เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 13-04-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,423
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 13 เมษายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีอากาศร้อนจัดบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศร้อนในระยะนี้ไว้ด้วย

อนึ่งในช่วงวันที่ 13 - 16 เม.ย. 62 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ทำให้บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นโดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่าได้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 13 - 16 เม.ย. 62 ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่ และจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นเป็นบางแห่ง โดยมีลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงบางแห่ง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ ในบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น

ส่วนในช่วงวันที่ 17 - 18 เม.ย. 62 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาวะของอากาศร้อนในระยะสัปดาห์นี้ไว้ด้วย ในช่วงวันที่ 13 - 16 เม.ย. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ระวังอันตรายจากที่เกิดจากพายุฝนฟ้าคะนอง ฟ้าผ่า และลมกระโชกแรง โดยควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรงไว้ด้วย



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 13-16 เมษายน 2562)" ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 13 เมษายน 2562

ในช่วงวันที่ 13-16 เมษายน 2562 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่า จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย โดยผลกระทบตามภาคต่าง ๆ มีดังนี้


ในช่วงวันที่ 13-14 เมษายน 2562

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดบึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาญเจริญ และอุบลราชธานี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และชลบุรี


ในช่วงวันที่ 15-16 เมษายน 2562

ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยจะเริ่มแผ่เข้ามาปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกก่อน

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (86.0 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (95.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Songkran02.jpg (82.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (96.0 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 13-04-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,423
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ปูเสฉวนใช้การสั่นสะเทือนปกป้องเปลือกหอย


Credit : Biology Letters (2019). DOI: 10.1098/rsbl.2018.0819

ปูเสฉวนเป็นสัตว์จำพวกครัสเตเชียนที่มีความโดดเด่น นักวิจัยมักจะสนใจเกี่ยวกับวิธีการอยู่รอดของพวกมัน โดยเฉพาะการครอบครองเปลือกหอยใช้เป็นที่อาศัย ปูเสฉวนจะมีส่วนท้องที่อ่อนซึ่งไม่ได้รับการปกป้องจากกระดองที่เติบโตตามธรรมชาติ ดังนั้นเพื่อป้องกันตัวเองพวกมันต้องไปอาศัยอยู่ในเปลือกหอยชนิดอื่นๆ เวลาเคลื่อนไหวก็แบกเอาเปลือกหอยไปด้วยและซ่อนตัวจากนักล่า ทว่าปูเสฉวนต้องเปลี่ยนเปลือกหอยใหม่เป็นระยะ เพราะพวกมันเจริญเติบโตเร็ว ดังนั้น จึงมักมีกระบวนการแข่งขันแย่งชิงเปลือกหอยในหมู่ปูเสฉวน

เมื่อเร็วๆนี้ทีมวิจัยจากวิทยาลัยดาร์ทมัธ ในรัฐนิวแฮมพ์เชียร์ สหรัฐอเมริกา เผยว่า ปูเสฉวนแปซิฟิกมีเทคนิคป้องกันปูเสฉวนจอมขโมยเปลือกหอยตัวอื่น ด้วยการใช้วิธีสั่นสะเทือนเปลือกของตน ทีมจึงทดลองเพื่อหาสาเหตุโดยนำเปลือกหอยว่างๆมาติดตั้งอุปกรณ์สั่นสะเทือนไว้ภายในและเชื่อมต่อกับสายไฟขนาดยาววางไปตามชายหาด จากนั้นก็วางเปลือกหอยบนชายหาดที่มีปูเสฉวนอาศัยอยู่ แล้วก็ซุ่มดักดูเมื่อปูเสฉวนเข้าหาเปลือกที่นิ่งๆ และเริ่มใช้การสั่นสะเทือนเบาๆไปจนถึงทำให้เปลือกหอยสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

การวิจัยพบว่าขณะเปลือกหอยนิ่งๆ ปูเสฉวนจะพยายามพลิกเปลือก เมื่อเปลือกเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ พวกมันก็ไม่ได้กลัวเกรง ยังปลุกปล้ำเพื่อพลิกเปลือกหอยให้ได้ แต่เมื่อเปลือกหอยสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พวกมันก็รีบปีนลงและหนีไปโดยพลัน ทีมวิจัยอ้างว่าปูเสฉวนได้เรียนรู้ว่าการสั่นสะเทือนนั้นเป็นเครื่องมือในการป้องกันผู้บุกรุกนั่นเอง.


https://www.thairath.co.th/content/1542746

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 13-04-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,423
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


14 เม.ย. วันครอบครัว เข้าฟรีแหล่งท่องเที่ยวในเครืออุทยานแห่งชาติฯ


อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว หนึ่งในอุทยานฯที่เปิดให้เข้าฟรีในวันครอบครัว

กรมอุทยานฯ ร่วมสานสัมพันธ์วันครอบครัวในเทศกาลสงกรานต์ด้วยการประกาศให้ คนไทยเข้าเที่ยวฟรี ในวันครอบครัว 14 เมษายน 62 ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทั่วประเทศ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศผ่านเฟสบุคแฟนเพจ ให้ประชาชนเข้าฟรีอุทยานแห่งชาติ,เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า,เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทั่วประเทศ วันที่ 14 เมษายน 2562 โดยมีข้อความ ดังนี้...

แล้วพาครอบครัวไปเที่ยวกันนะ !!

14 เมษายน วันครอบครัว " เข้าฟรี" อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทั่วประเทศ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมสานสัมพันธ์วันครอบครัว เปิดให้ประชาชนเข้าฟรีอุทยานแห่งชาติ,เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า,เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทั่วประเทศ วันที่ 14 เมษายน 2562

(11 เม.ย.62) นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า "เนื่องด้วยวันที่ 14 เมษายนของทุกปีเป็นวันครอบครัว เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ภายในครอบครัว ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนได้ศึกษาธรรมชาติ พักผ่อนหย่อนใจ ร่วมเรียนรู้และตระหนักถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมถึงสัตว์ป่า ดังนั้นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงประกาศยกเว้นค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทั่วประเทศ สำหรับบุคคลชาวไทยและยานพาหนะ ในวันที่ 14 เมษายน 2562 จึงอยากเชิญชวนประชาชนพาครอบครัวมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติทั้ง 155 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 60 แห่งและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 87 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อศึกษาเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังมีกิจกรรมนันทนาการ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การชมสัตว์ป่า สัมผัสบรรยากาศความเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์"

นอกจากนี้ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังกล่าวอีกว่า "ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ของทุกปี เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นิยมเข้ามาใช้บริการท่องเที่ยวเยี่ยมชมและศึกษาธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติเป็นจำนวนมาก ดังนั้นกรมอุทยานแห่งชาติฯจึงได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12 - 17 เมษายน 2562 ซึ่งศูนย์ฯดังกล่าวจะตั้งอยู่ที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ตามท้องที่ 1-16 และสาขา ที่ครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ จัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เช่น การรวบรวมสถิติเพื่อเป็นฐานข้อมูลการตัดสินในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ จัดให้มีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย เตรียมพร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ด้านการกู้ภัยให้กับอุทยานแห่งชาติทุกแห่ง การตรวจสอบข่าวสารและการเตือนภัย การส่งข้อมูลให้ส่วนกลาง การประสานกับหน่วยงานอื่นๆเพื่อให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นภายในอุทยานแห่งชาติ ทั้งนี้ภายในอุทยานแห่งชาติทุกแห่ง มีจุดบริการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว มีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์พร้อมปฏิบัติหน้าที่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ดูแลการทำกิจกรรมนันทนาการต่างๆของนักท่องเที่ยว จัดให้มีป้ายแจ้งเตือนและจุดแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่"


ทั้งนี้ขอให้นักท่องเที่ยววางแผนการท่องเที่ยวก่อนการเดินทางไปท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ เพราะอุทยานแห่งชาติบางแห่งที่ได้รับความนิยมอาจมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ขณะที่การจองบ้านพักสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2579-5269 และ 0-2561-0777 ต่อ 1719 ในเวลาราชการ หรือระบบออนไลน์ nps.dnp.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง และสำหรับการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ยังคงกำหนดแนวทางให้นักท่องเที่ยวร่วมใช้ถุงผ้าเพื่อลดใช้ถุงพลาสติกแบบหูหิ้วภายในอุทยานแห่งชาติ ซึ่งภายในอุทยานแห่งชาติทุกแห่ง จะมีบริการให้นักท่องเที่ยว ยืม - คืน ถุงผ้า ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศด้วย


https://mgronline.com/travel/detail/9620000036173

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 13-04-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,423
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


มารู้จักกระเพาะปลาที่ใช้เป็นยาจีน ..................... โดย พชร ธนภัทรกุล


กระเพาะปลาหวาน ขอบคุณภาพจาก http://www.sohu.com/a/290842616_692182

อาหารจีนที่ทำจากกระเพาะปลา ที่หลายคนรู้จักกันดี เช่น กระเพาะปลาน้ำแดง กระเพาะปลาผัดแห้ง กระเพาะปลาพวกนี้ เป็นกระเพาะปลาสำหรับปรุงอาหาร แต่ยังมีกระเพาะปลาอีกอย่างหนึ่งที่ชาวจีนใช้เป็นยา ชาวจีนถึงกับยกให้เป็น "โสมจากท้องทะเล"

และด้วยคุณสมบัติทางยาข้อนี้เอง ทำให้ครั้งหนึ่ง กระเพาะปลาที่ใช้ทำยา คือหนึ่งในเครื่องบรรณาการที่หัวเมืองทางใต้ของจีน ต้องจัดหาส่งไปถวายฮ่องเต้มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ดังปรากฎหลักฐานอยู่ในหนังสือชื่อ "ซินถังซู" (???เสียงจีนกลาง หรือ New History of the Tang Dynasty) ที่ระบุว่า

"แคว้นอู๋ (คือมณฑลเจียงซูปัจจุบัน) ได้ส่งกระเพาะปลามาเป็นเครื่องราชบรรณาการทั้งสิ้น 7 ชั่ง"

กระเพาะปลาที่ใช้ทำยา ส่วนมากได้จากถุงลมของปลาหายชนิด ที่สำคัญๆ เช่น
ปลาโครกเกอร์เหลือง (Yellow croaker) หรือหวงหวี (??เสียงจีนกลาง)

ปลาสเตอเจียนจีน (Chinese sturgeon) หรือสวิ้นหวี (??เสียงจีนกลาง)

ปลาเหมี่ยน หรือเหมี่ยนหวี (??เสียงจีนกลาง) เรียกหมิ่นหวี(??เสียงจีนกลาง) ก็มี และยังมีอีกชื่อว่า ปลาหวงฉุน หรือหวงฉุนหวี(???เสียงจีนกลาง) ที่บางคนเรียกปลาจวดยักษ์

ปลาหมิ่นหรือปลาเหมี่ยนอีกชนิด คือปลาหมิ่นทอง (????เสียงจีนกลาง) กระเพาะปลาของปลาชนิดนี้มีชื่อ จินเฉียนเปี้ยว (???เสียงจีนกลาง หรือกิมจี่เผีย -เสียงแต้จิ๋ว) ที่หายากมาก ปัจจุบัน ในเมืองไทยน่าจะไม่มีแล้ว

และกระเพาะปลาอื่นๆ เช่น กระเพาะปลาซีแง้ กระเพาะปลากิมเล้ง เป็นต้น


การเตรียมกระเพาะปลามีสองวิธี คือ

วิธีแรก คือผ่าตัวกระเพาะปลาออก ลอกเส้นเลือดและเยื่อเมือกออกให้หมด กดแผ่เป็นแผ่นแบน แล้วตากแดดให้แห้ง หรือจะใช้สดเลยก็ได้

อีกวิธีคือ ต้มกระเพาะปลาให้หลอมละลาย จากนั้นตั้งทิ้งไว้ให้แห้ง กระเพาะอย่างนี้เรียกว่า เปี้ยวเจียว (?? เสียงจีนกลาง) หรือวุ้นกระเพาะปลา (isinglass) กระเพาะปลาที่ตากแห้งแล้วนี้ ส่วนมากจะกดทับเป็นแผ่นแบนกลมบาง สีเหลืองอ่อน มีลักษณะเป็นคิวติน (cutin) และมันวาวเล็กน้อย มีสายย้อยลงมาสองเส้น เนื้อแข็งเหนียว ฉีกขาดยาก ถ้าฉีกขาด จะเห็นลักษณะเป็นเส้นใยตรงรอยฉีกขาด แช่น้ำแล้วพองตัวง่าย ถ้าเอาไปต้มให้เดือด ก็จะหลอมละลายเกือบหมด เมื่อทิ้งไว้ให้เย็นตัวลง ที่หลอมละลายจนข้นหนาจะจับตัวแข็งเป็นแผ่นหรือแท่งกาวที่เหนียวมาก มีกลิ่นคาวเล็กน้อย รสจืด มีชื่อทางการค้าว่า หวีตู้ (??เสียงจีนกลาง) ส่วนที่ตัดเป็นเส้นเรียกว่า เสี้ยนหวีเจียว (???เสียงจีนกลาง) หรือเส้นวุ้นกระเพาะปลา


ส่วนการเตรียมกระเพาะปลาเพื่อใช้เป็นยามีหลายวิธี เช่น

ย่างให้อ่อนตัวลงแล้วตัดเป็นท่อน นำไปตากแห้ง หรือจะเอามาคั่วในกาบหอย เช่น กาบหอยนางรม ที่บดป่นเป็นแป้งแล้วก็ได้ วิธีทำคือ ร่อนแป้งกาบหอยใส่ในกระทะ ตั้งไฟกลางให้ความร้อนจนแป้งเริ่มปะทุ จึงใส่ชิ้นกระเพาะปลา (หรือสมุนไพรอื่น) ลงไป พลิกคนไปเรื่อยๆ คั่วจนกระเพาะปลาพองฟูเป็นฟอง ตักขึ้นมาร่อนแป้งกาบหอยทิ้ง ตั้งทิ้งให้เย็นตัวลง ได้ฟองกระเพาะปลา จึงเอามาบดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งเป็นยาลูกกลอน ซึ่งต้องรอให้เย็นตัวลงก่อนถึงจะนำมาใช้ได้ และอย่าใช้วิธีตำ เพราะจะเหนียวยืดจนทำลูกกลอนไม่ได้ ที่เอามาคั่วกับแป้งกาบหอย เพราะแป้งกาบหอยจะช่วยขจัดกลิ่นคาวและเพิ่มสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย ซึ่งมักใช้กับพวกวุ้นกาว เพื่อให้ตัวสมุนไพรกรอบร่วน ง่ายต่อการนำไปปรุงยาหรือเข้าลูกกลอน เพื่อเพิ่มสรรพคุณดับร้อน ละลายเสมหะของกระเพาะปลา


กระเพาะปลาตัวผู้ (สังเกตเส้นสีขาวในวงสีแดง) ขอบคุณภาพจาก https://www.weibo.com/ttarticle/p/sh...63088649995186

กระเพาะปลาที่เป็นยาจีน มีชื่อเรียกหลากหลายมาก เช่น หวีเปี้ยว (?? )หรือหื่อเผีย -เสียงแต้จิ๋ว หวีเจียว (??) หรือหื่อกา -เสียงแต้จิ๋ว เปี้ยว (?หรือเผีย -เสียงแต้จิ๋ว หวีตู้ (??) หวีเพา (??) หวีไป๋ (??) ไป๋เปี้ยว (??) จู๋อี๋ (??) จู๋ถี (??) เสวี้ยนเจียว (??) เป็นต้น

ชื่อกระเพาะปลาทั้งหมดใช้เสียงจีนกลาง ชื่อไหนมีในภาษาแต้จิ๋ว ก็ได้ให้เสียงอ่านไว้ด้วย

นอกจากชื่อที่มีมากมายแล้ว กระเพาะปลาที่เป็นยา ยังมีการจำแนกเป็นกระเพาะปลาตัวผู้กับกระเพาะปลาตัวเมีย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอาจไม่ทราบ การจำแนกกระเพาะปลาออกเป็นตัวผู้กับตัวเมีย ก็มาจากเพศของปลานั่นแหละ กระเพาะปลาตัวผู้มาจากปลาตัวผู้ กระเพาะปลาตัวเมียก็มาจากปลาตัวเมีย แต่ก็มีกระเพาะปลาบางชนิดที่ไม่แยกตัวผู้ตัวเมียด้วย

การสังเกตกระเพาะปลาไหนเป็นตัวผู้ ไหนเป็นตัวเมีย มักดูจากรูปทรง ขนาด ความหนา และลักษณะพิเศษบางอย่าง กล่าวคือ

กระเพาะปลาตัวผู้ มักมีรูปทรงคล้ายอานม้า คือกลางตัวค่อนข้างหนา แต่ขอบจะค่อนข้างบาง ตัวยาวเป็นรูปตัว V และที่เป็นจุดสังเกต คือ มีลายเส้นสีเหลืองทองหรือสีเกือบขาวอยู่สองเส้น ซึ่งไม่มีในกระเพาะปลาตัวเมีย ตัวที่มีเนื้อแน่น หนา แห้งสนิท มีสีเหลืองทอง กึ่งโปร่งใส ถือว่ามีคุณภาพดี ในคุณภาพระดับเดียวกัน กระเพาะปลาตัวผู้จะให้สรรพคุณดีกว่ากระเพาะปลาตัวเมีย

ส่วนกระเพาะปลาตัวเมีย มักมีรูปทรงกลมแบนราบ คล้ายแผ่นกระดาน มีลายเป็นเส้นขวางหรือเส้นคลื่น เนื้อหนา ในคุณภาพระดับเดียวกัน ราคาถูกกว่ากระเพาะปลาตัวผู้เกือบครึ่งต่อครึ่ง

การจะบอกว่า กระเพาะปลาตัวผู้หรือกระเพาะปลาตัวเมียอย่างไหนดีกว่ากัน มันขึ้นอยู่กับเหตุผลของแต่ละคน บางคนชอบกินกระเพาะปลาตัวเมียโดยเฉพาะตัวที่มีเนื้อหนาๆ กินนุ่มเหนียว เพราะมีสารคอลลอยด์มากกว่า แต่บางคนกลับนิยมกระเพาะปลาตัวผู้ เพราะเนื้อแน่น แต่นุ่มลื่น เข้าปากแล้วไม่ละลายง่ายๆ เคี้ยวกินรู้สึกได้ถึงแรงต้านการขบกัด


สรุปวิธีดูกระเพาะปลาตัวผู้กระเพาะปลาตัวเมียแบบง่ายๆ คือ

กระเพาะปลาตัวผู้ รูปร่างยาว เนื้อบาง มีเส้นสีเหลืองเกือบขาวอยู่สองเส้น

กระเพาะปลาตัวเมียมีรูปร่างกลมแบนราบ และเนื้อหนากว่าอย่างเห็นได้ชัดในเกรดเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังต้องดูขนาด ความเก่าเก็บ ถึงจะบอกว่า กระเพาะปลาตัวผู้ดีกว่า แต่ถ้ากระเพาะปลาตัวผู้นั้นมีขนาดเล็ก แถมยังดูใหม่ นั้นก็อาจจะดีสู้กระเพาะปลาตัวเมียไม่ได้ กระเพาะปลาตัวเมียนั้นมีขนาดใหญ่กว่า และเก่าเก็บกว่า อย่างนี้ กระเพาะปลาตัวเมียก็ดีกว่า

พูดถึงกระเพาะปลาเก่าเก็บ เชื่อว่า หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า คนจีนบางบ้านมีกระเพาะปลาเก่าเก็บไว้หลายสิบปี จุดประสงค์จริงๆที่เก็บกระเพาะปลาไว้ ก็เพื่อเอามาตุ๋นให้ลูกสาวหรือลูกสะใภ้กินในระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตรแล้ว โดยทั่วไปจะเริ่มตุ๋นกระเพาะปลาให้กินในช่วงที่มีอายุครรภ์ 4-5 เดือน และกินถี่มากขึ้นในช่วงก่อนคลอด เชื่อว่าจะช่วยให้หญิงนั้นมีสุขภาพดีสบายตัวขึ้นหลังคลอดบุตร นอกจากนี้ หลังผ่าตัดแล้ว 4-5 วัน ถ้าให้กินกระเพาะปลา จะช่วยให้แผลสมานตัวหายเร็วขึ้น


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 13-04-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,423
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


มารู้จักกระเพาะปลาที่ใช้เป็นยาจีน ...... (ต่อ)


กระเพาะปลาตัวเมีย (สังเกตลายขวางลายคลื่น) ขอบคุณภาพจาก https://www.weibo.com/ttarticle/p/sh...63088649995186

แต่เมื่อกระเพาะปลากลายเป็นของเก่าเก็บ ประกอบกับชนิดกระเพาะปลาเก่าที่เก็บไว้นานปี กระทั่งหลายสิบปี ทำให้กระเพาะปลาชนิดนั้นๆ กลายเป็นของหายาก จึงเกิดการซื้อขายกระเพาะปลาเก่ากันในราคาสูงลิ่วคล้ายการซื้อขายของเก่าหายากอย่างอื่นๆ ราคากระเพาะปลาเก่าจะสูงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับชนิด (ปลาชนิดไหน) ดูสีโปร่งใสแค่ไหน ขนาดใหญ่เล็กและความหนาบาง ความสมบูรณ์ของตัวกระเพาะปลา กระเพาะปลาตัวผู้หรือตัวเมีย ดมกลิ่นต้องไม่มีกลิ่นคาวหรือกลิ่นเหม็น ต้องเก่าเก็บจริง กระเพาะปลาเก่าจะมีสีเข้ม ยิ่งเก่าสียิ่งเข้ม กระเพาะปลาเก่าจะใช้บำรุงร่างกายได้ดีกว่ากระเพาะปลาใหม่

และสุดท้าย ถ้ารู้แหล่งที่มาได้ก็ยิ่งดี เช่น ทะเลจีนตะวันออก ทะเลจีนใต้ (รวมประเทศที่ติดทะเล เช่น ไทย ฟิลิปปินส์) มหาสมุทรอินเดีย (อินเดีย พม่า) มหาสมุรแอตแลนติค (บราซิล อมเริกาใต้) โอเชี่ยนเนีย (นิวซีแลนด์) แหล่งที่มาของกระเพาะปลาเหล่านี้ เรียงตามลำดับคุณภาพของกระเพาะปลาที่ได้จากดีมากไปหาน้อย


เราจะมาพูดถึงสรรพคุณหรือประโยชน์ทางยาของกระเพาะปลากัน

ในตำราสมุนไพรจีนระบุถึง สรรพคุณของกระเพาะปลาไว้ว่า มีฤทธิ์กลาง รสหวาน ใช้บำรุงเลือด ห้ามเลือด บำรุงไตให้แข็งแรงขึ้น เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มพูนกำลังวังชา บำรุงผิวพรรณให้เนียนกระชับเปล่งปลั่ง ช่วยเพิ่มน้ำนมในสตรีหลังคลอดบุตร และบรรเทาอาการหลงลืมนอนไม่หลับในผู้สูงวัย

ในตำราสมุนไพรเล่มสำคัญของจีน "ปึงเช่ากังมัก" (???? Compendium of Materia Medic ที่เรียบเรียงโดยนักเภสัชศาสตร์คนสำคัญในสมัยราชวงศ์หมิง หลี่สือเจิน ระบุว่า

"(กระเพาะปลา) มีรสหวาน ฤทธิ์กลาง ไม่มีพิษ ให้สรรพคุณบำรุงไต เพิ่มกำลังวังชา..."

หนังสือสมุนไพรจีนเล่มอื่นๆ ล้วนระบุไว้ใกล้เคียงกันว่า กระเพาะปลาใช้บำรุงเลี้ยงเส้นเลือดเส้นเอ็น ห้ามเลือด ละลายลิ่มเลือด ละลายก้อนเสมหะ แก้บวม ใช้เพื่อบำบัดอาการไตหย่อนสมรรถภาพ บาดทะยัก บาดแผลมีเลือดออก ริดสีดวงทวาร เป็นต้น

ปัจจุบัน วงการแพทย์แผนจีนยังเห็นว่า กระเพาะปลาให้สรรพคุณเสริมการบำบัดอาการโรคเบาหวาน ต้อกระจก หอบหืด กระดูกพรุน และมะเร็งทางเดินอาหารและกระเพาะอาหารแม้แต่การบำรุงผิวพรรณ ก็มีการใช้กัน ถือเป็นของบำรุงที่ดีอย่างหนึ่ง

การใช้กระเพาะปลาเพื่อเป็นยา ให้ใช้เพียง ๑๕-๒๕ กรัม ต้มน้ำ เคี่ยว ป่นทำลูกกลอน หรือบดผงรับประทาน ถ้าใช้ภายนอก ให้หลอมละลายแล้วพอกบริเวณที่เป็น ข้อพึงระวังคือ ผู้ที่มีสารเหลวคั่งค้างมากในร่างกาย เบื่ออาหารที่เป็นผลจากอาการเจ็บป่วย ห้ามรับประทาน


ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างอาหารตำรับยาจากกระเพาะปลาที่เป็นการบำบัดทางเลือก

๑. กระเพาะปลา ๘๐ กรัม น้ำมันงา ๑๐๐ กรัม ล้างกระเพาะปลาให้สะอาด ผึ่งแห้ง ตั้งน้ำมันงาในกระทะให้ร้อนสัก ๘ ส่วน จึงทยอยใส่กระเพาะปลาลงทอดจนกรอบ ตักขึ้น ตั้งไว้ให้เย็นตัวลง บดละเอียด เอาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทเพื่อป้องกันความชื้น รับประทานวันละ ๒ ครั้งๆละ ๓ กรัมด้วยน้ำนมผึ้ง (Royal jelly) ให้สรรพคุณเสริมสร้างร่างกาย เพิ่มพูนกำลังวังชา เหมาะสำหรับแก้อาการเหนื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง โดยเฉพาะอาการอ่อนเพลียจากการใช้สมอง

๒. กระเพาะปลาและตังกุยอย่างละ ๑๐ กรัม ลูกจ๊อ ๑๐ ลูก ต้มน้ำดื่มวันละ ๒ ครั้ง เป็นประจำ ให้สรรพคุณบำรุงเลือด บำรุงผิวพรรณ บำบัดอาการโลหิตจางชนิด aplastic anemia

๓. กระเพาะปลา ๑๕-๓๐ กรัม น้ำตาลกรวด ๓๐-๖๐ กรัม อั่งจ้อ (พุทราจีน) เห็ดหูหนูขาว (แช่น้ำให้พองนุ่ม) นำทุกอย่างใส่หม้อตุ๋นกระเบื้องเคลือบ เติมน้ำปิดฝา ตุ๋นนาน 3-4 ชั่วโมง กินวันละครั้ง ติดต่อกันหลายวัน ให้สรรพคุณห้ามเลือด แก้บวม บำรุงผิวพรรณ เหมาะสำหรับหญิงหลังมีรอบเดือน

แถมท้ายด้วยสูตรอาหารสำหรับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะ ด้วยกระเพาะปลามีสรรพคุณบำรุงเลือด บำรุงผิวพรรณ ดังนั้น คุณผู้หญิงที่เริ่มมีริ้วรอยบนใบหน้า แนะนำให้กินกระเพาะปลาตุ๋นเนื้อ เนื้อที่ใช้อาจเป็นกระดูกซี่โครงหมู ไก่ดำ หรือแม้แต่กบก็ได้ เครื่องยาจีนก็มีขิงสด ห่วยซัว เก๋ากี้ ล้างเครื่องปรุงทุกอย่างให้สะอาด เอาใส่ในชามตุ๋น เติมน้ำพอประมาณปิดฝา นำไปนึ่งตุ๋นด้วยไฟอ่อน 3 ชั่วโมง เติมเกลือปรุงรส ได้กระเพาะปลาตุ๋นเนื้อและยาจีนไว้บำรุงผิวพรรณ

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของกระเพาะปลา สิ่งที่ดูสกปรก ไร้ค่า ไร้ประโยชน์ และอาจถูกโยนทิ้งได้ง่าย ซึ่งชาวจีนทำให้กลายเป็น "ของดีมีค่าจากท้องทะเล" เป็นยา


https://mgronline.com/china/detail/9620000035871

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 13-04-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,423
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


หนุ่มชาวประมงโร่แจ้ง จนท.พบ 'ลูกเต่ากะ' สัตว์ทะเลหายากลอยในคลอง



วันนี้ (12 เม.ย.62) เมื่อเวลา 16.00 น.นายหมู่ตรี สัมฤทธิ์ บางแสง อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดนอำเภอพระสมุทรเจดีย์ที่ 5 ได้รับแจ้งจากนาย สายชล รอดสุพรรณ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 134 ม.12 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการว่า พบลูกเต่ากะลอยน้ำเข้ามาในคลองขุนสมุทรไทย หมู่ที่ 12 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

เมื่อไปตรวจสอบพบนายสายชล กำลังนั่งรออยู่พร้อมเต่ากะอายุประมาณ 2-3 เดือนยังไม่ทราบเพศ ก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่นำไปใส่ไว้ในอ่างน้ำด้านหลังที่ว่าการอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ก่อนที่จะประสานเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนมารับตัวเพื่อนำไปอนุบาลรักษาพร้อมปล่อยคืนสู่ทะเลต่อไป



จากการสอบถามนายสายชล ทราบว่ามีอาชีพเป็นชาวประมงน้ำตื้นโดยจะออกหาปูและปลาตามลำคลองในหมู่บ้านและใกล้เคียง ก่อนมาพบเต่าตัวดังกล่าวที่บริเวณริมคลองขุนสมุทรไทยที่กำลังออนแรงจากการว่ายน้ำ ตนจึงนำขึ้นมาเลี้ยงไว้ที่บ้านก่อนแจ้งนายหมู่ตรี สัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นเพื่อนที่รู้จักกันให้มารับเต่าไป

จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่า บริเวณอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับปากอ่าวไทย มักจะพบสัตว์ทะเลหายากหลายสายพันธุ์ที่เข้ามาหากินและพักอาศัย เช่น โลมาหัวบาตร เต่าตนุ เต่ากระ โลมาอิรวดี วาฬบรูด้า และปลาชนิดอื่นๆ เพราะบริเวณดังกล่าวยังมีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ให้พวกสัตว์ทะเลเหล่านี้ได้เข้ามาหากินได้ตลอดทั้งปี ส่วนลูกเต่าตัวดังกล่าวคาดว่าน่าจะหลงกระแสน้ำจนพัดเข้ามาในลำคลองกลางชุมชนแล้วหาทางออกไม่ได้แต่ยังโชคดีที่มีชาวบ้านเห็นและช่วยชีวิตไว้


https://www.naewna.com/likesara/407690

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 13-04-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,423
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


"เกาะไหง" เกาะสวรรค์ แห่งท้องทะเลอันดามัน



เพชรเม็ดงามมนต์เสน่ห์แห่งทะเลใต้ เปรียบดังเกาะสวรรค์ในท้องทะเลอันดามัน

โดยเฉพาะ "เกาะไหง" ที่รายล้อมไปด้วยเกาะบริวาร เช่น เกาะเชือก, เกาะม้า เกาะแหวน และเกาะมุก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสถานที่โดดเด่นในด้านการดำน้ำดูปะการังอ่อน และดอกไม้ทะเลที่สวยงาม รวมถึงเป็นแหล่งอาศัยของเหล่าฝูงปลาหลากหลายสีสันสวยงาม เพลิดเพลินใจกับโลกใต้ท้องทะเล

เกาะไหงเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นเกาะขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 4.8 ตารางกิโลเมตร ด้านทิศตะวันออกและด้านทิศใต้เป็นหาดทรายขาวทอดตัวยาว ทางด้านทิศใต้เป็นอ่าว ด้านทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูงลาดชัน มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 198 เมตร ตั้งอยู่ห่างจากเกาะลันตา ประมาณ 15 กิโลเมตร และตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือปากเมง จังหวัดตรัง เพียง 13 กิโลเมตร

ลักษณะภูมิอากาศของเกาะไหง มีสภาพภูมิอากาศเป็นป่าดิบชื้น ระยะเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน บนเกาะมีหน่วยพิทักษ์อุทยานฯตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ บริเวณรอบเกาะมีแนวปะการังที่มีความสมบูรณ์ เช่น ปะการังก้อน ปะการังเขากวาง ปะการังกิ่ง กัลปังหา หอยมือเสือ ฟองน้ำ และสาหร่ายทะเล



รวมไปถึงเกาะบริวารเช่น เกาะม้า เกาะเชือก เกาะกระดาน และเกาะแหวน ซึ่งเรียงตัวอยู่ทางด้านหน้าและไม่ไกลจากเกาะไหงมากนัก

ความโดดเด่นของเกาะไหง คือ การมีชายหาดส่วนตัว เงียบสงบ น้ำทะเลเขียวใสสามารถเห็นพื้นทรายหรือปะการังที่อยู่ข้างล่างได้ เหมาะสำหรับคนที่มองหาความเงียบสงบและไม่พลุกพล่าน ปลดปล่อยจากความเคร่งเครียดได้อย่างดี

ด้วยความที่เกาะไหงเป็นเกาะขนาดเล็ก จึงมีโรงแรมที่พักเพียงไม่กี่แห่งที่เปิดให้บริการอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นตรงหน้าหาดในแต่ละรีสอร์ตสามารถทำกิจกรรมดำน้ำสนอร์เกิลได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องนั่งเรือออกไป เพราะจุดดำน้ำสนอร์เกิลห่างออกมาจากชายหาดเพียงไม่กี่เมตร และมีความลึกไม่มาก มีปะการังหลากหลายสายพันธุ์และยังอุดมสมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

นอกจากกิจกรรมดำน้ำสนอร์เกิลแล้ว เกาะไหงยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกทำได้อีก เช่น การดำน้ำสกูบา, โปรแกรมท่องทะเลบริเวณเกาะใกล้เคียง เกาะกระดาน เกาะเชือก เกาะมุก เพื่อชมถ้ำมรกต แคนู หรือคยัก, กิจกรรมตกปลา ผจญภัยแบบการเดินป่าในหมู่เกาะใกล้เคียงอย่างเกาะลันตาในบริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา และพักผ่อนริมทะเลสบาย ๆ กับบรรยากาศดี ๆ ตามบาร์เล็ก ๆ หรือร้านอาหารริมชายทะเล ซึ่งส่วนใหญ่กิจการเป็นบริการจากรีสอร์ตที่พักต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีบริการสปาและนวดแผนไทยอยู่ 2-3 แห่ง



การเดินทางมาเกาะไหงสะดวกมาก สามารถมาทางท่าเรือปากเมง จังหวัดตรัง เนื่องจากระยะการเดินทางที่สั้นกว่า โดยมีเรือออกวันละ 2 เที่ยว ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าพักหรือพักอยู่ในเกาะลันตาอยู่แล้ว ต้องการเดินทางไปชมความงามของเกาะไหง สามารถไปกับทัวร์สี่เกาะ ก็มาไม่ไกลนัก หรือจะเลือกพักที่เกาะไหงได้เลย โดยมีเรือออกจากเกาะลันตา วันละ 2 เที่ยว ใช้เวลาจากเกาะลันตาที่ท่าเทียบเรือศาลาด่านสู่เกาะไหงประมาณ 45 นาที ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของกระแสลมและน้ำขึ้นลง และหากเดินทางมาเส้นทางลอดสะพานสิริลันตาก็จะได้ชมป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์สองข้างฝั่ง

การเดินทางจากเกาะไหงไปยังสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงเกาะลันตา สามารถโดยสารเรือเฟอรี่หรือสปีดโบ๊ต วันละ 2 เที่ยว ใช้เวลาประมาณ 30-50 นาที เกาะพีพีสามารถโดยสารเรือเฟอรี่หรือสปีดโบ๊ต วันละ 2 เที่ยว ใช้เวลาประมาณ 1.30 นาที ถ้าเป็นสปีดโบ๊ต ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ส่วนการเดินทางมาจากจังหวัดตรัง สามารถโดยสารเรือ วันละ 2 เที่ยว ใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยเรือจะเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือปากเมง และต่อรถโดยสารเข้าไปเมืองตรัง ใช้เวลาอีกประมาณ 45 นาทีก็ถึงที่หมาย

สำหรับกิจกรรมที่เกาะแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ สนอร์เกิล เกาะไหง กิจกรรมยอดฮิตที่สุดของเกาะ เพราะเกาะไหงเป็นเกาะเล็ก ๆ และรายรอบไปด้วยน้ำทะเลใสและปะการังน้ำตื้นอยู่รอบเกาะ

อีกทั้งเกาะบริวารของเกาะไหง เช่น เกาะเชือก เกาะมุก เกาะกระดาน เกาะม้า ยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดำน้ำดูปะการังน้ำตื้น นักท่องเที่ยวสามารถซื้อโปรแกรมทัวร์ไปดำน้ำตื้นในเกาะบริวารรอบ ๆ หรืออาจจะแค่สนุกสนานกับการดำน้ำตื้นอยู่ริมชายหาด ก็เพลิดเพลินได้ไม่เบาเลยเช่นกัน

เกาะไหงมีกิจกรรมมากมายให้เลือกทำ ไม่ว่าจะเป็นสกูบาไดวิ่ง ทัวร์ดำน้ำ สนอร์ติ้ง เรือแคนู หรือนั่งเรือไปยังเกาะอื่น ๆ หรือจะเป็นเดินป่าที่มีชื่อเห็นจะเป็นถ้ำมรกต (ชื่อเดียวกับที่เกาะมุก แต่เป็นคนละที่กัน) ที่สามารถพายเรือล่องสายน้ำเข้าไปในปากถ้ำ



เกาะไหงเป็นเกาะเล็ก ๆ แต่การเดินสำรวจรอบเกาะเป็นสิ่งที่น่าลองทำดู มีเส้นทางมากมายไปตามป่าและภูเขา สามารถเดินจากชายหาดหลักขึ้นไปยังจุดชมวิวบนเขาได้ ที่นี่มีป้ายบอกทางไว้มากมาย ขาลงสามารถเดินตามเส้นทาง sunset point หรือ paradise beach ผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวแอดเวนเจอร์ ที่เกาะไหงแห่งนี้สามารถเดินข้ามเขาจากชายหาดด้านทิศตะวันออกไปยังชายหาดด้านทิศตะวันตกได้

ถ้าเดินทางในช่วงเช้าระหว่างทางมีต้นไม้ใหญ่มากมาย หากโชคดีจะได้เห็นฝูงนกเงือก (great hornbill) ที่มีให้ชมนับ 10 ตัว ซึ่งนกเงือกเหล่านี้จะคุ้นเคยกับผู้คนมาก หากมีเวลาไปเที่ยวเกาะไหงกันให้ได้สักครั้ง เพราะว่าเกาะแห่งนี้มีความสวยงามจริง ๆ สมกับที่หลายคนขนานนามเกาะแห่งนี้ว่า "หนึ่งในเกาะมัลดีฟเมืองไทย" เลยทีเดียว


https://www.prachachat.net/local-economy/news-314695

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 13-04-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,423
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


เจ้าท่าฯแจงขยะเกลื่อนท่าเรือไปเสม็ด เร่งแก้ไข!!

ระยอง - "พล่ากุ้ง"โพสคลิปขยะเกลื่อนท่าเรือ เจ้าท่าฯลงตรวจ ระบุไม่เพิกเฉยเก็บเดือนละ 3 ครั้ง แต่ก็ยังไม่หมด ต้นตอเรือประมงเรือสินค้าหยุดทิ้งขยะลงทะเล วอนหยุดทิ้ง เตรียมประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมหาทางกำจัดขยะทะเล ที่ถูกพัดมายังหาดเพเดือนละหลายตันกระจายทั่วทุกพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่เป็นร่องน้ำชายฝั่ง



จากกรณีที่ ดีเจพล่ากุ้ง ได้โพสคลิป ในเฟสบุ๊ค plakung ซึ่งเป็นเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยมีข้อความว่า "ทำอะไรสักอย่างได้ไหมครับ ขอร้อง อายเค้านะ จริงๆนะ อย่าโกรธผมนะ ผมหวังดีกับธุรกิจของพี่ๆ และธรรมชาติของบ้านเรานะ นิดๆหน่อยๆ จะไม่ว่าเลย แต่นี่มันเยอะไปจริงๆนะ ทำเลย เอาพนักงาน เด็กเรือ ของพี่ๆก็ได้ครับ ถ่ายรูปก่อนเก็บ กับหลังเก็บที่ใส่ถุงเรียบร้อย เชื่อผม !!! คนจะมาสรรเสริญ และมาเที่ยวท่าเรือแห่งนี้ อีกเยอะแยะมากมายนะครับ ทำเลยนะ ไม่ต้องรอ ขอบคุณล่วงหน้าเลยครับ"

พร้อมถ่ายคลิปภาพบรรยากาศของท่าเรือนวลทิพย์ ท่าเรือโดยสาร ฝั่งเพ-เกาะเสม็ด ตั้งอยู่ห่างจาก สภ.เพ ประมาณ 100 เมตร ด้านขวา ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง ภาพในคลิป เป็นภาพของ ดีเจพล่ากุ้ง กำลังถ่ายภาพตัวเองที่ยืนอยู่บนท่าเรือ แล้วพูดถึงขยะจำนวนมากที่ไปกองกระจายอยู่ใต้อาคารทางเรือที่ติดกับชายหาด หลังเผยแพร่คลิปออกไป ทำให้มีการแชร์คลิปไปทั่ว โดยเฉพาะชาวระยองที่มีการวิพากษ์วิจารณ์จนเกิดความเสียหายต่อการท่องเที่ยว.



ความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว วันที่ 12 ม.ย. 2562 นายพงษ์อนันต์ จันทร์ไพร ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง และ น.ส.ชญาภา นิยมสมบัติ เจ้าพนักงานขนส่ง สนง. เจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง พร้อมเจ้าหน้าที่ได้เดินทางเข้าตรวจสอบท่าเรือนวลทิพย์ ท่าเรือโดยสาร บ้านเพ-เกาะสม็ด ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อเข้าตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีที่มีการโพสคลิป ลงบนเฟสบุ๊ค ของดีเจ พล่ากุ้ง

เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณท่าเรือนวลทิพย์ ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ ตรวจสอบภายในท่าเรือ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังขึ้นเรือข้ามไปเกาะเสม็ดในวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์

ต่อมานายจรูญ รุ่งหิรัญ ผจก.ท่าเรือนวลทิพย์ ได้พาเจ้าหน้าที่ทั้งหมดลงไปตรวจสอบบริเวณชายหาด ใต้ท่าเรือ พบมีขยะพลาสติกและขวดแก้วกระจายอยู่ทั่วชายหาด ขยะพลาสติกที่มีน้ำหนักเบาได้ถูกคลื่นซัดเข้าไปใต้อาคารท่าเรือ ที่เปิดโล่ง

สำหรับขยะที่พบส่วนใหญ่เป็นถุงปุ๋ยสีขาว และ ถุงพลาสติกขนาดใหญ่สีฟ้า รวมถึงขวดเบียร์ และ กล่องโฟม ที่ลอยมาเกยหาด ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร มีท่าเรือสำหรับเรือประมงขนาดใหญ่เทียบท่า มีเรือกว่า20ลำเทียบท่าอยู่

นายจรูญ รุ่งหิรัญ ผจก.ท่าเรือนวลทิพย์ เปิดเผยว่า สำหรับคลิปที่ดีเจ พล่ากุ้ง เผยแพร่ออกไป ยอมรับว่ามีขยะจริง แต่ทางท่าเรือไม่ได้ปล่อยปละละเลยทางท่าเรือฯได้มีการจัดเก็บขยะเป็นประจำถึง 3 ครั้งต่อเดือน ล่าสุดเพิ่งเก็บขยะไปเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากขยะมีจำนวนมาก ถูกคลื่นซัดเข้ามาทุกวัน ไม่เฉพาะท่าเรือนวลทิพย์เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากขยะจากทะเล บ้านประมงและทั่วอ่าวเพก็จะได้รับผลกระทบตลอดแนวชายหาดบ้านเพ ระยะทางกว่า 2 กม.

สาเหตุเกิดจากพื้นที่ของหาดบ้านเพเป็นอ่าวเว้าและเป็นร่องน้ำ ขยะทั้งหมดก็ถูกคลื่นซัดจากทะเลจึงมาเกยหาด ทุกวันจะมีขยะจากทะเลหลายร้อยกิโลกรัมหลายพันชิ้นถูกคลื่นซัดมา ถึงจะเก็บทุกวันก็ยังมีขยะอยู่ หากต้นตอคือ เรือประมง เรือสินค้า และ ประชาชน ยังไม่หยุดทิ้งขยะลงทะเล ซึ่งจะเห็นได้จากหลักฐานขยะที่พบจะบ่งชี้ชัดเจนว่ามาจากแหล่งใด เช่น กระสอบปุ๋ยสีขาว ถุงพลาสติกสีฟ้า ที่ใช้ในเรือประมง เพื่อใส่ปลาและหมึก ขวดเครื่องดื่มคาดว่ามาจากเรือสินค้า นับเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ประกอบการ ที่ไม่สามารถทำให้ขยะหมดไปจึงทำได้เพียงแค่เก็บเพื่อไม่ให้ขยะเพิ่มขึ้น จึงขอให้เข้าใจท่าเรือนวลทิพย์ และ ฝากถึงเจ้าของคลิปด้วย.



นายยานยนต์ อรุณเวสสะเศรษฐ ผู้บริหารท่าเรือนวลทิพย์ ได้กล่าวว่า หากทางเจ้าท่าฯอนุญาตให้สร้างเป็นแนวกั้นใต้อาคารท่าเรือ เพื่อดักขยะไม่ให้เข้าไปด้านใน เพราะไม่สามารถเข้าไปเก็บได้ถึงในจุดด้านใน ก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถเก็บขยะได้ง่ายขึ้น ทางท่าเรือฯก็ยินดีจะก่อสร้างด้วยงบประมาณของตัวเอง และ ขอวิงวอนให้ผู้ที่ทิ้งขยะลงทะเลควรหยุดทิ้ง ก่อนที่ธรรมชาติและสัตว์ทะเลจะเสียหายไปมากกว่านี้

ขณะที่ นายพงษ์อนันต์ จันทร์ไพร ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พบว่าทางท่าเรือได้มีการเก็บขยะเป็นประจำอยู่แล้ว 3 ครั้งต่อเดือน แต่จำนวนขยะถูกพัดพามาจากทะเลทุกวันจึงยากแก่การกำจัดให้หมดไป แต่ถึงอย่างไรก็จะมีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เพื่อหาวิธีป้องกันอย่างถาวร จึงอยากประชาสัมพันธ์ชี้แจง ให้ผู้ที่นำเสนอคลิป และ ประชาชน ได้ร้บรู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว....


http://www.nationtv.tv/main/content/378704780/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 13-04-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,423
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


ฝุ่นควันภาคเหนือยังเกินค่ามาตรฐานทุกสถานี วิกฤต PM2.5 สีแดง 7 พื้นที่ 'เชียงราย' สูงสุด

ฝุ่นพิษภาคเหนือ 12 เม.ย.เกินมาตรฐานทุกสถานี วิกฤตสีแดง 7 พื้นที่ "เชียงราย" สูงสุด 194 มคก./ลบ.ม. ส่วนภาคกลางเกินมาตรฐาน "ปากน้ำโพ"



นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2562 เวลา 09.00 น. พบว่าค่าฝุ่นละอองส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน เมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน โดยคุณภาพอากาศมีค่าอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ-มีผลกระทบต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสีแดง (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) 7 พื้นที่ และพื้นที่สีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) 10 พื้นที่ โดยปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 66-194 มคก./ลบ.ม. (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) ส่วนปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 93-243 มคก./ลบ.ม.

สำหรับค่าฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ต่างๆ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย ต.เวียง อ.เมือง 83 มคก./ลบ.ม. ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย 194 มคก./ลบ.ม. จังหวัดเชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง 99 มคก./ลบ.ม. ต. ศรีภูมิ อ.เมือง 85 มคก./ลบ.ม. ต.สุเทพ อ.เมือง 69 มคก./ลบ.ม. ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม 93 มคก./ลบ.ม. จังหวัดลำปาง ต.พระบาท อ.เมือง 84 มคก./ลบ.ม. ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ 75 มคก./ลบ.ม. ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ 80 มคก./ลบ.ม. ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ 80 มคก./ลบ.ม.

จังหวัดลำพูน ต.บ้านกลาง อ.เมือง 86 มคก./ลบ.ม. จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต.จองคำ อ.เมือง 104 มคก./ลบ.ม. จังหวัดน่าน ต.ในเวียง อ.เมือง 120 มคก./ลบ.ม. ต.ห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ 165 มคก./ลบ.ม. จังหวัดแพร่ ต.นาจักร อ.เมือง 75 มคก./ลบ.ม. จังหวัดพะเยา ต.บ้านต๋อม อ.เมือง 126 มคก./ลบ.ม. จังหวัดตาก ต.แม่ปะ อ.แม่สอด 66 มคก./ลบ.ม. ส่วนภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง 51 มคก./ลบ.ม.

นายประลอง กล่าวว่า คพ. ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่งดการเผาในที่โล่งเพื่อป้องกันการเพิ่มสูงขึ้นของฝุ่นละอองอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในกรณีที่ประชาชนอยู่ในพื้นที่ที่ปริมาณฝุ่นละอองมีผลกระทบต่อสุขภาพ ขอให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมกลางแจ้ง สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ขณะเดียวกันประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยงควรเฝ้าระวังสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวี้ด ใจสั่น คลื่นไส้ วิงเวียนศรีษะ แน่นหน้าอก ให้รีบพบแพทย์ ผู้มีโรคประจำตัวควรเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างน้อย 5 วัน และสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ http://air4thai.pcd.go.th และแอพลิเคชั่น air4thai และติดตามข่าวสารการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหมอกควัน 9 จังหวัดภาคเหนือได้ทาง www.pcd.go.th


https://greennews.agency/?p=18865

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:43


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger