เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2558

กรมอุตุนิยมวิทยา



สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อน ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมตะวันตกจากประเทศพม่าเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ในช่วงวันที่ 22-26 มีนาคม 2558 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกได้บางพื้นที่ และอุณหภูมิจะลดลงได้ 6-8 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น รวมถึงอยู่ห่างจากป้ายโฆษณา ต้นไม้ใหญ่ และสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีพายุฝนฟ้าคะนองกระจายกับลมกระโชกแรง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 22-27 มี.ค. บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนจากประเทศพม่าเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกได้บางพื้นที่ หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 6-8 องศาเซลเซียส

สรุปการคาดหมาย บริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อนโดยทั่วไป และในช่วงวันที่ 22-27 มี.ค. บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกได้บางแห่ง


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน รักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนถึงร้อนจัด และในช่วงวันที่ 22-26 มี.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ระวังอันตรายและคำนึงถึงความเสียหายของบ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรง จากพายุฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรงไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2_02.jpg (95.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (81.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Earthquake2_04.jpg (51.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave.jpg (90.2 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

เดลินิวส์


ทัวร์จีนทะลัก 'อ่าวมาหยา' ล้นหาด



กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Niruth Darid Bannob” โพสต์ภาพของชายหาดทะเลแห่งหนึ่งในประเทศไทย พร้อมข้อความประกอบว่า “เคยได้ยินคนใหญ่คนโตในกระบี่หลายคนบอกว่า จุดขายของกระบี่คือ ‪ความสงบ‬ ‪ความสวยงามของธรรมชาติที่บริสุทธิ์‬ แต่สิ่งที่หลายๆท่าน (พยายาม) ทำมันสวนทาง จะรีบให้กระบี่ "โต" ไปไหน ถ้าโตเร็วไป‬ความยั่งยืนไม่มี‬ ท้ายที่สุดเมื่อผู้มาเยือนเหล่านี้จากไป คนท้องถิ่นจะอยู่กับธรรมชาติที่มันโดนย่ำจนเสียไปแล้วได้ไหม ‪รายได้จากการท่องเที่ยวมากมายมหาศาล‬ก็ซื้อธรรมชาติคืนมาไม่ได้” ทั้งมีการระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวคือ อ่าวมาหยา พีพีเล เมื่อต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ในวันธรรมดาที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลแต่อย่างใด หลังจากภาพดังกล่าวถูกแชร์ในโลกออนไลน์ ทำให้มีผู้เข้ามาเเสดงความคิดเห็นเป็นห่วงแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานทางทะเลของประเทศไทย ที่ปัจจุบันกำลังเสื่อมโทรมจนถึงจุดวิกฤติ พร้อมกับข้อสงสัยถึงจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการที่มากเกินไป จนอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ดังปรากฏเป็นข่าวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

จากภาพดังกล่าว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญทางทะเล และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยกับ "เดลินิวส์ออนไลน์" ว่า สถานที่ที่ปรากฏในภาพคือ "อ่าวมาหยา" อ่าวที่มีความสวยงามมากที่สุดในประเทศไทยจนติดอันดับโลก ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี โดยจากภาพ เราจะเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากมาย(ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน) มาเที่ยวที่อ่าวมาหยาจนแน่นเต็มหาด อีกทั้งยังมีเรือท่องเที่ยวจอดอยู่เต็มชายฝั่ง ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมถึงมีจำนวนเรือท่องเที่ยวมากเกินขีดจำกัด เพราะโดยปกติแล้ว เรือท่องเที่ยวเหล่านี้จะต้องขอใบอนุญาตจากอุทยานแห่งชาติในการเข้าพื้นที่ และด้วยจำนวนที่มากมายเช่นนี้ ทางอุทยานแห่งชาติมีการตรวจสอบหรือไม่ เรือท่องเที่ยวมากมายจะไปจอดที่ไหน เพราะหากดูจากพื้นที่ที่มีจำกัด อาจมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการทิ้งสมอเรือไปโดนแนวประการังใต้ทะเล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติไม่สิ้นสุด ไหนจะเรื่องความสะอาดบนชายหาดและสิ่งปฏิกูลต่างๆ



นอกจากนี้ ดร.ธรณ์ยังแสดงความคิดเห็นอีกว่า หากมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดินทางมากับทัวร์ต่างชาติ ไกด์ต่างชาติ และพาหนะของชาวต่างชาติ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการท่องเที่ยวที่คึกคัก แต่ส่งผลกระทบมากมายในอนาคต "ไม่ปฏิรูปอุทยานทะเลตอนนี้ จะไปปฏิรูปตอนไหน"

ทั้งนี้ "ผู้สื่อข่าว" ติดต่อไปยัง นายไชยธัช บุญภูพันธ์ตันติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ถึงกรณีที่เกิดขึ้น นายไชยธัช กล่าวว่า ไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ เนื่องจากติดภารกิจ

ภาพประกอบจาก Niruth Darid Bannob และ forofame.wordpress.com

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

ผู้จัดการออนไลน์


“เกาะพยาม” มีดีมากกว่าแค่ “มัลดีฟส์เมืองไทย” ต้องลองไปให้รู้


ซุ้มประตูหิน สัญลักษณ์ของเกาะพยาม

เราเชื่อว่า “เกาะพยาม” เป็นอีกเกาะที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันอยากจะเดินทางไปให้ถึง เพื่อพบกับบรรยากาศความสวยงาม ของมัลดีฟส์เมืองไทย แต่ขอบอกว่าบนเกาะแห่งนี้มีอะไรให้เราได้สัมผัส และค้นหามากกว่าแค่คำว่า มัลดีฟส์เมืองไทยอีกมาก ทริปนี้ เรายังได้รับการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต และสำนักงานชุมพร ที่พาเราล่องเรือออกจากตัวเมืองระนอง เพื่อไปฟินสุดๆ กับบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก และเงียบสงบที่ “เกาะพยาม”

การเดินทางไปเกาะพยายาม มีเรือออกจากท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ ให้เลือกทั้งเรือธรรมดา ไปแบบเนิบๆ ช้าๆ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง หรือเลือกเดินทางแบบรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ด้วยเรือสปีดโบต ที่ใช้เวลาแค่ 40 นาที วันนั้นเราเลือกเดินทางแบบรวดเร็ว เพราะต้องการใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และความสวยงามบนเกาะให้ได้มากที่สุด เมื่อไปถึงเกาะพยาม ก็ไม่ผิดหวังต่อบรรยากาศบนเกาะ ที่มีให้สัมผัสในหลายรูปแบบ ทั้งความเป็นชุมชนดั้งเดิม และบรรยากาศของรีสอร์ตหรู ที่หลายคนเรียกกันว่า “มัลดีฟส์เมืองไทย”

เมื่อถึงเกาะพยาม แค่เรื่องของการเดินทางก็ทำเอาตื่นเต้นกันแล้วค่ะ ครั้งนี้ ทางคณะได้รับการต้องรับแบบวีไอพี ด้วยบริการรถโดยสาร “อีแต๋น” ที่มีอยู่เพียงไม่กี่คันบนเกาะแห่งนี้ นอกนั้นก็แค่รถมอเตอร์ไซค์ มีทั้งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือมอเตอร์ไซค์ให้เช่า ส่วนรถเก๋ง รถกระบะไม่ต้องถามถึงเพราะไม่มีแม้แต่คันเดียว


การสัญจรบนเกาะพยาม

จุดแรกที่เราเดินทางไปสัมผัสกับความสวยงาม คือ โรงแรม เดอะบลูสกาย รีสอร์ท เกาะพยาม ซึ่งเป็นโรงแรมที่หลายๆ คนยกให้เป็น มัลดีฟส์เมืองไทย เป็นโรงแรมที่มีความโดดเด่นที่เรื่องของโลเกชัน โดยเฉพาะเวลาน้ำขึ้น น้ำก็จะเข้ามาเต็มพื้นที่จนรู้สึกเหมือนที่พักลอยโดดเด่นอยู่กลางน้ำ แต่ช่วงที่เราเดินทางไปเป็นช่วงน้ำลง จึงเห็นเห็นเนินทราย และรากของต้นโกงกางดูแปลกตาสวยงามไปอีกแบบ ที่สำคัญบรรยากาศภายในโรงแรมเงียบสงบ

หลังจากซึมซับกับความสวยงามของมัลดีฟส์เมืองไทยกันไปแล้ว คณะก็ขึ้นรถเดินทางต่อไปยังหาดอ่าวใหญ่ ระหว่างเดินทางสายตาของเราก็ได้พานพบกับความเป็นธรรมชาติตลอด 2 ข้างทาง โดยเฉพาะต้นมะม่วงหิมพานต์ หรือกาหยู หรือกาหยี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่เดินทางบนเกาะแห่งนี้ จะเห็นเจ้าต้นนี้จำนวนมากที่กำลังชูช่อ ออกดอก ออกผล อวดสายตาของผู้พบเห็น จนทำให้เราอดใจไม้ไหว ต้องคว้ากล้องขึ้นมากดชัตเตอร์เพื่อเก็บภาพเป็นที่ระลึก

นอกจากเหนือจากธรรมชาติที่ยังคงความเป็นความเป็นธรรมชาติมีให้เห็นแล้ว สิ่งหนึ่งที่พบได้ตลอดเส้นทางที่รถขับผ่าน คือ ร้านค้า และที่พักที่เกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นคนที่เดินทางมาเที่ยวเกาะพะยาม ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่พัก ส่วนราคาก็มีให้เลือกหลายหลายแล้วแต่ต้องการ ตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลักหมื่น


กาหยูที่กำลังชูช่อดอกอวดสายตานักท่องเที่ยว

เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ก็ถึงอ่าวใหญ่ แค่สัมผัสแรกก็ต้องตะลึงในความสวยงามของทะเลที่นี่ และฟินสุดๆ กับบรรยากาศที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ คือ หาดทรายกว้าง ละเอียด บนทรายมีทั้งทรายสีขาว และสีดำผสมกันอยู่ น้ำทะเลเป็นสีน้ำเงินเข้ม เวลาน้ำลงจะเห็นริ้วทรายที่เกิดจากสีที่แตกต่างกัน พื้นทรายก็แยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ย่างเท้าไปแล้วรู้สึกนุ่มสบายเท้า และหาดทรายที่แข็งจนสามารถนำรถมอเตอร์ไซค์ลงไปขับเล่นได้อย่างสบาย ชายหาดแห่งนี้เป็นชายหาดที่สามารถเล่นน้ำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มเห็น และถ้าปล่อยไว้อาจจะทำให้ชายหาดขาดความสวยงาม คือ ร่มเตียงที่เริ่มมีการปักให้เห็นกันแล้ว

หลังจากดื่มด่ำกับความสวยงามของอ่าวใหญ่แล้ว เราก็เดินทางต่อไปที่ “อ่าวเขาควาย” ชายหาดแห่งนี้เงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง ห้ามไม่ให้ขับรถมอเตอร์ไซค์ลงไปจนถึงชายหาด เราจะต้องจอดรถไว้ และเดินเท้าต่อ ซึ่งระยะทางไม่ไกลมากนัก เมื่อไปถึงชายหาดก็ต้องร้อง “ว้าว” กันเลยทีเดียว เพราะเป็นชายหาดที่สวยงามมาก หาดทรายที่นี้ขาวกว่าอ่าวอื่นๆ ที่สำคัญน้ำทะเลใส แต่มีดินโคลนบ้างเพราะอยู่ใกล้กับป่าชายเลน

จุดเด่นของอ่าวนี้คือ ความเวิ้งว้าง เวลาน้ำลง จะเดินออกไปจากฝั่งได้ไกลมาก เพราะหาดทรายจะค่อนข้างตื้น และที่สำคัญอ่าวนี้มีหินทะลุ ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเกาะพยาม ลักษณะจะคล้ายกับซุ้มประตูหินเกาะไข่ ตะรุเตา น้ำทะเลตรงหินทะลุใสมากๆ ถ้าไปไปช่วงน้ำลงก็สามารถลอดผ่านหินทะลุเข้าไปได้ เมื่อเข้าไปแล้วก็จะเจอวิวทะเลที่สวยงามแปลกตา


ซุ้มประตูหิน 3 ช่อง

เมื่อเราเดินข้ามซุ่มประตูของหินทะลุ เข้าไปอีกด้าน คราวนี้ “ว้าว ! คำเดียวไม่อยู่ ต้องร้อง ว้าว!ๆๆๆ กันเลยทีเดียวกับภาพของความสวยงาม ขอบอกว่าถ้าใครไม่ข้ามหินทะลุไปอีกด้านจะต้องเสียใจแน่นอน เพราะจุดนี้เป็นอีกจุดที่สวยงามบอกไม่ถูก มีก้อนหินขนาดใหญ่วางเรียงรายเต็มจากหาด และหินแต่ละก้อนก็จะมีหอยมาเกาะจนเต็ม มองไปในทะเลน้ำทะเลเป็นสีน้ำเงินเข้ม มีเรือจอดเรียงราย ช่างเป็นภาพที่สวยงามหาดูที่อื่นได้ยากจริงๆ

ความฟินยังไม่หมดแค่นี้ เราลองเดินจากริมทะเลมาบริเวณชายหาดอีกด้าน ซึ่งอยู่ใกล้กัน อ่ะๆๆ จุดนี้ก็มีหินทะลุอีกจุดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากซุ้มหินทะเลประตูแรก เนื่องจากจุดนี้เป็นซุ้มประตู 3 ช่องเลยทีเดียว เมื่อมองผ่านซุ้มประตูออกไปก็จะมองหินวิวทะเลในอีกรูปแบบ ทำให้เรารู้สึกอะเมซิ่งต่อการรังสรรค์ของธรรมชาติเป็นอย่างมาก

ก่อนเดินทางกลับฝั่ง จ.ระนอง เรามีโอกาสเดินทางไปยังหาดสุดท้ายของทริปนี้ คือ อ่าวมุก ซึ่งเป็นชายหาดอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด อ่าวมุก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะพยาม เป็นที่ตั้งของ “พยามรีสอร์ท” สำหรับการเดินทางมาที่อ่าวแห่งนี้อาจจะไม่สะดวกเท่าที่ควร เราต้องนักรถอีแต๋นเข้าไปในสวนปาล์ม ที่เส้นทางขรุขระ รถพาเราไปแค่ครึ่งทาง หลังจากนั้นก็ต้องเดินเท้าต่อไปยังชายหาด เมื่อเดินไปถึงชายหาด สัมผัสแรกที่พบทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดทันที ทรายที่ชายหาดแห่งนี้ไม่ใช่ทรายสีขาวเหมือที่อื่น แต่หาดทรายเป็นสีน้ำตาล ส่วนวิวไม่ต้องพูดถึง สวยแบบไม่ต้องบรรยาย บริเวณชายหาดลมเย็นๆ เหมาะที่จะนั่งเล่นพักผ่อน “อ่าวมุก” ยังมีที่พักให้เลือกพักได้หลายแบบ ซึ่งตั้งเรียงรายอยู่บริเวณชายหาด แต่ขอบอกว่าที่อ่าวแห่งนี้ก็เป็นอีกจุดที่สวยงามไม่แพ้จุดอื่นๆ ของเกาะพยาม

“เกาะพยาม” ไปแล้วไม่ผิดหวังแน่นอน แม้หาดทรายจะไม่ขาวเหมือนชายหาดอื่นๆ ของภาคใต้ แต่ “เกาะพยาม” มีอะไรให้ค้นหามากกว่าที่คิด สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น ต้องลองมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วจะลืม “เกาะพยาม” ไม่ลง

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

ผู้จัดการออนไลน์


ผู้ว่าฯกระบี่หวงปัญหาอ่าวมาหยานักท่องเที่ยวเข้าเกินจำนวน เตรียมหาแนวทางแก้ไข



กระบี่ - ผู้ว่าฯกระบี่ ห่วงอ่าวมาหยาถูกทำลาย เหตุนักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวเกินจำนวนที่พื้นที่จะรับได้ เตรียมหาแนวทางแก้ปัญหา

นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวถึงกรณีที่มีการโพสต์ภาพผ่านโซเชียลถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวอ่าวมาหยา แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชื่อดังระดับโลกของจังหวัดกระบี่ ว่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวภายในอ่าวมาหยานั้น มีทั้งนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจากกระบี่ และส่วนหนึ่งมาจากจังหวัดภูเก็ต ซึ่งการจะไปจำกัด ทำให้การควบคุมดูแลค่อนข้างยาก เพราะอ่าวมาหยาเป็นอ่าวเปิด

ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวอีกว่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตนั้น ประโยชน์ที่คนกระบี่ได้รับนั้นต้องยอมรับว่าน้อยมาก เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ แค่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวแล้วก็กลับไปพัก จับจ่ายอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต และสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวอ่าวมาหยานั้น มีมากกว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจากจังหวัดกระบี่ ซึ่งอ่าวมาหยานั้นจึงเป็นเพียงทางผ่านของนักท่องเที่ยวที่มาจากจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

“ตนไม่อยากให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ผูกติดแต่เฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งจังหวัดกระบี่ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย ไม่ได้มีดีแค่ทะเล บนบกยังมีน้ำพุร้อนเค็ม ซึ่งเป็นสปาชั้นดี นอกจากนั้นก็ยังสามารถเดินทางท่องเที่ยว ทางประวัติศาสตร์ และชมวิถีชิตวัฒนธรรมที่หลากหลายของคนกระบี่ ซึ่งสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ทั้งปีเที่ยวกระบี่ ครั้งเดียวไม่พอ” ผวจ.กระบี่ กล่าว


*********************************************************************************************************************************************************


UN เตือน โลกจะขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรงใน 15 ปี หากผู้คนทั่วโลกยังไม่เปลี่ยน “พฤติกรรมการใช้น้ำ”



เอเจนซีส์-สหประชาชาติออกโรงเตือนผ่านรายงานฉบับล่าสุดซึ่งมีการเผยแพร่ที่กรุงนิวเดลีของอินเดีย โดยระบุ พื้นที่กว่าร้อยละ 40 ของโลกจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำภายในปี 2030 หรือ 15 ปีข้างหน้า หากผู้คนในประเทศต่างๆยังไม่รู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างสำคัญ

รายงานฉบับล่าสุดของยูเอ็นระบุว่า ขณะนี้ปริมาณของแหล่งน้ำใต้ดินทั่วโลกได้ลดต่ำลงและเหลือน้อย ขณะที่หลายพื้นที่ของโลกต่างประสบปัญหาฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลจากผลพวงของการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านคนภายในปี 2050 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรงทั้งในแง่ของการใช้น้ำเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม และการใช้น้ำในชีวิตประจำวันตามบ้านเรือน



รายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้น้ำทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 55 ภายในปี 2050 แต่หากพฤติกรรมการใช้น้ำของผู้คนทั่วโลกยังดำเนินต่อไปเช่นทุกวันนี้ โลกของเราก็จะเหลือน้ำเพียงพอใช้เพียงร้อยละ 60 ของความต้องการใช้น้ำทั้งหมดภายใน 15 ปีจากนี้ หรือในปี 2030

ทั้งนี้ รายงานระบุด้วยว่า การเร่งพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความไม่ยั่งยืน ตลอดจนความไร้จิตสำนึกในการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า จะยิ่งส่งผลให้ปัญหาขาดแคลนน้ำของโลกเลวร้ายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาดที่กำลังคุกคามความเป็นอยู่ของผู้คนกว่า 748 ล้านคนในเวลานี้

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

ผู้จัดการออนไลน์


ฤา...“เฉิน จี๋หนิง” อาจเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจีน


มือดีสวมผ้าผิดปากรูปปั้นในปักกิ่ง ล้อเลียนวิกฤตมลพิษอากาศในประเทศจีน (แฟ้มภาพ เอเจนซี)

“ช่างเป็นวิถีชีวิตที่น่าอดสู ที่ผู้คนนั่งรถยนต์หรู BMW แต่กลับมีแต่น้ำสกปรกให้ดื่มกิน” เป็นคำกล่าวของ เฉิน จี๋หนิง รัฐมนตรีกระทรวงพิทักษ์สิ่งแวดล้อมคนใหม่ของจีน ระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อจีน ไชน่า เดลี่ ในปี 2552…
*********

ประเทศจีนมีประชากรมากที่สุดในโลก ถึงกว่า 1,300 ล้านคน และมีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก แผ่นดินใหญ่อันมหึมานี้ได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจจากปี 2521 (1978) สร้างความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ พลิกโฉมประเทศที่ยากจนข้นแค้นจนกลายเป็นชาติอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลก ทว่าการเรืองอำนาจของเศรษฐกิจมังกรนี้ ก็ได้จ่ายราคาเป็นความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงสิ่งแวดล้อมเองก็ได้ยอมรับวิกฤตปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายอันเป็นผลข้างเคียงจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งแต่ตัวเลขจีดีพี

เดือนที่ผ่านมานี้ เกิดความเคลื่อนไหวคึกคักในภาคสิ่งแวดล้อมแดนมังกรหลังจากที่กฎหมายพิทักษ์สิ่งแวดล้อมฉบับปรับแก้ใหม่ ที่รัฐสภาจีนได้ลงมติรับรองตั้งแต่เมื่อเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว(2514) ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนม.ค. 2558 เป็นต้นไป โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี ที่จีนปรับแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อม กำหนดบทลงโทษที่หนักขึ้นแก่ผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมที่เป็นวิกฤตปัญหามาหลายนักแล้ว อีกทั้งเปิดกว้างให้ประชาชนยื่นฟ้องร้องกรณีอื้อฉาวสิ่งแวดล้อม ขณะที่กฎหมายเก่าอนุญาตเพียงหน่วยงานและกลุ่มองค์กร ที่สามารถยื่นฟ้องได้ โดยต้องได้รับอนุญาตจากทางการอีกด้วย

ในวันที่ 27 ก.พ. เฉิน จี๋หนิงได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม แทนที่นายโจว เซิงเสียน วัย 65 ปี ที่เกษียณอายุฯ

...และวันถัดมา (28 ก.พ.) ก็เกิดเหตุสั่นสะเทือนภาคสิ่งแวดล้อมจีน โดยสารคดีตีแผ่ความเน่าเฟะของสิ่งแวดล้อมจีน ชื่อ Under the Dome จัดทำโดยนาง ไฉ จิ้ง อดีตนักข่าว-ผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (ซีซีทีวี) ก็ถูกเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ไฉ จิ้งเปิดเรื่องอย่างสะเทือนใจด้วยชีวิตส่วนตัวของเธอที่ต้องลาออกจากงานด้วยลูกสาวเป็นเนื้องอกแต่กำเนิด ลีลาการบรรยายนำเสนอที่บอกว่าชาวจีนกำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นอย่างจับใจผู้ชม จนยอดผู้ชมทะลุสองร้อยล้านในไม่กี่วัน ไม่กี่วันต่อมา Under the Dome ก็ถูกกรรไกรเซนเซอร์ตัดออกจากเว็บท่าหลักของจีน


เฉิน จี๋หนิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพิทักษ์สิ่งแวดล้อมจีนคนใหม่ ระหว่างกล่าวในที่ประชุมรัฐสภาจีนในปักกิ่ง วันที่ 14 มี.ค. 2558 (ภาพ เอเจนซี)

หันมากลับมามองเจ้ากระทรวงสิ่งแวดล้อมจีนคนใหม่ เฉินเป็น “ลูกหม้อ” มหาวิทยาลัยชิงหวา เข้าศึกษามหาวิทยาลัยชิงหวาปี 2524 ในคณะวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งสำเร็จชั้นปริญญาโท จากนั้นในปี 2531 ก็เดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ ศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยบรูเนลลอนดอน (Brunel University London) เอกชีวเคมี และวิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอน (Imperial College London) เอกสิ่งแวดล้อม รวมเวลาที่เฉินศึกษาและทำงานที่อังกฤษ ถึง 10 ปี ในปี 2541 จึงกลับมาเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชิงหวา ปี 2542 เป็นคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมของชิงหวา และขึ้นเป็นประธานมหาวิทยาลัยชิงหวาในปี 2555 ขณะนั้นวัย 48 ปี นับเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยชิงหวาที่อายุน้อยที่สุดในช่วงเกือบ 30 ปี

เฉิน จี๋หนิง เป็นหนุ่มใหญ่ไฟแรงสูง ช่วง 3 ปีที่นั่งเก้าอี้ประธานมหาวิทยาชิงหวา ได้ดำเนินการปฏิรูปมหาวิทยาลัยอย่างขนานใหญ่และรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ได้รับการกล่าวขวัญเป็นประธานมหาวิทยาลัยที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากที่สุดของชิงหวา

ผู้คนในรั้วมหาวิทยาลัยชิงหวาต่างประทับใจในภาพนักวิชาการของเฉิน “มั่นคง ประนีประนอม และยึดถือการปฏิบัติได้จริง”

“อย่า “แย่ง” ครูใหญ่ของพวกเราไป !” ข้อความโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ของมหาวิทยาลัยชิงหวาในวันที่มีข่าวแต่งตั้งเฉินเป็นนายใหญ่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคฯ

สื่อจีนระบุว่า การแต่งตั้งเฉิน จี๋หนิงมาพิทักษ์สิ่งแวดล้อมจีนนับเป็นข่าวดี วงในภาคสิ่งแวดล้อมจีน ชี้ว่า “การตั้งผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ใช่นักการเมืองเช่นนี้ จะทำงานได้จริงมากกว่าตระโกนร้องคำขวัญไปวันๆ ช่วง 8 ปี มานี้ สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว นับเป็น 8 ปีที่สูญเปล่า”

อย่างไรก็ตามก็มีเสียงชี้ว่า เฉิน เป็นผู้เชี่ยวชาญ และคร่ำหวอดในหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมานับสิบๆปี แต่ก็ไม่มีประสบการณ์ในหน่วยงานรัฐบาลมาก่อน


สภาพหมอกมลพิษในนครเซี่ยงไฮ้เดือนพ.ย. ปี 2557 (แฟ้มภาพ รอยเตอร์ส)


วิบากกรรมสิ่งแวดล้อมจีน

สำหรับนายใหญ่กระทรวงสิ่งแวดล้อมจีนคนก่อนหน้าได้ลงจากตำแหน่งท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์

เซี่ย เจิ้นหวา รัฐมนตรีกระทรวงพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสองสมัยระหว่างปี 2536-2548 ต้องลาออกไปหลังจากที่เกิดเหตุการณ์โรงงานเบนซินของบริษัทจี๋หลิน ปิโตรเคมีคัลของปิโตรไชน่า ระเบิด มีผู้เสียชีวิต 5 คน บาดเจ็บกว่า 20 คน และสารเคมีไหลทะลักลงสู่แม่น้ำซงฮวาในเมืองจี๋หลิน มณฑลจี๋หลิน โดยสารพิษได้ปนเปื้อนผิวน้ำในแม่น้ำซงหวายาวกว่า 80 กิโลเมตร ทำลายแหล่งน้ำของประชาชนหลายล้านคนในภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
โจว เซิงเสียน ได้เข้ารับตำแหน่งแทนเซี่ย พิทักษ์สิ่งแวดล้อมจีนจากปี 2548 ถึง ก.พ. 2558 ช่วงเวลานับสิบๆปี นี้ จีนก็ยังเอาแต่เร่งผลผลิตด้านอุตสาหกรรมและพลังงานที่ได้ทำลายทั้งอากาศ น้ำ และดิน

กลุ่มสื่อจีนวิพากษ์วิจารณ์โจวกันขรมว่า ปล่อยให้กลุ่มนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมปู้ยี่ปู้ยำสิ่งแวดล้อมของประเทศ กรณีอื้อฉาวสิ่งแวดล้อมผุดเป็นดอกเห็ด ทั้งข้าวปนเปื้อน การแพร่กระจายสารเคมีสู่สิ่งแวดล้อม ไปยันหมูตายหลายพันตัวที่ลอยเน่าในแม่น้ำแถวนครเซี่ยงไฮ้

เมื่อปีที่แล้ว มีรายงานข่าวร้ายเกี่ยวกับการสำรวจสิ่งแวดล้อมจีนกระหน่ำเผยแพร่ออกมา ได้แก่ กระทรวงพิทักษ์สิ่งแวดล้อมจีนแถลงผลการสำรวจคุณภาพอากาศในเมืองต่างๆเมื่อปีที่แล้ว (2557) พบว่าในกลุ่ม 74 เมืองที่ทำการสำรวจ 71 เมืองมีคุณภาพอากาศไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน

การศึกษาหลายชุดของหน่วยงานอิสระระบุชาวจีนกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพเนื่องจากมลพิษในอากาศ โดยในแต่ละปี ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน ต้องมาเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร อายุคาดเฉลี่ยของประชาชนในบางพื้นที่ตกลงอย่างน่าตกใจ ถึง 5.5 ปี

ทีมการวิจัยสิ่งแวดล้อมจีน เผยการสำรวจเมื่อปี 2557 ระบุเกือบ 60 เปอร์เซนต์ของคุณภาพน้ำใต้ดินในจีน มีปัญหาในระดับ “ค่อนข้างแย่” และ “แย่มาก” ขณะที่รายงานอีกฉบับที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐ ระบุ 16 เปอร์เซ็นต์ของดินในประเทศ ปนเปื้อนมลพิษ อาทิ สารหนู สารปรอท

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าตื่นตาตื่นใจจากการศึกษาวิจัยของคณะนักวิทยาศาสตร์จากรัฐเท็กซัส แคลิฟอร์เนีย และวอชิงตัน ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Science เมื่อเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว พบว่า มลพิษในอากาศของจีนสามารถทำให้พายุ ที่ก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกทวีความรุนแรงขึ้น และยังส่งผลให้รูปแบบของสภาพอากาศในทวีปอเมริกาเหนือเปลี่ยนไปอีกด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจมีส่วนทำให้สภาพอากาศในสหรัฐฯ ผิดปกติได้ในที่สุด


ชายจีนสวมผ้าปิดปากป้องกันมลพิษอากาศ เดินผ่านป้ายประชาสัมพันธ์ “ความฝันจีน” (ภาพ เอเจนซี)

และรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม เฉิน จี๋หนิง จะล้างมลพิษ ล้างความอดสูของชาติที่เต็มไปด้วยสิ่งแวดล้อมสกปรกนี้ได้สำเร็จแค่ไหน จะสร้างความระทับใจ กลายเป็น “ขวัญใจ” ในภาคสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ ดังเช่นในบทบาท “ครูใหญ่” แห่งมหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศจีน ได้หรือไม่ โปรดติดตามผลงานต่อไป...

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

มติชน


โลกร้อน คนร้อน! ........................... คอลัมน์ โกลบอล โฟกัส



เมื่อโลกร้อน คนย่อมต้องร้อนตามโลก แต่พลันที่ความร้อนของโลกทวีขึ้นผิดปกติ ความร้อนธรรมดาของคนก็กลายเป็นความรุ่มร้อน เดือดร้อน และย่อยยับดับสูญลงไปกับวินาศภัยอันเป็นผลพวงสืบเนื่องจากความร้อนขึ้นแบบไม่ปกตินั้น

ธรรมชาติของผู้คนคือเห็นแก่ตัว มนุษย์เบียดเบียน ตักตวง กอบโกยจากทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้านเพียงเพื่อให้ตัวเองมีความสุข สบาย รื่นรมย์อย่างไร้ที่สิ้นสุด โดยไม่ไยดีว่าในเวลาเดียวกันนั้น เราเบียดบัง ทารุณและทำลายสัตว์อื่น สิ่งมีชีวิตอื่น และโลกโดยรวมไปมากมายแค่ไหน

เราได้รับคำเตือนจากนักคิด นักวิชาการ ที่กระสากลิ่นการเปลี่ยนแปลงก่อนใครเมื่อนานมาแล้วว่า ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เราก็จะทำให้โลกเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปมากชนิดเราอาจอยู่อย่างรื่นรมย์บนโลกนี้ไม่ได้อีกต่อไป

ปฏิกิริยาต่อคำบอกของคนเรา ไม่ต่างแต่อย่างใดกับลิงสามตัว บางครั้งปิดปาก บางทีเรายกมือปิดหู หลายๆ ครั้งเราปิดตาลงอย่างมืดบอด

เราเมินเฉยอย่างยิ่งต่อคำเตือนเหล่านั้น เรายังปักใจเชื่ออย่างงมงายว่าทุกอย่างยังไกลตัวเราเหลือเกิน ณ วันนี้ เวลานี้ ขอตักตวงใส่ตัวเองไว้ก่อน

แต่ยิ่งนับวัน เรายิ่งบ่นว่าร้อน เรายิ่งถวิลหาความหนาวเย็นที่เหือดหายไปเร็วยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี เราก่นด่า ประณามซึ่งกันและกันเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ไปค่อนประเทศเมื่อ 4 ปีก่อน และเริ่มขมวดคิ้วนิ่วหน้ากับความร้อนและแล้งเข็ญที่กำลังลุกลามอย่างรวดเร็วอยู่ในยามนี้

แต่กลับลืมเลือนที่จะมองมาที่ตัวเองว่า กำลังทำร้ายโลกและทำร้ายตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างไร

เมื่อโลกร้อน อุณหภูมิของโลกไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉยๆ แต่การเพิ่มขึ้นดังกล่าวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภูมิอากาศตามไปด้วย รูปแบบที่เคยเป็นวัฏจักรถูกบิดผันด้วยปัจจัยประกอบที่แตกต่างออกไป ผลลัพธ์ที่ได้คือความปรวนแปรที่มากขึ้น เฉียบพลัน และไม่คุ้นเคยมากยิ่งขึ้น

ความร้อน จุดประกายให้เกิดภาวะอากาศแบบสุดโต่ง มากขึ้น รุนแรงขึ้น กลืนกินชีวิตของคนเราได้มากขึ้น ในเวลาเดียวกันก็ทำลายขีดความสามารถในการผลิตของคนเราลง

ศุภกร ชินวรรโณ นักวิชาการแห่งศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยอาศัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ประเมินอนาคตภูมิอากาศเมืองไทยเอาไว้พบว่า ตั้งแต่ทศวรรษ 2030 เรื่อยไป พื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงสุดของประเทศ จะครอบคลุมภาคกลางทั้งหมด

ปลายศตวรรษนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะร้อนขึ้นอีกราว 3-4 องศาเซลเซียส

ตั้งแต่ปี 2070 เรื่อยไป ภาวะอากาศหนาวเย็นที่ระดับต่ำกว่า 16 องศา ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เดิมเคยนานเฉลี่ยปีละ 2-2.5 เดือน จะลดลงเหลือเพียง 10 วัน ถึง 1 เดือน

ถึงตอนนั้นแทบทุกพื้นที่ของไทยตั้งแต่เหนือจรดใต้จะมี "หน้าร้อน" ยาวนานถึง 8 เดือน!



มนุษย์เริ่มเก็บข้อมูลอุณหภูมิของโลกอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ปี 1880 หรือเมื่อ 135 ปีก่อนหน้านี้

ปี 1992 เราเริ่มการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเป็นครั้งแรกที่ รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล

ปี 1997 เรามี "พิธีสารเกียวโต" ความตกลงระดับนานาชาติที่มี "พันธะผูกพัน" ว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5.2 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2012 มี 55 ชาติเท่านั้นที่ให้สัตยาบันรับรอง

ตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ ตัวเลขอุณหภูมิของโลกที่แสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่ปี 1880 เรื่อยมา ปีที่อุณหภูมิโลก

"ร้อนที่สุด" คือปี 2014 เมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง

เท่านั้นยังไม่พอ ลองไล่เรียงตัวเลขอุณหภูมิโลกตลอดทั้ง 135 ปีที่ผ่านมา แล้วเรียงลำดับ 15 ปีที่โลกมีอุณหภูมิสูงสุดไล่เรียงกันลงมา เราจะพบว่า 14 ปีจาก 15 ปีที่ว่านั้น อยู่ในสหัสวรรษใหม่ คือตั้งแต่ปี 2000 เรื่อยมา

นี่คือข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า คนทั้งโลกเอาจริงเอาจังกับการยุติการทำร้ายและทำลายตัวเองมากน้อยแค่ไหน

เมื่อปี 2009 สหประชาชาติจัดถกกรอบการทำสนธิสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เป้าหมายเพื่อจัดทำสนธิสัญญาขึ้นมาแทนที่พิธีสารเกียวโตที่กำลังจะหมดอายุบังคับใช้ลง

ถกกันอยู่นานวัน เถียงกันหน้าดำคร่ำเครียด ต่างฝ่ายต่างพยายามยื้อยุดให้ประเทศของตนเองไม่เพียงเสียประโยชน์น้อยที่สุด หากแต่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากความตกลงอันนี้

สุดท้ายการประชุมล่มโดยสิ้นเชิง!

สิ่งที่งอกเงยออกมาอย่างเดียวจากการประชุมหนนั้น ก็คือตัวเลขกลมๆ ที่เป็นเป้าหมายลอยๆ นั่นคือ "2 องศาเซลเซียส"

นัยของ "2 องศา" ที่ว่านั้นก็คือ แต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกต้องทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นได้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส

ใคร ต้องทำอะไร อย่างไร ยังไม่รู้!

ปลายเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เขาจะนัดถกกันอีกทีว่า ใครต้องทำอะไร รับผิดชอบกันอย่างไร เพื่อให้โลกร้อนขึ้นไม่เกิน 2 องศา ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

จะตกลงกันได้ไหม? ไม่มีใครรู้ ตกลงกันแล้วจะทำตามความตกลงหรือไม่?

คำตอบยังคงล่องลอยอยู่ในสายลม สายลมที่ร้อนผ่าว แสบผิว!



"2 องศาเซลเซียส" มาจากไหน และนับจากอะไร? ตัวเลขอุณหภูมิดังกล่าวเชื่อมโยงอยู่กับระดับอุณหภูมิเฉลี่ยเดิมของโลกเมื่อครั้งก่อนหน้าการผลิตเชิงอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นและแพร่หลายออกไปทั่วโลก

ว่ากันว่า ที่ระดับการเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศา ความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะอยู่ในสภาพที่ "ไม่ทำให้มนุษย์ตกอยู่ในความเสี่ยง" และ "ยังคงสามารถบริหารจัดการได้"

ข้อสรุปที่ว่านั้น ยังคงถกเถียงกันในทางวิทยาศาสตร์ว่า โลกเราจะอยู่รอดได้จริงหรือไม่ในภาวะอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น "ไม่เกิน" 2 องศาเซลเซียส

ตัวอย่างเช่น ข้อถกเถียงของกลุ่มพันธมิตรชาติรัฐที่เป็นเกาะขนาดเล็ก (อะไลแอนซ์ ออฟ สมอล ไอส์แลนด์

สเตท-เอโอซิส) ที่เชื่อว่า เมื่อโลกร้อนขึ้น 2 องศาเซลเซียส เกาะของพวกเขาจำนวนมากจะ "สูญหาย" ไปจากโลกนี้โดยสิ้นเชิงไปแล้ว จากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น

พวกเขาต้องการให้จำกัดอยู่ที่ไม่เกิน 1.5 องศาเท่านั้น

แต่อย่าว่าแต่ 1.5 องศา แค่ 2 องศา ก็ยังเกิดคำถามขึ้นมาว่า มนุษย์จะทำได้ตามเป้าหมายที่ว่านี้ละหรือ?

ฟาตีห์ บิรอล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) บอกเอาไว้ว่า ถ้าหากโลกยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในระดับเดียวกับที่เป็นอยู่ในเวลานี้ อุณหภูมิของโลกจะร้อนขึ้นถึงขีดจำกัด 2 องศาเซลเซียส ภายใน 30 ปี

บิรอลบอกเราว่า ถ้าหากเราต้องการ "หยุด" การเพิ่มของอุณหภูมิเอาไว้ที่ 2 องศา การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องเริ่มต้นลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2017 นี้เป็นต้นไป

เป็นไปได้หรือไม่? ข้อเท็จจริงหลายอย่างบ่งบอกว่า ยากเย็นเหลือเกิน

ปี 1990 นักวิทยาศาสตร์เริ่มต้นตรวจวัดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ "เป้าหมาย" ที่เราต้องการให้ปล่อยก๊าซลดลง

พอถึงปี 2014 ที่ผ่านมา เมื่อกลับไปวัดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกครั้ง พบว่าก๊าซเรือนกระจกจากเป้าหมายเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาเพิ่มมากขึ้นราว 60 เปอร์เซ็นต์ของระดับเมื่อปี 1990

ที่สำคัญก็คือ มีสิ่งบ่งชี้น้อยมากที่แสดงให้เห็นว่า แนวโน้มที่ว่านี้จะเปลี่ยนแปลง!


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

มติชน


โลกร้อน คนร้อน! ...... (ต่อ)

ความเป็นจริงประการหนึ่งก็คือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ไม่ได้เป็นเพียง "แบบจำลองในคอมพิวเตอร์" อีกต่อไปแล้ว

หากเปรียบเทียบกับระดับอุณหภูมิโดยเฉลี่ยเมื่อปี 1880 กับระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในเวลานี้ อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นเพียงแค่ 0.8 องศา ถ้าเปรียบเทียบกับระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับเพียงแค่ 1 องศา

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ความเปลี่ยนแปลงเงียบๆ ที่เรามักหลับหูหลับตาเข้าใส่ เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

ในช่วงทศวรรษ 1970 ทั้งโลกเผชิญกับภัยธรรมชาติในระดับ "หายนภัย" เพียง 660 ครั้ง แต่ในช่วง 10 ปีหลังสุดนี้

เราพบพานกับพายุรุนแรง, คลื่นความร้อน, น้ำท่วม, พายุหิมะ และคลื่นความเย็นจัด รวมแล้ว 3,322 ครั้ง

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 น้ำแข็งที่เคยปกคลุมขั้วโลกเหนือเริ่มหลอมละลาย ธารหิมะบนเทือกเขาแอลป

กำลังค่อยๆ เลือนหายไป เขื่อนกันน้ำทะเลในประเทศแถบทะเลเหนือจำเป็นต้องยกสูงขึ้นและสูงขึ้น

พื้นที่แถบยุโรปตะวันตก เผชิญกับภาวะฝนตกหนักถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่พื้นที่ยุโรปตอนใต้ที่เคยมีฝนกลับลดน้อยลง หายไปอย่างน่าใจหาย พายุรุนแรงที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมไปถึงฝนตกหนักแบบไม่ลืมหูลืมตา และพายุหมุนเฮลสตอร์ม พบเห็นได้บ่อยครั้งมากขึ้น ทำนองเดียวกับคลื่นความร้อนที่พาดผ่าน และคร่าชีวิต

"มิวนิก รี" บริษัทประกันภัยเยอรมนี บอกว่า ในทศวรรษ 1970 ภัยธรรมชาติในเยอรมนีเกิดขึ้นปีละ 10 ครั้งโดยเฉลี่ย ปัจจุบันนี้คือ 35 ครั้ง

เฉพาะเฮลสตอร์มในปี 2013 สร้างความเสียหายให้มากถึง 3,600 ล้านยูโร!

ในคาบสมุทรอาหรับที่พื้นที่ปกคลุมไปด้วยทะเลทราย ระดับน้ำใต้ดินลดลงจนถึงระดับ "อันตราย" ในแอฟริกาและเอเชียกลาง ทะเลทรายกำลังขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ในอิสราเอล ออสเตรเลีย และบราซิล ทะเลสาบและแม่น้ำกำลังแห้งขอด

ไม่นานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกจะทำให้เราขาดแคลนอาหารอย่างกาแฟ ช็อกโกแลต และไวน์ จากภาคใต้ของฝรั่งเศส

จีนถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษในหลายๆ เมืองใหญ่ชนิดต้องแนะนำให้ประชากรอยู่แต่ในบ้าน ในขณะที่รัฐชายฝั่งทาง

ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาอย่างลุยเซียนา สูญเสียผืนดินขนาดเท่ากับสนามฟุตบอลที่หายไปกับน้ำทะเลในทุกๆ 1 ชั่วโมง

ด้วยอัตราการสูญเสียที่ว่านั้น นิวยอร์ก ไทมส์ แม็กกาซีน

คำนวณเอาไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า พื้นที่ขนาดเซ็นทรัลปาร์ก จะหายไปภายในเวลา 1 เดือน

หรือพื้นที่ในเขตมหานครของโมนาโก จะหลงเหลือเเค่ประวัติศาสตร์ในเวลาเพียงแค่ 15 วันเท่านั้นเอง



ธนาคารโลกเคยประเมินสถานการณ์เอาไว้ว่า ถ้าหากเรายังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับเดียวกับที่เป็นอยู่ในเวลานี้โดยไม่เปลี่ยนแปลง อุณหภูมิโลกเฉลี่ยเมื่อสิ้นศตวรรษนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 4 องศา

ผลลัพธ์ของมันคือ "คลื่นความร้อนสุดโต่ง, คลังอาหารของโลกจะลดน้อยลง, การสูญเสียระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ และระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นในระดับที่คุกคามต่อชีวิต"

ถามว่า มนุษย์เราจะรู้สึกตัว ตระหนักรู้ได้หรือไม่ภายในปีสองปีนี้? คำตอบคือไม่น่าจะเป็นไปได้

นาโอมิ ไคลน์ นักเขียนนักวิชาการด้านภาวะโลกร้อนชาวแคนาดา ให้คำอธิบายเอาไว้ว่า คนเราไม่ยอมทำอะไรที่ "จำเป็น" ต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะ "โดยพื้นฐานแล้ว" สิ่งต่างๆเหล่านั้นขัดแย้งกับแนวความคิดทุนนิยม อุดมการณ์ทุนนิยมที่ครอบงำโลกมาตลอดช่วงเวลาที่เราพยายามหาทางออกจากวิกฤตโลกร้อน

เพื่อป้องกันภาวะโลกร้อน เราจำเป็นต้องลดการใช้ทรัพยากรลงให้เหลือน้อยที่้สุดเท่าที่จะทำได้

แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมล่มสลาย การขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบ "ไร้ขีดจำกัด" ถือเป็นความจำเป็น

ข้อสรุปของ นาโอมิ ไคลน์ ก็คือ ธรรมชาติของการป้องกันโลกร้อนและทุนนิยม อยู่ด้วยกันไม่ได้ เกิดขึ้นและดำเนินไปด้วยกันไม่ได้

ที่ชัดเจนยิ่งกว่า คือความเห็นของ อีโว เดอ บัวร์ อดีตเลขานุการที่ประชุมเพื่อกำหนดกรอบสนธิสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ที่ลาออกด้วยความคับข้องใจหลังการประชุมโคเปนเฮเกนล่มโดยสิ้นเชิงเมื่อปี 2009

เขาให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์กเอาไว้ในปี 2013 ว่า เลิกเชื่อแล้วว่าการประชุมที่ปารีสจะสามารถทำความตกลงกันได้ว่าทำอะไร อย่างไร เพื่อบรรลุเป้าหมาย 2 องศา

"ทางเดียวที่จะทำให้การประชุม 2015 บรรลุเป้า 2 องศาได้ก็คือ ปิดระบบเศรษฐกิจทั้งโลกซะ"

ท้ายที่สุดแล้ว มนุษยชาติก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความขัดแย้งกับมนุษย์ด้วยกัน ความขัดแย้งกับธรรมชาติ ความขัดแย้งกับโลก ขัดแย้งแม้แต่กระทั่งกับตัวเอง

เรารัก หวงแหนโลกใบนี้ เราอยากดำรงอยู่ด้วยสุข สนุก สบายบนโลกใบนี้

แต่เราก็อดทำลายโลกใบนี้ลงทุกเมื่อเชื่อวันไม่ได้สักที!!

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

ข่าวสด


ฝรั่งเศสเรือนหมื่นแห่ชมคลื่นสูง 14 เมตร



เมื่อวันที่ 21 มี.ค. เอเอฟพีรายงานว่า ชาวฝรั่งเศสหลายพันคนเดินทางมารวมตัวกันยังพื้นที่วิหารกลางน้ำ "มง แซ็ง มิแชล" ที่ตั้งอยู่บนเกาะโดดเดี่ยวกลางทะเลชายฝั่งตะวันตก บริเวณจังหวัดม็องช์ แคว้นบัส นอร์มังดี ของประเทศฝรั่งเศส เพื่อรอชม "คลื่นยักษ์แห่งศตวรรษ" หรือซูเปอร์ไทด์ ที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว

กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือฝรั่งเศส หรือเอสเอชโอเอ็ม กล่าวว่า คลื่นทะเลบริเวณนี้มีจะมีความสูงสูงที่สุดในเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (03.00 น. ของวันที่ 22 มี.ค. ตามเวลาไทย) โดยคาดว่าจะมีความสูงถึง 14.5 เมตร หรือประมาณตึก 4 ชั้น และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากกว่าคนวิ่ง จึงประกาศเตือนให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมใช้ความระมัดระวังด้วย

รายงานระบุว่า คลื่นยักษ์แห่งศตวรรษดังกล่าว เป็นปรากฏการณ์คลื่นน้ำทะเลขึ้นสูงมากกว่าปกติเนื่องมากจากปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในบริเวณประเทศซีกโลกเหนือ เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากมายกว่า 10,000 คน ที่ต่างรีบไปจับจองพื้นที่บนเกาะวิหารมง แซ็ง มิแชล อย่างไรก็ตาม แม้ผู้คนจะตั้งชื่อให้คลื่นนี้ว่า "คลื่นยักษ์แห่งศตวรรษ" แต่ความจริงแล้ว คลื่นดังกล่าวมักเกิดขึ้นทุกๆ 18 ปี

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

คม ชัด ลึก


แก้วิกฤติหมอกควัน ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ...................... หลากมิติเวทีทัศน์ โดย เดโช ไชยทัพ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ)



วิกฤติปัญหาหมอกควัน ไฟป่า กลายเป็นปัญหารุนแรงขึ้นทุกขณะ มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ด้วยปริมาณฝุ่นควันขนาดเล็กที่มีปริมาณเกินค่ามาตรฐานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพและการท่องเที่ยว และปัญหาหมอกควันที่มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนในเมืองกับคนชนบทหรือเกษตรกรมากขึ้น

แหล่งกำเนิดของวิกฤติปัญหาหมอกควัน มาจากหลายแหล่ง ประการแรก คือ ไฟป่า การเผาในพื้นที่ป่า ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการจุดของมนุษย์ทั้งที่ตั้งใจและพลั้งเผลอจากการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ การใช้วิธีการชิงเผาที่ผิดวิธี ขาดการควบคุมของเกษตรกร โดยจุดไฟเผาป่าเพื่อป้องกันไฟป่าไหม้ลามเข้าสวนของเกษตรกร เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดไฟไหม้ป่าจำนวนมาก

ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่รัฐมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถควบคุมดูแลได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนความรู้และวิธีการบริหารจัดการในปัจจุบันนั้น ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก โดยเฉพาะนโยบายการห้ามเผาในที่โล่งแจ้ง (Zero burning)

ประการที่สอง การใช้ไฟในพื้นที่เกษตรกรรม ความจำเป็นในการปรับตัวทางด้านเศรษฐกิจของเกษตรกร จึงเกิดการขยายตัวของการบุกรุกพื้นที่ป่า มาเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด กระเทียม กะหล่ำปลี ทำให้เกิดการใช้ไฟเพื่อเผาเศษวัสดุทางการเกษตรและลักลอบเผาพื้นที่ป่ามาเป็นพื้นที่เกษตร และที่สำคัญการซ้อนทับที่ดินรัฐและที่ดินทางการเกษตรของประชาชน ทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่เพิ่มอย่างขาดการควบคุม

ประการที่สาม ฝุ่นละอองจากพื้นที่เมืองและอุตสาหกรรม ทั้งที่เกิดขึ้นจากการจราจร ก่อสร้าง การเผาขยะมูลฝอยชุมชน การเผาที่รกร้างว่างเปล่าพื้นที่รอการพัฒนาการเผาไหม้ โดยไม่มีการบำบัดคุณภาพอากาศในอุตสาหกรรมครัวเรือนที่ใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตเพื่อการเผาไหม้

ประการที่สี่ หมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นได้จากค่าพีเอ็มในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอนและเชียงราย พื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน มีค่าสูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่สถานีตรวจวัดอื่นๆ

แหล่งกำเนิดมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ปัญหาในปีนี้ ภายใต้ข้อจำกัดของลักษณะภูมิประเทศที่เป็นหุบเขา และความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่มากดทับมากขึ้น ปริมาณฝุ่นละออง หมอกควันย่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พื้นที่จ.เชียงใหม่ มีพื้นที่ประมาณ 13,809,710 ไร่ จากข้อมูลส่วนราชการในพื้นที่ รายงานจำนวนพื้นที่ที่เกิดไฟป่า พบว่ามีพื้นที่ประมาณ 12,000 ไร่ แต่จากการศึกษาโดยการแปลภาพถ่ายของ ดร.ศุทธินี ดนตรี พบว่า จำนวนพื้นที่เกิดไฟไหม้ในปี 2550 จำนวน 2,652,285 ไร่ ในปี 2553 และจำนวน 2,962,329 ไร่ ซึ่งเป็นจำนวนพื้นที่ที่แตกต่างกันอย่างมาก

ฝ่ายสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ ได้นำข้อมูลขอบเขตพื้นที่ที่เกิดการเผาไหม้จากการรายงานของ ดร.ศุทธินี ดนตรี มาซ้อนทับกับการจำแนกประเภทป่าต่างๆ ป่าเต็งรัง เบญจพรรณ พื้นที่สวนป่า/ป่าผสม และป่าสนเขา ป่าดิบเขา และเขตพื้นที่เกษตร (ใช้สอย) พบว่า มีการกระจายอย่างมีนัยสำคัญต่อการวางแผนการแก้ไขปัญหา (ดูกราฟฟิกประกอบ)



พื้นที่เกิดไฟป่ามากที่สุด คือ พื้นที่ป่าผลัดใบประเภทป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ จำนวนมากถึงร้อยละ 45.93 ของจำนวนพื้นที่ไหม้ทั้งหมด รองลงมาคือ พื้นที่สวนป่า/ป่าผสม จำนวนร้อยละ 24.87 พื้นที่ใช้สอย/ทำกินร้อยละ 18.44 ป่าสนเขา ดิบเขา ร้อยละ 10.76

จากข้อมูลดังกล่าว มีนัยสำคัญต่อการวางแผนการบริหารจัดการอย่างมาก เพราะช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ส่วนใหญ่เป็นไฟป่าที่ไหม้ในเขตป่าเต็งและป่าเบญจพรรณ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาเกิดภาวะวิกฤติหมอกควันที่เกินระดับมาตรฐานในจ.เชียงใหม่ ที่มักเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ขณะที่พื้นที่สวนป่า หรือป่าผสมมักเกิดการไหม้ในช่วงปลายมีนาคม-ต้นเมษายน และลามเข้าไปในพื้นที่ป่าสนเขา ดิบเขาในช่วงเวลาดังกล่าว

จากวิกฤติปัญหาดังกล่าว การแก้ไขปัญหาหมอกควัน ไฟป่า โดยการบริหารจัดการลำพังรัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาได้ ด้วยเงื่อนไข ข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหา ที่พบว่าการดำเนินการหน่วยงานราชการยังคงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างจริงจังในทุกระดับ

ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียงผู้เฝ้าดูการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ไม่ใช่ผู้ริเริ่มดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการกระจายอำนาจ ขณะที่ระบบการทำงานแบบบูรณาการ ยังไม่เข้มแข็ง การจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนชุมชนในการแก้ไขปัญหามีความล่าช้า ไม่สอดคล้องกับฤดูกาลของการเกิดปัญหาและไม่เพียงพอ ไม่ต่อเนื่อง ไม่เข้าถึงกลุ่มประชาชนผู้ทำหน้าที่ในการดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหาระดับหมู่บ้าน ตำบล

ไม่มีกฎหมายและนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้ชุมชนได้มีสิทธิและหน้าที่ในการทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าอย่างเป็นระบบ ทำให้ประชาชนขาดสิทธิในการกำหนดจัดทำแผนการจัดการป่าจัดการไฟป่าร่วมกับรัฐอย่างเหมาะสม

ไม่มีนโยบายที่เอื้อให้เกิดการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามสภาพความเหมาะสมของพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องการซ้อนทับระหว่างที่ทำกินของประชาชนที่ซ้อนทับการประกาศเป็นที่ป่าของรัฐจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุพื้นฐานทำให้รัฐไม่สามารถดำเนินการควบคุมป้องกันการบุกรุกป่าเพิ่มเติมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการบุกรุกเพื่อขยายพื้นที่การปลูกพืชเข้าไปในพื้นที่ป่าจำนวนมาก และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดไฟจำนวนมาก

รวมทั้งการขาดมาตรการทางนโยบายที่เหมาะสมในการสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงโอกาสในการปรับเปลี่ยนระบบการปลูกพืชจากพืชเชิงเดี่ยวไปสู่ระบบการปลูกสร้างสวนป่าแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นรูปแบบการเกษตรสำคัญที่สามารถลดการเผาไปได้จำนวนมาก

ดังนั้น การบริหารจัดการที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อลดไฟป่า ลดหมอกควันอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น สิ่งสำคัญ คือ หนึ่ง-การศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ละพื้นที่ซึ่งมีบริบทโครงสร้างที่แตกต่างกัน ลักษณะของพื้นที่ สภาพป่า ระบบการผลิตทางการเกษตร

สอง-การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทุกส่วนที่จะมาร่วมมือกันในการปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดป่า ให้เกิดการปฏิบัติการในการบริหารจัดการป่า สร้างแรงจูงใจในการเข้าร่วมมามีส่วนร่วมในการจัดการไฟป่า มีกลไกการทำงานเชิงพื้นที่ ที่มีภาคีความร่วมมือหลายฝ่ายเป็นกลไกความร่วมมือในการดำเนินงานในระดับพื้นที่ที่ชัดเจน มีระบบติดตามผล มีระบบการรายงานผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในการเตรียมการป้องกัน การปฏิบัติการ และการติดตามผล

สาม-การส่งเสริมสนับสนุนให้มีกฎหมาย นโยบายในระดับท้องถิ่นและระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการไฟป่าโดยตรง โดยมีสาระสำคัญเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการแก้ไขปัญหาหมอกควัน ไฟป่า การจัดการทรัพยากรป่าไม้ การแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์จากที่ดินและการเกษตร สี่-ชุมชนในเมือง ผู้ประกอบการธุรกิจ ห้างร้านเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความเข้าใจ พัฒนาความร่วมมือ เพื่อลดช่องว่าง และสร้างช่องทางให้ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจการค้า ซึ่งมีกำลังทรัพย์และเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติหมอกควัน จนทำให้สูญเสียรายได้มหาศาล เข้ามาร่วมกันรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ไม่ใช่เพียงแค่การออกมาโวยวาย เมื่อเกิดสถานการณ์ปัญหาเท่านั้น

สิ่งสำคัญ คือการสร้างแนวทางการสนับสนุนการจัดการไฟป่าของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ด้วยแนวคิด “ความรับผิดชอบร่วม” และ “การพัฒนาระบบสนับสนุน”

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

คม ชัด ลึก


อุโมงค์ลับทำร้ายภูเขาน้ำแข็งขั้วโลก ....................... เวิลด์วาไรตี้



ความลับของธรรมชาติยังมีอีกมากมายที่มนุษย์ค้นไม่พบ เนื่องด้วยความรู้ เทคโนโลยีของเหล่ามนุษยชาติยังห่างชั้นกับธรรมชาติของโลกใบนี้ที่ก่อกำเนิดมานานนับหมื่นล้านปีมากนัก ดังนั้นสิ่งที่มนุษย์ยังไม่รู้จึงกลายเป็นเรื่องลับๆ ของธรรมชาติที่จุดประกายการค้นหากันต่อไป

อย่างเช่นกรณีที่นักวิทยาศาสตร์ค้นหาและค้นพบว่าสาเหตุของการเกิดน้ำแข็งขั้วโลกละลายนั้น ไม่ได้มาจากปัจจัยของการเกิดสภาวะโลกร้อนเพียงประการเดียว แต่ยังมีปัจจัยทางธรรมชาติที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายได้อีกทาง

นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบว่าภูเขาน้ำแข็งแข็งทอทเทนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแอนตาร์ติกาตะวันออก (ขั้วโลกใต้) ที่มีความกว้างถึง 30 กิโลเมตร ยาว 120 กิโลเมตร (ราวกรุงเทพถึงมวกเหล็ก) นั้นมีช่องทางลับที่ซ่อนอยู่ และเป็นสาเหตุที่ทำให้กระแสน้่ำอุ่นจากภายนอกไหลผ่านเข้าไปข้างในภูเขาน้ำแข็งมหึมาก้อนนี้ ก่อให้เกิดการละลายอย่างรวดเร็วเกินคาด

ช่องทางลับที่ว่านั้นมีความกว้างถึง 5 กิโลเมตร และลอดผ่านภูเขาน้ำแข็งก้อนนี้ไปทั่ว แถมยังเจาะช่องทางเป็นอุโมงค์ให้กระแสน้ำอุ่นไหลผ่านได้อีกหลายทาง

ผู้ที่ทำการศึกษาพฤติกรรมของภูเขาน้ำแข็ง อย่างนายเจสัน โรเบิร์ตส์ นักภูเขาน้ำแข็งวิทยา แห่งสำนักงานแอนตาร์กติกแห่งออสเตรเลีย อธิบายว่า ที่น่าแปลกใจคือ ภูเขาน้ำแข็งยักษ์แห่งนี้ละลายเร็วที่สุดในเขตแอนตาร์ติกาตะวันออก และเป็นระดับการละลายที่มากกว่าอัตราการละลายเฉลี่ยจากผลกระทบของภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งเมื่อศึกษาลึกลงไปก็พบสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากอุโมงค์ใต้ก้อนน้ำแข็งนี่เอง



นอกจากนั้นยังพบด้วยว่าตัวการที่ทำลายก้อนน้ำแข็งก้อนนี้ คือ น้ำทะเลที่อยู่โดยรอบทอทแทม กลาเซียร์นั้น อุ่นกว่าน้ำทะเลในบริเวณอื่นถึง 1.5 องศาเซลเซียส นั่นหมายความว่าส่วนต่างอุณหภูมิที่เกิดขึ้นนั้น สามารถละลายน้ำแข็งออกไปได้เป็นจำนวนมหาศาล

ที่น่ากลัวก็คือ ถ้าก้อนน้ำแข็งทอทเทนละลายหมดเพียงก้อนเดียว จะทำให้ระดับน้ำทะเลบนโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ ยกระดับสูงขึ้นถึง 3.5 เมตรเป็นอย่างน้อย แต่ข่าวดีก็คือ ทอทเทน กลาเซียร์ จะละลายจนหมดในอีกหลายศตวรรษ โดยเป็นการยืนยันจากยามิน กรีนเบาว์ม นักศึกษาดุษฎีบัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยเทกซัส ที่ทำการศึกษาในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามกรีนเบว์ม บอกว่าถ้ากระบวนการละลายนั้นเกิดขึ้นแล้ว ก็จะไม่สามารถหยุดยั้งได้

พูดง่ายๆ ก็คือ เราไม่สามารถทำให้ก้อนน้ำแข็งขั้วโลกที่ละลายแล้ว ก่อตัวเป็นก้อนน้ำแข็งได้อีกครั้ง และหากก้อนน้ำแข็งเริ่มละลายอย่างรวดเร็วในศตวรรษนี้ ลูกหลานของเราในอีกหลายศตวรรษหน้าก็จะได้รับความเดือดร้อนนั่นเอง

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:54


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2021, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger