กระดานข่าว Save Our Sea.net
ตุลาคม 17, 2019, 07:51:55 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บอร์ดนี้อ่านได้อย่างเดียว ต้องการตั้งกระทู้ใหม่กรุณาใช้งานบอร์ดใหม่ที่
http://www.saveoursea.net/forums/index.php
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2552  (อ่าน 3564 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เด็กน้อย
สี่ดาวยังอยู่แค่เอื้อม
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2009, 09:01:36 AM »

กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ลมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางยังคงพัดปกคลุม ทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนมากกว่าภาคอื่นๆ ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันโดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูง มากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือในระยะนี้ไว้ด้วย

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อน อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศา
โดยมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่
ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในระยะนี้ ลมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ประกอบกับจะมี หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคกลาง ภาคตะวันออก และอ่าวไทยตอนบนในช่วงวันที่ 10-15 พ.ค. ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนภาคใต้มีฝนกระจาย ข้อควรระวัง 

ข้อควรระวัง

 ในช่วงวันที่ 10-15 พ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน และภาคใต้ตอนบนระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนัก


* forecast090509.JPG (31.5 KB, 599x434 - ดู 413 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
เด็กน้อย
สี่ดาวยังอยู่แค่เอื้อม
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2009, 09:11:52 AM »

ไทยรัฐ

อย่ากลัวคลอรีน ในน้ำก๊อก

ทุกวันนี้การสื่อสารทันสมัยกันมากขึ้น บางคนได้รับอีเมล์ส่งต่อๆ กันมาเกี่ยวกับข่าวสารสุขภาพ ที่ดูน่ากลัว อย่างเรื่องคลอรีนในน้ำประปา หรือน้ำก๊อกที่มีคนหัวใสนำไปทำการตลาดกับเครื่องกรองน้ำราคาแพงก็เป็นหนึ่งในข่าวสารลักษณะนี้

มักมีการกล่าวอ้างว่ามีข้อมูลวิจัยจากต่างประเทศ พบว่าคลอรีนในน้ำประปาก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งที่เรียกว่า ไตรฮาโลมีเธนส์ จนอาจทำให้ ผู้บริโภคน้ำประปาตื่นตระหนกตกใจกันขึ้นว่าไม่ควรดื่มน้ำก๊อก เรื่องนี้ นางยิ่งลักษณ์ ธัญญะโชโต ผู้อำนวย-การฝ่ายสื่อสารองค์กร การประปานครหลวง (กปน.) ชี้แจงว่า  น้ำประปาเป็นน้ำที่ผลิตมาจากน้ำดิบตามธรรมชาติย่อมมีสารอินทรีย์ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตปะปนอยู่ เมื่อทำปฏิกิริยาเคมีกับคลอรีน ทำให้เกิดสารประกอบเคมีที่เรียกว่า Trihalomethanes (THMs) หรือ "ไตรฮาโลมีเธนส์" ที่ผ่านมา กปน.ติดตามการศึกษาและวิจัยของพิษภัยสารตัวนี้มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำประปาไว้ไม่ต่ำกว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร และสูงสุดไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร

ทั้งยังได้เคยว่าจ้างให้ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ตรวจหา"ไตรฮาโลมีเธนส์" ในน้ำประปาของ กปน. และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งได้ผลออกมาว่าปริมาณสาร "ไตรฮาโล-มีเธนส์" ในน้ำประปาต่ำกว่าเกณฑ์กำหนดขององค์การอนามัยโลกมาก จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งน้อยมาก

แต่ถ้าหากยังไม่มั่นใจและต้องการกำจัด "ไตรฮาโล-มีเธนส์" ก็ทำได้ง่ายมาก เนื่องจากจัดอยู่ในกลุ่มสารอินทรีย์ ระเหยง่าย ทำได้เพียงแค่ รองน้ำประปาตั้งทิ้งไว้ในภาชนะเปิด ประมาณ 15 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง ปริมาณ "ไตรฮาโลมี-เธนส์" ซึ่งมีอยู่ในระดับต่ำและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ รวมทั้งคลอรีนซึ่งอาจส่งผลต่อกลิ่นและรสของน้ำก็จะระเหยหมดไปเอง ไม่จำเป็นต้องไปซื้อเครื่องกรองน้ำราคาแพงที่บอกว่า สามารถกำจัด"ไตรฮาโลมีเธนส์" ได้

หากต้องการความมั่นใจยิ่งขึ้นไปอีก สามารถ นำน้ำประปาไปต้มก่อนโดยเปิดฝาภาชนะไว้ขณะต้มก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะน้ำประปาต้มเดือดถือเป็นน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัยที่สุด.
บันทึกการเข้า
เด็กน้อย
สี่ดาวยังอยู่แค่เอื้อม
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2009, 09:15:37 AM »

เดลินิวส์

ไต้ฝุ่น'จันหอม'ถล่มภาคเหนือฟิลิปปินส์ ตาย24คน
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 พ.ค.) พายุไต้ฝุ่น 'จันหอม' พัดถล่มภาคเหนือของประเทศฟิลิปปินส์ ด้วยความแรงลม 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เกิดฝนตกหนัก โคลนถล่ม เสาไฟฟ้าและต้นไม้โค่นล้ม สะพานพังเสียหาย รวมทั้งหลังคาบ้านเรือนถูกพัดหายไปในหลายจังหวัดของเกาะลูซอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 24 คน สูญหาย 3 คน ก่อนอ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อน และพัดลงสู่ทะเลมุ่งหน้าประเทศจีน

ทั้งนี้ พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดคือพื้นที่หลายจังหวัดบนภูเขา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากการถูกก้อนหินขนาดใหญ่หล่นทับ ขณะที่เรือข้ามฟากระหว่างเกาะลูซอนและเกาะใกล้เคียงยังถูกระงับไว้.
 
*************************************************************************************

เร่งเพิ่มแก้มลิง รับสนองพระราชดำริ กทม.ขยับสร้าง11จุด
 
รัฐบาลน้อมรับพระราชดำริในหลวง โครงการแก้มลิง ส่งกระทรวงเกษตรฯ ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน บริการจัดการน้ำให้ประเทศเข้มแข็ง ส่วนกทม.สนองพระราชดำริ เตรียมแผนสร้างโครงการแก้มลิงเพิ่มอีก 11 แห่ง หลังจากมีอยู่แล้ว 21 แห่ง กักเก็บน้ำไว้ได้ 12.74 ล้านลูกบาศก์เมตร ผู้ว่าฯกทม. สั่งทุกเขต หาพื้นที่ว่างทำแก้มลิงขนาดเล็ก พักน้ำก่อนระบายต่อ เตรียมพร้อมซ่อมอุปกรณ์ให้ทันใช้งานช่วงฝนตกหนัก คาดเดือนส.ค.-พ.ย.นี้ มีพายุเข้า เน้นแก้ไขจุดน้ำท่วม 263 แห่งทั่วกทม.แล้ว

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการระบบการบริหารจัดการน้ำท่วม หรือที่เรียกว่าแก้มลิง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯด้วยการสร้างให้มีโครงการแก้มลิง ในการรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนที่จะมาถึงในเร็ว ๆ นี้นั้น เมื่อวันที่ 8 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงานหลาย กระทรวง การบริหารจัดการน้ำ ถือเป็นเป้าหมายสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศไทยเข้มแข็ง
 
“รัฐบาลน้อมรับพระราชดำรัส และตรวจสอบดูในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ที่มีความเป็นไปได้ในแง่ของพื้นที่ ผู้สื่อข่าวถามว่าเท่าที่ได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมใน กทม.น่าเป็นห่วงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้มีการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งสภาวะอากาศและเรื่องของน้ำอยู่ตลอดเวลา ซึ่ง กทม.ก็มีความพร้อมรับมืออยู่” นายกรัฐมนตรี กล่าว
 
นายประกอบ จิรกิติ รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยว่า สำหรับการทำโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริ ในพื้นที่มีการตระหนักถึงการแก้ปัญหาและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสร้างแก้มลิงในพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปัจจุบันมีแก้มลิงในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งสิ้น 21 แห่ง สามารถกักเก็บน้ำได้ 12.74 ล้านลูกบาศก์เมตร และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพิ่มอีก 11 แห่ง
 
นายประกอบ เผยอีกว่า นอกจากนี้ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ได้สั่งการให้ทั้ง 50 สำนักงานเขต ทำการสำรวจหาพื้น  ที่ว่างที่สามารถทำเป็นแก้มลิงขนาดเล็ก เพื่อพัก  น้ำฝนที่ตกลงมาจำนวนมากก่อนระบายลงสู่แม่   น้ำไม่ให้เกิดการท่วมขังในพื้นที่ รวมทั้งได้เตรียมบังคับใช้กฎหมายในการให้หมู่บ้านจัดสรร สร้างแก้มลิงหรือที่พักน้ำ เป็นของตนเองเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาด้วย
 
“ในสัปดาห์หน้าท่านจูมมะลี ไซยะสอน ประธานประเทศลาว จะเดินทางมาประเทศไทย ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ซึ่ง กทม.ในฐานะเจ้าบ้านจะมีพิธีการมอบกุญแจเมืองให้แก่ท่านด้วย ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯร่วมด้วย นอกจากนี้ท่านประธานประเทศลาว ซึ่งมีความชื่นชมในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะติดตามดูงานโครงการในพระราชดำริต่าง ๆ ของพระองค์ โดยจะมีการเยี่ยมชมโครงการแก้มลิง ในพื้นที่บึงรับน้ำหนองบอน พื้นที่เขตประเวศด้วย” รองผู้ว่าฯกทม. กล่าว
 
นายประกอบ กล่าวต่อว่า ในส่วนการป้องกันน้ำท่วมขณะนี้ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือสำหรับช่วงหน้าฝนปีนี้ โดยมีการรายงานสภาพอากาศและสภาวะฝนเปรียบเทียบ ซึ่งจากการรายงานที่ผ่านมาพบว่ามีฝนต้นฤดูตกลงมา เมื่อ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณมากเป็นประวัติการณ์ในพื้นที่สถานีวัดน้ำฝนอุทยานเบญจสิริ 358 มม.   ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังหลายจุด ทั้งนี้กรมอุตุ  นิยมวิทยาคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 2-3 ลูก แล้วเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนาม เข้าสู่ประเทศไทยตอนบนเดือน ส.ค.-ก.ย. หรือเคลื่อนตัวผ่านอ่าวไทยเข้าสู่ภาคใต้ เดือน ต.ค.-พ.ย.นี้
 
รองผู้ว่าฯ กล่าวอีกว่า ด้านการเตรียมพร้อมในพื้นที่ กทม.มีการทำความสะอาดท่อระบายน้ำความยาว 3,811 กิโลเมตร จากทั้งหมด 5,792 กิโลเมตร ส่วนจุดอ่อนน้ำท่วม 263 จุด ใน 50 เขต เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ได้เตรียมกระสอบทราย 1.2 ล้านใบ เพื่อวางเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและริมคลองต่าง ๆ รวมทั้งเปิดทางน้ำไหลคูคลอง 1,071 แห่ง ความยาว 1,450,623 เมตร การขุดลอกคูคลอง 67 แห่ง ความยาว 84,529 เมตร จากทั้งหมด 103 คลอง ความยาว  135,535 เมตร
 
“ส่วนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 730 เครื่อง ขณะนี้ซ่อมบำรุงเพื่อใช้งานเกือบ 100% แล้ว นอกนั้นยังเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมในหน่วยปฏิบัติการเร่งด่วน BEST เครื่องจักรกล อุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมแล้ว และสถานีสูบน้ำทั้งหมด 150 สถานี ขณะนี้มีการซ่อมบำรุงเครื่องสูบน้ำ เพื่อรองรับระบบสูบน้ำเกือบสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในช่วงฤดูฝนนี้จะมีการเดินเครื่องสูบน้ำเต็มที่” นายประกอบ กล่าว 
 
รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กทม.ได้ลดระดับน้ำในคลองให้อยู่ที่ -0.90 ถึง -0.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง   และหากคาดว่าจะรักษาระดับน้ำไว้ที่ -1.00 ถึง-0.90 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับปริมาตรความจุในการรองรับน้ำฝนได้ ทั้งนี้ปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่หากปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ไม่เกิน 60 มิลลิเมตร/ชั่วโมง จะสามารถระบายน้ำได้ไม่เกิดการท่วม ขัง แต่หากปริมาณน้ำฝนตกเกินกว่านั้นจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งในการระบายออกจาก  พื้นที่.
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.014 วินาที กับ 19 คำสั่ง