กระดานข่าว Save Our Sea.net
ตุลาคม 17, 2019, 08:42:45 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บอร์ดนี้อ่านได้อย่างเดียว ต้องการตั้งกระทู้ใหม่กรุณาใช้งานบอร์ดใหม่ที่
http://www.saveoursea.net/forums/index.php
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2552  (อ่าน 6172 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 07:03:10 AM »

กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

เมื่อเวลา 01.00 น.วันนี้ (7 พ.ค.52) พายุโซนร้อน“จันหอม” บริเวณทะเล จีนใต้ตอนกลางได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่นแล้ว โดยเมื่อเวลา 04.00 น.วันนี้ มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 450 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกของกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ หรือที่ละติจูด 15.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 116.8 องศาตะวันออก มีความเร็ว ลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทาง ทิศตะวันออกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้ลมตะวันตกที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกมากกว่าภาคอื่นๆ ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อน อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศา โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 6-7 พ.ค.ลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้มีฝนลดน้อยลง ส่วนลมตะวันตกและลมตะวันตกเฉียงใต้พัดสอบเข้าหากันบริเวณภาคใต้และอ่าวไทย ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากทางตอนล่างของภาค สำหรับในช่วงวันที่ 9-12 พ.ค. จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคกลาง ภาคตะวันออก และอ่าวไทยตอนบน โดยจะมีลมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ด้วย ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนจะเพิ่มมากขึ้น

อนึ่ง พายุโซนร้อน “จันหอม” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางจะทวีกำลังแรงขึ้นอีก และเคลื่อนตัวทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์ตอนบนในช่วงวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2552


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 6-12 พ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนักหลายพื้นที่ ส่วนชาวเรือในทะเลอันดามันและอ่าวไทยควรระวังอันตรายในการเดินเรือไว้ด้วย



* Forecast2.jpg (42.56 KB, 684x423 - ดู 662 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 07:12:47 AM »

ไทยรัฐ


ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่กรมประมงตรวจจับผู้ทำการประมงอวนลากปลามะลิในทะเลสาบสงขลา   

จากกรณีที่ชาวประมงในเขตพื้นที่บ้านปากประ อ.เมือง และ ต.พนาตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง แจ้งว่าได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกเจ้าหน้าที่กรมประมงตรวจจับการทำประมงอวนลากปลามะลิ กรมประมงได้ชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ของกรมประมงได้ทำการจับกุมผู้กระทำการประมงอวนล้อมจับปลามะลิในบริเวณทะเลสาบสงขลานั้น เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 เรื่องกำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนล้อมจับทำการประมงในทะเลสาบสงขลา ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2537) โดยห้ามไม่ให้ผู้ใดใช้เครื่องมืออวนประเภทล้อมจับ หรืออวนอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะและวิธีการใช้อย่างเดียวกันทำการประมงในทะเลสาบสงขลาทั้งหมด รวมตลอดถึงทะเลสาบสงขลาทั้งหมด รวมถึงทะเลสาบตอนในและทะเลน้อย ซึ่งอยู่ภายในท้องที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุงโดยเด็ดขาด เนื่องจากเครื่องมืออวนล้อมจับขนาดเล็กเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม กรมประมงได้ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังทดแทนให้กับชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ และเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวประมง อีกทั้งยังได้ส่งเสริมให้ชาวประมงมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทัพยากรประมง โดยตั้งโครงการเสริมสร้างการจัดการชุมนุมประมงต้นแบบ ซึ่งในปีที่ผ่านชุมชนบ้านคลองขุด อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ได้รับรางวัลชุมชนประมงต้นแบบดีเด่นประจำปี 2551 จากกรมประมงอีกด้วย

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 07:17:55 AM »

เดลินิวส์


ผู้ว่าฯระยองเดินเครื่องลุย! ขจัดมลพิษคืนชีวิตสู่ชุมชน
 
 
 
  ปัญหาที่สะสม มานาน ไม่น่าหนักใจ เพราะถือว่าผู้ว่าราชการจังหวัด มีหน้าที่ต้องมาแก้ไขปัญหา ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเลย ก็ไม่ท้าทายในการทำงาน ปัญหาเป็นสิ่งที่ต้องข้ามพ้นไปให้ได้ เป็นสิ่งพิสูจน์  ความสามารถ ภาวะผู้นำ และการตัดสินใจ หากถือหลักทำงานให้ดี   ที่สุด โปร่งใส ไม่ทุจริต และถือผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็น    ที่ตั้ง ปัญหาต่าง ๆ ก็คงจะค่อย ๆ คลี่คลายไปได้ นี่คือความมุ่งมั่น  ของ นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง คนที่ 47  ซึ่งเปิดเผยว่า หลังจากมารับตำแหน่งและลงศึกษาพื้นที่โดยรวมของ  จังหวัดได้เรียกนักการเมืองท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้อง มาปรึกษาหารือ วาง   แนวทางพัฒนาจังหวัด โดยวางยุทธศาสตร์หลักที่สำคัญ ไว้ 3 ด้าน กล่าวคือ
 
ด้านอุตสาหกรรม สิ่งสำคัญคือ สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำแผนแก้ปัญหาและลดภาวะมลพิษในเมืองระยอง หลังจากที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศให้พื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และผู้ที่ได้รับผลกระทบในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้จะยกระดับ  แผนการดูแลสุขภาพของประชาชน และการแก้ไขปัญหาสังคมที่สืบเนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีความสำคัญมากขึ้น ในส่วนของ  อุตสาหกรรม ก็จะตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ระยะที่ 3 แต่จะรณรงค์และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไปสู่อุตสาหกรรมสะอาด โดยเฉพาะการที่จังหวัดระยองและคนระยองควรที่จะได้รับผลประโยชน์กลับคืนมาให้มากขึ้น ในรูปของภาษีต่าง ๆ ที่จะใช้ในการพัฒนาท้องถิ่น


 
ด้านเกษตรกรรม พยายามจะรื้อฟื้นความเป็นเมืองผลไม้ที่เคยมีชื่อเสียงของเมืองระยอง ให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง โดยสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผลไม้ ในการปรับปรุงคุณภาพ การส่งเสริมการตลาด โดยเฉพาะการปรับปรุงตลาดกลางที่มีอยู่แล้ว ให้เป็นกลไกที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น คงจะช่วยดูแลและแก้ไขปัญหาแก่เกษตรกรในช่วงที่ปริมาณการผลิตออกมามาก ซึ่งอาจทำให้แนวโน้มราคาตกต่ำ


 
ด้านการท่องเที่ยว ก็จะรื้อฟื้นความเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในภาคตะวันออก ให้กลับมาเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยใช้พื้นที่การท่องเที่ยวหลักซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น เกาะเสม็ด หาดแม่รำพึง เป็นต้น แต่จะต้องแก้ไขปัญหาหลักของพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ ปัญหาการจัดการขยะและน้ำเสีย รวมทั้งการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค บนเกาะเสม็ด การพัฒนาท่าเรือ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว การจัดระเบียบ การก่อสร้างอาคาร การพัฒนาถนนรอบเกาะ เป็นต้น ส่วนที่หาดแม่รำพึง จะเน้นการจัดระเบียบ การป้องกันการบุกรุกบริเวณชายหาด
 
นายสยุมพร ผวจ.ระยอง กล่าวอีกว่า หลังจากที่ศาลปกครองจังหวัดระยอง มีคำสั่งให้ประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่มาบตาพุด และบางส่วนของจังหวัดระยองและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน มีมติ ไม่อุทธรณ์คำสั่งศาล ทางจังหวัดระยอง ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อ จัดทำแผนขจัดมลพิษในพื้นที่ประกาศเขตควบคุมมลพิษดังกล่าวให้ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยได้เชิญนายกเทศมนตรีเมืองมาบตาพุดและผู้นำองค์กรส่วนท้องถิ่น มารับฟังการชี้แจงขั้นตอนและแนวทางการปฏิบัติจากผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ ในส่วนของเทศบาลเมืองมาบตาพุดได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น    ของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่บริเวณ  รอบนิคมอุตสาหกรรมเพื่อนำไปประกอบการ พิจารณาจัดทำแผน ซึ่งกระบวนการจัดทำแผนขจัดมลพิษ เป็นหน้าที่โดยตรงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องสำรวจปัญหามลพิษด้านต่าง ๆ ในเขตควบคุมมลพิษทั้งมลพิษด้านอากาศ น้ำ กากของเสีย สารระเหยและอื่น ๆ และกำหนดมาตรการการป้องกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ


 
ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด รวมทั้งเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น ของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นด้านนิคมอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว ภาคการเกษตร ในส่วนของจังหวัดระยองนั้น ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนขจัดมลพิษแก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดระยองเป็นประธาน และผู้แทนของ กระทรวง ทบวง กรม ในส่วนกลางที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตประกาศควบคุมมลพิษ
 
หลายฝ่ายเกรงว่า เมื่อประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษแล้ว จะมีผลกระทบต่อการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวนั้น ขอชี้แจงว่า คงไม่มีผลกระทบ เพราะ จากการตรวจสอบข้อมูลจังหวัดอื่น ที่เคยมีการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษไปแล้ว 12 จังหวัด การพัฒนาด้านต่าง ๆ ก็ยังคงมีการขยายตัวและเดินหน้าไปได้ด้วยดี จึงเห็นว่าการประกาศพื้นที่ของจังหวัดระยองเป็นเขตควบคุมมลพิษ น่าจะเป็นโอกาสดีในการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย
 
ผวจ.ระยอง กล่าวต่อว่าสิ่งที่พยายามผลักดันให้มากขึ้น คือ แผนการป้องกันและดูแลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากชาวระยองต้องรับภาระกับมลพิษมานาน ซึ่งควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ รวมทั้งแผนการแก้ไขปัญหาสังคมที่สืบเนื่องมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น ปัญหาประชากรแฝงในจังหวัดระยองซึ่งมีเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่สำคัญคืออยากเรียกร้องและวิงวอนให้โรงงานอุตสาห กรรมต่าง ๆ ที่เข้ามาดำเนินการในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ได้จดทะเบียนในจังหวัดระยองเพื่อให้ภาษีมูลค่าเพิ่มได้กลับมาสู่จังหวัดระยองและชาวระยองบ้าง
 
ขณะเดียวกัน ในการทำงานนั้น เป้าหมายคือประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ การตัดสินใจในบางเรื่อง คงไม่อาจทำให้ทุกคนพอใจได้ แต่จะทำให้คนส่วนใหญ่พอใจ ได้รับประโยชน์ เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และเป็นธรรม สิ่งที่จะดำเนินการทุกเรื่อง จะสามารถอธิบายได้ด้วยหลักเหตุผล ขอให้ชาวระยองได้ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็จะรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของทุกฝ่าย ภายใต้บรรยากาศของประชาธิปไตยและแนวทางสมานฉันท์

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 07:23:28 AM »

ผู้จัดการออนไลน์


เรือจีน-เมกาเผชิญหน้าอีกรอบ สัมพันธ์ 2 ชาติเริ่มตึงเครียด


ไฟล์ภาพจากลูกเรือสหรัฐฯซึ่งบันทึกได้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนั้นสหรัฐฯ อ้างว่า เรือประมงของจีนได้เผชิญหน้ากับเรือ USNS Victorious และเรือสำรวจ USNS Impeccable ที่ไม่ติดอาวุธ - ภาพ เอเอฟพี

      เอเอฟพี – เรือประมงจีน-กองทัพเรือสหรัฐฯ เกิดความหมางใจอีกครั้ง เหตุเรือประมงจีนเคลื่อนเข้าใกล้พื้นที่ซ้อมรบทางทะเล ซึ่งเรือสำรวจของสหรัฐฯ กำลังปฏิบัติการอยู่ โฆษกเพนตากอนยัน พื้นที่เผชิญหน้าเป็นน่านน้ำสากลห่างเขตแดนจีนกว่าร้อยกิโล
       
       ทั้งนี้ นายไบรอัน วิทแมน โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (1 พ.ค.) เรือประมงจีน 2 ลำได้เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้เรือสำรวจยูเอสเอ็นเอส วิกเตอเรียส( USNS Victorious) ที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในน่านน้ำสากล ทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องใช้กำลังผลักดันออกไป
       
       “มันเป็นการกระทำที่ไม่ปลอดภัยและอันตราย และต้องมีการรายงานทางการทูตต่อไป” และว่า ในเหตุการณ์ดังกล่าว ลูกเรือของสหรัฐฯ ต้องขอความช่วยเหลือไปยังฝ่ายทหารของจีนที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อให้ช่วยนำเรือประมงออกไป
       
       “มันชัดเจนว่าเขตทะเลที่เกิดการเผชิญหน้ากันเป็นน่านน้ำสากล ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลของจีนออกไป 70 ไมล์ (113 ก.ม.)” นายไบรอัน ระบุ
       
       การเผชิญหน้าครั้งล่าสุดนี้ ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของกองทัพเรือของประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง โดยกองทัพเรือทั้งของสหรัฐฯ และจีนต่างก็ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในทะเลจีนใต้ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญ ทั้งในด้านความมั่นคงและการค้า นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่า หมู่เกาะในทะเลจีนใต้ยังเป็นแหล่งสำรองของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญอีกด้วย
       
       ความหมางใจระหว่างกองทัพเรือของ 2 ประเทศเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมื่อเรือประมงของจีนได้เผชิญหน้ากับเรือยูเอสเอ็นเอส วิกเตอเรียส และเรือสำรวจยูเอสเอ็นเอส อิมเพคเคเบิล (USNS Impeccable) ที่ไม่ติดอาวุธของสหรัฐฯ โดยหัวหน้าฝ่ายทหารของจีนเชื่อว่า เรือสำรวจ อิมเพคเคเบิล กำลังปฏิบัติการสืบราชการลับอยู่ และได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการกระทำใดๆ ในทะเลจีนใต้ที่ขัดต่อกฎหมาย ขณะที่สหรัฐฯ ก็เฝ้าระวังการขยายคลังสรรพาวุธ รวมทั้งการขยายเรือรบใต้น้ำของจีนด้วย
       
       ทางเพนตากอนยังระบุด้วยว่า สี่วันก่อนการเผชิญหน้าครั้งล่าสุด เรือลาดตระเวณเพื่อการประมงของจีนที่ปฏิบัติการอยู่ในทะเลเหลือง ได้สาดไฟสปอตไลท์มายังเรือวิกเตอเรียส และยังเคลื่อนตัวผ่านหัวเรือของเรือสหรัฐฯ ไปในความมืดโดยไม่ได้แจ้งแต่อย่างใด
       
       ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยตอบโต้การเผชิญหน้ากับเรือของจีนด้วยการส่งเรือติดอาวุธทำลายล้างแล่นขนาบไปกับเรือสำรวจระหว่าปฏิบัติการในทะเลจีนใต้
       
       แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การเผชิญหน้าระหว่างเรือประมงของจีนกับเรือวิกเตอเรียสที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ สหรัฐฯ ได้ใช้เรือรบแล่นขนาบไปกับเรือวิกเตอเรียสหรือไม่

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 07:35:56 AM »

X-cite  ไทยโพสต์


เปิดปมตู้คอนเทนเนอร์สุสานกลางทะเล

     กำนัน  ต.แสมสาร  เผยข่าวลือพบตู้คอนเทนเนอร์ปริศนาในทะเลลึกมีมานาน  ยอมรับตั้งแต่ปี  36  เรือประมงพบหัวกะโหลกมนุษย์ติดอวนอย่างต่อเนื่อง  รวมแล้วกว่า  100  หัว  จนวิจารณ์กันว่าศพมีจำนวนมากถูกทิ้ง

     นายปราโมทย์  โถวสกุล  กำนันตำบลแสมสาร  อ.สัตหีบ  จ.ชลบุรี  เปิดเผยว่า  ขณะนี้มีกระแสข่าวแพร่สะพัดว่ามีชาวประมงพบสุสานกะโหลกมนุษย์ในทะเลอ่าวไทย  และพบตู้คอนเทนเนอร์   8   ตู้  ถูกปิดสนิท  จมอยู่ในทะเลหลายจุดในระดับน้ำลึก  25,  30  และ  50   เมตร  จุดแรกในร่องน้ำทะเลเส้นทางเดินเรือสินค้าระหว่างเกาะไผ่กับเกาะคราม  จุดที่  2  ห่างจากเกาะจวงไปทางด้านทิศใต้ประมาณ  30  ไมล์ทะเล  และจุดที่  3  ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะจาน  อ่าวแสมสาร  ซึ่งบริเวณใกล้เคียงแต่ละจุดเคยมีเรือประมงอวนลากพบหัวกะโหลกติดอวนมาแล้วจำนวนมาก  แม้แต่เรือวางเบ็ดราวก็ยังพบกะโหลกติดเบ็ดขึ้นมา  ถือว่าเป็นเรื่องจริงและแปลกอย่างมาก  จนพวกเรือประมงเรียกกันว่าสุสานในทะเล  แต่ไม่มีใครทราบที่มาที่ไปของกะโหลกมนุษย์แต่อย่างใด  เพียงแต่สงสัยวิพากษ์วิจารณ์กันว่าน่าจะมีคนนำศพจำนวนมากใส่ตู้คอนเทนเนอร์  แล้วบรรทุกใส่เรือมาโยนทิ้งปิดบังอำพรางอย่างแน่นอน

    นายปราโมทย์กล่าวว่า  เมื่อประมาณปี  36  เริ่มมีเรือประมงพบตู้คอนเทนเนอร์บริเวณดังกล่าว   และมีผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้  บางกลุ่มคิดว่าตู้สินค้าตกจากเรือสินค้าข้างในมีทรัพย์สิน  น่าเชื่อว่าต้องมีกลุ่มนักดำน้ำแอบไปเปิดตู้พิสูจน์  และผู้ที่ดำน้ำลงไปพิสูจน์ได้เสียชีวิตจนหมดจากการระเบิดปลา   แต่พลาดเกิดระเบิดในเรือที่อ่าวแสมสาร  สัตหีบ  ชลบุรี  จึงเหลือไว้แต่คำบอกเล่าที่ถูกทิ้งไว้จนถึงทุกวันนี้  แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้คือ  หัวกะโหลกมนุษย์ติดอวนเรือประมงอวนลากมาอย่างต่อเนื่อง  เริ่มตั้งแต่ปี  36  จนถึงวันนี้น่ากว่า  100  หัว  มอบให้มูลนิธินำไปฝัง  ถวายให้พระไปเผา  เพราะไม่ทราบที่มาที่ไป  ไม่มีหลักฐานในการแจ้งความดำเนินคดีกับใคร

     ด้านนายแดงระ  นักดำน้ำอาวุโสที่สามารถดำน้ำลึกได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ดำน้ำ  เปิดเผยว่า  เรื่องหัวกะโหลกที่พบในทะเล  น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับตู้คอนเทนเนอร์  สาเหตุที่เรือลากกะโหลกได้หลายหัวคงเกิดจากสาเหตุที่มีคนแอบลงไปเปิดตู้  ทำให้ซากศพกระจัดกระจายออกมา  เพราะมีตู้ที่ยังไม่ถูกเปิดมีไขมันเล็ดลอดออกมาตามแนวเหล็กที่เป็นสนิม  เหมือนกับไขมันมนุษย์  หรือมีสิ่งเน่าเหม็นอยู่ในตู้  มีกลิ่นคาว  ปลาทะเลรุมตอมกินกันเป็นฝูง  ที่เรือประมงพบกะโหลกติดอวนนั้น  มีจำนวนมากจริงๆ  พบกันบ่อย  แต่ไม่ว่ามาจากไหน

     ด้านเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย  มูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถานสัตหีบ  กล่าวว่า  เรื่องพบตู้คอนเทนเนอร์มีกระแสมานานหลายปีแล้ว  แต่ไม่มีข่าวว่ามีการพบซากมนุษย์ในตู้แต่อย่างใด  ล่าสุดเมื่อ  2  เดือนที่ผ่านมา  เรือประมงได้นำหัวกะโหลกเก่ามีเพรียงเกาะมามอบให้  บอกว่าลากเรือติดอวนจากทะเล


************************************************************************************************************************


ได้หนุ่มโชคดีจ้างเที่ยวเกาะ 6 เดือนรับ 3.7 ล้าน สมัคร 3.5 หมื่นคน



     เปิดตัวหนุ่มอังกฤษวัย  34  ผู้พิชิต  "งานที่ดีที่สุดในโลก"   แต่ละวันมีหน้าที่ท่องเที่ยวอยู่บนเกาะในแนวปะการังเกรตแบริเออร์รีฟ    ว่ายน้ำในทะเลใส   ดำน้ำดูปลา   แล่นเรือรอบเกาะ   แล้วเขียนเล่าประสบการณ์ผ่านเว็บ  ทำงาน  6  เดือน  รับค่าจ้างราว  3.7  ล้านบาท

     งานนี้มีผู้สนใจส่งใบสมัครจากทั่วโลก  35,000  คน  ผลปรากฏว่า  หนุ่มเบน  เซาท์ฮอลล์  เจ้าหน้าที่ฝ่ายระดมทุนของหน่วยงานการกุศลแห่งหนึ่งในอังกฤษ  เป็นผู้ผ่านการคัดเลือกขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐควีนส์แลนด์  ที่ได้เปิดรับสมัครผู้สนใจจากทั่วโลกที่จะไปดูแลเกาะแฮมิลตัน   และเขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองผ่านเว็บบล็อก  เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวที่นั่น

     กรรมการคัดเลือกบอกว่า  ประทับใจที่นายเซาท์ฮอลล์เขียนในใบสมัครว่า  "สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตผมคือ  การได้ทำงานที่ตื่นเต้นเร้าใจ  ทำให้ผมมีความสุข  สร้างรอยยิ้มแก่ผู้คน  และบรรลุเป้าหมายที่ท้าทาย"

     รัฐมนตรีท่องเที่ยวของควีนส์แลนด์  ปีเตอร์  ลอว์เลอร์  บอกว่า  ตนเชื่อว่าเซาท์ฮอลล์ซึ่งพูดถึงตัวเองว่าเป็น  "คนกระตือรือร้นและรักการผจญภัย"  จะเรียกแฟนได้มากมายเมื่อเริ่มงานในวันที่  1  กรกฎาคมศกนี้

     เซาท์ฮอลล์จากเมืองแฮมพ์เชียร์  เคยทำงานเป็นมัคคุเทศก์ในแอฟริกา  และล่าสุดทำงานเป็นผู้จัดการโครงการขององค์การการกุศลแห่งหนึ่งในอังกฤษ  เคยแข่งขันวิ่งมาราธอน  และปีนเขาในเวลาว่าง  เขามีแผนจะพาแฟนสาวชาวแคนาดาไปออสเตรเลียด้วย  ซึ่งทั้งสองจะพักในบ้านหรูหราขนาด  3  ห้อง  นอนบนชายหาดของเกาะแฮมิลตัน  พร้อมสระว่ายน้ำ  และรถกอล์ฟ

     งานนี้มีผู้คนแห่สมัครทางออนไลน์  กระทั่งทำให้เว็บไซต์ถึงกับล่มตอนที่เปิดรับสมัครเมื่อเดือนมกราคม  และล่มอีกครั้งเมื่อวันพุธ  ตอนที่ประกาศผู้ผ่านการคัดเลือกผู้เข้ารอบ  16  คนสุดท้ายจาก  15  ประเทศ  ได้บินไปยังเกาะแฮมิลตัน  เพื่อให้กรรมการ  4  ท่านตัดสินใจเลือกในกระบวนการที่เป็นเหมือนกึ่งการสัมภาษณ์และกึ่งเรียลลิตี้โชว์ทางทีวี

     ผู้เข้ารอบชิงต่างแสดงฝีมือในการว่ายน้ำ  ดำน้ำชมปะการัง  และได้ชิมอาหารชั้นเลิศกับได้รับบริการสปาอย่างหรู  ขณะที่กรรมการต่างพินิจพิจารณาว่าคนไหนดูขึ้นกล้องที่สุด  ชัยชนะของเซาท์ฮอลล์นับว่าพลิกความคาดหมาย  ในขณะที่ร้านรับพนันต่างเก็งกันว่าล่ามนักดิ่งพสุธาชาวไต้หวัน  แคลร์  หว่อง  จะได้งานนี้  ซึ่งเธอได้รับเสียงโหวตจากผู้ชมทางออนไลน์ถึง  151,676  คะแนน  นับว่าสูงกว่าคนที่ได้คะแนนรองจากเธอถึง  3  เท่า

     หนุ่มวัย  34  รายนี้  จะติดต่อกับโลกภายนอกผ่านบล็อก  เผยแพร่อนุทินรูปภาพ  วิดีโอ   และให้สัมภาษณ์บรรดาสื่อต่างๆ.

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2009, 07:37:43 AM »

แนวหน้า


ทช.ประสานประมง ลุยออกลาดตระเวณ เฝ้าระวังลอบจับสัตว์ แหล่งอนุรักษ์-หายาก    
 
 นายสำราญ รักชาติ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์สัตว์ทะเลขนาดใหญ่เข้ามาเกยตื้นในพื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายปี 2551 โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ดังนั้น กรมฯ จึงเร่งศึกษาและเก็บข้อมูลทางสถิติเพื่อหาสาเหตุดังกล่าว และพบว่าสาเหตุการตายเกิดจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย โดยมีการนำอวนลาก อวนรุน เข้าไปบุกรุกแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ เช่น พะยูน ซึ่งนอกจากจะทำให้พะยูนตกใจและขึ้นมาเกยตื้นบนชายฝั่งแล้ว การทำประมงด้วยวิธีที่ผิดกฎหมายยังสร้างความเสียหายให้กับแนวปะการังและหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูน และสัตว์น้ำขนาดเล็กอีกด้วย

 ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น กรมฯ จึงมอบหมายให้ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลทั่วประเทศทั้ง 6 ศูนย์ประสานความร่วมมือกับกรมประมง ลาดตระเวนและตรวจพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังมีมาตรการป้องกันและคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยประกาศพื้นที่เขตคุ้มครองพิเศษเพิ่มในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ อาทิ แหล่งหญ้าทะเล แหล่งปะการัง ตลอดจนพื้นที่ที่ห้ามไม่ให้ดำน้ำและห้ามท่องเที่ยว เพื่อเร่งฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและสัตว์น้ำหายาก พร้อมกันนี้ กรมฯ ยังเตรียมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมช่วยชีวิตสัตว์ทะเล ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการเคลื่อนย้ายสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บที่มาเกยตื้นให้กับอาสาสมัคร และชุมชน คาดว่าจะช่วยลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นให้ลดน้อยลง

บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.046 วินาที กับ 21 คำสั่ง