กระดานข่าว Save Our Sea.net
พฤศจิกายน 29, 2025, 08:37:53 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: บอร์ดนี้อ่านได้อย่างเดียว ต้องการตั้งกระทู้ใหม่กรุณาใช้งานบอร์ดใหม่ที่
http://www.saveoursea.net/forums/index.php
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 18   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วิกฤต : โลกร้อน (2)  (อ่าน 156721 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #150 เมื่อ: กันยายน 12, 2007, 12:38:31 AM »


ภูเขาน้ำแข็งเหมยหลี่ละลายผลกระทบจากโลกร้อน



       ซินหัวเน็ต – นักอุตุนิยมวิทยาออกมาเตือนว่า อีก 80 ปีข้างหน้า สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจีนอย่างภูเขาหิมะเหม่ยหลี่ จะไม่มีหิมะให้ได้ยลอีกต่อไป ถ้าหากภาวะโลกร้อนยังคงคุกคาม
       
       ภูเขาหิมะเหมยหลี่หรือชาวทิเบตเรียกว่า "ภูเขาแห่งเทพ" เมื่อ 30 ปีก่อน ได้รับการขนานนาม เป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก ภูเขาหิมะเหมยหลี่มียอดภูเขารวมอยู่ทั้งหมด 13 ยอด ซึ่งยอดที่สวยที่สุดคือ Kagbo ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 6740 เมตร แต่ละปีประชาชนชาวทิเบต เสฉวน ชิงไห่ และ กันซู่จะมากราบไว้สักการะที่วัดฉี่ว์เติงก้ง และวัดกุ่นหม๋าติ่ง ซึ่งอยู่บริเวณตีนเขา
       
       เหมยหลี่เป็นภูเขาหิมะที่น่าอัศจรรย์ใจแก่นักปีนเขาที่มาพบเห็นเป็นเวลานับทศวรรษ แต่จากการศึกษาในรอบสิบปีพบว่าภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อภูมิประเทศของ ภูเขาเหมยหลี่ ภูเขาป๋ายหมาง และภูเขาฮาปา


รูปเปรียบเทียบก่อนที่น้ำแข็งละลาย
       
       ด้านนายหลิวเจียซุนรองหัวหน้ากรมอุตุนิยมวิทยาเขตการปกครองตนเองตี๋ชิ่ง มณฑลหยุนนาน ยังกล่าวอีกด้วยว่าธารน้ำแข็งระดับต่ำสุดอย่างหมิงหย่ง ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของยอดเขา Kagbo ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนของหยุนนานและเขตการปกครองตนเองทิเบต ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่ผ่านมาได้ละลายไปแล้วอย่างน้อย 40 เมตร นับเป็นธารน้ำแข็งที่ละลายตัวเร็วกว่าที่อื่นๆในจีน
       
       โดยการละลายของธารน้ำแข็งจะส่งผลให้น้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูก เกิดการพังทลายของหน้าดิน ขณะเดียวกันก็จะเกิดความแห้งแล้งทำให้แม่น้ำเหือดแห้ง นำมาสู่ความแห้งแล้ง ซึ่งผลพวงจากการที่น้ำแข็งละลายและแหล่งน้ำแห้งเหือดนี้ยังได้ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำตอนล่างด้วย
 


จาก         :             ผู้จัดการออนไลน์    วันที่ 12 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #151 เมื่อ: กันยายน 12, 2007, 12:51:22 AM »


หมีขาวจะหายไปพร้อมน้ำแข็งในสิ้นคริสตศตวรรษนี้


หมีขาวเหยื่อโลกร้อนที่จะกำลังจะสูญพันธุ์ในสิ้นศตวรรษนี้ ทั้งนี้หมีในภาพเป็นหมีในเขตอนุรักษ์ที่แหลมเชอร์ชิลล์ แคนาดา (Credit:Ansgar Walk)

เอเยนซี - USGS ระบุว่าผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อนจะทำให้ 2 ใน 3 ของหมีขั้วโลกหายไปพร้อมกับน้ำแข็งในขั้วโลกก่อนปี 2593 และสูญพันธุ์เมื่อสิ้นคริสตศตวรรษนี้
       
       หน่วยงานภูมิศาสตร์สำรวจของสหรัฐ (U.S. Geological Survey: USGS) ออกมาระบุว่าหมีขั้วโลกซึ่งอยู่บนโลกมากว่า 40,000 ปีกำลังจะสูญพันธุ์จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอันเป็นผลจากโลกร้อน โดยก่อนปี 2593 หมีขั้วโลกจำนวน 2 ใน 3 จะหายไปพร้อมกับน้ำแข็ง โดยประเมินว่าหมีขั้วโลกราว 16,000 ตัวซึ่งอาศัยอยู่บนน้ำแข็งในเกาะอาร์กติกทางตอนเหนือของแคนาดาและชายฝั่งตะวันตกของกรีนแลนด์จะมีอยู่รอดถึงสิ้นคริสตศตวรรษนี้


ประชากรหมีกำลังตกอยู่ในอันตราย ซึ่งชะตากรรมของหมีในภาพซึ่งอยู่ที่ชายฝั่งทะเลบิวฟอร์ท มลรัฐอะลาสกา สหรัฐฯ แขวนอยู่บนน้ำแข็งที่เหลือน้อยเต็มที (Credit: US Fish and Wildlife Service)
       
       อีกทั้งในช่วงครึ่งคริสตศตวรรษนี้ 42% ของหมีขาวในมลรัฐอะลาสกา สหรัฐอเมริกาและรัสเซียจะหายไปพร้อมกับชายฝั่งน้ำแข็งที่สิ่งมีชีวิตขั้วโลกเหนือนี้จำเป็นต้องอาศัยในการล่าเหยื่อและผสมพันธุ์ ทั้งนี้หมีขั้วโลกอาศัยแผ่นน้ำแข็งในทะเลเป็นสถานที่ล่าแมวน้ำซึ่งเป็นอาหารหลักของพวกมัน เนื่องจากนักล่าขั้วโลกไล่จับแมวน้ำในแผ่นดินหรือน่านน้ำเปิดได้ยากเย็น
       
       หมีขั้วโลกอาศัยอยู่บนโลกมาราว 40,000 ปี โดยมีช่วงอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 30-40 ปี ซึ่งสหภาพเพื่อการอนุรักษ์โลก (World Conservation Union) อันมีฐานปฎิบัติการอยู่ในเมืองแกลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ได้ประมาณว่ามีประชากรหมีขั้วโลกในอาร์กติกอยู่ 20,000-25,000 ตัว และกำลังตกอยุ่ในภาวะเสี่ยงจากปัญหาน้ำแข็งละลาย ปัญหามลพิษ ปัญหาจากการพัฒนาและการท่องเที่ยว



จาก         :             ผู้จัดการออนไลน์    วันที่ 12 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #152 เมื่อ: กันยายน 14, 2007, 01:17:16 AM »


โลกร้อนจุดเปลี่ยน"เที่ยวไทย"
 

 
ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Inconvenient Truth ของอัล กอร์ ได้สร้างความจริงอันเจ็บปวด ที่เหมือนกับชื่อเรื่องให้กับชาวโลกรับรู้และตระหนักว่า โลกที่พวกเขาอยู่ทุกวันนี้ไม่ปกติอีกต่อไป

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หลายคนโทษว่าภาวะโลกร้อนนี้ เกิดจากการที่มนุษย์ใช้สารเคมี และรถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางมากเกินไป ชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้ก่อให้เกิดสารคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาล และนานพอที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติบนโลกมนุษย์

ผลกระทบจากวิกฤตินี้ กระจายไปทุกภูมิภาคทั่วโลกและทุกภาคอุตสาหกรรม

ในความเป็นจริง พลังงาน คือ ปัจจัยหลักที่สร้างก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อการขาดความสมดุลตามธรรมชาติระหว่างรังสีจากแสงอาทิตย์ที่เข้ามา และรังสีที่ออกจากโลก

การท่องเที่ยวก็เป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกี่ยวข้องกับการเดินทาง ทั้งทางอากาศ ทางถนน หรือแม้กระทั่งทางน้ำ ซึ่งทั้งหมดล้วนใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้น

“การท่องเที่ยวไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างภาวะโลกร้อนที่สำคัญ” อรุณศรี ศรีเมฆานนท์ ศาสตรานิติ" ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความเป็นจริงที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้กระทำต่อโลกอย่างไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้ตระหนักถึงผลเสียที่ตามมา

นอกจากการใช้พลังงานจากการขนส่ง เดินทางแล้ว การเข้าพักในโรงแรมของนักท่องเที่ยวยังก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกอีกทางหนึ่งด้วย การพักค้างคืนในห้องปรับอากาศของโรงแรม เมื่อกระทำซ้ำๆกันในปริมาณมหาศาล ก็กลายเป็นอีกตัวการหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวสร้างมลพิษอยู่ในระดับเดียวกับอุตสาหกรรมหนัก

ไม่นับรวมกับขยะและของเสียจำนวนมาก ซึ่งบรรดาสิ่งปฏิกูลที่เกิดขึ้นเป็นที่มาของก๊าซมีเทน

ปริมาณนักท่องเที่ยวในเมืองไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนหลายสิบล้านคน จึงเปรียบเหมือนเป็นเครื่องจักรที่ผลิตก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่

ภาพของผลกระทบที่เกิดขึ้นในเมืองไทย อาจยังไม่ชัดเจนนักเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะทะเลสาบของแทนซาเนีย สถานที่ท่องเที่ยวหลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในแอฟริกาที่กำลังแห้งเหือด ส่วนในยุโรป ฤดูเล่นสกีในเทือกเขาแอลป์จะสั้นลงเมื่อหิมะตกน้อยลง

สำหรับทะเล ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ที่รุนแรงขึ้น เป็นผลให้ฤดูกาลท่องเที่ยวแถบทะเลอันดามันสั้นลง เกิดน้ำท่วมในจำนวนที่ถี่ขึ้น ที่สำคัญระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ส่งผลต่อการกัดเซาะของชายหาด ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่ชายหาดไทยหายไปเกือบ 100 ตารางกิโลเมตรต่อปี จากพื้นที่ชายหาดความยาวทั้งหมด 2,000 กิโลเมตร

คลื่นใต้น้ำทวีความรุนแรงจนพัดพากระแสน้ำเย็นเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ทำให้ปลาจำนวนมากตายบริเวณเกาะลันตา เมื่อปีที่ผ่านมา

ส่วนภูเขาบริเวณภาคเหนือ ปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มมากขึ้น นำพาภัยพิบัติของน้ำมาด้วย แม้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของแต่ละจังหวัดจะยังไม่สูงขึ้น แต่วันที่อากาศร้อนก็ยาวนานขึ้น ตัวอย่างเช่น จังหวัดเชียงราย แต่ก่อนมีวันอากาศร้อนเพียงร้อยกว่าวันต่อปี ปัจจุบันเพิ่มเป็นสองร้อยกว่าวันต่อปี ซึ่งแน่นอนเมื่ออากาศร้อนขึ้นย่อมส่งผลต่อการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จังหวัดที่ขายความหนาวเย็น จะมีฤดูกาลท่องเที่ยวที่สั้นลง เหลือเพียงสามเดือนต่อปีเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงหายนะที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่เคยสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศตลอดระยะเวลา 40 ปี

เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ทางกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดทำนโยบายเชิงรุกการท่องเที่ยววิถีไทย ต้านภัยโลกร้อน ด้วยแคมเปญ Low Emission Tourism Thai

กลยุทธ์หลัก คือการใช้โครงการจัดระดับโรงแรมภายใต้โครงการใบไม้เขียว (Green Leaf) ซึ่งมีสมาชิกเป็นกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ททั่วประเทศที่มีมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์ของมูลนิธิใบไม้เขียว เป็นโรงแรมระดับ 3-5 ดาว จำนวน 150 แห่ง เพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน เช่น ยุโรปและอเมริกา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนปฏิบัติการรณรงค์พันธมิตรกลุ่มเป้าหมายใหม่อีก 3 กลุ่มที่นอกเหนือจากกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ท ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกต่างชาติในไทยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้หันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติ กลุ่มระบบบริการขนส่งตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ให้หันมาเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย

และสุดท้ายคือ กลุ่มนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ นำร่องจากตลาดหลักในยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมายังเมืองไทยแต่ละปีรวมกันกว่า 3 ล้านคน และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งเป็นแกนหลักของตลาดโลกในการผลักดันการลดภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.นั้น ได้รับมือภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยแบ่งการทำงานออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ คือ ฝ่ายวางแผน ฝ่ายการตลาด และฝ่ายประชาสัมพันธ์

หน้าที่หลักของฝ่ายวางแผน คือ การให้ความรู้ทางวิชาการ ผ่านการจัดเสวนา โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ผ่านมาได้จัดมาแล้วจำนวนทั้งสิ้น 3 ครั้งในเมืองท่องเที่ยวหลัก

เริ่มต้นที่จังหวัดภูเก็ตกับประเด็นผลกระทบโลกร้อนต่อการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลไทย จากนั้นจึงย้ายมาจัดที่จังหวัดเชียงราย เน้นประเด็นผลกระทบโลกร้อนต่อแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

ล่าสุดที่กรุงเทพฯ ในหัวข้อ ผลกระทบโลกร้อนต่อภาวะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายของการจัดเสวนาที่เน้นให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวนั้น เพื่อรณรงค์ให้ผู้ประกอบการทั้งหลายเห็นความสำคัญและร่วมมือกับทางททท.ในการปรับกิจการของตนเองให้เกิดผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลกน้อยที่สุด

ก่อนที่จะประกาศต่อโลกอย่างเป็นทางการว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเมืองไทยนั้นเต็มไปด้วยความสะอาด และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของฝ่ายการตลาดนั้น ปัจจุบันกำลังโปรโมทโครงการคาราวานอะเมซิ่ง เดอะเวิลด์ อะเมซิ่งไทยแลนด์ ซึ่งเป็นรายการที่ทางททท.ร่วมมือกับภาคเอกชน จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันท่องเที่ยวโลก วันท่องเที่ยวไทย และยังเป็นคาราวานท่องเที่ยว ปลูกป่า ลดภาวะโลกร้อน ตามเส้นทางที่มีโครงการพระราชดำริทั้งหมด 4 เส้นทาง ประกอบด้วย

ปลูกป่าคืนวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวนา “บ้านหนองบัวขาว” จังหวัดกาญจนบุรี ปลูกป่าแนวกันชนเขาใหญ่ ปราจีนบุรี นครนายก ปลูกป่าชายเลนแหลมผักเบี้ย และเส้นทางอนุรักษ์เพาะพันธุ์เต่าทะเลระยอง ชลบุรี

นอกจากนี้ยังมีแคมเปญรณรงค์ “เก็บเมืองไทย ให้สวยงาม” ที่ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบ ในการปลุกกระแสให้คนไทยร่วมแรงร่วมใจที่จะรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้สะอาดขึ้นด้วยมือของตนเอง ช่วยกันอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวให้สวยงามทุกแห่ง ทุกที่ ทุกภูมิภาค ซึ่งจะเป็นสิ่งดึงดูดให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างถูกต้องจริงจัง

โครงการ “เก็บเมืองไทย ให้สวยงาม” เป็นโครงการสำคัญ ที่จะกระตุ้นและสร้างกระแสให้คนไทยทั่วประเทศเดินทางท่องเที่ยว และให้การท่องเที่ยวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

อีกทั้งยังมุ่งสร้างความตื่นตัว และจิตสำนึกด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้เกิดขึ้นกับคนในท้องถิ่น การเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับนักท่องเที่ยว

และเป็นเครื่องเตือนใจให้นักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึงการรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้สวยงามและยั่งยืนตลอดไป
 
 

จาก         :             กรุงเทพธุรกิจ    วันที่ 14 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #153 เมื่อ: กันยายน 16, 2007, 12:40:38 AM »


วันโอโซนสากล รณรงค์งด"ซีเอฟซี"


 
ตามที่องค์การสหประชาชาติ ประกาศให้วันที่ 16 ก.ย.ของทุกปีเป็น "วันโอโซนสากล" และขอให้ภาคีสมาชิก 191 ประเทศทั่วโลก จัดกิจกรรมอันเนื่องด้วยการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน เป็นชั้นบรรยากาศโลกที่มีคุณประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างมาก เพราะทำหน้าที่ดูดซับรังสีต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต อาทิ รังสียูวี ที่ทำให้มนุษย์เป็นมะเร็งผิวหนัง โรคตาต้อกระจก และช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

ในปีนี้ถือเป็นปีพิเศษครบรอบ 20 ปี ของการก่อตั้งพิธีสารมอนทรีออล ที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่างข้อกำหนดและมีมาตรการเพื่อยับยั้งการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ภายใต้อนุสัญญาเวียนนา ร่างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2530 ที่นครมอนทรีออล ประเทศแคนาดา

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศภาคีสมาชิก โดยมีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบดำเนินงานตามพันธกรณีพิธีสารมอนทรีออล ว่าด้วยการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน
 


โดยจัดกิจกรรมรณรงค์ชวนคนไทยร่วมกันลดการใช้ "สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน" หรือ "สารซีเอฟซี" (CFCs) ที่มีองค์ประกอบพื้นฐาน อย่าง คลอรีน ฟลูออรีน หรือโบรมีน มีศักยภาพทำปฏิกิริยากับโมเลกุลโอโซนที่อยู่ในชั้นบรรยากาศให้เกิดการแตกตัว

หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน

นายอดิศร นภาวรานนท์ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา จากความร่วมมือของประเทศภาคีสมาชิก ทำให้สามารถลดการปล่อยสารซีเอฟซีทั่วโลกได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์

สารซีเอฟซีส่วนใหญ่เป็นสารทำความเย็นต่างๆ ยังคงมีใช้กันอยู่ในภาคอุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์บางอย่าง เช่น น้ำยาแอร์รถยนต์ แอร์บ้าน ตู้เย็น ตู้แช่ ห้องเย็น ผลิตภัณฑ์ขึ้นรูปโฟม สารเฮลอน ที่ใช้เป็นสารดับเพลิง สารเมทิลคลอโรฟอร์ม ที่ใช้ทำความสะอาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สารคาร์บอนเตตระคลอโรด์ ใช้เป็นสารทดสอบในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และสารเมทิลโบรไมด์ ใช้ฆ่าแมลงกำจัดศัตรูพืช หรือพวกกระป๋องสเปรย์ต่างๆ
 


ทางกรมโรงงานยังขอความร่วมมือประชาชนทั่วไป และหน่วยงานราชการให้เลิก หรือหลีกเลี่ยงการใช้สารซีเอฟซี เช่น น้ำยาทำความเย็นในระบบปรับอากาศรถยนต์ ที่ผลิตในรถยนต์รุ่นใหม่หลังปี พ.ศ.2538 มาใช้น้ำยาแอร์ตัวใหม่ ที่ใช้เป็นสารทดแทน รวมทั้งช่วยกันรณรงค์ให้เลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน โดยเฉพาะสารซีเอฟซี ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ หันมาใช้สารทดแทน คือสารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือเอชซีเอฟซี

"ซีเอฟซีส่วนใหญ่จะอยู่ในตู้เย็นรุ่นเก่า หรือแอร์เก่า สารตัวนี้เป็นของเหลวที่อยู่ในสภาวะความดัน และออกมาโดยการผ่านวาล์วกลายเป็นไอ หากไม่รั่วซึมก็จะอยู่ในวงจร ถ้ารั่วซึมขึ้นมาก็ออกสู่บรรยากาศจะเป็นอันตรายต่อโอโซน" รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าว

นอกจากนี้ ในข้อตกลงยังกำหนดว่า ในปี 2553 จะยกเลิกการนำเข้าสารทำลายโอโซน หรือซีเอฟซี โดยสมบูรณ์ แต่ถ้ายังมีอุปกรณ์บางอย่างที่ยังใช้สารซีเอฟซีอยู่ จะอนุญาตให้ใช้แบบหมุนเวียน และเชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน

นายอดิศร กล่าวต่อว่า เนื่องจากกรมโรงงานได้เงินสนับสนุนจากการเป็นประเทศภาคีสมาชิกจำนวนกว่า 55 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในประเทศ ในการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการดำเนินการลดการทำลายโอโซน รวมทั้งสิ้น 103 โครงการแล้ว

โดยทุกคนสามารถช่วยรักษาโอโซนได้ เช่น เวลาซ่อมแอร์ พยายามเลือกร้านมีเครื่องหมายที่สามารถดูด หรือเก็บกักสารได้ หรืออุปกรณ์เครื่องหมายที่มีสัญลักษณ์ Non CFCs หรือมั่นตรวจเช็กระบบแอร์รถยนต์ในอู่ที่ได้มาตรฐาน หรือการดูแลแอร์บ้านก็เช่นกัน ด้วยการหมั่นล้างทำความสะอาดก็จะช่วยได้มาก

ถ้ามีข้อมูลและส่งสัยเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ส่วนอนุรักษ์โอโซน กรมโรงงานอุตสาหกรรม 0-2202-4228 คิดก่อนที่จะใช้ ใส่ใจก่อนที่จะซื้อ จะช่วยให้โอโซนปลอดภัยได้



จาก         :             ข่าวสด    วันที่ 16 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #154 เมื่อ: กันยายน 19, 2007, 12:55:51 AM »


น้ำแข็งขั้วโลกหดเปิดเส้นทางเดินเรือตะวันตก


"โลกร้อน" ทำให้ไม่ได้ต้องขุดเจาะเส้นทางเดินเรือ เพราะน้ำแข็งละลายเอง ทั้งที่เป็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอันน่าเป็นห่วง แต่ชาติยักษ์ต่างแย่งสิทธิที่จะได้ใช้ประโยชน์บนเส้นทางดังกล่าว

บีบีซีนิวส์/เอเยนซี - อีซาเผยภาพถ่ายดาวเทียมแสดงน้ำแข็งขั้วโลกบริเวณตอนเหนือแคนาดา อะลาสกาและกรีนแลนด์หดตัวต่ำสุดเปิดโอกาสเส้นทางเดินเรือฝั่งตะวันตกสำหรับฤดูร้อน
       
       องค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยภาพถ่ายดาวเทียมเอนไวแซท (Envisat satellite) แสดงน้ำแข็งขั้วโลกหดตัวต่ำสุดในรอบ 30 ปี เปิดเส้นทางเดินเรือฝั่งตะวันตกผ่านตอนเหนือของแคนาดา รัฐอะลาสกา สหรัฐอเมริกาและกรีนแลนด์ในช่วงฤดูร้อน และย่นเส้นเดินทางจากยุโรปไปเอเชียผ่านคลองปานามาได้หลายพันกิโลเมตร โดยในอดีตเส้นทางดังกล่าวซึ่งเชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกนั้นปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดทั้งปี
       
       นับแต่มีการเฝ้าสังเกตน้ำแข็งมาตั้งแต่ปี 2521 อีซาระบุว่าเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้เห็นการหดตัวของน้ำแข็ง แต่สำหรับปีนี้ได้หดตัวสุดขีดและจะทำให้เส้นทางเดินเรือเปิดกว้างอย่างสมบูรณ์ หากแต่ยังไม่ทราบว่าเมื่อไหร่เส้นทางฝั่งตะวันตกจะเปิดตัวโดยสมบูรณ์ ขณะที่เส้นทางเดินเรือฝั่งตะวันออกซึ่งผ่านทางรัสเซียก็ปรากฏการหดตัวเช่นกันและยังคงเหลือเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ยังขวางกั้นการเดินทางอยู่
       
       "เราได้เห็นพื้นที่ซึ่งมีน้ำแข็งปกคลุมหดตัวราว 3 ล้านตารางกิโลเมตร โดยในช่วงปี 2548 - 2549 ลดลงถึงราว 1 ล้านตารางกิโลเมตรเมตร ทั้งนี้ในช่วง 10 ปีก่อนหน้านั้นน้ำแข็งลดลงเฉลี่ยราวปีละ 100,000 ตารางกิโลเมตร ดังนั้นการลดลงถึง 1 ล้านตารางกิโลเมตรภายใน 1 ปีจึงเข้าขั้นวิกฤต" ลีฟ ทูดัล ปีเดอร์สัน (Leif Toudal Pedersen) จากศูนย์อวกาศแห่งสวีเดน (Danish National Space Centre) กล่าว พร้อมชี้ว่าสัญญาณดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าน้ำแข็งในฤดูร้อนจะหายไปเร็วกว่าที่คาดกันไว้


ภาพแสดงเส้นทางเดินเรือบริเวณขั้วโลกเหนือ โดยบริเวณวงกลมกลางภาพคือนอร์ธโพล ส่วนเส้นสีส้มคือเส้นทางเดินเรือฝั่งตะวันตกที่ผ่านอาณาเขตของแคนาดา และเส้นสีฟ้าคือเส้นทางเดินเรือฝั่งตะวันออกที่ผ่านบริเวณชายฝั่งรัสเซีย
       
       หลักฐานทางภาพถ่ายดาวเทียมดังกล่าวยังยังนำไปเชื่อโยงกับภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาด โดยอีซาได้อ้างถึงคาดการณ์ของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งองค์การสหประชาชาติ (ไอพีซีซี) ที่ทำนายไว้ว่า ในฤดูร้อนของปี 2613 พื้นที่บริเวณขั้วโลกจะปราศจากน้ำแข็งเนื่องอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับการหายไปของทะเลน้ำแข็ง
       
       อย่างไรก็ดีการเปิดเส้นทางเดินทะเลจากภาวะอากาศครั้งนี้ได้นำไปสู่การถกเถียงระหว่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางด้านแคนาดาอ้างสิทธิเต็มที่เหนือเส้นทางเดินเรือฝั่งตะวันตกที่ผ่านอาณาเขตของประเทศซึ่งสามารถลากเส้นผ่านบริเวณดังกล่าวได้ แต่การอ้างดังกล่าวก็ได้รับการโต้เถียงจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปซึ่งแย้งว่า เส้นทางใหม่นั้นควรจะเป็นประโยชน์ของนานาชาติที่ใครจะเดินเรือผ่านก็ได้
       
       ขณะเดียวกันรัสเซีย นอร์เวย์ เดนมาร์ก แคนาดาและสหรัฐฯ ต่างก็แข่งขันในการเรียกร้องสิทธิบริเวณอาร์กติกอย่างร้อนแรงขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา เมื่อรัสเซียส่งเรือดำน้ำขนาดเล็กเพื่อวางแผนที่จะปักธงชาติใต้จุดนอร์ธโพล (North Pole) ส่วนสหรัฐฯ ก็ศึกษาพบว่า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในโลกถึง 25% ที่ยังไม่ได้รับการค้นพบนั้นอยู่ที่บริเวณดังกล่าว


ภาพรอยแยกของน้ำแข็งบนเส้นทางเดินเรือฝั่งตะวันตกในปี 2550 นี้
       
       ส่วนนักสิ่งแวดล้อมก็กลัวว่าการเพิ่มขึ้นของคมนาคมทางทะเลและความพยายามในการขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว อาจนำไปสู่การรั่วของน้ำมันและทำอันตรายของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่นั้นได้ในวันใดวันหนึ่ง
       
       เคลส์ แรกเนอร์ (Claes Ragner) นักวิจัยจากสถาบันฟริดท์จอฟแนนเซน ( Fridtjof Nansen Institute) ของนอร์เวย์ซึ่งทำงานเกี่ยวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเมืองบริเวณอาร์กติกกล่าวว่า สำหรับปัจจุบันเส้นทางที่เปิดใหม่นี้เป็นเพียงสัญลักษณ์ที่หมายถึงการขนส่งทางทะเลในอนาคต โดยสามารถลดเส้นทางระหว่างแถบสแกนดิเนเวียและญี่ปุ่นได้ครึ่งหนึ่ง และเส้นทางขนส่งที่สั้นลงหมายถึงการปล่อยมลพิษที่น้อยกว่า
       
       "แม้เส้นทางกำลังเปิดและน้ำแข็งยังคงละลายต่อเนื่อง แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เส้นทางดังกล่าวจะกลายเป็นเส้นทางที่ใช้ได้โดยปกติ มันไม่ได้ปราศจากน้ำแข็งตลอดปีและไม่เป็นเส้นทางที่คงอยู่ตลอดปี คำขอที่สำคัญสุดสำหรับการขนส่งทางทะเลคือเส้นทางที่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและมั่นคง แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายไม่ดีสำหรับโลกที่เรากำลังสูญเสียอาร์กติกและสิ่งมีชีวิตที่นั่น" แรกเนอร์กล่าว



จาก         :             ผู้จัดการออนไลน์    วันที่ 19 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #155 เมื่อ: กันยายน 20, 2007, 12:47:32 AM »


ก.ทรัพย์นำประกาศ "ทิศทางไทยสู้ภัยโลกร้อน”


นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงทรัพฯ ประกาศทิศทางไทยสู้ภัยโลกร้อน แจงเล็งเห็นปัญหาผลกระทบไร้พรมแดนและศักยภาพไทยในการเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เห็นพ้องเดินตามหลัก “พอเพียง” แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
       
       หลังการระดมความคิดจากภาคส่วนต่างๆ ในสัมมนาทิศทางประเทศไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประกาศ “ทิศทางไทยสู้ภัยโลกร้อน” เพื่อให้ทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินนโยบายและแนวปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว
       
       “ก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการใช้พลังงาน ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมคือต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อน กอปรกับป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกถูกทำลายจึงเร่งให้เกิดสภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้น แม้ไทยมิใช่ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลกและไม่มีพันธะบนเวทีโลกที่จะต้องลดก๊าซเรือนกระจก แต่ไทยก็ไทยก็เห็นความสำคัญของผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอันเป้นปํญหาไร้พรมแดน” นายเกษมแจกแจง


โลกสวยด้วยมือหนู - นักเรียน ม.ปลายซึ่งเขาร่วมกิจกรรมสัมมนารับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอวดลูกโลกจากปูนปลาสเตอร์ที่เธอระบายสีเอง
       
       ทั้งนี้แนวนโยบายและแนวปฏิบัติตามประกาศ “ทิศทางไทยสู้ภัยโลกร้อน” มีดังนี้
       
       ด้านนโยบาย
       ประเทศไทยจะส่งเสริมและสนับสนุนด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่นำไปสู่การวิจัยและพัฒนาการใช้พลังงานสะอาด

       การสร้างความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้น การเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกและการสร้างองค์ความรู้ให้กับเยาวชนและประชาชนเพื่อให้ตระหนักและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน และจะดำเนินการตามยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2550-2554
       
       ด้านปฏิบัติ
       ประเทศไทยจะดำเนินการโดยอาศัยหลักการพอเพียงในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมและภาคป่าไม้และพื้นที่สีเขียว โดย
       
       ภาคพลังงาน
      จะเพิ่มสัดส่วนของการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด ในการผลิตกระแสไฟฟ้า และภาคการคมนาคมขนส่งจะส่งเสริมการประหยัดพลังงานและลดสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ อีกทั้งจะดำเนินการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจและภาคประชาชน
       
       ภาคอุตสาหกรรม
       จะร่วมมือในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการส่งเสริมการผลิตและการประกอบอุตสาหกรรมด้วยการใช้เทคโนโลยีสะอาดและทันสมัย การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมให้ลดการใช้สารที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการใช้มาตรฐานสากลว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นแนวทางปฏฺบัติ
       
       ภาคเกษตรกรรม
       จะดำเนินการตามแผนบรรเทาภาวะโลกร้อนด้านการเกษตร พ.ศ.2550-2554 ซึ่งจะมีการสร้างองค์ความรู้อย่างบูรณาการ และการกำหนดทางเลือกในการปรับตัวต่อผลกระทบและทางเลือกในการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวจะยึดถือแนวปฏิบัติเกษตรอินทรีย์เป็นสำคัญ
       
       ภาคป่าไม้และพื้นที่สีเขียว
       จะเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกด้วยการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง โดยดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริด้านป่าไม้ รวมทั้งจะดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูตามมาตรการอื่นๆ มุ่งเน้นการปลูกป่าและรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชนเมือง



จาก         :             ผู้จัดการออนไลน์    วันที่ 20 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #156 เมื่อ: กันยายน 21, 2007, 12:49:01 AM »


โลกร้อนกระทบทรัพยากรชายฝั่ง เน้นพอเพียงสู่ชุมชน       โดย   อ.สุจิณณา กรรณสูต

หลายองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้กล่าวถึงความรุนแรงของปัญหาภาวะโลกร้อนว่าอาจมีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น ณ เวลานี้ ทุกคนไม่ควรละเลยความสำคัญของปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะผลกระทบโลกร้อนอาจเพิ่มปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ซึ่งมีสาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ และจากธรรมชาติ อาจมีความรุนแรงและเกิดขึ้นรวดเร็วมากขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

ภาวะโลกร้อนสามารถเป็นปัจจัยเสริมความรุนแรงของสาเหตุจากธรรมชาติที่ก่อให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เนื่องจากผลกระทบภาวะโลกร้อนทำให้เกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศโลก และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เหล่านี้ส่งผลให้พายุและคลื่นที่พัดเข้าหาชายฝั่งทะเลมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น และมีการเปลี่ยนทิศทาง ทำให้เกิดการกัดเซาะรุนแรงจนสูญเสียเนื้อที่ชายฝั่งและเกิดแผ่นดินทรุดตัวตามแนวชายฝั่งเพิ่มขึ้น ทำให้ชุมชนต้องอพยพย้ายที่อยู่อาศัย และรัฐต้องเสียงบประมาณป้องกันปัญหาดังกล่าวเพิ่มขึ้น

หลายประเทศมีสภาพปัญหาที่ใกล้เคียงกันเกี่ยวกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลดังกล่าว เช่น ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา มีการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลลุกล้ำเข้าสู่ปากแม่น้ำและท่วมชายฝั่ง รวมทั้งการลดลงของชายหาดในหลายแห่ง ดังนั้น สถาบัน Institute of Science and Public Affairs แห่ง Florida State University จึงได้ทำการศึกษา ในปี 2007 เพื่อคาดการณ์การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2080 ในบริเวณรอบ Florida Peninsula พบว่า แนวโน้มความสัมพันธ์ของช่วงเวลาและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็นเส้นตรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเพิ่มขึ้นของระดับก๊าซเรือนกระจก การศึกษานี้ทำให้ทราบแนวทางการวางแผนทางเศรษฐศาสตร์ และการป้องกันในอนาคต นอกจากนั้น จากการรายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ในปี 2007 เช่นกัน พบว่า ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยระดับน้ำทะเลทั่วโลก ประมาณ 25% ซึ่งหมายถึงระดับน้ำในมหาสมุทรอาจเพิ่มขึ้นถึงระดับ 80 เซนติเมตร ในปี 2100 ข้างหน้า นอกจากนั้น ยังพบว่ามีความถี่และความรุนแรงของพายุเพิ่มขึ้นด้วย รวมทั้งชายฝั่งถูกน้ำท่วมในหลายแห่ง โดยเฉพาะทางแถบเมือง Cairn และแถบตะวันออกเฉียงใต้รัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย

ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีความยาวค่อนข้างมาก กล่าวคือ ฝั่งอ่าวไทย มีความยาวชายฝั่งตลอดแนว 1,878 กิโลเมตร และชายฝั่งทะเลอันดามัน 937 กิโลเมตร (จากข้อมูล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) โดยตลอดทั้งสองแนวชายฝั่งมีทรัพยากรทางทะเลหลากหลายชนิด ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ มากมาย อาทิ การท่องเที่ยว การทำประมงชายฝั่ง การคมนาคมทางน้ำ หากเกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มขึ้นก็อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจตามมา ดังนั้น ประเทศไทยและทุกประเทศต้องร่วมมือกันวางแผนป้องกันทั้งในระยะสั้น และระยะยาว เพราะการไหลเวียนของกระแสน้ำทะเลและมวลอากาศของโลกมีการเชื่อมโยงถึงกันอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ทางแก้ไขโลกร้อนควรยึดการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย จึงเป็นวิถีทางในการแก้ไขสาเหตุของภาวะโลกร้อนและการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ไปพร้อมกันแบบบูรณาการ อาทิ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ เมื่อมีการใช้ไม้ในป่าต้องมีการปลูกทดแทนและการเก็บเกี่ยวประโยชน์จากป่าในอาชีพอย่างพอประมาณ การประหยัดพลังงานและการหาวิธีผลิตพลังงานแบบพึ่งพาตนเอง การลดปริมาณขยะด้วยการบริโภคอย่างพอเหมาะและใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็น รวมทั้งการหาวิธีการกำจัดขยะให้เกิดประสิทธิภาพและลดการเกิดมลพิษ ตลอดจนศึกษาวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของภาวะโลกร้อนจากแหล่งต่างๆ อย่างเหมาะสม และไม่เกิดผลกระทบต่อชุมชนตามทิศทางกระแสโลก

จากข้อมูลของ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) พบว่า มีเทน เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่ 2 รองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่า ดินในนาข้าวมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทน ประมาณ 15-20% ของปริมาณมีเทนที่ปลดปล่อยสู่บรรยากาศ ทั้งนี้จากรายงานการวิจัย ปี 2007 ของภาควิชา Geosciences แห่ง University of Wisconsin และภาควิชา Civil and Environmental Engineering แห่ง Princeton University สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาแบบจำลองระบบและแนวทางการลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนาข้าว โดยเริ่มศึกษาตัวรับอิเล็กตรอนบางชนิดในดินที่มีสภาพน้ำท่วมขัง อาทิ ออกซิเจน ไนเตรต (NO3) ธาตุแมงกานีสในรูป Mn(IV) ธาตุเหล็กในรูป Fe(III) และสารซัลเฟต (SO4) และมีตัวให้อิเล็กตรอน คือ อะซิเตต (Acetate) และธาตุไฮโดรเจน ซึ่งได้จากการย่อยสลายอินทรียวัตถุ โดยตัวรับและตัวให้อิเล็กตรอนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอน (electron transfer processes) ของปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดก๊าซมีเทนในแปลงนา รวมทั้งการทดสอบผลของการใช้ปุ๋ยและการระบายน้ำในพื้นที่ต่อการปลดปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนา และศึกษาผลของอุณหภูมิต่อกระบวนการแพร่และจลนศาสตร์ของปฏิกิริยา (reaction kinetic) ซึ่งทดสอบทั้งภาคปฏิบัติการและแปลงนาจริง รวมทั้งศึกษาการปลดปล่อยสารอินทรีย์คาร์บอนจากราก (exudation) และการปลดปล่อยออกซิเจนจากรากของต้นข้าว และชีวมวลรากของต้นข้าว การเจริญเติบโตของต้นข้าว การกระจายของอินทรีย์คาร์บอนในดิน อาการของโรคในรากพืช การลดลงของปริมาณก๊าซ เพื่อนำข้อมูลการศึกษาดังกล่าวมาประเมินการปลดปล่อยก๊าซมีเทนในแปลงนาที่ปลูกในเมือง Chongqing และ Sichuan ของประเทศจีน ชี้ให้เห็นว่าการปลดปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนาข้าวพันธุ์ลูกผสมมีมากกว่าพันธุ์พื้นเมือง (ลักษณะต้นสูง) ในระยะต้นกล้า และการปลดปล่อยก๊าซมีเทนช่วงระยะต้นกล้ามีมากกว่าช่วงฤดูการปลูกข้าว และพบว่าเมื่อใส่ปุ๋ยไนเตรต อัตรา 64 kg N/ha สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึง 7% และเหล็ก (Fe) และแมงกานีส (Mn) ในรูป oxidized forms ที่พบในช่วงที่ระบายน้ำขังในแปลงนาก่อนฤดูการปลูกสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนได้ ประมาณ 8-10% และการระบายน้ำขังในแปลงนา 1 สัปดาห์ ในช่วงฤดูกาลปลูกสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึง ประมาณ 22-23% เทคนิคนี้นอกจากเป็นการลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนแล้ว ยังเป็นการรักษาระดับน้ำที่เหมาะสมในแปลงนาและเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ความพอเพียงในการดำเนินชีวิตเป็นทางแก้ไขสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี แต่ควรกระทำอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากตนเอง ครอบครัว ชุมชนหรือหมู่บ้าน จนถึงประเทศชาติ ผนวกกับการคิดหาเทคนิควิธีการตามศักยภาพให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประเทศ ก็จะทำให้ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างมั่นคงตลอดไป



จาก         :             สถาบันวิจัยและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  กรมประมง    วันที่ 15 กันยายน 2550
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 22, 2007, 12:44:22 AM โดย สายน้ำ » บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #157 เมื่อ: กันยายน 22, 2007, 12:52:43 AM »


แผนแม่บท 5 ประการ คนไทยร่วมพิทักษ์โลก


 
โลกของเราเคยอบอุ่นขึ้นเพราะก๊าชเรือนกระจกซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลของไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และโอโซน แต่ปัจจุบันโลกของเรากำลังจะร้อนเกินไปสำหรับสิ่งมีชีวิต! 

ปัจจุบันกิจกรรมของมนุษย์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะภาคพลังงานมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด 56% รองมาเป็นภาคเกษตรกรรม 24% ภาคป่าไม้และการใช้ที่ดิน 7% ภาคของเสีย 8% และภาคอุตสาหกรรม 5%

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมจึงถูกมองว่ามีการปล่อย"ก๊าซมีเทน" มากในอันดับต้นๆมีนักวิชาการทำวิจัยพบว่านาข้าวก็มีส่วนทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนเช่นกัน

"ในปริมาณก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม 24% นาข้าวมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 60% มีการพูดถึงก๊าซมีเทนในนาข้าวกันมาก เพราะก๊าซมีเทนจะดูดซับความร้อนในชั้นบรรยากาศมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่นาข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อความอยู่รอด หากมีความจำเป็นต้องลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าวจริงๆ ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อผลผลิต เพราะข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย" รศ.ดร.สิรินทรเทพเต้าประยูร ประธานสายสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผู้ทำการวิจัยเรื่องนาข้าวกับสภาวะโลกร้อนแนะนำ 



แม้นาข้าวจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงในอันดับต้นๆทว่า รศ.ดร.สิรินทรเทพ มองว่าควรให้ความสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานจะดีกว่า แต่ถ้าหากภาคเกษตรกรรมจะช่วยลดก๊าซมีเทนจากนาข้าวก็สามารถทำได้ เช่น ระบายน้ำออกจากแปลงนาช่วงที่ต้นข้าวกำลังออกรวง เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการปล่อยก๊าซมีเทนมากที่สุด จากนั้นจึงสูบน้ำกลับเข้านาภายใน 3 วัน จะช่วยลดก๊าซมีเทนได้ 30-40%

อย่างไรก็ตามการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ยังมุ่งเน้นการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลัก เช่น การมีส่วนร่วมลดสภาวะโลกร้อนของ กทม.มีการรณรงค์ปิดไฟที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ 15 นาทีเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส และไม่เปิดแสตนด์บายเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

กทม.จึงเป็นหน่วยงานต้นๆที่ร่วมปลุกกระแสให้คน กทม.ตระหนักถึงสภาวะโลกร้อน ด้วยการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ในปฏิญญากรุงเทพมหานคร 



หลังร่วมลงนามในปฏิญญากรุงเทพมหานครกทม.กำหนดแผนแม่บทเอาไว้ 5 ปี ระหว่างปี 2550-2554 ดำเนินการลดสภาวะโลกร้อน 5 ประการ คือ 1.ระบบขนส่งมวลชน เนื่องจากมีก๊าซเรือนกระจกจากส่วนนี้ 30% 2.พลังงานทางเลือก เพราะ กทม.บริโภคพลังงานมากที่สุดในประเทศรวม 40% 3.อาคารประหยัดพลังงาน รณรงค์ใช้หลอดประหยัดไฟ เปิดเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส เป็นต้น 4.ลดขยะและน้ำเสียบ่อเกิดก๊าซมีเทน และ 5.ปลูกต้นไม้ เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

"ในแผน 5 ปี มีการตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 15% ปกติกทม.ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 82 ล้านตันต่อปี เราต้องการให้คน กทม.รับรู้ข่าวสารต่างๆ ที่เป็นต้นเหตุของสภาวะโลกร้อน และทุกคนร่วมลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีง่ายๆ แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อย่างเช่น การดับไฟเพียงแค่ 15 นาที เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ช่วยประหยัดไฟฟ้าถึง 500 เมกะวัตต์" นิคมไวยรัชพานิช ผอ.สำนักสิ่งแวดล้อมกทม.กล่าว

ปัจจุบันทุกวันที่9 ของทุกเดือน คน กทม.จะได้เรียนรู้วิธีลดสภาวะโลกร้อนง่ายๆ เช่น ปิดไฟที่ไม่ใช้ประโยชน์ 15 นาที(พ.ค.) เปลี่ยนหลอดไส้เป็นหลอดตะเกียบ (มิ.ย.) จอดรถดับเครื่องยนต์ (ก.ค.) ปลูกต้นไม้ (ส.ค.) ใช้ถุงผ้าลดใช้ถุงพลาสติก (ก.ย.) เรียนรู้การคัดแยกขยะ(ต.ค.) ขี่จักรยานประหยัดพลังงาน (พ.ย.) และเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาน้ำเสีย โดยจะมีนิทรรศการเกี่ยวกับ "กังหันชัยพัฒนา" ที่สวนหลวงร.9 (ธ.ค.) 



นอกจากนี้กทม.ยังร่วมกับธนาคารโลก นำโครงการรถบีอาร์ทีและการลดขยะ เพื่อเข้าร่วมแลกเปลี่ยนคาร์บอนไฟแนนซ์ซึ่งคล้ายๆ กับโครงการขายคาร์บอนเครดิตนั่นเอง

ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังเดินหน้าทำโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ ซีดีเอ็ม (CDM) ตามสนธิสัญญาพิธีสารเกียวโตล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติจัดตั้ง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(อบก.) เมื่อวันที่6 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อบริหารจัดการเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก ตลาดซื้อ-ขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก การพิจารณาอนุมัติโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดรวมถึงการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก และยังช่วยสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

"อบก.จะทำงานด้านการรับรองโครงการซีดีเอ็ม จากเดิมการอนุมัติโครงการแต่ละโครงการต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ตอนนี้ อบก.สามารถพิจราณาโครงการที่ค้างอยู่ 20 โครงการได้แล้ว"ประเสริฐสุขจามรมาน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุ

แต่สำหรับดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งองค์การมหาชนเข้ามาบริหารจัดการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้มีหน่วยงานที่เป็นผู้นำการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ แต่เรื่องโครงการซีดีเอ็มเรายังตามหลังอยู่ เพราะทำตามข้อตกลงพิธีสารเกียวโต ขณะที่พิธีสารเกียวโตก็กำลังจะหมดอายุแล้วอาจมีข้อตกลงใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก

ดร.อานนท์มองถึงแนวทางการการลดก๊าซเรือนกระจกในส่วนของเมืองไทย ไม่ควรออกเป็นกฎหมายบังคับ หรือกำหนดให้มีการลดก๊าซเรือนกระจก แต่ควรมีการกำหนดลงในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยอาจเริ่มต้นที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก่อน การวางแผนพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ ต้องแผนลดสภาวะโลกร้อนอยู่ด้วย

แม้สิ่งที่กทม.คนเมือง และคนไทยทั่วประเทศกำลังทำอยู่ เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ไม่มาก แต่อย่างน้อยวันนี้ทุกคนก็เริ่มหันมาตื่นตัวกับกระแสโลกร้อนกันมากขึ้น


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ปฏิญญากรุงเทพมหานคร


- ลดการใช้พลังงานใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกกิจกรรม ในภาคการผลิตและการบริโภค เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนน้อยที่สุด

- ส่งเสริมสนับสนุนบทบาทของเยาวชนชุมชน ธุรกิจ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ และปัจเจกบุคคลให้มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดสภาวพโลกร้อน

- สนับสนุนและส่งเสริมวิถีชีวิตบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นการป้องกัน เตรียมตัว และปรับตัวสู้กับสภาวะโลกร้อน

- ให้การสนับสนุนส่งเสริม และร่วมกิจกรรมที่จะทำให้เกิดการดูดซับก๊าซเรือนกระจก ด้วยการปลูกต้นไม้ยืนต้นอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง

- ส่งเสริมให้มีกิจกรรมการลดและป้องกันภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลและให้ความรู้สู่การปฏิบัติทุกโอกาส


 

จาก         :             คม ชัด ลึก    วันที่ 21 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
frappe
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1114



« ตอบ #158 เมื่อ: กันยายน 22, 2007, 07:55:49 AM »

วันนี้ได้ฟังข่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นลำดับต้นๆ ,ลำดับที่ 31 จากทุกประเทศทั่วโลกอ่ะค่ะ
แล้วก้อเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการสูญพันธ์ของพืชและสัตว์เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน...
ฟังแล้ว... 
บันทึกการเข้า

มีใจเป็นมิตร มีจิตเป็นเพื่อน
สายชล
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8186


Saaychol


« ตอบ #159 เมื่อ: กันยายน 22, 2007, 12:39:03 PM »

....ได้อ่านแล้วอยากกร้องไห้ดังๆจังค่ะน้องเป้เป้.....
บันทึกการเข้า

Saaychol
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #160 เมื่อ: กันยายน 23, 2007, 11:53:34 PM »


50 ปี พื้นที่ กทม.หาย เหตุวิกฤติโลกร้อน เขตติดทะเลจมน้ำ
 
นักวิชาการฟันธงอีกไม่เกิน 50 ปี กรุงเทพฯ มีสิทธิจมน้ำถาวรอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ขานรับแนวคิด "สมิทธิ์" สร้างเขื่อนแสนล้านกั้นเจ้าพระยาสองฝั่ง เสนอย้ายเมืองหลวง ปรับถนนที่น้ำท่วมทุกปีเป็นเส้นทางเดินเรือ ให้ช่วงน้ำท่วมเป็นวันหยุด ขณะที่ปราชญ์ชาวบ้านให้ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ ด้วยการสร้างบ้านใต้ถุนสูงดีกว่า

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของชาติ อย่าง กทม.ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังตลอดทุกปี ประกอบกับปัญหาการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากสภาวะโลกร้อน ทำให้นักวิชาการหลายคนเสนอแนวคิดสร้างเขื่อนกั้นสองฝั่งเจ้าพระยา-อ่าวไทย มูลค่ากว่าแสนล้านบาทช่วยป้องกันน้ำท่วมในอนาคตได้หลังจากที่ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการอำนวยการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านอุตุนิยมวิทยา อ้างถึงรายงานจากสหประชาชาติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ระบุว่าอีกประมาณ 15 ปี น้ำจะท่วม กทม.รัฐบาลควรมีการลงทุนสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำพระยาทั้งสองฝั่ง ความยาวด้านละ 100 กิโลเมตร และมีความสูง 3-4 เมตร ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 1 แสนล้านบาท

 ด้าน ศ.เกียรติคุณ ฉลอง เกิดพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญการบริหารและพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ปรึกษาบริษัท แม็คโคร คอนซัลแต็นท์ จำกัด และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอว่า การป้องกันน้ำท่วม กทม.น่าจะมีการศึกษาถึงการสร้างเขื่อนกั้นปากแม่น้ำตั้งแต่ จ.เพชรบุรีไปจนถึง จ.ชลบุรี ซึ่งตัวเขื่อนจะมีความยาว 90 กิโลเมตร มีความสูง 38 เมตร และอยู่ห่างจากชายฝั่ง 40 กิโลเมตร เพื่อระบายน้ำและเก็บกักน้ำเหนือที่ไหลบ่ามาตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะลดปัญหาน้ำทะเลหนุนและน้ำทะเลลงเพียงแค่วันละ 5- 6 ชั่วโมงเท่านั้น โดยจะมีการสร้างประตูน้ำเปิด-ปิด เพื่อให้เรือประมงผ่านเข้าออกได้ คาดว่าใช้งบประมาณแสนล้านบาท นอกจากนี้ ผลพลอยได้จากการสร้างเขื่อนกั้นปากแม่น้ำอาจจะผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทะเลขึ้นลง แถมยังช่วยป้องกันน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนในอนาคตอีกด้วย

 "ผมว่าน่าจะมีการศึกษาความเป็นไปได้ของการสร้างเขื่อนกั้นปากแม่น้ำจาก จ.เพชรบุรีไปถึง จ.ชลบุรี หรือแก้มลิงปากแม่น้ำ เพราะหากว่ามีเขื่อนกั้นปากแม่น้ำแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนหรือแก้มลิงบนบก เพราะบางทีน้ำก็อาจจะไปท่วมที่ทำกินของชาวบ้าน นอกจากนี้ การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำที่อ่าวไทยอาจจะผลิตไฟฟ้าจากน้ำขึ้นน้ำลงได้อีกด้วย หากการศึกษาเบื้องต้นเห็นว่าโครงการนี้ไม่เหมาะสมก็ค่อยยกเลิกโครงการไป" ศ.เกียรติคุณ ฉลอง กล่าว

  นายสุรจิต ชิรเวทย์ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม และเจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียวปี 2549 กล่าวถึงแนวคิดการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมว่า พื้นที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นพื้นที่น้ำเหนือไหลผ่านอยู่แล้ว ซึ่งน้ำหลากลงมาสร้างประโยชน์ให้วิถีชาวเกษตรและประมง เพราะมีธาตุตะกอนอาหารสร้างความสมบูรณ์ให้พืชและสัตว์ทะเล แถมยังควบคุมปริมาณมด-ปลวก แต่ปัจจุบันคนไทยกำลังลืมรากเหง้าและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยอยู่กันอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ

 "อย่าไปต่อสู้กับธรรมชาติให้สิ้นเปลืองเงิน แต่ควรอยู่อย่างเป็นมิตรกับระบบน้ำหลาก มาสร้างบ้านที่ใต้ถุนสูงดีกว่า ขณะที่ กทม. สมุทรปราการ สมุทรสาคร เจอปัญหาแผ่นดินทรุดปีละ 3-5 ซม. เขื่อนกั้นลำน้ำก็ทรุดด้วย การแก้ปัญหาก็ไม่รู้จักจบสิ้น ส่วนการสร้างเขื่อนกลางทะเลยิ่งสร้างผลกระทบตามมาอีกมากมาย ขณะนี้เมืองไทยมีเขื่อนกว่าพันแห่งก็ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมได้เลย" นายสุรจิต กล่าว

ขณะที่ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า โดยปกติทุกปีและในอดีตน้ำก็ท่วมพื้นที่ กทม.บางส่วนอยู่แล้ว หากจะกล่าวถึงน้ำท่วม กทม.แบบถาวรทั้ง 365 วัน คาดว่าคงไม่ใช่ใน 8-10 ปีข้างหน้านี้ แต่คาดว่าน่าจะอีก 50-80 ปีข้างหน้า อาจเกิดน้ำท่วมพื้นที่ กทม. บางส่วนอย่างถาวร โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ติดกับชายทะเล จึงควรมีแผนในการป้องกันน้ำท่วมชั่วคราวและน้ำท่วมถาวรได้แล้ว

 ดร.อานนท์ กล่าวอีกว่า การสร้างเขื่อนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นทางออกหนึ่งที่พยายามต่อสู้ แต่ไม่ใช่ตัวเลือกเพียงข้อเดียว ควรใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน อย่างการวางแผนหนีหรืออพยพเมืองหลวงไปอยู่ที่อื่น ซึ่งพื้นที่ กทม.อาจใช้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนได้ แต่ไม่ควรจะเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ อาจย้ายเมืองหลวงไปอยู่พิษณุโลกหรือลพบุรีก็แล้วแต่ ควรเริ่มต้นวางแผนกันแต่เนิ่นๆ เพราะเราไม่สามารถย้ายเมืองหลวงได้อย่างรวดเร็วเหมือนประเทศพม่า และอยากให้ดูตัวอย่างความล่าช้าในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ

 "เราเหลือเวลาอีก 50 ปี ซึ่งไม่ได้ยาวนานมากนัก ในการเตรียมรับมือป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ต้องมีการปรับตัวเปลี่ยนถนนหรือเส้นทางที่น้ำท่วมทุกปีเป็นเส้นทางเรือ หรือให้ช่วงที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปีเป็นช่วงวันหยุดประจำปี ซึ่งการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม กทม.ต้องร่วมกันคิดทุกๆ หน่วยงาน และไม่ควรเป็นการตัดสินใจของใครเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่การเป็นการแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วม" ดร.อานนท์ กล่าวทิ้งท้าย
 


จาก         :             คม ชัด ลึก    วันที่ 24 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #161 เมื่อ: กันยายน 25, 2007, 12:43:22 AM »


ผงะน้ำแข็งทะเล"อาร์กติก"หดลดวูบ!

   
 
บีบีซีรายงานว่า ศูนย์เก็บข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (NSIDC) เปิดผลการศึกษาล่าสุดพร้อมแสดงภาพดาวเทียมที่ฟ้องว่า ปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก มีระดับต่ำที่สุดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2550 คิดเป็นพื้นที่ 4.13 ล้านตารางกิโลเมตร น้อยกว่าสถิติที่ต่ำสุดเมื่อปี 2548 ที่บันทึกไว้ 5.32 ล้านตารางกิโลเมตร สถานการณ์ดังกล่าวเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ก่อขึ้นโดยฝีมือมนุษย์

นายมาร์ก เซอร์เรเซ นักวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์ NSIDC กล่าวว่า สถิติเดิมเมื่อปี 2548 ทำให้เราตกใจอยู่แล้ว มาเจอสถิติใหม่นี้ ยิ่งมึนเข้าไปอีก เราไม่เคยเห็นพื้นที่ทะเลน้ำแข็งหดเหลือน้อยได้ขนาดนี้ในช่วงฤดูร้อน ส่อเค้าว่าปริมาณน้ำแข็งในทะเลมีแนวโน้มจะลดน้อยลงไปถึงขั้นเหือดหาย ตอนนี้จะรอดูว่า สถานการณ์ในช่วงฤดูหนาวจะดีขึ้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ เมื่อปี 2549 มีคณะนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐพยากรณ์ ทะเลอาร์กติกจะไร้น้ำแข็งสิ้นเชิงในปี 2583



จาก         :             ข่าวสด    วันที่ 25 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #162 เมื่อ: กันยายน 27, 2007, 12:44:39 AM »


ประชุม 'โลกร้อน' ยูเอ็นลุ้นผ่าทางตันข้อตกลงฉบับใหม่


บันคีมุน

      เอเอฟพี - เลขายูเอ็นเผยสัญญาณหลังประชุมสุดยอดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้นำทั่วโลกต่างต้องการให้มีการเจรจาแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่อินโดนีเซีย ปลายปีนี้
       
       บันคีมุน (Ban Ki-moon) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยว่า การประชุมซัมมิตเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยูเอ็นเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ส่งสัญญาณชัดเจนว่าผู้นำทั่วโลกต่างเรียกร้องให้การเจรจาที่บาหลี ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม ผ่าทางตันไปได้ด้วยดี
       
       "การประชุมครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณทางการเมืองอันทรงพลังให้โลก และการประชุมที่บาหลี ว่า มีความตั้งใจและมุ่งมั่นในระดับสูงสุด ที่จะตัดขาดจากอดีตและลงมือปฏิบัติอย่างแน่วแน่" บันกล่าว
       
       เขาบอกว่า การประชุมเมื่อวันที่ 24 ก.ย.เป็น "เหตุการณ์สำคัญอันเป็นหลักหมายอย่างแท้จริง"
       
       การประชุมในวันที่ 3 ถึง 14 ธ.ค. ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย มีขึ้นเพื่อวางโรดแม็ปสำหรับการเจรจาปูทางไปสู่ข้อตกลงเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนฉบับใหม่ หลังจากที่พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) จะหมดอายุลงตอนสิ้นปี 2012
       
       "ตอนนี้ผมเชื่อแล้วว่า เรามีเจตจำนงทางการเมืองเป็นส่วนใหญ่ที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ" เลขาธิการยูเอ็นระบุ
       
       การประชุมซัมมิตมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมราว 150 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนั้น กว่า 80 ประเทศ ส่งตัวแทนระดับผู้นำรัฐหรือผู้นำรัฐบาลมาร่วมประชุม ทำให้การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมเรื่องโลกร้อนระดับอาวุโสที่สุดในประวัติศาสตร์ของยูเอ็นเลยทีเดียว
       
       อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อให้คำมั่นหรือเจรจากันแต่อย่างใด แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ขึ้นไปอยู่ในระดับต้นของวาระทางการเมือง และกำจัดอุปสรรคทางการทูตบางประการที่รายล้อมการประชุมที่บาหลีอยู่
       
       "ผมได้ทราบว่า ผู้นำทั่วโลกยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นจริง และก็เกิดจากฝีมือของมนุษย์เสียเป็นส่วนใหญ่" บันกล่าวสรุปถึงสุนทรพจน์จากที่ประชุม
       
       "คำบอกเล่าของผู้นำประเทศที่เสี่ยงภัยมากที่สุด โดยเฉพาะรัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะเล็กๆ ชี้ให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน"
       
       บันเล่าคร่าวๆ ว่ามีบางเรื่องได้ทำการตกลงร่วมกันอย่างกว้างๆไปแล้ว แต่ก็ยอมรับว่ามีบางเรื่องที่ยังเห็นขัดแย้งกันอยู่
       
       เรื่องขัดแย้งก็เช่นว่าควรจะมีเป้าหมายระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือไม่
       
       ด้านประเทศในยุโรปก็เรียกร้องเมื่อวันจันทร์ให้ทั่วโลกตั้งเป้าหมายตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2050 เทียบจากมาตรวัดปี 1990 และจำกัดอุณหภูมิให้เพิ่มไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อจำกัดวงความเสียหายที่จะเกิดต่อระบบภูมิอากาศของโลก
       
       ฮิลลารี เบนน์ (Hilary Benn) รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ก็เรียกร้องให้สหรัฐฯเลิกคัดค้านการให้คำมั่นซึ่งมีผลพูกผันเรื่องตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
       
       "พวกเราทุกประเทศ รวมถึงประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง สหรัฐฯ (ต้อง)ตั้งเป้าหมายการลดก๊าซอย่างมีผลผูกพัน คิดไม่ออกเลยว่า จะหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอันตรายได้อย่างไร ถ้าเรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นเสียที" เบนน์กล่าวกับผู้สื่อข่าว
       
       นิโกลา ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวว่า "ประเทศพัฒนาและประเทศที่ปล่อยก๊าซมหาศาลทุกประเทศ ต้องปฏิบัติตามเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซให้ได้อย่างน้อย 50% ตั้งแต่ตอนนี้ถึงปี 2050"
       
       "การปฏิบัติร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น ชะตาของแต่ละประเทศเกี่ยวโยงกับชะตาของทุกประเทศอื่น ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นสิ่งสำคัญ คนยากจนจะเป็นเหยื่อรายแรกจากความเห็นแก่ตัวของพวกเรา"
       
       ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว แต่ก็ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับเลขาธิการยูเอ็นและผู้นำที่เข้าร่วมประชุม
       
       "ในฐานะที่เป็นประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่และเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกยักษ์ใหญ่ด้วย สหรัฐฯจึงให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างจริงจังมาก" คอนโดลีซซา ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯกล่าว พร้อมระบุถึงโครงการริเริ่มของสหรัฐฯที่มุ่งส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานที่สะอาดยิ่งขึ้น
       
       ขณะเดียวกัน ประเทศกำลังพัฒนาก็บอกว่า ภาระตัดลดการปล่อยก๊าซหลังจากปี 2012 เป็นของประเทศร่ำรวย และไม่ใช่ให้ประเทศยากจนลงนามตัดลดมลพิษอย่างมีผลผูกพัน เพราะสิ่งนี้อาจขัดขวางไม่ให้พวกเขาหลุดพ้นออกจากความยากจนได้



จาก         :             ผู้จัดการออนไลน์     วันที่ 27 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #163 เมื่อ: กันยายน 30, 2007, 12:04:29 AM »


'ราชินี'ทรงให้ช่วย แก้วิกฤติโลกร้อน
 
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ได้แก่ นางศศิณี ภัททิยกุล ภรรยาปลัดกระทรวงกลาโหม นำคณะสมาคมภรรยาข้าราชการ สมาคมแม่บ้านกองบัญชาการทหารสูงสุด สมาคมแม่บ้านทหารบก สมาคมภริยาทหารเรือ สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยและภัยธรรมชาติ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสนี้ทรงมีพระราชดำรัสแก่คณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ความว่า 

“ที่มานี่เพื่อต้องการสร้างงานให้คนที่ประสบภัยพิบัติไม่รู้จะทำอย่างไร หมายความไร่นา ล้มหมด ก็เลยสอนเขาว่า ทางเหนือเป็นพื้นที่สูง ปล่อยให้คนโลภไปตัดไม้ขาย ซึ่งความจริงป่าเป็นทรัพยากรของคนไทย ของรัฐบาล นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมกันก่อน อันนี้ประเทศไทย อันนี้ฉันบอกท่านนายกฯสุรยุทธ์ว่ามีทางมั้ย ที่จะมีกฎหมายอะไรที่เรียกว่า ให้กลัวในการตัดป่าและส่งไปขายที่โน่นที่นี่ บังเอิญบ้านเรามีไม้สัก ไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้อะไร ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งและขายได้ดีซะด้วย พี่แกก็ตัดป่าเป็นว่าเล่น อันนี้ เมื่อตัดป่าในที่สูงอย่างทางเหนือ ก็ไม่คิดว่าถ้ามีพายุ มีภัยพิบัติ แรงมาก ฝนตกอย่างแรงก็ได้ต้นไม้ แต่ละต้น ต้นใหญ่จะดูดน้ำออกไปเก็บไว้ใต้ต้นไม้ นี่หมดแล้วไม่มีเลย เพราะฉะนั้น น้ำหล่นมาจากเขาสูง ลงมาทำลายบ้านเมือง ทำลายบ้านของชาวบ้าน ทำลายชีวิต ส่วนที่จะตัด เขาก็ซ่อนเอาไว้ว่าจะออกมาเซ็งลี้ ดินก็ถล่มเพราะว่าไม่มีอะไรจะยึดดินเอาไว้แล้ว ธรรมดามีต้นไม้ใหญ่ พอฝนตกมาก เขาจะดูดน้ำฝนลงไปใต้ดิน ใต้ต้นไม้ใหญ่ ลองเราตัดต้นไม้ใหญ่แล้ว น้ำเต็ม ทีนี้เราทำลายป่าทุกที่ด้วยความละโมบ ประชาชนไทยก็เกิดมากขึ้นๆ แบบว่า ต่อไปนี้ฝรั่งเขาเตือน ต่อไปนี้โลกจะขาดน้ำรับประทาน คือฝนตกก็ตกไปเลย หายไปลงทะเลไปเลย ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ที่จะคอยเอาน้ำไว้ใต้ดินให้พวกเราได้ใช้ พอตกก็ท่วมเลย พัดออกมาหมด กระแทกทีก็หลุดที เป็นอันว่าหายไปหมด สิ่งที่คุณอยู่ดูแลแผ่นดินไทย ตอนนี้ไม่ได้ซะแล้ว สูดแต่สารเคมีต่างๆที่กรุงเทพฯ ตอนนี้รู้สึกในอากาศ มีอะไรต่ออะไรแยะ สารเคมี และโลกร้อนนี่ไม่ใช่อะไร ฉันได้อ่านติดตามตลอด โลกร้อนคือว่า ทั่วโลกเลยเวลานี้สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เต็มไปหมด ท่อไอเสียของรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ทั่วโลก ทำให้ธรรมดาโลกเรามีบรรยากาศหุ้ม แสงพระอาทิตย์เข้ามา ก็เข้ามาบางกว่าธรรมดา บรรยากาศหุ้มอยู่ เดี๋ยวนี้บรรยากาศทึบแล้วขาดๆ รอยขาดไม่ใหญ่เท่ากับทวีปยุโรป เพราะฉะนั้น ตอนนี้ เราได้รับแสงพระอาทิตย์โดยตรง ไม่มีอะไรหุ้มห่อที่จะป้องกันโดยตรง และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เราสร้างขึ้นเยอะ รถยนต์ต่างๆ รถมอเตอร์ไซค์ต่างๆ ยิ่งมีอะไรต่ออะไรเยอะขึ้นที่สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จนกระทั่งโลกมันแย่

ทีนี้ ต่างประเทศได้แต่หันหน้าหากันว่าต่อไปนี้เราจะพยายามใช้รถยนต์ให้น้อย หมายความว่าใครมีความจำเป็นใช้รถยนต์ก็ใช้ไป ในอาทิตย์หนึ่งจะใช้รถยนต์สักเท่าไร ที่จะป้องกันให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีมาจากรถทั่วโลก ที่มีมาจากรถที่เราใช้ ทั่วโลกคิดกัน อย่างเนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่คิดก่อนเพื่อน ทำอย่างไรจะใช้รถยนต์ต่อเมื่อจำเป็น และในอาทิตย์หนึ่งอาจจะเสาร์-อาทิตย์ พยายามขี่จักรยานหรืออย่างที่ทางเหนือ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ชอบใช้รถเทียมด้วยม้า มีรถม้า และพาคนเข้าไปในป่าไปดูป่า สบายๆ วิ่งสบาย เขาพยายามทั่วโลก พยายามที่จะคิดป้องกัน อย่างนักวิชาการพูดว่า อย่างจันทบุรีตัดซะเกลี้ยง สิ่งที่ทำให้เกิดความชื้น ทำให้มีฝน ทำลายด้วยความโลภไม่เข้าใจเหรอ นี่เขาก็เตือน เพราะคนเกิดมากขึ้น แต่น้ำจืดน้อยกว่าน้ำเค็ม น้อยมาก ช่วยกันรักษาน้ำจืดเอาไว้ น้ำที่กินได้ น้ำจืด หมายถึงอย่างเมืองไทยไม่มีแหล่งน้ำเลย ฝรั่งบอกแหล่งน้ำของป่า ที่หน้าฝนตกทีต้นไม้ใหญ่ที่เก็บน้ำฝนไว้ใต้ดิน ที่เรียกว่าน้ำบาดาลเก็บไว้ใสแจ๋ว แต่เดี๋ยวนี้เราตัดป่า พอฝนลงมาปุ๊บดินก็ถล่ม ไม้ที่ขโมยตัดก็พุ่งลงมาจากที่สูงทับบ้านทับเรือนไปหมด ท่านทั้งหลายเป็นคนที่มีความรู้ ช่วยกันต่อไป ช่วยกันรักษาน้ำจืด เราจะได้ไม่ต้องไปซื้อจากประเทศอื่น”

 
 
จาก         :             ไทยรัฐ     วันที่ 30 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
สายน้ำ
Moderator
คุณคือสุดยอดรับไปเลย5ดาว
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4627



« ตอบ #164 เมื่อ: กันยายน 30, 2007, 12:58:08 AM »


โกยเถอะโยม!... 'โลกร้อน..น้ำมา ป่าหมด'               

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในการสัมมนาวิชาการเรื่อง  "วิกฤติโลกร้อน : ความไม่พร้อมของประเทศไทย" ว่า ให้ความสนใจกับผลกระทบโลกร้อนต่อทรัพยากรทางทะเลเป็นพิเศษ  เพราะส่งผลกระทบต่อสภาพของทะเลและทรัพยากรในทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม แบ่งผลกระทบออกเป็น  4  กลุ่ม  คือ  ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและความเป็นกรดของน้ำทะเล ผลจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของน้ำทะเล ผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระบบลมและลักษณะอากาศและผลจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แม้วันนี้ผลกระทบยังเกิดขึ้นไม่มาก  แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าผลในอนาคตจะมีความรุนแรงมากขึ้นในอัตราก้าวหน้า พราะการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมมนุษย์ยังจะเป็นแบบนี้ไปอีกอย่างน้อยหลายสิบปี

เรื่องการเพิ่มขึ้นของน้ำในมหาสุมทรโลกนั้น ทะเลไทยทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันเชื่อมต่ออยู่กับมหาสมุทร ซึ่งระดับน้ำในมหาสมุทรจะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากสาเหตุหลักๆ คือ การขยายตัวของน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น  รองลงมาเป็นการละลายของธารน้ำแข็งถาวรบนยอดเขาสูง ในขณะที่การละลายของน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์จะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และน้ำแข็งบนทวีปแอนตาร์กติกน่าจะเพิ่มปริมาณขึ้น  ทำให้ระดับน้ำทะเลลดลงด้วยซ้ำ ไอพีซีซี ประมาณไว้ว่า 100 ปีข้างหน้าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยในมหาสมุทรน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ  0.2-0.6  เมตรจากปัจจุบันเท่านั้น  โดยที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทั้งฝั่งทะเลจีนใต้และทะเลอันดามันจะมีอัตราเพิ่มในปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง คือ ประมาณ 2-3  มิลลิเมตรต่อปี  ที่สำคัญคือลมมรสุมที่อาจจะมีกำลังแรงขึ้น จะทำให้ระดับน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งเพิ่มขึ้นได้

ประเด็นเรื่องน้ำทะเลหนุนบริเวณชายฝั่งเนื่องจากพายุและหย่อมความกดอากาศต่ำควรมีการศึกษามากขึ้น จากสถิติพบว่าจำนวนพายุที่พัดผ่านทะเลไทยเพิ่มจำนวนจาก 3-4 ลูกต่อ 30 ปีในอดีต มาเป็น 6-7  ลูกต่อ 30 ปีในปัจจุบัน กรณีพายุหมุนลินดา ปี 2540 พบว่าทำให้เกิดน้ำหนุนทั่วทั้งอ่าวไทย แม้ว่าชายฝั่งบางแห่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางพายุหลายร้อยกิโลเมตร  แต่อ่าวไทยเป็นอ่าวกึ่งปิด ทำให้ผลจากน้ำทะเลหนุนมีความรุนแรงกว่าในชายฝั่งทะเลเปิดทั่วไป

"พื้นที่ที่ต้องระวังส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลจะท่วมถึงได้เป็นครั้งคราว การท่วมโดยน้ำทะเลแม้เป็นช่วงสั้นๆ  ก็ส่งผลกระทบในระดับสูง จากการประเมินพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทยที่มีความเสี่ยงสูง โดยใช้ระดับความสูง  2  เมตรจากระดับทะเลปานกลางในปัจจุบันเป็นเกณฑ์ พบว่าพื้นที่ชายฝั่งหลายแห่งเสี่ยงเกิดน้ำท่วมแบบชั่วคราวได้  เช่น ตัวเมืองสมุทรปราการและจันทบุรี ถ้าไม่มีการป้องกันจะนำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจที่รุนแรง  ในขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ และทะเลน้อย จ.พัทลุง พื้นที่ชุ่มน้ำน้ำจืดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เสี่ยงกับการสูญเสียอย่างถาวร ถ้าน้ำทะเลล้นท่วมเข้ามาได้แค่เพียงครั้งคราวก็ตาม"

ดร.อานนท์กล่าวต่อว่า ประเมินเบื้องต้นถึงความเสียหายในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลต่อชายฝั่งทะเลไทย พบว่า ความเสียหายรวมในปี 2643 อยู่ที่ 700 ล้านเหรียญต่อปี  โดยที่การซ่อมเสริมชายหาดเป็นค่าใช้จ่ายสูงสุดราว  150  ล้านเหรียญต่อปี  สำหรับการคาดการณ์ผลกระทบในอนาคตจะต้องเริ่มจากการจำลองสภาพภูมิอากาศในอนาคต ที่มีรายละเอียดเชิงพื้นที่และเวลาที่สูงเพียงพอ  ปัจจุบันผลการจำลองที่นำไปใช้เชิงวางแผนระยะยาวได้ยังมีจำกัด แต่ขณะนี้กำลังดำเนินงานวิจัยจำลองภูมิอากาศเปรียบเทียบปริมาณฝนรายปี  อุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุด  ระหว่างทศวรรษ 2090  กับปัจจุบัน จะให้ผลออกมาราวปี 2551 เบื้องต้นจากโมเดลเห็นว่าภาคใต้ในฝั่งตะวันออก พื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์  จะมีปริมาณฝนมากขึ้น  ปกติพื้นที่นี้ไม่มี เช่นเดียวกับที่ จ.ชุมพรและปัตตานี อีกโมเดลหนึ่งเป็นเรื่องอุณหภูมิพบว่าอุณหภูมิกลางวันจะเพิ่มขึ้น ส่วนพื้นที่เขาสูงกลางคืนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเช่นกัน

ด้าน  รศ.ดร.ธนวัฒน์  จารุพงษ์สกุล  ภาควิชาธรณีวิทยา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ระบุถึงความแปรปรวนภูมิอากาศของไทยในอนาคตว่า  ฝนจะตกหนักขึ้นและมีการทิ้งช่วงยาวกว่าในอดีต  โดยเฉพาะภาคเหนือ  อีสาน  และตะวันออก จะมีพายุโซนร้อนไต้ฝุ่นรุนแรงเปลี่ยนทิศทางและจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะช่วง มิ.ย.-ก.ย.  มีผลกระทบต่อภาคกลาง  ภาคเหนือ อีสาน และภาคตะวันออก รวมถึงอากาศร้อนอบอ้าวขึ้นทุกภาค  ส่วนทะเลมีคลื่นลมรุนแรงและสูงขึ้น  โดยเฉพาะอันดามัน สูง  3-5 เมตร อ่าวไทย  2-3  เมตร นอกจากนี้ยังมีความแปรปรวนของภูมิอากาศในฤดูหนาว บางปีจะมีอากาศหนาวเย็นมากผิดปกติมากกว่าในอดีต
สำหรับเรื่องน้ำท่วมจะเป็นปัญหา เพราะปัจจุบันไทยยังไม่มีแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมที่มี "คาบอุบัติซ้ำ" (หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำในพื้นที่เดียวกัน) 10, 25,  50, 100 ปี ให้เห็นชัดเจน ซึ่งจะจำเป็นมากในการใช้เป็นมาตรฐานการพัฒนาพื้นที่  ปัญหาน้ำท่วมยิ่งแก้ไขยิ่งทวีความรุนแรงและขัดแย้งมากขึ้น  พฤติกรรมแย่งน้ำและขจัดน้ำมีให้เห็นมาก  ขณะที่มาตรการผันน้ำเข้าผันน้ำออกจากพื้นที่เป้าหมายน่าจะเป็นมาตรการที่ล้าสมัย  และการบริหารจัดการน้ำในสภาวะเกิดการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้บริหาร  นอกจากนี้  จากการศึกษาพบว่าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำของทวีปเอเชีย แหล่งผลิตข้าว  2  ใน  3  ของโลก  ได้รับผลกระทบจากพิบัติภัยน้ำท่วม แผ่นดินถล่ม และภัยแล้งในอนาคต รวมถึงผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่  ปัญหาผลผลิตไม่เป็นไปตามคาด  เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิธีหรือเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก

นักวิชาการคนเดิมยังเสนอแนวทางบรรเทาวิกฤติโลกร้อนว่า  เศรษฐกิจพอเพียงสามารถลดปัญหาภาวะเรือนกระจก  ลดการแย่งชิงทรัพยากร  อีกเรื่องคือ  ส่งเสริมทำการเกษตรแบบผสมผสาน  และช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น นอกจากนี้ ควรเดินหน้าศึกษาวิจัยพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน

ขณะที่ผลกระทบด้านทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ  ผศ.ดร.กัณฑรีย์  บุญประกอบ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี)  คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหง  ระบุว่า  ภัยพิบัติและความเสียหายจากภูมิอากาศเพิ่มขึ้นในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี  2493-2541  ทั้งภัยแล้ง  น้ำท่วม พายุ เพิ่มขึ้น 5 เท่า จาก 13 ครั้ง เพิ่มเป็น 72 ครั้ง มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ  10  เท่า  เดิม 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 40,000 ล้านเหรียญ  ในประเทศไทยเองมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยปีละ  5,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มมากขึ้น ภัยพิบัติหลักๆ  จากน้ำท่วม  คิดว่าเรื่องนี้จะสร้างปัญหาแน่นอน  ในต่างประเทศมีระบบประกันความเสียหายจากภัยพิบัติ รัฐบาลไม่ต้องมาอุ้ม มีบริษัทประกันดูแล แต่ในบ้านเราไม่มีการดูแลตรงนี้

ผศ.ดร.กัณฑรีย์   ยังชี้ให้เห็นว่า   ปัจจุบันอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็วมาก  ภายใน  100 ปี อุณหภูมิเปลี่ยน  1.4-5.8  องศาเซลเซียส  ทำให้สิ่งมีชีวิตปรับตัวไม่ทัน พื้นที่อยู่อาศัยไม่ต่อเนื่องกัน เพราะมีการขยายเมือง  เมื่ออยู่ไม่ได้ก็สูญพันธุ์  อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าของไทยกว่า 30 แห่ง จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  โครงสร้างป่าเปลี่ยนแปลง  ผลผลิตป่าไม้ลดลง พืชและสัตว์สูญพันธุ์  เรื่องหนึ่งที่ควรจะหาทางแก้ปัญหามากๆ   คือ  ด้านผลผลิตทางการเกษตรจะต้องลดลงอย่างมาก  พบว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยทำให้ผลผลิตพืชในเขตอบอุ่นเพิ่มขึ้น  แต่ผลผลิตในเขตร้อนลดลง อุณหภูมิสูงทำให้ความสมบูรณ์ของละอองเรณูข้าวลดลง

"ยกตัวอย่างในฟิลิปปินส์  อุณหภูมิในนาข้าวมีผลต่อละอองเรณู  ซึ่งอ่อนไหวต่ออุณหภูมิมาก  ทำให้ผสมไม่ติด  ข้าวจะเจริญเติบโตออกรวง  แต่ข้างในกลับไม่มีเมล็ด  ไทยเองควรเริ่มเก็บสายพันธุ์ต่างๆ และคัดสายพันธุ์จากป่าเพื่อมาผสมพันธุ์ใหม่ให้มีความทนร้อนทนแล้ง  นี่เป็นการสะท้อนว่าความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าสำคัญมาก ต้องอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพันธุ์ป่าซึ่งจะมีความต้านทานสูง" ผศ.ดร.กัณฑรีย์กล่าว

นโยบายพลังงานเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีการพูดคุยกัน  ผศ.ดร.จิรพล  สินธุนาวา  คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอุปนายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า  ไทยพลาดโอกาสในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมายาวนาน เราให้นักการเมือง ผู้บริหารทดลองทดลองนโยบายหรือกำหนดรูปแบบงานด้านนี้มาตลอด พลาดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการในฐานะเจ้าของทรัพยากร นโยบายพลังงานเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องมีบทบาทในการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ  ภาครัฐออกมารณรงค์กับผู้คน แต่หน่วยงานรัฐกลับเป็นแบบอย่างที่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด  ไม่ได้ทำจริง  ที่ผ่านมานโนบายพลังงานผูกโยงกับรายได้รัฐวิสาหกิจ  การขายและกำไร  ผูกโยงกับกระทรวงการคลัง ท่ามกลางการขาดประสิทธิภาพของผู้ใช้รายย่อย

ไม่เพียงเท่านั้น  ไทยยังเปิดรับการลงทุน  ให้ประเทศพัฒนาแล้วเอาอุตสาหกรรมหนักมาลงทุนในไทย  ทั้งอุตสาหกรรมกระดาษ  อลูมิเนียม แก้ว ถลุงเหล็ก และไฟฟ้า เอาของเสียและภาระในการใช้พลังงานทิ้งในแผ่นดินของคนไทย  มลพิษเหล่านี้เคยสร้างปัญหาในประเทศเหล่านั้นมาแล้ว  แต่ไทยไม่สน ขอเพียงจำนวนดอลลาร์ต่อปี เป็นการส่งเสริมการลงทุนแบบไม่แยกแยะ
ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจต้องลดการใช้พลังงานวันนี้  รัฐมนตรีหลายคนบอกการกักเก็บก๊าซคาร์บอนที่ดีต้องเก็บไว้ใต้ดิน  เทคโนโลยียังไม่เกิดขึ้นเลย  ถามว่าถูกต้องหรือเปล่าก็ไม่ใช่ ใครลงทุน ใครจ่าย  การเก็บก๊าซคาร์บอนที่ดีที่สุด  คือ  เก็บกุญแจรถใส่ลิ้นชัก แล้วหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชน รวมถึงการเดิน  ทุกกระทรวงวางแผนแก้ปัญหาโลกร้อนบนการดำเนินชีวิตแบบปกติ  แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่ ต้องตื่นได้แล้ว

"ไม่ได้พูดให้ตระหนก แต่ให้ตระหนัก นึกภาพง่ายๆ ว่า ปี 2293 คาร์บอนในชั้นบรรยากาศพบว่ามี  280  ล้านในล้านส่วน  ปี  2550 เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ 383 ล้านในล้านส่วน  เพิ่มขึ้นมากว่า  100 ส่วน และมีการศึกษาสอดคล้องถ้าปริมาณคาร์บอน 450 ส่วนในล้านส่วน อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลก 0.6 องศา จะเพิ่มเป็น 2 องศา วันนี้เราห่างจากเป้าหมาย 67 ล้านในล้านส่วน ขณะที่เราปล่อยก๊าซคาร์บอนปีละ  6  ล้านในล้านส่วน ส่วนนี้สามารถเข้าไปอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ 200 ปี  เพิ่มปีละ  6  ล้าน  เราจะมีเวลาอีกไม่มาก ทางออกเดียวคือลดการใช้พลังงาน ขณะที่การใช้พลังงานทางเลือกเป็นแค่การซื้อเวลา"

ในการป้องกันนั้น  ผศ.ดร.จิรพล  ระบุชัดว่า "สายไปแล้ว" เหลือเพียงแค่มาตรการรับมือกับภัยพิบัติและการปรับตัว "คลื่นความร้อนมาแน่  น้ำทะเลสูงขึ้น การแพร่ระบาดของโรคภัย สัตว์อพยพ ปะการังฟอกขาว  ฝนตกเฉพาะที่ ไฟป่า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย แต่มาตรการภาครัฐไม่มีอะไรชัดเจน  ไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนจนเกิดความตระหนักและเกิดการปรับตัวกับสภาพความเปลี่ยนแปลงจากสภาวะโลกร้อน  ทุกวันนี้ไม่ใช่ภาวะปกติแล้วยังไม่ตระหนัก จริงๆ แล้วคนไทยรู้เรื่องภาวะโลกร้อนเยอะ แต่ไม่ทำอะไรเลย ไม่ตระหนักว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา".



จาก         :             ไทยโพสต์     วันที่ 30 กันยายน 2550
บันทึกการเข้า

ความจริงใจ อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูด .....
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 18   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.2 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.032 วินาที กับ 20 คำสั่ง