เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,932
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีฝนฟ้าคะนอง และมีลมกระโชกแรงบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 28 - 31 มีนาคม 62 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไป โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในบริเวณประเทศไทย

ส่วนในช่วงวันที่ 1 - 3 เมษายน 62 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 1 - 3 เม.ย. มี.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรระมัดระวัง และป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (88.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (96.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (96.9 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,932
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


โลกปล่อยคาร์บอนทุบสถิติ



สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เผยเมื่อ 26 มี.ค.ว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกและทำให้โลกร้อนขึ้นจากภาคพลังงานทั่วโลกสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2561 ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานและถ่านหินพุ่งสูงขึ้น ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย โดยการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงานเพิ่มขึ้น 1.7% จากปี 2560 เป็น 33,100 ล้านตันในปี 2561 ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 โดยภาคพลังงานเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนส่วนใหญ่ถึง 2 ใน 3.


https://www.thairath.co.th/content/1530293
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,932
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


การดำเนินงานแก้ไขปัญหาหมอกควัน 9 จังหวัดภาคเหนือ 27 มีนาคม 2562



สถานการณ์หมอกควันภาคเหนือ ประจำวันที่ 27 มีนาคม 2562 ณ เวลา 09.00 น. พบว่าค่าฝุ่นละอองมีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่ คุณภาพอากาศมีค่าอยู่ในเกณฑ์ดี ? มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นสีส้ม 9 พื้นที่ (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) พื้นที่สีเหลือง 4 พื้นที่ (คุณภาพอากาศปานกลาง) พื้นที่สีแดง 3 พื้นที่ (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) และพื้นที่สีเขียว 1 พื้นที่ (คุณภาพอากาศดี)

- ค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 34 - 209 มลก./ลบ.ม. (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.)

- ค่า PM10 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 50 - 237 มลก./ลบ.ม. (มาตรฐานไม่เกิน 120 มคก./ลบ.ม.)

ทั้งนี้สามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ air4thai.pcd.go.th และแอพลิเคชั่น air4thai


จังหวัดเชียงใหม่

- นายมนัส สุริยสิงห์ นายอำเภอแม่วาง ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการสั่งการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าอำเภอแม่วาง ลงพื้นที่เพื่ออำนวยการสั่งการแก้ไขปัญหาการเกิดไฟป่าในพื้นที่ ณ จุดตรวจคัดกรองการเข้าพื้นที่ป่าบ้านสันปูเลย ม.9 ต.ดอนเปา โดยได้มอบหมายภารกิจและปล่อยแถวการเข้าปฏิบัติภารกิจ ซึ่งแบ่งกำลังเป็น 2 ชุด ชุดที่ 1 เข้าตรวจสอบและดับไฟที่บริเวณดอยสันโคมฟ้า และชุดที่ 2 เข้าตรวจสอบและดับไฟที่จุดห้วยยาว โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต.ดอนเปา ชุดป้องกันภัยฯ อบต.ดอนเปา ชุดอุทยานพิทักษ์ป่าฯ ห้วยตาด สถานีควบคุมไฟป่าออบขาน พร้อมทั้งได้มอบเครื่องดื่มเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่

- อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ พบจุดความร้อนในพื้นที่จำนวน 1 จุด บริเวณห้วยงู บ้านเปียง หมู่ที่ 2 ตำบลเทพเสด็จ จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ได้เข้าดำเนินการตรวจสอบพร้อมชาวบ้าน พบว่าเกิดไฟรุนแรงเนื่องจากพื้นที่เป็นเขาสูงและมีต้นไผ่จำนวนมาก ทำให้ยากต่อการเข้าดับไฟ จำเป็นต้องทำแนวกันไว้เป็นระยะ เพื่อให้ไฟลดความรุนแรงลง จึงสามารถเข้าดำเนินดับไฟได้ ซึ่งขณะนี้ไฟดับเรียบร้อยแล้ว

- สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 8 กำแพงเพชร และเทศบาลนครเชียงใหม่ ได้นำรถหุ่นยนต์ดับเพลิงควบคุมระยะไกลฉีดพ่นม่านน้ำ ดำเนินการฉีดพ่นละอองน้ำเพิ่มความชุ่มชื่น และลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์เชียงใหม่ และบริเวณข่วงประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่

- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ ดำเนินการฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง และเพิ่มความชื่นในอากาศ อาทิเช่น อำเภอแม่ริม อำเภอดอยสะเก็ด


จังหวัดตาก

ศูนย์บัญชาการหมอกควันและไฟป่าอำเภอแม่สอดจัดรถดับเพลิงทำการฉีดพ่นละอองน้ำและล้างถนน เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศในพื้นที่อำเภอแม่สอด โดยได้รับการสนับสนุนรถดับเพลิงจากเทศบาลนครแม่สอด เทศบาลตำบลท่าสายลวด องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ปะ และศูนย์ ปภ.เขต 9 พิษณุโลก


จังหวัดลำปาง

จังหวัดลำปางบูรณาการความร่วมมือเพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิง แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง จัดบุคลากรร่วมกิจกรรมโครงการลดปริมาณเชื้อเพลิงในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ (จังหวัดลำปาง ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน และเชียงราย) ร่วมกับกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับกรมราชทัณฑ์ ทหาร และประชาชนจิตอาสา โดยมีนางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธาน ณ อ่างเก็บน้ำวังเฮือ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง


จังหวัดลำพูน

- นายสุเจตน์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ) มอบเครื่องเป่าลมและเสื้อแดง ให้แก่เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าผาเมือง ? ลำพูน เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่า

- สถานีควบคุมไฟแม่ปิง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) เจ้าหน้าที่หน่วยดับไฟป่าเคลื่อนที่โปงทุ่ง ปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจหาไฟในเขตพื้นที่รับผิดชอบ และประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ขอความร่วมมือในการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน พร้อมทั้งแจกโปสเตอร์ แผ่นพับความรู้เรื่องไฟป่าแก่ราษฎรบ้านทุ่งคอกช้าง ม.9 ต.ดอยเต่า อ.ดอยเต่า


จังหวัดพะเยา

จังหวัดพะเยาร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา) ร่วมดำเนินมาตรการเพิ่มความชุ่มชื้นและลดหมอกควัน ฝุ่นละอองในอากาศ โดยนำรถยนต์บรรทุกน้ำ รถดับเพลิง ทำการฉีดพ่นละอองน้ำเพิ่มความชุ่มชื่น และลดหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ
ทำความสะอาดถนน ต้นไม้ ณ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดพะเยา


จังหวัดแพร่

- สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่ ร่วมกับที่ว่าการอำเภอเด่นชัย จัดอบรมเครือข่ายราษฏรอาสาสมัครเครือข่ายป้องกันแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเด่นชัย โดยมีนายอิสรา สุขแจ่มใส นายอำเภอ อ.เด่นชัย เป็นประธานในพิธี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายอาสาสมัครการมีส่วนร่วม ตลอดจนปลูกจิตสำนึกการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าของจังหวัดแพร่

- สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแพร่ ปฏิบัติการฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและเพิ่มความชื้นในอากาศเป็นประจำทุกวัน โดยได้รับการสนับสนุนรถหุ่นยนต์ดับเพลิงแรงดันสูงควบคุมระยะไกลจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 15 เชียงราย และได้รับการสนับสนุนรถน้ำดับเพลิงพร้อมเจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองแพร่ กองพันทหารม้าที่ 12 แขวงทางหลวงแพร่ แขวงทางหลวงชนบท อบจ.แพร่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทุกแห่งร่วมปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง


จังหวัดเชียงราย

หน่วยงานราชการ ทุกภาคส่วน และประชาชน ร่วมฉีดพ่นละอองน้ำในพื้นที่เขตรับผิดชอบตามข้อ สั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ ซึ่งจังหวัดเชียงรายได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ช่วยกันฉีดพ่นละอองน้ำในทุกครัวเรือนและชุมชน


จังหวัดน่าน

- สถานีควบคุมไฟป่าศรีน่าน และสถานีควบคุมไฟป่าเขาชะเมา-เขาวง สถานีควบคุมไฟป่าเขาสอยดาวอุทยานแห่งชาติขุนสถาน หน่วยส่งเสริมการควบคุมไฟป่านาน้อย กรมทหารราบหมู่ รส.ม.2.พันที่ 15 กรมทหารพรานที่ 32 องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองลี และราษฎรตำบลเมืองลี อำเภอนาหมื่น ปฏิบัติการดับไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติขุนสถาน ห้วยน้ำลี ดอยผาแมว ตำบลเมืองลี อำเภอนาหมื่น พบพื้นที่ป่าเบญจพรรณเสียหาย 26 ไร่ ปฏิบัติการดับไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติขุนสถาน ห้วยอ้อย ดอยผาแมว ตำบลเมืองลี อำเภอ นาหมื่น พบพื้นที่ป่าเบญจพรรณเสียหาย 22 ไร่ และปฏิบัติการดับไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติขุนสถาน ห้วยน้ำปิง ดอยผาแมว ตำบลเมืองลี อำเภอ นาหมื่น พบพื้นที่ป่าเบญจพรรณเสียหาย 20 ไร่

- สถานีควบคุมไฟป่าดอยภูคา ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา เจ้าหน้าที่โครงการ พมพ. 5 (บ้านปางแก) และราษฏรบ้านปางแก ตำบลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง ปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่ป่าชุมชน บ้านปางแก ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูคาและป่าผาแดง ท้องที่บ้านปางแก ตำบลทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พบพื้นที่ป่าเบญจพรรณเสียหาย 7 ไร่

- กรมทหารพรานที่ 32 ปฏิบัติการดับไฟป่าร่วมกับราษฎรบ้านใหม่ชัยธงรัตน์ ในพื้นที่สันห้วยตูบ ท้องที่บ้านใหม่ชัยธงรัตน์ ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ พบพื้นที่ป่าเสียหาย 10 ไร่ และยังได้ร่วมกับ ชป.ควบคุมไฟป่าและหมอกควันที่ 2 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติขุนสถาน และราษฎรบ้านน้ำลีใต้ ตำบลปิงหลวง อำเภอนาหมื่น ปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่ห้วยเป็ก ท้องที่บ้านน้ำลีใต้ ตำบลปิงหลวง อำเภอนาหมื่น พบพื้นที่ป่าเสียหาย 50 ไร่

- หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปกครองในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้ดำเนินการฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและลดปัญหามลพิษหมอกควันในอากาศ เนื่องจากปัญหาไฟป่าและหมอกควันในหลายพื้นที่ อาทิเช่น อำเภอแม่จริม อำเภอเวียงสา


จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นางสาวชนเขต บุญญขันธ์ ประธานหอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์และเครือข่ายสาธารณสุขในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เข้ายื่นข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นในการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ต่อนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้ทางจังหวัดนำไปพิจารณาดำเนินการตามมุมมองของภาคเอกชนที่เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะหาทางออกร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และต้องการสะท้อนเสียงของคนแม่ฮ่องสอนให้รัฐบาลได้รับรู้ ถึงภาวะที่ประชาชนต้องอดทนต่อภาวะเสี่ยงภัยจากการเกิดไฟป่าและหมอกควัน รวมถึงยอมจำนนต่อความถดถอยของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบในทุกปีอย่างไม่มีทางเลือก ซึ่งนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนกล่าวว่า "การเกิดไฟป่าในพื้นที่ทางจังหวัดสามารถควบคุมได้ในระดับเกณฑ์ที่ดี เพราะมีการสั่งการเพิ่มโดยตลอด วางมาตรการทั้งจับกุม ห้ามเข้าป่าในบางพื้นที่ และตั้งด่านตรวจค้น ซึ่งถ้าเทียบกับปีที่แล้วไฟป่าลดลง แต่ที่ควบคุมไม่ได้คือหมอกควัน เพราะอากาศไม่ถ่ายเท จึงมีการสะสมเพิ่มในแต่ละวัน โดยทางจังหวัดพยายามฉีดน้ำเพื่อสลายหมอกควันกันอย่างเต็มที่เช่นกัน"




https://www.prachachat.net/general/news-307917

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,932
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวอิศรา


ทำไมต้องเผาอ้อย ? ................... .เขียนโดยภัทรียา นวลใย ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

"...ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐไม่นิ่งนอนใจ ได้มีมาตรการออกมาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เห็นชัด ๆ 2 มาตรการ คือ 1) การคิดค่าปรับอ้อยไฟไหม้แล้วนำเงินไปเฉลี่ยเพิ่มให้กับเกษตรกรที่ขายอ้อยสด ซึ่งเป็นมาตรการที่มีมานานแล้วกว่า 30 ปี โดยในปีการผลิตปัจจุบันคิดค่าปรับที่ 30 บาท/ตัน และ 2) การกำหนดสัดส่วนให้โรงงานรับซื้ออ้อยสดไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ต่อปริมาณอ้อยเข้าหีบต่อวัน ..."



สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่และกระทบต่อสุขภาพประชาชนเป็นอย่างมาก จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา PM 2.5 มาจาก 2 สาเหตุหลักด้วยกันคือ 1) การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล และ 2) การเผาพืชตามไร่นา สำหรับภาคอีสานมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศและมักประสบปัญหา PM 2.5 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายนที่เป็นช่วงเก็บเกี่ยวอ้อย โดยปัญหานี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นในช่วงที่อากาศแล้งและมีปริมาณฝนน้อย เนื่องจากการชะล้างฝุ่นละอองเป็นไปอย่างจำกัด การเผาอ้อยจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาดังกล่าว

การเก็บเกี่ยวอ้อยสามารถทำได้ 2 วิธี วิธีแรก คือ การตัดอ้อยสด และวิธีที่สอง คือ การเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว หรือที่เรียกกันว่า ?อ้อยไฟไหม้? ซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของปริมาณอ้อยทั้งหมด ถามว่าทำไมต้องเผาอ้อย เมื่อมาดูแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการเผาอ้อยพบว่ามีอยู่อย่างน้อย 3 ประการด้วยกัน ประการแรก คือ อ้อยไฟไหม้ตัดง่ายกว่าและรายได้ดีกว่า การที่แรงงานเผาอ้อยก่อนตัดทำให้สามารถตัดอ้อยได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาลอกกาบใบ จึงตัดได้ในปริมาณที่มากกว่าอ้อยสดประมาณ 2 เท่า ส่งผลให้โดยรวมแล้วหากแรงงานเลือกตัดอ้อยไฟไหม้จะมีรายได้สูงกว่าตัดอ้อยสดประมาณ 100 บาท/วัน (1) ประกอบกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน ยิ่งส่งผลให้แรงงานมีอำนาจต่อรองในการตัดอ้อยไฟไหม้เพิ่มขึ้น ประการที่สอง คือ รถตัดอ้อยมีน้อยและไม่เหมาะสมกับพื้นที่ เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการเก็บเกี่ยวโดยใช้รถตัดและแรงงาน พบว่า การเช่ารถตัดอ้อยมีต้นทุนที่สูงกว่าการจ้างแรงงานประมาณ 1,000 ? 1,400 บาท/ไร่ เนื่องจากรถตัดอ้อยมีจำนวนน้อยเพราะมีราคาสูงถึง 6-12 ล้าน ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมากสำหรับการลงทุนของเกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย นอกจากนี้ยังพบว่า การใช้รถตัดอ้อยอาจไม่เหมาะสมกับกรณีไร่อ้อยในไทย เนื่องจากระยะห่างในไร่ที่เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ปลูกมีความกว้างน้อยกว่าขนาดหน้ากว้างของตัวรถ ประการสุดท้าย คือ โรงงานน้ำตาลให้คิวอ้อยไฟไหม้ก่อนอ้อยสด เนื่องจากหากโรงงานไม่รีบซื้อภายใน 48 ชั่วโมง ค่าความหวานและน้ำหนักของอ้อยไฟไหม้จะลดลงเร็วกว่าอ้อยสด โดยหากทิ้งไว้ 2 สัปดาห์ อ้อยสดจะมีน้ำหนักลดลงร้อยละ 14 ในขณะที่อ้อยไฟไหม้จะมีน้ำหนักลดลงถึงร้อยละ 20 (2)


ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และกรมควบคุมมลพิษ

หมายเหตุ: ข้อมูล PM 2.5 เป็นข้อมูลของสถานีส่วนอุทกวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำภาคที่ 4 ขอนแก่น


ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐไม่นิ่งนอนใจ ได้มีมาตรการออกมาแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เห็นชัด ๆ 2 มาตรการ คือ 1) การคิดค่าปรับอ้อยไฟไหม้แล้วนำเงินไปเฉลี่ยเพิ่มให้กับเกษตรกรที่ขายอ้อยสด ซึ่งเป็นมาตรการที่มีมานานแล้วกว่า 30 ปี โดยในปีการผลิตปัจจุบันคิดค่าปรับที่ 30 บาท/ตัน และ 2) การกำหนดสัดส่วนให้โรงงานรับซื้ออ้อยสดไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ต่อปริมาณอ้อยเข้าหีบต่อวัน ซึ่งเป็นมาตรการที่บังคับใช้ไปเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา แล้วคำถามสำคัญ คือ มาตรการเหล่านี้ได้สร้างแรงจูงใจเพียงพอที่จะลดการเผาอ้อยหรือไม่ ซึ่งพบว่า ยังไม่เห็นผลสำเร็จมากนัก สะท้อนจากอ้อยเข้าหีบที่ยังเป็นอ้อยไฟไหม้ประมาณร้อยละ 60

สำหรับในระยะยาวมีมาตรการที่คาดว่าจะดำเนินการเพิ่มเติม คือ ขยายสินเชื่อเครื่องจักรกล วงเงิน 1,500 ล้านบาท/ปี ภายใต้โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร ระยะที่ 2 ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่รอเสนอ ครม. อนุมัติ นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายและสมาคมโรงงานน้ำตาลจะร่วมมือทำแผนงานเพื่อลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี และกำหนดเป้าหมายจะไม่มีอ้อยไฟไหม้ในปี 2565 อย่างไรก็ดี มาตรการที่จะทำเพิ่มนี้อาจช่วยแก้ปัญหาได้ไม่มากนัก เนื่องจากปัจจุบันรถตัดที่มีอยู่ก็ถูกใช้งานเพียงร้อยละ 35 เท่านั้น สะท้อนว่ายังมีกำลังการผลิตส่วนเกินสูง และอาจเป็นไปได้ยากที่จะให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระยะปลูก นอกจากนี้ยังพบปัญหาการจัดระบบคิวที่ยังเป็นข้อจำกัดในการใช้รถตัดเช่นกัน

จากมาตรการที่อาจยังไม่เห็นผลมากนัก หลายภาคส่วนจึงได้ช่วยกันหาทางออกเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง โดยมีแนวทางที่น่าสนใจ คือ 1) เพิ่มค่าปรับให้รุนแรงขึ้นและเพิ่มเงินจูงใจให้อ้อยสดอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้โรงงานเป็นผู้จ่ายส่วนเพิ่ม ซึ่งแนวคิดนี้มีความน่าสนใจที่ว่า เงินที่หักเพิ่มขึ้นไม่ควรแต่คำนึงถึงต้นทุนเอกชน (Private Cost) แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม (Social Cost) ที่รวมต้นทุนภายนอก (External Cost) เข้ามาด้วย เช่น ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และจำเป็นต้องมีการศึกษากลไกเพิ่มเติมว่า แนวทางที่เป็นไปได้ควรเป็นอย่างไร เงินจูงใจที่จ่ายจำเป็นต้องตกไปถึงแรงงานตัดอ้อยหรือไม่จึงจะทำให้กลไกสำเร็จ 2) ควรสำรวจความต้องการใช้รถตัดในแต่ละพื้นที่ พัฒนารถตัดที่เหมาะกับแปลงในไทย รวมทั้งวางระบบคิว เพื่อให้การใช้งานรถตัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจจากต่างประเทศ คือ การวางแผนระบบตั้งแต่เพาะปลูกถึงเก็บเกี่ยวอย่างครบวงจรเช่นในประเทศบราซิล โดยเมื่อถึงฤดูเพาะปลูกจะมีการวางแผนร่วมกันกับโรงงาน และจะทยอยเก็บเกี่ยวผ่านข้อมูลรายแปลงที่บันทึกไว้ พร้อมทั้งวางระบบคิวการใช้รถตัดตลอดจนถึงคิวเข้าโรงงานแต่ละแปลง อย่างไรก็ดี มาตรการต่างๆ ล้วนมีความน่าสนใจและมีความเป็นไปได้ที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องหาแนวทางที่เหมาะสมกับกรณีประเทศไทยซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันหลายภาคส่วนที่ต้องช่วยกันคิดและช่วยกันแก้ปัญหา มิเช่นนั้นแล้ว ปัญหาดังกล่าวก็จะอยู่กับเราต่อไป


https://www.isranews.org/isranews-ar...cle-75079.html
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,932
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


'ภูฏาน' เป็นประเทศแรกและประเทศเดียวของโลก ที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่ากับศูนย์



ฟังไม่ผิดหรอกว่า ประเทศภูฏาน มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับศูนย์ และไม่ใช่แค่มีสภาพการปล่อยคาร์บอนที่เป็นกลาง (carbon-neutral) เท่านั้น แต่ยังติดลบ (carbon-negative) อีกด้วย

สาเหตุง่ายๆ ก็คือประเทศนี้มีปริมาณป่าไม้ที่ปล่อยออกซิเจนมากกว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาปีละ 1.1 ล้านตัน อีกทั้งยังส่งออกกระแสไฟฟ้าจากพลังงานที่หมุนเวียนขายให้กับอินเดียอีกด้วย จึงทำให้ภูฏานมีปริมาณปล่อยคาร์บอนติดลบ

ขณะเดียวกันหากภูฏานยังผลิตและส่งออกพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในอัตรานี้ต่อไป ภายในปี 2020 ภูฏานจะมีส่วนช่วยโลกลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 17 ล้านตันในแต่ละปี (1)

เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ประเทศเล็กๆ ขนาดเท่ากับ จ.อุบลราชธานี กลับสามารถช่วยโลกได้อย่างมากมายมหาศาล ตรงกันข้ามกับประเทศมหาอำนาจบางประเทศที่หันหลังให้กับความตกลงปารีส และยังเดินหน้าทำลายสิ่งแวดล้อมโลกต่อไป ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน

แต่ภูฏานทำให้เห็นแล้วว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดกันที่ GDP เท่านั้น แต่ต้องวัดกันที่สวัสดิภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งคำนวณไม่ได้ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อีกทั้งมูลค่าแฝงของ GDP นั้นเลวร้ายมาก เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย หมายถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนปริมาณมหาศาลด้วย

แน่นอนว่า เมื่อพิจารณาจากตัววัดความเจริญก้าวหน้าแบบสากล ภูฏานเป็นประเทศที่อยู่รั้งท้ายตารางในหลายดัชนี อีกทั้งดัชนีความสุขมวลรวม หรือ GNH ที่ภูฏานใช้เป็นมาตรวัดความสำเร็จของตัวเอง ยังถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ และความเป็นสากล

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศที่มีประชากรเพียง 750,000 คน คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะมุ่งผลักดันกรอบการพัฒนาแนวใหม่ แม้ว่าโลกจะไม่เดินทางตามภูฏาน แต่ภูฏานคงหวังว่าจะเป็นตัวอย่างให้ตระหนักได้ก็ยังดี



คำถามก็คือ แม้ภูฏานจะเป็นประเทศแนวหน้าในการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ด้วยความที่ด้อยพัฒนาในหลายด้าน (ตามมาตรวัดสากล) หลายคนคงสงสัยว่าชาวภูฏานคงไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนยุคหินหรือมนุษย์ยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมกันเลยหรือ ถึงได้มีคาร์บอนเพียงน้อยนิด?

คำตอบของคำถามนี้มีอยู่ 2 ระดับ ระดับแรกคือนโยบายของภาครัฐที่อิงกับความยั่งยืน และระดับที่ 2 คือวิถีชีวิตที่อิงกับจิตวิญญาณของภูฏาน


ในส่วนของนโยบายภาครัฐ

นับตั้งแต่ปี 2009 รัฐบาลใหม่ผลักดันนโยบายหลายอย่างที่ทำให้ปริมาณคาร์บอนลดลงมหาศาล เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำ มีส่วนอย่างมากในการลดการเผาผลาญพลังงานฟอสซิล, มีความร่วมมือกับบริษัทรถยนต์ชั้นนำของโลก คือ Nissan เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า, รัฐบาลลดราคารถพลังงานไฟฟ้าและผันงบประมาณอุดหนุนราคาหลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงาน, มีการตั้งเป้าเป็นรัฐบาลปลอดกระดาษในอีกไม่นาน, มีการลงนามข้อตกลงที่กำหนดว่าปริมาณป่าไม้ของประเทศจะต้องไม่น้อยกว่า 60% ของพื้นที่ทั้งประเทศ และเพื่อรักษาพื้นที่ป่า รัฐบาลปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทได้ใช้ฟรี เพื่อลดการตัดไม้มาทำฟืน (2)


ในส่วนของภาคประชาชน

แน่นอนว่า ประชากรส่วนใหญ่ของภูฏานยังเป็นชาวชนบท แต่ก่อนต้องอาศัยการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้ฟืนในการหุงต้มและให้ความอบอุ่น แต่เพราะความใจกว้างของรัฐที่ออกค่าไฟให้ฟรี ทำให้พวกเขาตัดไม้ทำลายป่าน้อยลง มีโอกาสได้เข้าถึงการคมนาคมขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ชาวภูฏานเข้าถึงความทันสมัย แต่เป็นภัยกับสิ่งแวดล้อมน้อยจนเหลือเชื่อ

ขณะเดียวกันพวกเขายังสามารถรักษาจิตวิญญาณของความเป็น "มนุษย์พรีโมเดิร์น" เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไปพร้อมๆ กับการเป็น "มนุษย์โมเดิร์น"



ศาสนาเป็นองค์ประกอบก่อนความเป็นสมัยใหม่ที่ยังบทบาทสำคัญในชีวิตของชาวภูฏาน และมีส่วนอย่างมากในการสร้างสังคมที่อิงกับ ?ความสุขมวลรวมประชาชาติ? แทนที่จะอิงกับความมั่งคั่งแห่งชาติ

ในระยะหลังมีการศึกษาความเชื่อมโยงเกี่ยวกับหลักคำสอนทางพุทธศาสนากับจิตสำนึกการรักษาสิ่งแวดล้อมในภูฏานอยู่บ้าง เช่น ในหนังสือ The Oxford Handbook of Contemporary Buddhism ชี้ว่า รัฐบาลพยายามอย่างชัดเจนที่จะยกเครดิตให้กับพุทธศาสนา ในฐานะที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และชาวภูฏานเองก็มักจะยกหลัก "อิทัปปัจจยตา" หรือ ปัจจยาการ เป็นหลักธรรมที่อธิบายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน หรือการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น ซึ่งหมายความว่าในทัศนะของชาวภูฏาน สิ่งแวดล้อมและสรรพชีวิตทั้งหลายต่างพึ่งพาอาศัยกัน (3)

แต่สิ่งที่แสดงถึงความเกี่ยวโยงที่สุดระหว่างพุทธศาสนาการกับการมุ่งสู่ความเป็นประเทศไร้คาร์บอน ก็คือ นิยามของ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" ที่สรุปไว้โดยสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเจ วังชุก อดีตกษัตริย์ภูฏานผู้เป็นพระราชบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน และทรงเป็นผู้ริเริ่มการปฏิรูปต่างๆ ในประเทศ


ทรงกล่าวว่า

"ตามหลักพุทธศาสนาและปรัชญาที่มีอยู่ก่อนพุทธศาสนา (ลัทธิเพิน ? อธิบายโดยผู้เขียน) เชื่อว่าในบรรดาภูเขา, แม่น้ำ, ลำธาร, ก้อนหิน และดินของภูฏานมีวิญญาณสิงสถิตอยู่ และเชื่อกันว่ามลภาวะและการรบกวนใดๆ ก็ตาม เป็นสาเหตุของความตายและโรคภัยต่อวิญญาณเหล่านั้น การที่ชาวพุทธเคารพต่อสรรพชีวิตต่างๆ ทำให้มีการปรับใช้ยุทธศาสตร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของชาติสามารถสร้างขึ้นจากรากฐานที่มั่นคงนี้ได้ และสิ่งนี้ รวมถึงเป้าหมายของพุทธศาสนาการทำกรรมใดๆ ในชาตินี้ย่อมจะส่งผลต่อผลกรรมดีกรรมชั่วในชาติต่อไป กลายเป็นแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังต่อหลักการในการสร้างความยั่งยืนด้านทรัพยากรของภูฏาน" (4)

นอกจากรัฐบาล และวิถีการดำรงชีวิตของประชาชนแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พระมหากษัตริย์ของภูฎานทรงเป็นทั้งประมุขในทางการเมือง และเป็นผู้นำศาสนาพุทธวัชรยานนิกายดรุกปะ ดังนั้นจึงทรงเป็นแรงขับเคลื่อนทั้งในทางนโยบายและในด้านวิตวิญญาณในการสร้างภูฏานสีเขียว นอกจากนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนด้วย เช่นโครงการ The Clean Bhutan และโครงการ Green Bhutan

จากเป้าหมายของ The Clean Bhutan จะพบว่า นับจากนี้ภูฏานจะไม่ได้มุ่งหวังแค่ลดการปล่อยคาร์บอนเท่านั้น แต่ภายในปี 2030 ยังจะเป็นประเทศที่มีของเสียเป็นศูนย์ หรือ Zero Waste Bhutan อีกด้วย


https://greennews.agency/?p=18755

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:53


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger