เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,941
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีอากาศร้อนจัดเป็นบางพื้นที่ แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 6 - 7 เม.ย. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศร้อนโดยทั่วไป โดยมีฝนฟ้าคะนองบางกับมีลมกระโชกแรงพื้นที่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้

ส่วนในช่วงวันที่ 8 - 11 เม.ย. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่ แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในระยะนี้ไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (78.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (97.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (101.0 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,941
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


วิกฤติสิ่งแวดล้อม ขยะพลาสติกล้นโลก แต่ละชิ้นใช้เวลาย่อยสลายกว่าพันปี



ซากของวาฬสเปิร์มเพศเมียที่กำลังตั้งท้อง ขนาดลำตัวยาวถึง 8 เมตร ถูกคลื่นซัดพัดขึ้นที่ชายหาดบนเกาะซาร์ดีเนีย ทางเจ้าหน้าที่ได้ผ่าท้องวาฬและพบว่ามันได้กลืนขยะพลาสติกนานาชนิดลงไป ตั้งแต่ถุงพลาสติกไปจนถึงขวดน้ำยาซักผ้า ซึ่งมีน้ำหนักรวมถึง 22 กิโลกรัม จนมันตายในที่สุด ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุด ที่สัตว์ทะเลต้องมารับเคราะห์จากพฤติกรรมมักง่ายของมนุษย์

ข่าวการตายของวาฬในครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจปัญหาขยะพลาสติกอีกครั้ง เพราะไม่ใช่เพียงแต่สัตว์ทะเลเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาพลาสติกล้นโลก เนื่องจากขยะพลาสติกถือเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน ซึ่งทางนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเตือนว่าการที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้เกิดสภาพอากาศแบบสุดโต่ง ทั้งหนาวจัด ร้อนจัด แห้งแล้งจัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือคลื่นความร้อนรุนแรงส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์โดยตรง



เว็บไซต์ National Geographic รายงานว่า พลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นลอตแรกของโลกยังไม่ย่อยสลายและยังคงวนเวียนอยู่ในระบบนิเวศจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากพลาสติกแต่ละชิ้น ต้องใช้เวลาย่อยสลายกว่า 1 พันปี และมักวนเวียนอยู่ในระบบนิเวศ

โดยในแต่ละปีมีขยะพลาสติกที่ถูกนำไปรีไซเคิลเพียง 9 % จากทั้งหมด โดยพบว่าพลาสติกจำนวนครึ่งหนึ่งได้ถูกผลิตและใช้ในประเทศแถบเอเชีย และ 28 % ของขยะพลาสติกได้ถูกผลิตขึ้นในประเทศจีน

เมื่อไม่นานมานี้ นักเรียนกว่า 100 ประเทศทั่วโลกได้รวมตัวกันออกเดินประท้วง เรียกร้องให้รัฐบาลของชาติตนหันมาสนใจในการหามาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับสหประชาชาติที่ระบุว่าขยะพลาสติกเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป


https://www.thairath.co.th/content/1538133


*********************************************************************************************************************************************************


วาฬโบราณล้านปี มี 4 ขา ใช้เดินบนบก เคยอาศัยอยู่ตามชายฝั่งเปรู

นักวิจัยเบลเยียม เผยซากวาฬโบราณที่พบในตะกอนทางทะเล ทางตอนใต้เปรู หลายปีก่อน เป็นวาฬขนาด 4 เมตร มีจมูกยาว ฟันแข็งแรง มี 4 ขา ใช้เดินบนบก



เมื่อ 5 เม.ย.62 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน หลังจากเมื่อหลายปีก่อนนักวิจัยเปรูได้ค้นพบพื้นที่ทับถมของซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil) ใกล้ชายฝั่งทางตอนใต้ของเปรูชื่อว่า Playa Media Luna และในปีพ.ศ.2554 ทีมนักสำรวจนานาชาติทั้งเปรู ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียม ได้ออกทำงานภาคสนามจนขุดพบซากวาฬโบราณหลายสิบล้านปีชนิดหนึ่ง ทีมได้ตั้งชื่อว่า Peregocetus pacificus

ล่าสุด นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งเบลเยียม รายงานว่าซากฟอสซิลวาฬโบราณที่พบในตะกอนทางทะเลอายุ 42.6 ล้านปีตามแนวชายฝั่งเปรูนั้น เป็นวาฬขนาด 4 เมตร มีจมูกยาวและมีฟันแข็งแรง โดยเฉพาะฟันกรามขนาดใหญ่และเขี้ยว ทำให้มันเชี่ยวชาญในการล่าเหยื่อขนาดกลาง


ฟอสซิลขากรรไกรล่างของวาฬโบราณ ที่พบในตะกอนในทะเล ที่เปรู

ที่น่าทึ่ง คือการปรากฏตัวของกีบเล็ก ๆ ที่ปลายนิ้วเท้าของขาหน้าและขาหลังของวาฬ แสดงสัณฐานวิทยาของสะโพกและแขนขา ชี้ให้เห็นว่าวาฬชนิดนี้ใช้ขาทั้ง 4 ขาเดินบนบกได้ ในทางกลับกัน ลักษณะทางกายวิภาคของหางและเท้า รวมถึงอวัยวะที่มีพังผืดขนาดยาว ก็ทำให้มันดูคล้ายตัวนาก เป็นการบ่งบอกว่าวาฬ 4 ขาเหล่านี้เป็นนักว่ายน้ำตัวฉกาจเช่นกัน

สัตว์จำพวกวาฬและโลมานั้นจัดอยู่ในกลุ่มซิเทซัน (Cetaceans) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเล กำเนิดขึ้นในเอเชียใต้เมื่อกว่า 50 ล้านปีที่แล้วจากบรรพบุรุษที่มีขนาดเล็กและมี 4 ขา ซึ่งการค้นพบซากวาฬ 4 ขาในเปรูจะให้ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับวิวัฒนาการของวาฬ ทั้งการแพร่กระจายจากเอเชียใต้ไปถึงแอฟริกาเหนือ จนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ไปยังฝั่งทวีปอเมริกา และเมื่อเวลาผ่านไปแขนขาของวาฬดังกล่าวก็พัฒนากลายเป็นครีบ


https://www.thairath.co.th/content/1538220

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,941
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ทช.เผยดีใจชาวประมงช่วยชีวิตเต่าทะเลระยองได้อีก 1 ตัว หลังพบกระสอบพันตัว

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยเรื่องน่ายินดี หลังชาวประมงจังหวัดระยอง ช่วยเหลือเต่าทะลมีกระสอบพันตัว มีแผล เบื้องต้นสัตวแพทย์รับรักษาแล้ว



เมื่อวันที่ 4 เม.ย. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยศูนย์วิจัยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อ่าวไทยฝั่งตะวันออก รับแจ้งจาก คุณสุรัตน์ วรรัตน์ กลุ่มประมงพื้นบ้านแสงเงิน พบเต่าทะเลมีชีวิตลอยคออยู่ในทะเล โดยมีกระสอบพันตัว อยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 2 ไมล์ทะเล ในเขตตำบลเนินทราย อำเภอเมือง จังหวัดระยอง จึงเข้าตรวจสอบพบเป็นเต่ากระ ขนาดกว้าง 24 เซนติเมตร ยาว 27.5 เซนติเมตร น้ำหนัก 2.1 กิโลกรัม อายุประมาณ 1 ปี

ทั้งนี้ ไม่พบหมายเลขไมโครชิป และ Tag ระบุตัวตน โดยมีความสมบูรณ์ทางโภชนาการปานกลาง มีบาดแผลถูกพันรัดที่บริเวณคอ ขาหน้า 2 ข้าง และบริเวณขาหลังด้านขวา ส่วนใต้ลำตัวพบรอยแดง และยังสามารถว่ายน้ำ ดำน้ำ และกินอาหารได้ปกติ ทางสัตวแพทย์จึงรักษาอาการเบื้องต้น และจะตรวจอย่างละเอียดต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ก่อนหน้านี้ เคยให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเต่าทะเล ลดจำนวนลงมาก สาเหตุเกิดจากภัยคุกคามจากการเจ็บป่วยตามธรรมชาติ อุบัติถูกเรือชน กินเบ็ดตกปลา กินถุงพลาสติกที่ลอยในทะเล จึงจำเป็นต้องมีการอนุรักษ์คุ้มครองดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ด้วยการปล่อยเต่าทะเลให้เพิ่มจำนวนประชากรโดยตรง และเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์เต่าทะเล


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000033863


*********************************************************************************************************************************************************


สืบสานพระราชปณิธาน โครงการพระราชดำริ "ป่าเปียก แก้ไขปัญหาไฟป่า"



พระราชดำริป่าเปียก เกิดขึ้นเพื่อช่วยเป็นแนวทางในการป้องกันปัญหาของไฟป่าที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงคิดค้นขึ้น โดยการนำเอาหลักการที่แสนง่ายดาย แต่ได้ประโยชน์อย่างมหาศาล มาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายวิธีการประกอบกัน

ได้ทรงพระราชทานวิธีการสร้าง "ป่าเปียก" เอาไว้ให้ประชาชนได้ดำเนินการตามพระราชดำริ 6 วิธีด้วยกัน ได้แก่

1) การจัดทำระบบป้องกันไฟไหม้ป่า โดยที่มีการใช้แนวคลองส่งน้ำและแนวพืชชนิดต่าง ๆ ไปปลูกที่บริเวณตามแนวคลองต่าง ๆ

2) การสร้างระบบการควบคุมไฟป่าด้วยแนวป้องกันไฟของ ป่าเปียก โดยที่มีการอาศัยน้ำในชลประทานและน้ำฝนมาช่วย

3) การปลูกต้นไม้ที่มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว เพื่อใช้ครอบคลุมแนวร่องน้ำ ส่งผลทำให้บริเวณดังกล่าวนั้นเกิดความชุ่มชื้นอย่างทวีขึ้นและก็สามารถแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้างของร่องน้ำ ซึ่งจะส่งผลทำให้ต้นไม้งอกงามและมีส่วนช่วยป้องกันไฟป่าได้เป็นอย่างดี เพราะว่าไฟป่านั้นมักจะเกิดขึ้นง่ายหากป่าขาดความชุ่มชื้น

4) การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นให้กับพื้นดิน หรือ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "Check Dam" เพื่อทำการปิดกั้นร่องน้ำ หรือ ลำธารขนาดเล็กเป็นระยะ ๆ เพื่อที่จะใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินเอาไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บไว้ จะทำการซึมเข้าไปสะสมในดิน ช่วยทำให้ดินเกิดเป็นความชุ่มชื้นแผ่ขยายเข้าไปทั้งสองด้านกลายเป็น "ป่าเปียก"

5) การสูบน้ำเข้าไปในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วปล่อยน้ำลงมาทีละน้อยให้ค่อยๆ ไหลซึมลงดิน เพื่อช่วยเสริมการปลูกป่าบนพื้นที่สูงในรูป "ภูเขาป่า" ให้กลายเป็น "ป่าเปียก" ซึ่งสามารถป้องกันไฟป่าได้อีกด้วย

6) การปลูกต้นกล้วยในพื้นที่ที่กาหนดให้เป็นช่องว่างของป่า ประมาณ 2 เมตร หากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะปะทะต้นกล้วยซึ่งอุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าพืชอื่น ทำให้ลดการสูญเสียน้ำลงไปได้มาก

7) การไม่เผาขยะ ไม่เผากิ่งไม้ ใบไม้ ต่าง ๆ บริเวณที่โล่งแจ้ง พร้อมกับวิธีการลดใช้ยวดยานพาหนะ เพื่อจะช่วยลดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง และในแต่ละพื้นที่ควรมีการจัดการและควบคุมปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการก่อสร้าง รวมไปถึงควันเสียที่เกิดมาจากโรงงานอุตสาหกรรมให้จริงจังกว่าที่ผ่านมา เป็นต้น


ข้อมูลอ้างอิง : มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ www.pidthong.org , BLASTO ข่าวสาร ภัยธรรมชาติ สาเหตุ แนวทางแก้ไขปัญหา https://bit.ly/2FOaZYf


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000033773

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,941
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


บูรณาการวิจัยระหว่างชีววิทยากับฟิสิกส์: การศึกษาวาฬโดยใช้เครื่องตรวจรับอนุภาคนิวตริโน ...................... โดย: สุทัศน์ ยกส้าน


ซากวาฬตายจากการบริโภคพลาสติก ลอยอืดที่ชายฝั่งของเกาะ Sardinia island ของอิตาลี เมื่อปลายเดือน มี.ค.2019 (SEAME Sardinia Onlus via AP)

แม้ช้างจะเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ตัวมันก็ยังเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับวาฬ เพราะสถิติของวาฬสีน้ำเงิน (blue whale) ที่ใหญ่ที่สุดมีลำตัวยาว 24 เมตร และหนักถึง 140 ตันจึงหนักเท่ากับช้าง 33 ตัว ส่วนวาฬสเปิร์ม (sperm whale) ที่โตเต็มที่มีลำตัวยาว 12 เมตร และหนัก 57 ตัน

มนุษย์ได้รู้จักวาฬมาเป็นเวลานานหลายพันปีแล้ว Aristotle ซึ่งเป็นปราชญ์กรีกในสมัยพุทธกาล เคยคิดว่า วาฬเป็นปลา เพราะมันอยู่ในน้ำตลอดเวลาและว่ายน้ำได้เหมือนปลา แต่ John Ray (1627-1705 ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ซึ่งเป็นนักชีววิทยาชาวอังกฤษเป็นคนแรกที่ตระหนักว่า วาฬ มิใช่ปลา แต่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม เพราะออกลูกเป็นตัว และเวลาคลอดส่วนหางของลูกจะโผล่ออกมาก่อน ลูกวาฬสีน้ำเงินที่คลอดใหม่ๆ มีลำตัวยาวประมาณ 6 เมตร และหนักประมาณ 2 ตัน เพราะน้ำนมของแม่วาฬมีโปรตีนและไขมันอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นลูกวาฬจึงเติบโตเร็ว

เวลาดูเผินๆ วาฬมีรูปร่างคล้ายตอร์ปิโด คือ มีหัวใหญ่ ไม่มีคอ ดวงตามีขนาดเล็ก และหายใจได้เหมือนคนโดยใช้จมูกที่อยู่ทางด้านบนของหัว อาหารของมันเป็นสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หมึก แมวน้ำ และปลา วาฬสเปิร์มกินอาหารได้วันละ 350 กิโลกรัม เวลาว่ายน้ำมันจะใช้หางขนาดใหญ่โบกขึ้น-ลง ทำให้สามารถว่ายน้ำได้เร็ว โดยเฉพาะวาฬเพชฌฆาต (Orcinus orca) สามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 15 เมตร/วินาที ด้านวาฬหัวทุยนั้นสามารถดำน้ำได้ลึก 3 กิโลเมตร การดำน้ำได้ดีเช่นนี้ เพราะนอกเหนือจากการมีปอดใหญ่แล้ว วาฬยังสามารถเก็บออกซิเจนในกล้ามเนื้อของมันได้ด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เนื้อวาฬมีสีแดงเข้มกว่าเนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น

นอกจากจะสามารถดำน้ำได้ดีมากแล้ว วาฬยังสามารถส่งเสียงเป็นสัญญาณสื่อสารกันได้ด้วย นับตั้งแต่วินาทีแรกที่คลอดจากท้องแม่ จนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายก่อนตาย วาฬจะส่งและรับสัญญาณเสียงตลอดเวลา ไม่ว่าจะออกล่าเหยื่อ โดยมันจะส่งคลื่นเสียงไปกระทบตัวเหยื่อ แล้วคอยฟังเสียงสะท้อน ข้อมูลด้านเวลาและรูปแบบของคลื่นสะท้อนจะบอกให้มันรู้ตำแหน่ง ปริมาณ และชนิดของเหยื่อ

นักชีววิทยายังได้สังเกตเห็นอีกว่า เวลาวาฬสนทนากันสัญญาณเสียงจะเป็นลักษณะหนึ่ง และเวลาล่าเหยื่อสัญญาณเสียงจะแตกต่างออกไป เพื่อให้เพื่อนๆ รู้ตำแหน่งที่มันอยู่ และเวลาอพยพมันจะส่งเสียงร้องเป็นจังหวะนานประมาณ 20 วินาที แล้วหยุดเงียบเป็นเวลา 20 วินาที สลับกันไป เพราะข้อมูลเสียงที่ได้ยินนี้ชัดเจน นั่นคือวาฬใช้เสียงในการ ?ดู? โลกภายนอกมากกว่าใช้สายตา ดังนั้น เวลานักชีววิทยาต้องการศึกษาธรรมชาติของวาฬ เขาจึงอาจใช้เสียงของมันแทนการสังเกตดูด้วยตาได้


ซากวาฬที่บริโภคพลาสติกและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปบริมาณ พบที่ชายฝั่งของเกาะ Sardinia island ในอิตาลี (SEAME Sardinia Onlus via AP)

ตามปกติ วาฬจะอพยพย้ายถิ่นเพื่อหากิน และผสมพันธุ์ วาฬหลังค่อม (humpback whale) มักชอบหาอาหารในฤดูร้อนในมหาสมุทรแอนตาร์กติกา แต่เมื่อถึงฤดูหนาวมันอาจว่ายน้ำไปถึงชายทะเลของประเทศ Colombia, Angola, Mozambique และออสเตรเลีย และจะว่ายไปใช้ชีวิตในมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อผสมพันธุ์ และคลอดลูก

ส่วนวาฬในซีกโลกเหนือที่หากินอยู่ในทะเล Bering และ Greenland, Norway, Iceland และแคนาดา เมื่อถึงฤดูหนาวมันจะอพยพไปแพร่พันธุ์ในทะเล Mexico, Morocco และจีนตะวันออก

H. Thewissen แห่งมหาวิทยาลัย Ohio ในสหรัฐอเมริกาได้เคยรายงานเรื่องบรรพสัตว์ที่เป็นต้นตระกูลของวาฬในวารสาร Science เมื่อปี 2009 ว่า เขาได้พบโครงกระดูกของวาฬดึกดำบรรพ์ Ambulocetusnatans อายุ 52 ล้านปีที่ฝังอยู่ในแถบภูเขา Kalachitta ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของปากีสถาน และพบว่ามันเป็นโครงกระดูกที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เพราะมีกะโหลก เอ็น ซี่โครง กระดูกขาทั้ง 4 กระดูกสันหลัง และหาง Thewissen ได้อนุมานจากการสังเกตว่า เจ้าของโครงกระดูกเป็นวาฬที่มีลำตัวยาว 3 เมตร และหนัก 0.3 ตัน กระดูกขาหน้า 2 ขาที่สั้นอยู่ชิดลำตัว แสดงให้เห็นว่า มันใช้ขาหน้าเวลาเดินบนบก โดยการขยับตัว ยกอก และลากท้องไปตามพื้น เหมือนสิงโตทะเล ส่วนขาหลังสองขานั้นได้หดขนาดลงๆ จนยาวเพียง 10 เซนติเมตรเท่านั้นเอง

ลักษณะและโครงสร้างของกระดูกเช่นนี้ ทำให้วาฬเป็นสัตว์บกที่งุ่มง่าม และอุ้ยอ้ายมากเวลาเดินหาอาหารบนบก แต่เวลาอยู่ในน้ำ มันจะว่ายน้ำได้คล่องแคล่ว ด้วยเหตุนี้อาหารที่หาได้ส่วนใหญ่จึงเป็นอาหารที่มาจากทะเล เมื่อมันมีปัญหามากในการหาอาหารบนบก วาฬจึงได้อพยพจากบกลงไปอยู่ในทะเลอย่างถาวรตั้งแต่เมื่อ 50 ล้านปีก่อน

สำหรับบทบาทของเนื้อวาฬที่คนบริโภคเป็นอาหารนั้น นักประวัติศาสตร์ได้พบว่า ในอดีตเมื่อ 1,000 ปีก่อน ชาว Basque ในสเปนได้เคยออกเรือเพื่อล่าวาฬเป็นอาหาร จนกระทั่งถึงคริสตศตวรรษที่ 16 ชาวประมงชาติอื่น เช่น แคนาดา อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ได้เข้ามามีอาชีพล่าวาฬด้วย เรือ Mayflower ที่เคยใช้อพยพชาวอังกฤษไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกา เคยเป็นเรือล่าวาฬ


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,941
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


บูรณาการวิจัยระหว่างชีววิทยากับฟิสิกส์: การศึกษาวาฬโดยใช้เครื่องตรวจรับอนุภาคนิวตริโน ..... (ต่อ)


ภาพวาฬหลังค่อมถูกอวนพันยุ่งเหยิงในมหาสมุทรแปซฺฟิก ทางชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ (Bryant Anderson/NOAA via AP, File)

ถึงยุคปัจจุบันการล่าวาฬก็ยังดำเนินอยู่ เพราะอวัยวะแทบทุกส่วนของวาฬมีคุณค่าและมีประโยชน์ เช่น ไขวาฬใช้ทำสบู่ ทำน้ำมันหล่อลื่น และเป็นเชื้อเพลิง เนื้อใช้บริโภค ส่วนกระดูกใช้ทำปุ๋ย การล่าวาฬเป็นอาชีพที่ชาวญี่ปุ่นนิยม ประชากรของวาฬจึงได้ลดลงทุกปี จนมีผลทำให้มันได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ที่โลกต้องคุ้มครองให้ปลอดจากการถูกล่าอย่างไม่บันยะบันยัง และช่วยมันให้ปลอดภัยจากการถูกเรือชน และไม่ให้มันถูกรบกวนโดยเสียงเรือในทะเล เวลาถึงฤดูผสมพันธุ์ และให้ทุกชาติดูแลทะเลให้ปลอดจากมลภาวะ เช่น สารพิษ และพลาสติก เพื่อให้วาฬและสัตว์น้ำอื่นไม่ได้บริโภคมลวัตถุเหล่านี้เข้าไปอย่างไม่เจตนาด้วย

ความจริงธุรกิจล่าวาฬได้มีมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ชาวประมงกลุ่มเล็กๆ จนกระทั่งถึงปี 1596 เรือล่าวาฬจึงมีขนาดใหญ่ โดยเป็นเรือที่ออกแบบโดย Francois Zaburn ให้ดาดฟ้ามีเตาสำหรับเคี่ยวไขวาฬ ทำให้ประหยัดโสหุ้ย และอำนวยความสะดวก เพราะแทนที่นักล่าวาฬจะต้องลากซากวาฬที่ตายแล้วกลับท่าเรือ เพื่อสกัดแยกไขไปเคี่ยวทำน้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันเครื่องยนต์ และใช้กระดูกทำเครื่องประดับของสตรี นักล่าวาฬก็สามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ได้บนเรือ เป็นการลดความสิ้นเปลือง

ลุถึงปี 1626 นักล่าวาฬชาวเนเทอร์แลนด์จึงได้สร้างท่าเรือล่าวาฬ ชื่อ Smeerenburg ขึ้นที่เมือง Spitzbergen เพื่อจัดการล่าวาฬไรท์ (right whale) โดยเฉพาะ เพราะวาฬชนิดนี้เวลาตาย ซากมันจะจมน้ำภายในเวลาไม่นาน ซึ่งแตกต่างจาก วาฬรองก์ (wrong whale) ที่ศพจะลอย

ในอเมริกามีพรานล่าวาฬที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ Christopher Hussey จากเมือง Nantucket ซึ่งได้ใช้เรือล่าวาฬสเปิร์ม (sperm whale) ที่มีไขมันมาก เมื่อเปรียบเทียบกับวาฬสปีชีส์อื่น และอวัยวะแทบทุกส่วนของวาฬสเปิร์มมีประโยชน์ เช่น ฟันของมันมีคุณภาพดีเท่างาช้าง หนังมี glycerine ในปริมาณมาก และไขใช้ทำเทียนไข เพราะชาวประมงยุคแรกๆ คิดว่าไขของมัน คือเชื้ออสุจิ ดังนั้น จึงตั้งชื่อว่า sperm whale ส่วน ambergris ที่นิยมใช้ในการทำน้ำหอม ก็มีพบเฉพาะในวาฬสเปิร์มเท่านั้น

เมื่อโลกรู้ว่า วาฬสเปิร์มมีคุณค่ามากเช่นนี้ การล่าวาฬสเปิร์มอย่างขนานใหญ่ในทั่ว 7 คาบสมุทรจึงได้เพิ่มจำนวนเท่าเป็นทวีคูณภายในเวลาไม่นาน และได้พุ่งสูงถึงจุดวิกฤตในปี 1857 เมื่อนักสมุทรศาสตร์ กับนักชีววิทยาได้พบว่าจำนวนวาฬสเปิร์มได้ลดลงมาก ซึ่งนั่นหมายความว่า ไขวาฬที่ใช้ทำเทียนไขก็ได้ลดปริมาณลงด้วย เพราะเทียนไขในเวลานั้นเป็นปัจจัยสำคัญมากในการเป็นแหล่งให้ความสว่างเพื่ออ่านหนังสือ และในเวลาเดียวกันจำนวนประชากรในยุโรปและอเมริกาก็กำลังเพิ่มตลอดเวลา เมื่ออุปสงค์และอุปทานของไขวาฬเป็นไปในแนวสวนทางกันเช่นนี้ วิกฤตการณ์นี้จึงผลักดันให้อุตสาหกรรมน้ำมันแร่ถือกำเนิด เพื่อโลกจะได้มีน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใหม่ใช้ และความต้องการนี้ยังได้ผลักดันให้นักประดิษฐ์สร้างหลอดไฟฟ้าขึ้นในเวลาต่อมา ซึ่งนับเป็นแหล่งความสว่างที่ปลอดภัยยิ่งกว่า และให้แสงสว่างที่สม่ำเสมอยิ่งกว่าตะเกียงน้ำมัน

กระนั้นความพยายามของ International Whaling Commission (IWC) ที่ห้ามการล่าวาฬก็ยังไม่มีประสิทธภาพมาก เพราะการล่าวาฬอย่างผิดกฎหมายก็ยังดำเนินต่อไป โดยชาวญี่ปุ่นที่ชอบบริโภคเนื้อวาฬยังลอบจับและฆ่าวาฬ จนวาฬหลายสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์เต็มที

ในเมื่อวาฬสเปิร์มเป็นสัตว์ที่ได้รับความคุ้มครอง ดังนั้น การรู้ที่อยู่อาศัย ที่หากิน และที่สืบพันธุ์ รวมถึงจำนวนของมัน จึงเป็นข้อมูลที่นักอนุรักษ์จำเป็นต้องมี ในอดีตนักชีววิทยาเคยใช้วิธีดู ถ่ายภาพ หรือฟังเสียงวาฬร้องเพลง ซึ่งสามารถทำได้ขณะวาฬอยู่ใกล้ผิวน้ำ แต่เวลามันดำน้ำลงไปลึกมากๆ เพื่อหาอาหารและใช้เวลาว่าง การเห็น การถ่ายภาพและการดักฟังเสียงเป็นเรื่องที่นักชีววิทยาทำไม่ได้

นี่ก็คือเวทีที่นักฟิสิกส์สามารถเข้ามาช่วยได้ ทั้งๆ ที่ในเบื้องต้นนักฟิสิกส์ไม่สนใจวาฬ แต่สนใจการตรวจจับอนุภาคนิวตริโน (neutrino) มากกว่า

Giorgio Riccobene แห่งห้องปฏิบัติการ Southern Laboratories ของ Italian National Institute for Nuclear Physics (INFN) ในอิตาลี กับเพื่อนชื่อ Giovanni Pavan ซึ่งเป็นนักชีววิทยาในสังกัด University of Pavia ในอิตาลี ได้ร่วมมือกันวิจัยในโครงการค้นหาประชากรของวาฬสเปิร์ม โดยใช้อุปกรณ์ตรวจจับ neutrino ที่มาจากอวกาศและสามารถลงลึกถึงท้องมหาสมุทร

อนุภาค neutrino ไม่มีประจุไฟฟ้า และมีมวลน้อยมากจนแทบเป็นศูนย์ ตามปกติจะทำปฏิกริยากับสสารต่างๆ ได้น้อย ดังนั้นการจะเห็นปฏิกริยานิวเคลียร์บังเกิด นักฟิสิกส์จึงต้องใช้เครื่องตรวจจับที่มีขนาดใหญ่ คือยิ่งใหญ่เท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น และได้นำอุปกรณ์ตรวจจับนิวตริโนจำนวนมากติดตั้งที่ท้องทะเลลึก 3,500 เมตร ในพื้นที่ 0.6 ตารางกิโลเมตรในบริเวณ นอกแหลม Capo Passero ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะ Sicily โดยคาดว่า อนุภาคนิวตริโนจะทำปฎิกิริยากับโมเลกุลน้ำ แล้วปล่อยแสงออกมาให้เครื่องตรวจจับรับแสงที่ปล่อยออกมาได้

แต่ในขณะเดียวกัน Riccobene ก็ได้พบว่า นอกจากแสงแล้ว ปฏิกริยานิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นสามารถทำให้เกิดเสียงได้ด้วย

ดังนั้น การดักฟังเสียงที่เกิดขึ้น จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นักฟิสิกส์สามารถใช้ในการตรวจจับ neutrino ได้ และ Riccobene ได้พบว่า ในอดีตไม่มีใครเคยศึกษาเรื่องเสียงภูมิหลัง (background noise) ใต้ทะเลลึกเลย ดังนั้น เมื่อ Pavan กล่าวถึงเสียงที่วาฬเปล่งออกมาในการสื่อสารถึงกัน นี่จึงเป็น background noise อีกรูปแบบหนึ่งที่มีความสม่ำเสมอแตกต่างไปจากเสียงของเครื่องยนต์เรือ และเสียงคลื่นในทะเลทั่วๆ ไป

การตรวจวัดรับสัญญาณคลื่นเสียงทุกรูปแบบใต้น้ำ แสดงให้เห็นว่าสัญญาณที่ได้รับมีความดังมาก และส่วนหนึ่งมาจากวาฬสเปิร์ม เพราะมันใช้สัญญาณเสียงในการวัดระดับการอยู่ลึกของเหยื่อ ด้วยการส่งคลื่นออกมาไปกระทบเหยื่อ แล้วฟังเสียงที่สะท้อนกลับ

แต่การได้ยินเสียงก็มิใช่ว่าจะรู้จำนวนของวาฬ ดังนั้นการวิเคราะห์คลื่นเสียงจะสามารถบอกขนาดของสัตว์ ตำแหน่ง ทิศการว่ายน้ำ และเพศของเหยื่อให้วาฬรู้ได้

นั่นคือนักวิจัยต้องใช้ software สร้าง algorithm เพื่อวิเคราะห์คลื่นทั้งหมดที่ได้ยินจากเครือข่ายของเครื่องรับที่ติดตั้งอยู่ใต้ทะเล


https://mgronline.com/science/detail/9620000033969

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,941
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


เที่ยวตรังไฮซีซั่น! ประมงพื้นบ้านรวมกลุ่มเรือหางยาวนำเที่ยว ตื่นตาพาชม'พะยูน'กินหญ้าทะเล



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดตรัง ในช่วงนี้เป็นไฮซีซั่นฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลอันดามัน มีสภาพอากาศแจ่มใส ฟ้าโปร่ง ปราศจากมรสุมและคลื่นลมในทะเล ทำให้นักท่องเที่ยวที่อยากหลีกปัญหาหมอกควันจากภาคเหนือ เดินทางมาเที่ยวทะเลตรังกันอย่างคึกคัก ส่งผลให้ธุรกิจการท่องเที่ยวทะเลตรังมีสีสัน โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านได้มีการรวมกลุ่มจัดเรือหางยาว นำนักท่องเที่ยวชมความงามของทะเล และยลโฉมฝูงพะยูนที่แหวกว่าย บริเวณแหล่งหญ้าทะเล

นายรุ่งโรจน์ เบ็นหมูด หรือบังหมาน ชาวประมงพื้นบ้านบ้านหาดยาว ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง กล่าวว่า พร้อมน้องชายและเพื่อนๆชาวประมงพื้นบ้าน วางอาชีพทำประมงชั่วคราว หันมารวมกลุ่มนำนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ออกไปชมพะยูนสัตว์ทะเลหายากประจำท้องทะเลตรัง ที่พบถิ่นอาศัยฝูงใหญ่ที่สุดในทะเลตรัง บริเวณเกาะลิบง อ.กันตัง ซึ่งระหว่างทางก่อนถึงเวลาชมพะยูนหรือก่อนถึงเวลาที่พะยูนจะว่ายน้ำเข้ามาหากิน บริเวณด้านหน้าเขาโต๊ะเต๊ะ บ้านบาตูปูเตะ หมู่ 4 ต.เกาะลิบง นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำชมปะการังน้ำตื้นได้



นายรุ่งโรจน์ กล่าวอีกว่า จากนั้นก็เดินทางไปบริเวณด้านหน้าเขาโต๊ะเต๊ะ หรือเขาบาตูปูเตะ ซึ่งเป็นภูเขาสูงและเป็นจุดชมวิว ชมพะยูนที่สูงขึ้นไปเหนือน้ำทะเลประมาณ 50 เมตร จะสามารถมองเห็นพะยูนที่ว่ายน้ำเข้ามาหากินได้ชัดเจน และสมารถชี้เป้าให้นักท่องเที่ยวที่นั่งเรือหางยาวเข้าไปชมพะยูนในบริเวณดังกล่าวได้ ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวประมาณ 4 ลำ หรือประมาณ 50 คน รวมทั้งเด็กเล็กต่างตื่นเต้นที่ได้เห็นพะยูนว่ายน้ำเข้ามาหา และกินหญ้าทะเลในขณะที่น้ำทะเลใส มองเห็นพื้นหญ้าและพะยูนขณะกินหญ้าทะเลเพียงแค่เอื้อม และน่ารัก โดยไม่ตื่นตกใจกลัวเรือและคนแต่อย่างใด เนื่องจากเมื่อไปถึงบริเวณดังกล่าวเจ้าของเรือประมงหางยาวทั้งหมด ต่างดับเครื่องยนต์เรือเพื่อให้เสียงดังน้อยที่สุด และไม่เป็นการรบกวนพะยูนขณะกินหญ้าทะเล โดยเจ้าของเรือใช้ไม้ไผ่ค้ำยันเรือให้เข้าไปหาพะยูน หรือรอให้พะยูนว่ายน้ำเข้ามาหาจนถึงกราบเรืออย่างคุ้นเคย

"นักท่องเที่ยวสามารถชมพะยูนตัวเป็นๆ และบันทึกภาพคู่กับพะยูนได้อย่างใกล้ชิด สร้างความตื่นเต้นและประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เห็นพะยูนว่ายน้ำกินหญ้าอยู่ในทะเล โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งไม่เคยเห็นพะยูนในทะเลมาก่อนเช่นกัน ต่างตื่นเต้นดีใจเป็นพิเศษ โดยพะยูนตัวนี้ทางกลุ่ม "บังหมาน"ซึ่งนำนักท่องเที่ยวมาชมพะยูนเป็นอาชีพตั้งชื่อว่า "น้องแดง"เนื่องจากผิวสีน้ำตาลแดง ตัวใหญ่มาก น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 200 กก. ยาวประมาณ 2 เมตร ซึ่งเมื่อเข้ามาชมบริเวณนี้จะพบเห็นเป็นประจำ และมีพะยูนตัวอื่นๆที่เข้ามากินหญ้าบริเวณนี้เป็นประจำประมาณ 4 - 5 ตัว จนมันคุ้นเคยกับเรือและคน จึงกินหญ้าทะเลอย่างสบายใจ ไม่ว่ายน้ำหนี และโผล่จมูกขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำเป็นระยะๆ ก็จะเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยวเป็นระยะๆเช่นเดียวกัน" นายรุ่งโรจน์ กล่าว



นายวรัญชัย หอประเสริฐ อายุ 35 ปี ชาว อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ที่มาเที่ยวทะเลตรัง พร้อมลูกชายตัวน้อยและภรรยา กล่าวว่า มาเที่ยวดำน้ำทะเลตรัง 2 - 3 ครั้งแล้ว แต่ไม่เคยมาชมพะยูน ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นรู้สึกเซอร์ไพรส์ดี คุ้มค่าที่เดินทางมา

นายสดุดี ชูสวัสดิ์ อายุ 50 ปี ซึ่งเดือนทางมาจาก จ.สงขลา เพื่อมาเที่ยวทะเลตรังกับครอบครัวรวม 3 คน กล่าวว่า ไม่เคยมาดูและไม่เคยเห็นพะยูนตัวเป็นๆมาก่อน พอมาเห็นแล้วก็คิดว่า ยังมีให้เห็นอีกนะ เพราะที่ผ่านมาเคยเห็นแต่ตัวที่ถูกสต๊าฟไว้ ไม่คิดว่าจะยังมีอยู่ แปลกดี จึงได้ถ่ายวีดีโอเก็บไว้ด้วย

เช่นเดียวกับเด็กหญิงปิ่นชนก ชูสวัสดิ์ อายุ 13 ปี บุตรสาวนายสดุดี กล่าวว่า ไม่เคยเห็นพะยูนตัวเป็นๆมาก่อนเช่นกัน ตัวใหญ่มาก เคยเห็นแต่ที่เขาสต๊าฟไว้ตามพิพิธภัณฑ์ เพิ่งจะเคยเห็นตัวจริงน่ารักมากๆ


https://www.naewna.com/likesara/406239

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,941
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


พบฟอสซิล วาฬ 4 ขา อายุ 43 ล้านปี

นัก "บรรพชีวินวิทยา? พบซากฟอสซิลของวาฬดึกดำบรรพ์ที่มี 4 ขา สำหรับเดินบนแผ่นดิน ซึ่งอาจไขปริศนาว่า พวกมันมีวิวัฒนาการก่อนจะมาเป็นวาฬที่เราเห็นในปัจจุบันได้อย่างไร



ซากฟอสซิลที่ว่าที่ ถูกพบฝังอยู่ในชั้นหินใกล้ชายฝั่งเมือง "พลาย่า มีเดีย ลูน่า" ด้านติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก เบื้องตันคาดว่าจะมีอายุราว 43 ล้านปี

ฟอสซิลของวาฬที่พบนี้มีมีความยาว 4 เมตรและมี 4 ขา ส่วนเท้าของมันก็มีลักษณะเป็นผังผืดคล้ายกับตีนเป็ด อีกทั้งยังมีกีบเท้าด้วย สันนิษฐานว่าเพื่อใช้ในการว่ายน้ำและเดินบนบก

ในส่วนของลักษณะโดยรวมของวาฬดึกดำบรรพ์นี้ มีเท้าที่สามารถรับน้ำหนักตัวของมันได้ และมีหางที่มีพลังมหาศาล เปรียบเทียบได้กับตัวนากหรือตัว"บีเวอร์"ในปัจจุบัน

ทีมสำรวจเชื่อว่า ก่อนที่มันจะกลายเป้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลนั้น มันเคยเป็นสัตว์บกมาก่อน แต่เริ่มวิวัฒนาการรูปร่างให้เหมาะกับการว่ายน้ำ จึงกลายเป็นสัตว์ที่สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ จนกระทั่งกลายสภาพมาเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน



การค้นพบครั้งนี้ ขัดแย้งกับความเชื่อที่ว่า วาฬมีเท้ามีวิวัฒนาการมาเมื่อ 50 ล้านปีก่อน จากทวีปเอเชียในแถบที่เป็นประเทศอินเดียและปากีสถานในปัจจุบัน ก่อนจะเดินทางอพยพไปตามส่วนต่างๆ ของโลก

ด้านทีมสำรวจบอกว่า นี่ถือเป็นซากฟอสซิลของวาฬดึกดำบรรพ์ที่ถือว่ามีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เคยพบมา วาฬดึกดำบรรพ์นี้พัฒนาจากสัตว์ตัวเล็ก กลายเป็นวาฬสีน้ำเงินที่เราเห็นในปัจจุบัน และมันจะไขปริศนาให้เรารู้ว่า มันกลายเป็นสัตว์น้ำที่ท่องไปในมหาสมุทรทั่วโลกได้อย่างไร

สำหรับซากวาฬตัวนี้ ทีมสำรวจตั้งชื่อให้มันว่า "เพเรโกเซตัส แปซิฟิกคัส" ซึ่งแปลว่า "วาฬนักเดินทางที่ว่ายน้ำมาถึงมหาสมุทรแปซิฟิก"


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/101033

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:05


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger