เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,312
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคกลาง และภาคตะวันออกในวันนี้ (4 ก.พ. 64) ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังอ่อนยังคงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้มีฝนน้อยในระยะนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 4 ? 6 ก.พ. 64 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง โดยอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอากาศเย็นในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะลดลงอีกเล็กน้อย

ส่วนในช่วงวันที่ 7 ? 9 ก.พ. 64 คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้จะมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังปานกลางตลอดช่วง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 7 ? 9 ก.พ. 64 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น สำหรับเกษตรกรควรป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย









__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,312
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


เผยภาพวาฬหัวทุยยืนหลับล่องลอยกลางทะเล


ภาพ : Stephane Granzotto (https://www.nationalgeographic.com/)

โลกออนไลน์แชร์ภาพวาฬหัวทุยนอนงีบหลับอย่างน่าอัศจรรย์ โดยจะลอยตัวเป็นแนวตั้งกลางทะเลเป็นกลุ่มๆ คล้ายกับยืนหลับอย่างน่าตื่นตา

บทความในเว็บไซต์ nationalgeographic.com เมื่อปี 2017 เผยภาพวาฬหัวทุยงีบหลับ โดยเป็นฝีมือการถ่ายภาพของช่างภาพชาวฝรั่งเศสชื่อ Stephane Granzotto ที่จับภาพพฤติกรรมการนอนของวาฬได้ขณะดำน้ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ทั้งนี้มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2008 ในวารสาร Current Biology เป็นผลงานชิ้นแรกที่สรุปว่าถึงท่าทางการนอนหลับของวาฬในแนวตั้ง

ก่อนหน้านี้มีการพยายามศึกษาการนอนหลับของพวกวาฬโดยการจับความเคลื่อนไหวของดวงตา แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนักว่าวาฬในธรรมชาตินอนหลับอย่างไร โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์และมหาวิทยาลัยโตเกียวได้รวบรวมข้อมูลจากวาฬหัวทุยจำนวน 59 ตัว พบว่าวาฬใช้เวลาเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของวันในการนอนหลับในแนวตั้งใกล้กับผิวน้ำ โดยพวกมันใช้เวลางีบหลับราว 10-15 นาที นักวิจัยกล่าวว่า พวกมันอาจเป็นสัตว์ที่ใช้เวลานอนหลับน้อยที่สุดชนิดหนึ่งของโลก


https://mgronline.com/travel/detail/9640000010918

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,312
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


'วราวุธ' รมว.ทส. ดันกฎหมายลำดับรองกว่า 13 ฉบับรักษาทะเลไทย

'วราวุธ'รมว.ทส. ดันกฎหมายลำดับรองกว่า 13 ฉบับรักษาทะเลไทย คุ้มครองทรัพยากรทางทะเล แก้กัดเซาะชายฝั่ง ด้านรองประวิตร ให้เร่งประกาศก่อนทรัพยากรเสียหาย



เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า หลักการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ คือ การสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เนื่องจาก ทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นสมบัติของเราทุกคน

นอกจากนี้ เครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่เราต้องใช้เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเดียวกัน มีความยุติธรรมและเท่าเทียม นั่นคือ การใช้มาตรการทางกฎหมาย สำหรับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็เช่นกัน ตนได้พยายามส่งเสริมการมีส่วนร่วมควบคู่กับการผลักดันการบังคับใช้กฎหมายเพื่อกำกับควบคุมการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ที่ผ่านมาได้มีการประกาศใช้กฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 ไปแล้ว 29 ฉบับ และเตรียมประกาศเพิ่มอีก 13 ฉบับ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว

โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดผลักดันตามขั้นตอน เพื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายลำดับรองทุกฉบับ ก่อนที่ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะเสียหายและไม่สามารถฟื้นคืนได้ และให้เร่งสำรวจทุกทรัพยากร หากจำเป็นต้องใช้กฎหมายในการกำกับ ควบคุม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการโดยด่วน ต่อไป

ด้านนายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กล่าวเสริมว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ยกร่างกฎหมายลำดับรอง จำนวน 13 ฉบับ โดยทุกฉบับได้ผ่านการกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

โดยกฎหมายลำดับรองทั้ง 13 ฉบับ ประกอบด้วย การประกาศพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล จำนวน 6 ฉบับ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน จำนวน 4 ฉบับ การป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง จำนวน 3 ฉบับ

บางฉบับได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วและเตรียมการประกาศ และบางฉบับอยู่ในกระบวนการเสนอตามขั้นตอน ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะได้เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกาศบังคับใช้กฎหมายลำดับรองทุกฉบับ

นอกจากนี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดทส. ได้สั่งการให้กรมฯ เสนอแผนการศึกษาและสำรวจในพื้นที่ เพื่อเตรียมการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองทรัพยากรและพื้นที่ที่มีความสำคัญเร่งด่วน รวมทั้ง ให้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ภาคประชาชนและผู้มีส่วนส่วนเสีย ให้เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งและให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน


https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_5870226


*********************************************************************************************************************************************************


สาวงง ซื้อหมึกจากตลาดมาต้ม ก่อนพบว่าหมึก "ละลาย" หายเหลือแต่น้ำสีขุ่น

หญิงคนหนึ่งในเมืองเฉิงตู ซื้อหมึกมาจากตลาด แต่เมื่อนำไปต้มก็พบว่าหมึกละลายหายไปเกือบหมด เหลือเพียงแค่เศษเล็ก ๆ เท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ภายในหม้อ



เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมาหญิงคนหนึ่งในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวนได้ไปซื้อหมึกมาสองตัวจากตลาด แต่ก่อนที่เธอจะนำไปปรุงอาหารเธอได้นำหมึกเหล่านั้นไปลวกก่อน แต่หลังจากที่ใส่มันลงไปในหม้อต้มสักพักหมึกเหล่านั้นก็หายไป เหลือเพียงเศษซาก และน้ำขาวขุ่นที่ตกตะกอนได้

ทำให้คลิปวิดีโอที่เธอได้บันทึกไว้ ทำให้ชาวเน็ตจีนต่างพูดถึง "หมึกที่หายไป" กันอย่างดุเดือดบนโซเชียลมีเดีย "ความปลอดภัยของอาหารคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด" "ฉันพึ่งไปกินบุฟเฟ่ต์มาแล้วหมึกก็มีรสชาติเหมือน 'บุก' " "ฉันอ่านเจอว่าเป็นมันไม่สดถูกแช่แข็งซ้ำ ๆ" และชาวเน็ตบางส่วนก็ตั้งคำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นเรื่องที่หญิงสาวแต่งขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจก็เท่านั้น

ในวันรุ่งขึ้นเธอจึงกลับไปที่ตลาดเดิม ซื้อหมึกจากร้านเดิมอีกครั้ง และลวกพวกมันด้วยวิธีเดียวกันกับเมื่อวาน ทั้งยังมีการจับเวลาการต้มเมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที ก็พบว่าหมึกในหม้อเหล่านั้นเริ่มกลายเป็นสีชมพู ก่อนจะละลายหายไป และเหลือเพียงชิ้นส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น และน้ำที่ใช้ต้มก็กลายเป็นสีขาว ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดเธอได้อัดวิดีโอคลิปเอาไว้



จากเหตุการณ์ดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะ "หมึกไม่สด" และความเป็นไปได้มากว่าเซลล์ในหมึกนั้นถูกทำลายหลังที่หมึกเหล่านั้นถูกแช่แข็ง และละลายซ้ำไป ซ้ำมาหลายครั้งจนทำให้ความสดของวัตถุดิบลดลง ซึ่งในทางชีววิทยาจะทำให้ของเหลวภายในเซลล์ไหลออกมา เมื่อประกอบกับการปรุงอาหารเป็นเวลานาน จึงทำให้หมึกเหล่านั้นเปื่อยจนเหมือนกับว่าพวกมันละลายหายไป

ทั้งนี้การนำอาหารไปแช่แข็งนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ หรือโครงสร้างของอาหารได้ ทำให้อาหารเสื่อมสภาพ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำชนิดอื่นได้ เช่นปลิงทะเล ส่วนความเป็นไปได้ว่า หมึกที่เธอนำมาต้มอาจจะเป็น 'หมึกปลอม' เหมือนในกรณีวัตถุดิบปลอมที่พบได้บ่อยในจีนนั้น

ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้อยู่ แต่ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่าการทำหมึกปลอมนั้นมีต้นทุนสูง และยากที่จะเลียนแบบได้ในทางเทคนิค ทั้งนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น หน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดเขตเหวินเจียงระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นจริง และอยู่ในระหว่างสุ่มตรวจสอบร้านขายอาหารทะเล


https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_5875749

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ 04:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,312
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


ชาวประมงเมืองคอนเฮลั่น ออกหา "มุกสีส้ม" แต่ได้ "อ้วกวาฬ" หนัก 5 กิโล



ชาวประมงเมืองคอนเฮลั่น ออกหา "มุกสีส้ม" แต่ได้ "อ้วกวาฬ" หนัก 5 กิโล ที่มีราคาแพงไม่แพ้กัน โอดไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน วอนสื่อประสานหาคนมาช่วยซื้อ
จากกรณีพระไพโรจน์ ฐิตรตโณ พระลูกวัดเกาะเพชร หมู่ 6 ที่ ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช แจ้งข่าวว่าประชาชนแตกตื่นพากันออกเสาะหาหอยมุกกันอย่างคึกคักตลอดแนวชายหาด โดยเฉพาะในเวลากลางคืน หลังจากที่มีชาวบ้านคนหนึ่งพบหอยมุกบนชายหาด เมื่อนำกลับมาบ้านเพื่อจะแกะเอาปลอกหอยที่แวววาวมาประดับตกแต่งกรงนกกรงหัวจุก แต่กลับพบว่าภายในหอยมีมุกขนาดใหญ่ เม็ดสีส้ม ลักษณะกลมเกลี้ยง ขนาดเล็กกว่าเหรียญ 5 บาทเล็กน้อย มาทราบภายหลังว่าเป็นไข่มุกเมโล ซึ่งเป็นมุกที่หายากที่สุดในโลกและราคาแพงที่สุดในโลก จึงทำให้ชาวบ้านแห่ออกเดินเสาะหาหอยมุกดังกล่าวที่คาดว่าคลื่นซัดขึ้นมาเกยตลอดแนวชายหาดใน ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช

ล่าสุดวันนี้ (3 ก.พ.2564) ผู้สื่อข่าวรายงานเดินทางไปสังเกตการณ์พบว่าในช่วงกลางวันยังมีประชาชนเดินทางมาหอยมุกดังกล่าวตลอดแนวชายหาด โดยหวังว่าจะโชคดีได้พบเจอหอยมุกหายากและมีราคาแพงที่สุดในโลกดังกล่าว

ขณะที่บ้านของนายอานนท์ นิยมเดชา หรือ บังหมัด อายุ 60 ปี และนางเจ๊นะ นิยมเดชา อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 6 ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช สองสามีภรรยาที่ลูกชายพบหอยมุกมีเม็ดมุกสีส้มขนาดใหญ่อยู่ด้านใน ก็มีประชาชนบางรายพากันมาขอดูหอยมุกหายากเป็นบุญตา แต่บังหมัดให้ดูได้เพียงภาพถ่ายเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย

โดย บังหมัด เผยว่า ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดผ่านพระไพโรจน์ ได้ที่เบอร์ 083-4621709 หรือที่นายไพฑูรย์ อินทศิลา ประธานศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช 081-6761299 ที่เป็นคนนำเสนอข่าวคนแรก และเพื่อความปลอดภัยจะมอบให้พระไพโรจน์นำเม็ดมุกล้ำค่าไปเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟของธนาคารต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านต่างพากันแตกตื่นอีกครั้งหลังนายสะอาด เจ๊ะต่ำ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33/2 หมู่ 6 ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช พบอำพันทะเล หรือ อ้วกวาฬ ที่มีราคาแพงไม่แพ้มุกเมโลเช่นกัน จึงเดินทางไปตรวจสอบก็พบกับนายสะอาด และบุตรสาว ที่กำลังนำอำพันทะเล หรือ อ้วกวาฬ มาโชว์ให้ดู โดยอ้วกวาฬดังกล่าวมีลักษณะเป็นก้อนสีขาว มีกลิ่นหอม น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม

นายสะอาด กล่าวว่า ชาวประมงที่นี่จะพบของที่มีค่าอยู่ตลอดที่ถูกคลื่นซัดมาเกยชายหาด ซึ่งอ้วกวาฬ หรือ อำพันทะเล ก็ยังพบเป็นประจำ ซึ่งหลังจากที่นายอานนท์ หรือ บังหมัด พบหอยมุกเม็ดสีส้ม ก็ทำให้ชาวบ้านทั้งในและจากต่างพื้นที่แห่เดินทางมาหาหอยมุกและของมีค่าอื่นๆมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนจะคราคร่ำไปด้วยผู้คน แสงไฟระยิบระยับเต็มตลอดแนวชายหาดเกาะเพชร

"อำพันทะเล หรือ อ้วกวาฬ มีราคาสูงมาก หากคุณภาพดีๆราคาจะกิโลกรัมละ 1 ล้าน แต่ชาวบ้านที่พบก็ไม่รู้จะไปติดต่อขายที่ไหน ก่อนหน้านี้ชาวบ้านพบหลายราย บางรายพบแล้วก็ทิ้งไป ตนทราบว่าชาวบ้านในท้องที่หมู่ 9 ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร พบอ้วกวาฬหลายสิบกิโลกรัมเก็บเอาไว้หลายเดือนแล้วยังขายไม่ได้เลย แม้ไม่ได้ราคาแพงตามที่เป็นข่าวก็ตาม จึงอยากให้ผู้สื่อข่าวช่วยประสานติดต่อกับผู้ซื้อให้มาซื้ออ้วกวาฬจากชาวบ้านด้วย อย่างน้อยชาวบ้านจะได้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัวในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด-19"


https://www.komchadluek.net/news/local/457260

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,312
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


ฉลามหูดำและเต่าทะเลอวดโฉมนักดำน้ำ

เกาะพีพี 3 ก.พ.-ครูสอนดำน้ำ บันทึกภาพฉลามหูดำ-เต่าทะเล บริเวณเกาะปิดะนอก ใกล้เกาะพีพี จ.กระบี่ แสดงว่าบริเวณดังกล่าวมีแหล่งอาหารสัตวน้ำที่สมบูรณ์



นายคมศักดิ์ เจนหัตถ์ หรือไก่โต้ง ครูสอนดำน้ำที่เกาะพีพี จ.กระบี่ บันทึกภาพใต้ท้องทะเลเกาะพีพี ไว้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังนำนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดำน้ำ ดำสำรวจใต้ทะเล บริเวณเกาะปิดะนอก ใกล้กับเกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ซึ่งจะเห็นฉลามหูดำ หรือฉลามคลีบดำ ซึ่งถือเป็นสัตว์ทะเลห่วงโซ่อาหารบนสุด หากเจอจำนวนมากก็แสดงว่าบริเวณดังกล่าวมีแหล่งอาหารสัตวน้ำที่สมบูรณ์นั่นเอง โดยพบว่าฉลามหูดำ จะเวียนว่ายไปมา กระจายกันหาอาหารตามแนวปะการัง และใกล้ๆกัน ก็จะพบกับเต่าทะเลขนาดใหญ่ พระเอกแห่งใต้ทะเลเกาะพีพี ที่คอยหากินอยู่ตามแนวปะการัง ท่ามกลางฝูงปลาจำนวนมาก โดยจะพบได้ทั้งจุดที่มีการวางปะการังเทียม และตามแนวปะการังทั่วไป

นายคมศักดิ์ เปิดเผยว่า ช่วงวิกฤติโควิด-19 ทั้งระลอกแรกและระลอก 2 ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวน้อยมาก จึงอยากประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยว เดินทางมาท่องเที่ยวที่เกาะพีพี เพาะตอนนี้เกาะพีพีปลอดโควิดแล้ว และมีมาตรการคัดกรองที่เข้มงวด ขอให้นักท่องเที่ยวมั่นใจ สำหรับผู้ที่ต้องการดำน้ำลึกแบบโลกส่วนตัว ซึ่งสามารถเดินทางมาเที่ยวที่เกาะพีพี จ.กระบี่ ได้โดยไม่วุ่นวาย และช่วงนี้เป็นช่วงไฮซีซั่น สภาพอากาศดีมาก หากโชคดีก็จะเจอฉลามวาฬด้วย ซึ่งที่ผ่านามักจะเจอบ่อยครั้ง และตอนนี้เกาะพีพีก็ปลอดโควิด มีการคัดกรองเข้มงวด นักท่องเที่ยวสามรถเดินทางมาเที่ยวได้โดยไม่ต้องกังวล.


https://tna.mcot.net/region-630443

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,312
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


สุดล้ำ! Interceptor เรือเก็บขยะแม่น้ำเจ้าพระยาลำแรกถึงไทย

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับองค์กร The Ocean Cleanup นำร่องส่งนวัตกรรมเครื่อง Interceptor เรือเก็บขยะแม่น้ำ ลำแรก ดักเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยา สุดล้ำใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แยกขยะ คาดเก็บขยะได้ 3?4 ตันต่อวัน



วันนี้ (3 ก.พ.2564) นางสุมนา ขจรวัฒนากุล ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พร้อมด้วยนายโบแยน สแลต ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งองค์กร The Ocean Cleanup จากเนเธอร์แลนด์ผู้ที่คิดค้นทุ่นดักขยะทะเลใช้กำจัดแพขยะในมหาสมุทร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันในการนำเครื่อง Interceptor เพื่อวิจัยขยะพลาสติกในแม่น้ำ และการดักเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำของไทยก่อนออกสู่ทะเล โดยจะติดตั้งบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สมุทรปราการ 3 จุด จุดแรกนำร่องติดตั้งบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวการแก้ปัญหาขยะทะเล

นางสุมนา กล่าวว่า นวัตกรรม Interceptor เพื่อจัดการขยะในแม่น้ำก่อนลงสู่ทะเล ได้ผ่านการคิดค้นและทดสอบประสิทธิภาพมาแล้ว โดยจะนำมา ทดลองใช้ในไทยในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาก่อนลงสู่ทะเล เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณขยะในแม่น้ำมากที่สุด

"ปี 2560 มีปริมาณขยะสูงถึง 2,172 ตัน หรือกว่า 173 ล้านชิ้น แต่จากมาตรการต่างๆของภาครัฐ เพื่อลดปริมาณขยะในแม่น้ำ และทะเลส่งให้แม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณขยะลดลงในปี 2562 เหลือเพียง 702 ตัน หรือกว่า 42 ล้านชิ้น"


ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง


ใช้พลังงานแสงอาทิตย์-เก็บขยะ 3-4 ตัน

นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อมก่อนไหลลงสู่ทะเล และช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดต่อสัตว์ทะเลหายาก ทรัพยากรทางทะเล และระบบนิเวศชายฝั่งด้วย เบื้องต้นอยู่ระหว่างศึกษาความลึกของแม่น้ำและกระแสน้ำที่เหมาะสมในการติดตั้งเครื่องดังกล่าว

สำหรับเครื่อง Interceptor สามารถดักเก็บขยะอัตโนมัติ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ สามารถจัดเก็บขยะได้ 3?4 ตันต่อวันขึ้นอยู่กับปริมาณขยะในพื้นที่ หรือเฉลี่ยลดปริมาณขยะในแม่น้ำที่จะไหลลงสู่ทะเลได้ถึงร้อยละ 60 โดยขยะที่เก็บรวบรวมได้จะถูกนำมาคัดแยก และกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy การเลือกไทยเป็นพื้นที่ดำเนินการได้พิจารณาจากความเหมาะสมและความพร้อม ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และนักวิชาการที่จะต่อยอดการดำเนินงานต่อได้ในอนาคต


https://news.thaipbs.or.th/content/301049

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:12


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2021, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger