร "ฟร็อกฟิช" ชอบอาศัยอยู่ตามโขดหินและปะการังในทะเลเขตร้อน


********************************************************************************************************************


จระเข้ด่างขาวสมบูรณ์-สัตว์หายากมีแค่ 1 ใน 5 ล.



"บูย่า บลอง" หรือ "เจ้าหมอกสีขาว" อายุ 22 ปี เป็นจระเข้สีขาวซึ่งอาศัยอยู่ที่เกเตอร์แลนด์ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา มันไม่ใช่จระเข้เผือก แต่เป็นอาการที่เรียกว่า "ด่างขาวสมบูรณ์" นับเป็นอาการทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากยีนจะไปลดสีของผิว โดยโอกาสที่จระเข้ "ด่างขาวสมบูรณ์" เกิดคือ 1 ใน 5 ล้านตัว


นายทิม วิลเลียมส์ เจ้าหน้าที่เกเตอร์แลน

ด์ กล่าวว่า "จระเข้ขาวที่มีตาสีฟ้านี้มีผู้ชอบเข้าชมกันมาก มันก็เหมือนกับจระเข้อื่นๆ กินอาหารชนิดเดียวกัน แต่โอกาสที่มันจะมีชีวิตรอดอยู่ในธรรมชาตินั้นมีน้อย แม้ว่ามันจะมีลำตัวยาว 10-11 ฟุต แต่ความที่เป็นสีขาวทำให้หลบซ่อนตัวยาก เป็นเป้าของนักล่าอื่นได้ง่าย"

สำหรับ "บูย่า บลอง" นี้มีผู้พบมันที่หนองน้ำในรัฐนิวออร์ลีนส์ เมื่อนำมาที่เกเตอร์แลนด์ สวนสัตว์จะต้องสร้างที่อยู่ให้มันใหม่ เนื่องจากจระเข้ "ด่างขาวสมบูรณ์" แพ้แสง พวกมันจะอยู่กลางแจ้งโดนแดดตรงๆ ไม่ได้ แม้พวกมันต้องการวิตามินดีซึ่งสามารถได้รับจากแสงอาทิตย์ แต่เมื่อไม่สามารถตากแดดได้แล้ว เจ้าหน้าที่จึงต้องผสมวิตามินดีในอาหารให้แทน


*********************************************************************************************************************


ชวนเที่ยวถ้ำผาทองดูค้างคาวนับล้าน

เพชรบูรณ์ - นายสงัด ธรรมพิทักษ์ ผญบ.หมู่ 8 บ้านผาทอง ต.พุทธบาท อ.ชนแดน เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูนี้มีค้างคาวจำนวนนับล้านตัวบินออกจากถ้ำผาทองทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-18.30 น. มีลักษณะการจับกลุ่มกันเป็นก้อนขนาดใหญ่คล้ายหมอกควัน เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2524 ที่บินผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านตกใจมาก คิดว่าเป็นพายุหรือมรสุมขนาดใหญ่ บินวนเวียนอยู่ในบริเวณถ้ำ ถ้ำดังกล่าวอยู่ติดกับบริเวณหมู่บ้านมีประวัติความเป็นมาช้านาน เป็นถ้ำหินงอกหินย้อย มีความสวยงามมาก ชาวบ้านและส่วนราชการได้อนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ เพราะมีป่าไม้และสัตว์ป่าชุกชุม โดยเฉพาะค้างคาวซึ่งมาอาศัยอยู่จะช่วยสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ เพราะในหมู่บ้านแห่งนี้ชาวบ้านส่วนมากมีอาชีพเกษตรกรรม พืชพรรณธัญญาหารจึงอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านทุกคนจึงร่วมมือกันรณรงค์ไม่ให้ทำลาย รบกวนหรือจับค้างคาวมารับประทาน อยากเชิญชวนให้ทุกท่านมาเยี่ยมชมทัศนียภาพบ้านถ้ำผาทอง เพื่อดูค้างคาวบินในยามพลบค่ำ

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2009, 01:28:36 AM »

คม ชัด ลึก


ท้องถิ่นพาเที่ยว-ชมป่าโกงกาง-วิถีชาวเลที่ "อ่าวสิเกา" เที่ยวบ่อน้ำพุร้อน...ไปดูฝูงปูทะเลตรัง
 


"อ่าวสิเกา" หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่คู่กับ อ.สิเกา จ.ตรัง มานานแล้ว แต่เพิ่งจะได้รับการบูรณะ และฟื้นฟูอย่างเป็นทางการก็ในคราวที่แนวปะการังใต้ทะเลหน้าอ่าวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 มานี้เอง

แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของหน่วยราชการ และคนท้องถิ่น จึงทำให้ท้องทะเลบริเวณอ่าวสิเกากลับมามีความสวยงามอีกครั้ง ล่าสุด เสรี พาณิชย์กุล นายอำเภอสิเกา ได้ร่วมมือกับ กิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง และสำนักงานประมงจังหวัดตรัง จัดโครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่อ่าวสิเกาขึ้น ชื่อ "โครงการประมงนำชมวิถีชีวิต และทรัพยากรชายฝั่งอ่าวสิเกา"

 จุดที่จะส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยว จะเริ่มตั้งแต่ท่าเรือที่บ้านปากคลอง ต.บ่อหิน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้าน และอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าโกงกาง หรือตามแนวชายฝั่งอันเป็นวิถีชีวิตที่ผูกพัน และกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

 โครงการนี้มีจุดขาย คือ การนำนักท่องเที่ยวศึกษาวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านที่บ้านปากคลอง ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง

 นอกจากนี้ยังมีการนำเที่ยวดำน้ำดูปะการังใต้ทะเลที่ "เกาะยา" และมีการพายเรือนำเที่ยวริมป่าโกงกางที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยสัตว์ทะเล โดยเฉพาะ "ปูเสม" และ "ปูก้ามดาบ" ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นฝูงๆ ดูแล้วตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

 ที่น่าสนใจอีกจุด คือ "บ่อน้ำพุร้อน" ที่ผุดขึ้นมากลางป่าชายเลนบริเวณ "คลองพรุจูด" ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่พิเศษสุด คือ นักท่องเที่ยวจะสามารถชมบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ได้ก็ต่อเมื่อน้ำภายในคลองลดลงเท่านั้น

 สมชาย ว่องธวัชชัย ที่ปรึกษานายก อบจ.ตรัง ด้านการท่องเที่ยว และผู้จัดการบริษัทตรังมรกต ซีทัวร์ จำกัด มองว่า การท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นก็เป็นการท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวอ่าวสิเกากันบ้างแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย เพราะยังไม่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง แต่เชื่อว่า เมื่อมีการส่งเสริมแล้ว ในอนาคตคงมีผู้มาเยือนมากขึ้น

 สมชายชี้ถึงผลพลอยได้ของการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศว่า เดิมชาวบ้านนิยมใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง จนทำให้จำนวนสัตว์น้ำร่อยหรอลงเรื่อยๆ

 แต่เมื่อ อำเภอสิเกา และ อบจ.ตรัง จัดโครงการนี้ขึ้น ระบบนิเวศในท้องถิ่นก็ดีขึ้น และชาวบ้านก็ยังมีรายได้เสริมด้วยการนำเที่ยว ด้วยการพานักท่องเที่ยวนั่งเรือชมไปป่าโกงกาง และดำน้ำดูปะการัง เพื่อดูสิ่งมีชีวิตใต้น้ำบริเวณอ่าวสิเกาที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก

 ขณะที่ นายอำเภอสิเกา มองว่า สาเหตุที่โครงการนี้ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากชาวชุมชนบ้านปากคลองมีความเข้มแข็งตั้งแต่ผู้นำชุมชนไปจนถึงลูกบ้าน จนได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย

 โดยเฉพาะรางวัล "หมู่บ้านประชาธิปไตย ประจำปี 2551" เพราะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งครบทั้งทุกคน ทั้งยังเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยได้จัดตั้ง "ชุดเฉพาะกิจทางทะเล" ขึ้น เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในพื้นที่

 นอกจากความเข้มแข็งของชุมชนแล้ว สภาพแวดล้อมที่มีความอุดมสมบูรณ์ และสวยงาม ก็เหมาะสมแก่การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้หน่วยราชการ และคนใน อ.สิเกา พยายามพลิกฟื้นท้องถิ่นด้วยการชูเรื่องการท่องเที่ยวเป็นจุดขายสำคัญ

 อ.สิเกา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของ จ.ตรัง อยู่ห่างศาลากลางจังหวัดเพียง 33 กิโลเมตร และเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ จนได้รับการขนานนามว่า "ประตูสู่การท่องเที่ยว" เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่

 วันหยุดยาวๆ ถ้านึกถึงทะเลปักษ์ใต้ ลองไปเที่ยวรับลมทะเล ชมวิถีชีวิตชาวเลริมอ่าวสิเกาดูบ้าง...รับรองว่าจะติดใจแน่นอน

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2009, 01:33:01 AM »

X-cite  ไทยโพสต์


สมิทธย้ำสตอร์มเซิร์จพายุถล่มถึงบ้านพัง



"สมิทธ"  ยันจะเกิดพายุฤดูร้อนและสตอร์มเซิร์จมากขึ้นในปีนี้  อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน  เตือนพายุแรงถึงขั้นทำอันตรายบ้านเรือน  คนกรุงระวังป้ายยักษ์

     นายสมิทธ  ธรรมสโรช  ประธานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  เป็นประธานเปิดงานรณรงค์  "เป็นมังสวิรัติ  เป็นโลกสีเขียว-ช่วยโลกของเรา"  ที่สวนจตุจักร  เมื่อวันที่  22  กุมภาพันธ์นี้ว่า   การรับประทานอาหารมังสวิรัติ   นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง  จิตใจแจ่มใส  เพราะไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นแล้ว  ยังทำให้มีการตัดไม้ทำลายป่าน้อยลง  เพราะเกษตรกรจะไม่ถางป่าเพื่อหาพื้นที่เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น  ซึ่งจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้  เพราะต้นไม้จะเป็นตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปลดปล่อยออกซิเจน

     อย่างไรก็ตาม  สภาพอากาศที่ร้อนจัดก่อนเดือนมีนาคม  นายสมิทธกล่าวว่า  ถือเป็นสัญญาณชี้ว่าอากาศปีนี้จะร้อนกว่าปกติ  โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ  ตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคกลาง  ซึ่งทำให้น้ำผิวดินจะระเหยมากขึ้น  ส่งผลให้ทำการเกษตรได้ยาก  โดยเฉพาะการทำนาปรังจะต้องใช้น้ำมากกว่าปกติ

     นอกจากนี้  จะเกิดพายุฤดูร้อนระดับความเร็ว  40-50  กิโลเมตรต่อชั่วโมง  รุนแรงมากขึ้น  ซึ่งสามารถเป็นอันตรายต่อบ้านเรือน  อาคารสูงและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง"  นายสมิทธระบุ

     ประธานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาย้ำว่า  หลังฤดูแล้งหมดไป    คือในช่วงเดือนพฤษภาคม  จะเกิดสตอร์มเซิร์จในอ่าวไทยทั้งหมด  รวมทั้งภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคเหนือ  บ่อยครั้งขึ้น  ซึ่งหากทุกคนไม่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม  บรรเทาภาวะโลกร้อนแล้ว  ภายในไม่กี่สิบปี  กรุงเทพมหานครจะจมอยู่ใต้น้ำในระดับ  1.5-2  เมตรแน่นอน

     การออกมาเตือนภัยของนายสมิทธที่ระบุว่า  จะเกิดสตอร์มเซิร์จ  รวมทั้งการให้ข้อมูลว่าแกนโลกเอียงมากขึ้น  จะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น  ส่งผลให้อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลายคน  ออกมาโต้แย้งว่าเป็นไปไม่ได้  ขณะที่นายสมิทธออกมาย้ำครั้งนี้ว่าจะเกิดสตอร์มเซิร์จแน่นอน

     นายสมชาย  ใบม่วง  อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา  กล่าวว่า  ช่วงฤดูร้อนของประเทศไทยในปีนี้  คาดการณ์ว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยจะใกล้เคียงค่าปกติ   หรืออุณหภูมิไม่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยในรอบ  30  ปี  สรุปก็คือ  อากาศไม่ร้อนผิดปกติ  หรือจะมีคลื่นความร้อนแผ่เข้ามาแต่อย่างใด  เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนแล้ว  โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ส่วนใหญ่อากาศจะร้อนจัด  อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ในเดือนเมษายน  ประมาณ  40-42  องศาเซลเซียส  แต่บางจังหวัดอาจจะไม่ถึง  ส่วนกรุงเทพมหานคร  คาดว่าอุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ระหว่าง  37-39  องศา

     "ตามทฤษฎีแล้ว  วันที่อากาศร้อนที่สุด  คือช่วงวันที่ดวงอาทิตย์โคจรตั้งฉากกับประเทศไทยในเดือนเมษายน   แต่จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป  เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ   เช่น  มีเมฆบดบังหรือมีฝนตกช่วยคลายความร้อน   ดังนั้น  จึงไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าวันไหนจะร้อนที่สุด"  อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยากล่าว

     นายสมชายระบุว่า  กรณีที่มีการแจ้งเตือนว่าประเทศไทยจะเจอปรากฏการณ์ฮีตเวฟ  หรือคลื่นความร้อนสูงนั้น  ไม่มีทางเป็นไปได้  เพราะพื้นที่ของไทยไม่มีทะเลทรายเหมือนอย่างอินเดียหรือออสเตรเลีย  สังคมจึงไม่ควรตื่นตระหนก  ทั้งนี้  จากปรากฏการณ์ลานีญา  จะส่งผลให้อากาศไม่ร้อนมากนัก  เพราะมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย  แต่หลายพื้นที่จะตกอยู่ในสภาวะแห้งแล้ง  บางช่วงจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง  ลมกระโชกแรง  ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ตลอดจนพืชผลทางการเกษตร.


********************************************************************************************************************************


"วินัย" ชวนแฟนเพลงร่วมย้อนยุคบางแสน

     วินัย  พันธุรักษ์  นำวง  ดิ  อิมพอสซิเบิล  ไปร่วมงานบางแสนย้อนยุค  2552  "เมื่อครั้งชายหาดบางแสนเฟื่องฟูยุค  60  เป็นเวลาเดียวกับที่วงดิ  อิมพอสซิเบิล  ได้รับความนิยมจากหมู่วัยรุ่นสมัยนั้น  ด้วยบทเพลงที่เกี่ยวกับทะเล  วัยรุ่นยุคนั้นเวลาไปเที่ยวชายทะเลและพกกีตาร์โปร่งไปด้วย  เขาก็มักจะร้องเพลงของวงดิ  อิมพอสซิเบิล  และผมก็เชื่อว่าหลายคนที่เคยเป็นวัยรุ่นในยุคนั้น  ก็คงจะจำบรรยากาศเช่นนี้ได้ดี  ซึ่งแน่นอนว่าชายหาดบางแสนอันมีอายุมายาวนาน  ย่อมเป็นความทรงจำดีๆ  ของหลายคน  ดังนั้นผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านได้ร่วมย้อนอดีตวงดิ  อิมพอสสิเบิล  กับชายหาดบางแสน  ในงานบางแสนย้อนยุค  2552

     โดยในงานจะเป็นการจำลองบรรยากาศแบบย้อนยุค  ซึ่งจะมีกิจกรรมต่างๆมากมาย  และกิจกรรมบนเวทีที่มีนักร้องชื่อดังทั้งในอดีตและปัจจุบัน  ที่จะมาร่วมขับร้องเพลงเก่าเพื่อย้อนหวนระลึกถึงอดีต   อาทิ  เศรษฐา  ศิรฉายา  พร้อมผมที่จะมากับวงดิ  อิมพอสสิเบิล  ทั้งวง,   สุรสีห์  อิทธิกุล,  ฉันทนา  กิติยพันธ์,  สุดา  ชื่นบาน,  ทีโบน,  หนุ่ย  อำพล  ลำพูน-วงไมโคร  และสุรชัย  สมบัติเจริญ  โดยงานจะเริ่มในวันเสาร์ที่  28  กุมภาพันธ์  ถึง  1  มีนาคม  2552  ตั้งแต่เวลา  16.00  น.เป็นต้นไป  ณ  ริมถนนบางแสน"

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 23, 2009, 01:35:14 AM โดย สายน้ำ » บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.023 วินาที กับ 19 คำสั่ง