เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #11  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

กรุงเทพธุรกิจ


ตาชัย...กำลังป่วย ..................... โดย คมฉาน ตะวันฉาย



เกาะตาชัย เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติสิมิลัน เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ทางเหนือๆ ค่อนไปทางหมู่เกาะสุรินทร์โน่น

เพิ่งเปิดให้เข้าไปท่องเที่ยวกันไม่กี่ปีมานี่เอง มีเรือไปทั้งท่าเรือทับละมุที่ไปหมู่เกาะสิมิลัน และท่าคุระบุรีที่ไปหมู่เกาะสุรินทร์ จะท่าไหนก็ไกลพอกัน ที่นี่เขาไม่ให้ค้างคืนบนเกาะ ถ้าจะไปเที่ยวก็คือเช้าไป-เย็นกลับ ใครจะไปเที่ยวก็มีบริษัททัวร์ขายแพ็กเกจเยอะแยะหลายเจ้าซื้อจากท่าเรือหรือเสิร์ชหาในอินเตอร์เนตก่อนได้ เป็นเรือเร็ว ไม่นานก็ถึง

ความสวยงามของเกาะตาชัยนั้น ผมว่าก็สวยเหมือนสิมิลันช่วงที่เปิดใหม่ๆ หาดทรายขาวละเอียดไม่ยาวนัก ชายหาดที่ค่อยๆ ลาดลง เหมาะกับการเล่นน้ำ น้ำทะเลใสแจ๋วราวตู้ปลา แต่ผมไม่ได้ลงดำดูใต้ทะเลว่ามีสภาพเป็นอย่างไร เห็นได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้ใต้น้ำพังยับ นอกจากชายหาดที่สวยงามแล้ว ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติสั้นๆ เส้นทางหนึ่งเดินเข้าไปดูปูไก่ แล้วไปออกชายหาด กับอีกเส้นทางเดินขึ้นเนินเขาข้ามไปชมทิวทัศน์ของด้านหลังเกาะที่เป็นโขดหิน เส้นทางนี้ยาวกว่านิดหน่อย บนนี้มีป่าบนเกาะที่ดูสมบูรณ์พอสมควร จึงมี นกลุมพู ค้างคาวแม่ไก่ ห้อยหัวบนยอดไม้ดำไปหมด และเพราะความงามของเกาะตาชัยจนเป็นที่เลื่องลือนี่แหละครับ ในแต่ละวันเกาะเล็กๆ แห่งนี้จึงมีบรรยากาศ...คนทะลัก



ผมมองเห็นตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าถ้าไม่แก้ไข ต่อไปจะเป็นปัญหา ก็คือจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากจนเกินไป ขนาดช่วงที่ผมไปไม่ใช่วันหยุด เป็นช่วงเดือนมีนาคม มีเรือเร็วมุ่งหน้าไปเกาะตาชัยน่าจะไม่ต่ำกว่า 15-20 ลำ ก็คิดเอาง่ายๆ ว่าลำหนึ่งอย่างน้อยบรรทุกผู้โดยสารได้ 30 คน แล้วคนจะไปใช้พื้นที่ในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะเรือเร็วจะออกจากท่าในเวลาใกล้เคียงกัน พอไปถึงเกาะก็เวลาไม่ต่างกัน กลับก็เวลาใกล้เคียงกัน มันก็เลยกลายเป็นว่าในช่วงเวลาเดียวกันคนจะไปใช้พื้นที่เกาะเล็กๆ นี้ 300-500 คน ผมถามคนเรือได้ความว่ายิ่งช่วงเทศกาล 5 ธันวา- ปีใหม่- ตรุษจีนนี่ยิ่งแล้ว เรือจอดกันเป็นพรืดไปหมด

ที่หัวหน้าอุทยานฯ มาบอกว่าจะมีการหมุนเวียนคนมาใช้พื้นที่ช่วงเวลาละ 70 คน ตามระบบจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่กรมอุทยานฯกำหนดขึ้นนั้น ตามสายตาผมไม่เห็นแบบนั้น 70 คนบนชายหาด แล้วที่เหลือจะให้เขาไปไหน คนจำนวน 300-500 คนนั่นมันกองอยู่ที่เดียวกัน จะไปเดินขึ้นเขาไปดูทิวทัศน์หลังเกาะไม่กี่คน แต่เส้นทางเดินดูปูไก่นั้นมีมากหน่อยเพราะไม่เดินขึ้นเขา แล้วก็ออกชายหาดเหมือนกัน แต่คนมากจนเดี๋ยวนี้ไปเดินดูเถอะ แทบไม่มีปูไก่ให้เห็น มันหลบในรู ในรากไม้หมด ยิ่งไกด์เรือบางลำเอาใจนักท่องเที่ยว ไปจับมาให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปด้วยยิ่งหาดูยาก แต่เส้นทางนี้ก็แชร์คนออกไปได้ไม่นานและไม่มาก คนก็ยังกองกันอยู่บนเกาะบนหาดเช่นเดิม จะเห็นชัดในช่วงเวลาทานอาหารกลางวันคนจะมารวมกัน

เรื่องอาหารกลางวันที่นี่ก็ออกจะกังขา โดยปกติการขายทริปแบบ one day tour นี้ บริษัททัวร์จะนำอาหารกลางวัน เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ติดไปจากฝั่ง ถึงเวลาคนเรือก็จะมาจัดโต๊ะบริการลูกค้าตัวเอง เสร็จแล้วก็จะขนขยะกลับลงเรือเอามาทิ้งบนฝั่ง เรือใครเรือมัน ซึ่งผมว่ามันก็ดีไม่เอาภาระไปใส่เกาะ แต่ที่ตาชัย กลายเป็นว่าทางอุทยานฯ รับทำอาหารบริการนักท่องเที่ยวเอง หัวละกี่ร้อยก็ว่ากันไป ทุกวันจึงมีการจัดเตรียมอาหารไว้บริการคนเป็นร้อยๆ คนทุกวัน มันก็เกิดปัญหาตามมา เช่น เศษอาหารบนเกาะ ขยะ แมลงวัน คนงาน แม่ครัวที่ต้องไปค้างคืนปักหลักทำครัวในฤดูการท่องเที่ยว โรงทำครัว หลุมเทอาหาร ฯลฯ



ถามว่ามันใช่เรื่อง มันใช่หน้าที่ของอุทยานฯ ไหม ถ้าเราไม่ไปทำอาหารเก็บค่าหัว ไม่สร้างภาระทางสิ่งแวดล้อม นักท่องเที่ยวมาก็ทิ้งไว้แต่รอยเท้า เอาแต่ความประทับใจไป นี่ทางอุทยานฯสร้างปัญหาซะเอง ก็เลยพลอยนึกไปว่า เพราะแบบนี้หรือเปล่าที่ถึงไม่อยากให้คนมาน้อย ขืนไปจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวก็เก็บค่าอาหารได้น้อย จะไม่คุ้มค่า แต่เมื่อให้คนมามากๆ รายได้ค่าอาหารมากตามในแต่ละวัน อ้าว...แล้วอย่างนี้ไม่กลายเป็นว่า อุทยานฯขายธรรมชาติอย่างที่เขาครหากันหรอกหรือ

ข้อครหาของสิมิลันนั้นรู้ๆ กันว่ามันมีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน เรื่องซื้อเรือ ซ่อมเรือ ขโมยเรือ สารพัด การเก็บค่าธรรมเนียมบริษัททัวร์ไม่ค่อยตรงกับยอดนักท่องเที่ยวจริงๆ นี่เป็นเกือบทุกที่กับอุทยานฯที่มีบริษัททัวร์พาคนไปใช้บริการ ความคุ้นเคยกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับบริษัททัวร์ ไป 30 คน เก็บ 20 คน มีออกบ่อย นี่แค่น้ำจิ้ม ตั๋วผีตั๋วปลอมนั่นเด็กๆ ไปเลยแหละ

เรื่องปะการังใต้ทะเลที่ตาชัย ผมไม่ได้ดำลงดูด้วยตัวเองว่ามันพังจริงไหม แต่ถามพรรคพวกเห็นว่ามันตายมาตั้งแต่เกิดปะการังฟอกขาวแล้ว ที่อื่นเริ่มฟื้นตัวแต่ที่นี่ยังไม่ฟื้น ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกิจกรรมท่องเที่ยวมันมากเกินไปหรือเปล่า ปะการังจึงพังยาว แต่การที่คนมาใช้พื้นที่มากไปนี่ เป็นปัญหาแน่



ผมว่าการที่มีการออกมาให้ข่าวว่าธรรมชาติบนตาชัยทรุดโทรมนั้น สมควรที่ทั้งบริษัททัวร์ ทั้งกรมอุทยานฯ ควรจะช่วยกันตระหนัก ไม่ใช่มาบอกว่าจะจำกัดนักท่องเที่ยวได้ไง ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวจองเดินทางกันวันละหลายร้อยคน ยิ่งพูดก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติไม่อยู่ในสายตาผู้ประกอบการเหล่านี้ ฉันจะโกยไว้ก่อน การออกมาทักท้วงไม่ใช่การทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว ถ้าท่านกอบโกยช่วงที่ใครก็อยากไปตาชัยจนธรรมชาติพังจริงๆ แล้วคนไม่มา ผมว่านั่นจะยิ่งทำลายแหล่งท่องเที่ยว บริษัททัวร์ก็ต้องให้ความร่วมมือ ไม่ใช่ว่ากอบโกยกันจนละเลยความเป็นไปธรรมชาติ อุทยานก็ต้องกลับมาอยู่กับร่องกับรอย

ถ้าเกาะตาชัยจะตายก็เพราะชูชกท่องเที่ยวทั้งหลายนี่แหละ!

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #12  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

กรุงเทพธุรกิจ


สบตา 'สตูล'



นึกออกมั้ยว่าสตูลมีอะไรน่าสนใจบ้าง ถ้านึกไม่ออกขยับเข้ามาสิ จะเล่าให้ฟัง

เคยกางแผนที่ประเทศไทยแล้วปักหมุดจังหวัดที่อยากเดินทางไปเยือนสักครั้งกันบ้างมั้ย ฉันเคย และทำอยู่บ่อยๆ ด้วย

ครั้งนี้ปลายแหลมๆ ของเข็มหมุดปักลงที่ สตูล จังหวัดเล็กๆ ทางภาคใต้ จังหวัดที่ทำให้หัวใจพองโตได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปเยือน

.....................

รถตู้คันนั้นรับพวกเราจากสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ แล้วมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสตูล ระหว่างทางถูกขนาบข้างด้วยสวนยางสูงระเกะระกะ ในใจก็แอบภาวนาว่า "ขอให้ลูกปลอดภัยด้วยเถอะ"

"ไม่ต้องกลัวนะ สตูลไม่เหมือน 3 จังหวัดภาคใต้ เที่ยวได้ปลอดภัย ผมรับประกัน" โชเฟอร์เห็นอาการจึงรีบหันมาบอกให้เราใจชื้น แต่ไม่ทันไร....

เสียงจากท้ายรถดังขึ้นชนิดที่ทำให้แสบแก้วหู คนขับรถตู้จอดรถทันที พร้อมกับเปิดประตูลงมาตามหาต้นเสียง

"ผมว่าพัดลมแอร์น่าจะมีปัญหาครับ" เขาหันมายิ้ม พร้อมกับลงมือถอดๆ รื้อๆ ช่องแอร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น เราต้องทนฟังเสียงดังๆ นั้นไปจนถึง "สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล" เพื่อขอความช่วยเหลือจาก จรรยารักษ์ สาธิตกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ซึ่งเธอก็ใจดี อาสาพาเราเยี่ยมชมจังหวัดสตูลอย่างไม่มีบ่นแม้จะเป็นวันหยุด

ผู้อำนวยการที่เราของอนุญาตเรียกเธอว่า "พี่จัน" พาเราไปเริ่มต้นรู้จักเมืองนี้ที่ "องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล"(อบจ.สตูล) แน่นอนว่า เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล ท่านพาเราเข้าห้องประชุมเล็กๆ แล้วพี่จันกับท่านนายกฯ ก็เริ่มต้นเล่าถึงเมืองที่แสนสงบนี้ให้ฟัง



สตูล เป็นจังหวัดเล็กๆ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย อยู่ติดกับฝั่งทะเลอันดามัน ในมหาสมุทรอินเดีย ประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่นับถือศาสนาอิสลาม และมีเชื้อสายมลายู แต่ก็มีชาวไทยพุทธและคริสต์ รวมอยู่ด้วย

ชาวไทยเชื้อสายมลายูในสตูลจะแตกต่างจากชาวไทยเชื้อสายมลายูในแถบปัตตานี แต่มีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันกับชาวมาเลย์ในรัฐเคดาห์(ไทรบุรี) และเพราะมีเชื้อสายมลายูเดิมจึงใช้ภาษามลายูเคดาห์ในการสื่อสาร แต่กาลเวลาผ่านไป ภาษาถิ่นที่เคยพูดกันก็ค่อยๆ เลือนหาย จนเด็กยุคใหม่ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษามลายูแบบดั้งเดิมได้ แต่ถ้าใครอยากฟังภาษามลายูจริงๆ ก็ยังหาฟังได้ใน 3 ตำบล คือ ตำบลเจ๊ะบิลัง, ตำบลตำมะลัง และตำบลบ้านควน ในเขตอำเภอเมือง

ฟังไปพร้อมกับเปิดหนังสือ "ที่นี่...สตูล" ซึ่งจัดทำโดย อบจ.สตูล ต้องบอกว่าเป็นหนังสือที่มีภาพสวย เนื้อหาครบถ้วน และชวนเที่ยวเอามากๆ

"สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยานั้น สตูลไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวไว้ ณ ที่ใด สันนิษฐานว่าสมัยนั้นไม่มีเมืองสตูล คงมีแต่หมู่บ้านเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ตามที่ราบใกล้ฝั่งทะเล สตูลเป็น "มูเก็ม"(หมู่บ้าน) หนึ่งของเมืองเคดาห์ หรือเคดะห์(Kedah) หรือเมืองไทรบุรี ดังนั้นประวัติจังหวัดสตูลจึงเกี่ยวพันกับประวัติเมืองไทรบุรีมาตลอด
ชื่อ "สตูล" เป็นคำเพี้ยนมาจากคำว่า "สะโตย" ในภาษามลายู แปลว่า "กระท้อน" ซึ่งเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่มากมายในท้องที่นี้ หรืออาจหมายถึงต้นกระท้อนก็ได้ ชาวมาเลย์ก็เรียกสตูลว่า "นัครีสโตย" หรือชื่อเมือง "นครสโตย มำบังสการา"(Negeri Satoi Mumbang Segara) มีความหมายว่า เมืองแห่งพระสมุทรเทวา ดังนั้น "ตราพระสมุทรเทวา" จึงกลายเป็นตราหรือสัญลักษณ์ของจังหวัดมาจนถึงทุกวันนี้

เมืองสตูลได้แยกจากเมืองไทรบุรีอย่างเด็ดขาด ตามหนังสือสัญญาไทยกับอังกฤษเรื่องปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับสหพันธรัฐมาลายู ซึ่งลงนามกันที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ร.ศ.127 (พ.ศ.2452) จากหนังสือสัญญานี้ยังผลให้ไทรบุรีและปลิส ตกเป็นของอังกฤษ ส่วนสตูลคงเป็นของไทยจวบจนทุกวันนี้ เมื่อปักปันเขตแดนเสร็จแล้ว ได้มีพระราชโองการโปรดให้เมืองสตูลเป็นเมืองจัตวา รวมอยู่ในมณฑลภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ร.ศ.128 (พ.ศ.2453)

และเมื่อประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ.2475 เมืองสตูลจึงได้ถูกยกฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย สืบต่อมาจนทุกวันนี้"

รับรู้ข้อมูลจังหวัดกันพอหอมปากหอมคอ พี่จันก็พาเรานั่งรถตู้ของสำนักงานไปต่อกันที่ "คฤหาสน์กูเด็น" ซึ่งปัจจุบันเป็น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสตูล แม้จะมาในวันหยุดที่พิพิธภัณฑ์เปิดทำการ แต่เวลาที่มาถึงนั้นเย็นย่ำเกินไป เราจึงได้ชมเฉพาะด้านนอก (เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาเป็นสิ่งสำคัญ)
แต่เอาเถอะ เรามากับ "ตัวแม่" ทั้งที มีหรือจะพลาดข้อมูลสำคัญๆ พี่จันบอกว่า พิพิธภัณฑ์นี้เดิมทีเป็นคฤหาสน์ ชื่อ "กูเด็น" สร้างขึ้นในสมัยพระยาภูมินารถภักดีเป็นผู้ว่าราชการ ลักษณะของอาคารเป็นตึก 2 ชั้น โดดเด่นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นการผสมผสานกันทางศิลปะ คือตัวตึกเป็นแบบตะวันตก ประตูหน้าต่างรูปโค้งสถาปัตยกรรมโรมัน ส่วนหลังคาใช้กระเบื้องดินเผารูปกาบกล้วย และตรงช่องลมหน้าบันไดตกแต่งรูปดาว ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบมุสลิม

อาคารนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว นับเป็นอาคารเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ มาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2543 ภายในมีห้องจัดแสดงโบราณวัตถุและนิทรรศการที่ให้ความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของจังหวัดสตูล
ก่อนจะเย็นย่ำเกินไป พี่จันพาเราไปเดินเล่นในเมือง อาคารต่างๆ คล้ายกับสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปตุกีสในภูเก็ต คือมีซุ้มประตูโค้งๆ และมีโครงสร้างเป็นอาคารแบบเดียวกัน เราเดินจนค่ำแล้วก็พากันไปหาโรตี ชาชัก อร่อยๆ ที่ "ร้านกัมปง" อิ่มแล้วก็แยกย้ายไปนอนหลับฝันดี

......................



แดดสตูลแรงใช่ย่อย เช้านี้เรามีนัดลงทะเลกันที่ท่าเรือปากบารา ในอำเภอละงู จังหวัดสตูล เพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะต่างๆ ใน อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ซึ่งคำว่า "ตะรุเตา" นี้เพี้ยนมาจากคำว่า "ตะโละเตรา" ในภาษามลายู แปลว่า "มีอ่าวมาก"

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ "ตะรุเตา" กันมาบ้างแล้ว บ้างก็เคยรับรู้ว่าเป็น "คุกกลางทะเล" ที่โหดแสนโหด หรือบ้างก็เคยได้ยินว่าเป็นถิ่น "โจรสลัด" ฟังแล้วล้วนน่ากลัว แต่จะบอกว่า วันนี้ของตะรุเตาช่างสดใสโสภา เพราะว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลยอดนิยมอันดับต้นๆ ของภาคใต้ ทั้งยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ยูเนสโกจึงยกย่องให้เป็นอุทยานมรดกแห่งอาเซียน เมื่อปี 2525

เรานั่งเรือออกจากปากบาราไปราว 2 ชั่วโมง จุดแรกที่แวะพักกันคือ เกาะราวี ที่มีหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวไปไกล ลงจากเรือได้เราก็ออกเดินทอดน่องไปสำรวจความพิสุทธิ์ใสของเกาะแห่งนี้กันทันที มีนักท่องเที่ยว 2-3 คน ผลัดกันหย่อนก้นลงบนเปลขอนไม้ แล้วห้อยโหนขนานกับพื้นทรายเพื่อถ่ายภาพ บ้างก็ปีนป่ายขึ้นไปบนขอนไม้ผุพังกลางหาดทราย ที่ถือเป็นองค์ประกอบจากธรรมชาติที่ทำให้ได้ภาพที่งดงามแปลกตา

เกาะราวี เป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำ และดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นได้ ถือเป็นเกาะฝาแฝดกับ เกาะอาดัง ที่อยู่ไม่ไกล แต่ที่เกาะนั้นสามารถพักแรมได้ เพราะมีหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเตะรุเตาที่ ต.ต.5(แหลมสน-เกาะอาดัง) ตั้งอยู่ด้วย

ก่อนมาที่นี่เป็นช่วงที่คนในโลกโซเชียลกำลังประณามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวจีนบางกลุ่มที่จับปลาการ์ตูนขึ้นมาจากทะเล ทำให้หลายคนก่นด่าแบบไม่เหลือดี แต่ขอบอกว่าคราวนี้เราเจอนักท่องเที่ยวจีนนิสัยดีแบบจังๆ พวกเขาเป็นคู่รักที่เดินทางมาพักผ่อน แล้วพอเห็นกรมประมงกำลังทำกิจกรรมปล่อยปลาการ์ตูนที่เพาะเลี้ยงคืนสู่ทะเล จึงขออาสาเข้ามาร่วมปล่อยปลาการ์ตูน พร้อมเดินเก็บขยะไปกับคณะนักท่องเที่ยวจิตอาสาคนอื่นๆ ด้วย เห็นแบบนี้แล้วเริ่มสบายใจ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีนักท่องเที่ยวนิสัยดีให้เห็น

มื้อเที่ยงจบลงบนเกาะราวี จริงๆ วันนี้เรามีเป้าหมายหลายแห่ง ทั้งดำน้ำที่ ร่องน้ำจาบัง ซึ่งเป็นกองหินพ้นน้ำ แต่คลื่นทะเลไม่เป็นใจ ทำให้ต้องเบนหางเรือไปทางอื่น ที่รองน้ำนี้ได้ข่าวว่ามีปะการังอ่อนหลากสีและดอกไม้ทะเลมากมาย น้ำใสจนสามารถมองจากผิวน้ำได้ถนัดตา

(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #13  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

กรุงเทพธุรกิจ


สบตา 'สตูล' ... (ต่อ)



เกาะหลีเป๊ะ เป็นจุดหมายต่อไป หลายคนรู้จักเกาะนี้ เพราะเป็นเสมือนศูนย์กลางการเดินทางท่องเที่ยวในทะเลสตูล ภาพเกาะที่เงียบสงบมีเพียงกระท่อมริมทะเลไม่กี่หลังพังทลายไปต่อหน้าต่อตา เมื่อฉันเห็นว่า บนหาดแห่งนั้นเรียงรายไปด้วยรีสอร์ทขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ สลับกันไป ไหนจะมี Walking Street ที่คึกคัก ภาพเกาะในฝันที่น่ารักจึงอยู่แค่ในมโนนึกของตัวเอง หรือบางทีเราอาจจะต้องกลับมานั่งคิดทบทวนกันใหม่ว่า เราจะทำการท่องเที่ยวอย่างไรให้พัฒนาไปอย่างยั่งยืน

แค่จิบกาแฟเท่านั้นแหละ ฉันคิดอย่างนั้น เพราะแดดร้อนเกินกว่าจะเดินสำรวจความงดงามของเกาะ ประกอบกับทริปนี้เรามีเวลาน้อยถึงน้อยมาก อยากจะแวะ เกาะไข่ ไปถ่ายภาพกับ "ซุ้มรักนิรันดร์" ที่เป็นประตูหินโค้งงามตามธรรมชาติก็ต้องพลาดไป ทำได้แค่นั่งเรือผ่าน ไม่ต้องคิดถึง เกาะหินงาม ที่เป็นเสน่ห์อีกแห่งหนึ่งในทะเลอันดามัน เพราะมีหินรูปทรงกลมมนเกลี้ยงดำ เวลาโดนน้ำยิ่งส่องประกายวับวาว ถูกต้อง เราทำได้แค่มอง เพราะไม่ได้แวะ(อีกแล้ว)

มรดกทางทะเลมีมากจริงๆ แต่ต้องเลือกมาให้ถูกวาระโอกาส อย่างคราวนี้ฉันพลาดไปเยอะ คงต้องกลับมาซ่อมใหม่ แต่แหล่งท่องเที่ยวบนบกก้ยังมีอีกหลายที่เหมือนกัน โดยเฉพาะเถื่อนถ้ำ ที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีก็คือ "ถ้ำลอดปูยู" ที่มีชื่อเสียงมานาน ส่วน "ถ้ำเจ็ดคต" หรือถ้ำสัตคูหา ที่อำเภอละงู ก็สวยงามไม่แพ้กัน

ถ้ำภูผาเพชร ตั้งอยู่บนเทือกเขาหินปูนในเขตทิวเขานครศรีธรรมราชหรือเทือกเขาบรรทัด ในเขตอำเภอมะนัง ถ้ำนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก สาธยายเสียดิบดี แต่ก็พลาดอีกนั่นแหละ เพราะอยู่ไกลไปหน่อย เวลาเราน้อย(บอกแล้วบอกอีก) เลยต้องเลือก และหวยก็มาออกที่ ถ้ำเลสเตโกดอน

แน่นอนว่า ถ้าไม่ใช่นักท่องเที่ยวตัวยงย่อมไม่เคยได้ยินชื่อนี้ เพราะถ้ำนี้เพิ่งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เพียง 2-3 ปีเท่านั้น เดิมชื่อ "ถ้ำวังกล้วย" แต่พอมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ และวิเคราะห์แล้วว่าเป็นช้างสกุล "สเตโกดอน" ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อถ้ำใหม่ให้สอดคล้องกันนั่นเอง



เราพบกับ ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า ที่เป็นโต้โผหลักในการอนุรักษ์วัตถุโบราณทางธรณี และก็เขาอีกนั่นแหละที่บอกว่าสตูลมีของดี โดยเฉพาะฟอสซิลในมหายุค "พาลีโอโซอิก" ที่มีครบทั้ง 6 ยุค ในช่วงอายุประมาณ 500-250 ล้านปีก่อน จนจัดตั้ง อุทยานธรณีสตูล (Satun Geopark) ได้ ถือเป็นอุทยานธรณีแห่งแรกของประเทศไทยที่จัดตั้งในระดับจังหวัด ซึ่งอุทยานธรณีสตูล ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือและรวมหมู่เกาะทางด้านตะวันตกของจังหวัดสตูลเกือบทั้งหมด มีพื้นที่กว่า 6 แสนไร่ หรือเกือบครึ่งจังหวัด และวันนี้ก็กำลังผลักดันให้เป็นอุทยานธรณีระดับประเทศและระดับโลก (Global Geopark) ตามเกณฑ์ของยูเนสโกต่อไป

มาว่ากันที่ถ้ำเลสเตโกดอน จะเข้าถ้ำนี้ได้ต้องรอจังหวะน้ำ ถ้าน้ำลดมากๆ ก็เข้าไม่ได้ เพราะเป็นถ้ำน้ำที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย คือ 3.5 กิโลเมตร ต้องนั่งเรือคายัคเข้าไป เพราะฉะนั้นก่อนเดินทางต้องสอบถาม อบต.ทุ่งหว้าให้ดีก่อน จะว่าไป เราเองก็ไปถึงตอนน้ำลดเหมือนกัน เลยต้องลงจากเรือเดินกันเป็นระยะ ซึ่งภายในถ้ำกว้างขวาง น้ำใสจนเห็นกุ้ง ปลาที่อยู่ใต้น้ำ ส่วนหินงอกหินย้อยก็สวยงามมาก และบางจุดเรายังพบฟอสซิล "นอติลอยด์" ที่เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์แปะอยู่กับผนังถ้ำ

นายก อบต. บอกเราว่า ปี 2555 มีชาวบ้านเข้ามาหากุ้ง และพบซากกรามช้าง จึงนำมาให้อำเภอ กระทั่งมีการศึกษาอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญทางธรณีวิทยา จนสุดท้ายพบว่าเป็นซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกรามซี่ที่ 2 และ 3 ด้านล่างวงขวาของช้างดึกดำบรรพ์ สกุล "สเตโกดอน" อายุอยู่ในสมัยไพลสโตซีน หรือประมาณ 1.8-0.001 ล้านปีก่อน จึงนำไปเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า ภายในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า

ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ที่มีอายุกว่า 1.8 ล้านปี รวม 215 ชิ้น มีชิ้นส่วนที่สำคัญๆ เช่น กระดูกสันหลังและฟันกรามของแรด ชิ้นส่วนของขวานหินคันโบราณอายุกว่า 5 พันปี และกระดูกขากรรไกรของช้างสเตโกดอนที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบซากดึกดำบรรพ์แห่งแรกและแห่งเดียวในพื้นที่ภาคใต้

บรรยายเองก็อยากกลับไปสัมผัสความมหัศจรรย์ในแผ่นดินสตูลด้วยตัวเองอีกสักครั้ง ขอแบบเน้นๆ นานๆ ไปให้ทั่วเมืองสตูลเลยแล้วกัน ว่าแต่...เมื่อไรดี

...............



การเดินทาง

สตูลอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยราว 973 กิโลเมตร การเดินทางไปได้หลายวิธี อย่างรถไฟ สตูลไม่มีสถานีรถไฟ แต่สามารถไปลงที่ยะลา หรือหาดใหญ่ได้ แล้วค่อยต่อรถไป สอบถามตารางรถไฟ โทร. 1690 หรือ www.railway.co.th ส่วนรถประจำทางมีรถปรับอากาศของ บริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ถ.บรมราชชนนี ไปสตูลทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 ชั่วโมง สอบถาม โทร.1490 หรือ www.transport.co.th

ส่วนเครื่องบินก็เช่นกัน มีหลายสายการบินให้เลือก บินไปลงหาดใหญ่หรือตรังก็ได้แล้วต่อรถมาที่สตูล การบินไทย โทร. 0 2356 1111 หรือ www.thaiairways.com ไทยแอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999 หรือ www.airasia.com นกแอร์ โทร. 1318, 0 2900 9955 หรือ www.nokair.com ส่วนรถยนต์คงขับกันยาว จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ผ่านประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร จากนั้นจึงเข้าทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านนครศรีธรรมราช พัทลุง แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ไปสงขลา จากนั้นแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 406 จนถึงสตูล

มาถึงแล้วจะนั่งเรือโดยสารไปอุทยานแห่งชาติตะรุเตาและเกาะหลีเป๊ะ มีเรือของบริษัทต่างๆ ให้บริการ เช่น บริษัท ซีแอท ฮอลิเดย์ โทร. 08 9655 5707, บริษัท อาดัง ซี แอดเวนเจอร์ โทร. 0 7478 3338, บริษัท หลีเป๊ะ เฟอร์รี่แอนด์สปีดโบ๊ท โทร. 08 1609 1413 และบริษัท เกอร์ ไลน์ ทราเวล โทร. 0 7473 2510-1

สำหรับการเข้าชมถ้ำเลสเตโกดอน สอบถามรายละเอียดที่ อบต.ทุ่งหว้า โทร. 0 7472 2798 หรือสอบถามที่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล โทร. 0 7471 1225

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #14  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

กรุงเทพธุรกิจ


อินโดฯ ปล่อยคาร์บอนอันดับ 3 ของโลก



สหประชาชาติเผย การทำลายป่าทำให้อินโดนีเซียปล่อยคาร์บอนสูงเป็นอันดับสามของโลก

ตัวแทนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ "นายมาร์ค สมุลเดอร์ส" กล่าวเนื่องในวันป่าไม้โลกว่า อัตราการตัดไม้ทำลายป่า แผ้วถางที่ดินเพื่อการเกษตร และไฟป่าของอินโดนีเซีย ได้ทำลายพื้นที่ป่าเฉลี่ยราว 4.25 ล้านไร่ต่อปี ทั้งยังสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในอัตราสูง ทำให้อินโดนีเซียปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดเป็นอันดับสามของโลก

ทั้งนี้ นายสมุลเดอร์สได้กล่าวย้ำด้วยว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศป่าเขตร้อนที่สำคัญประเทศหนึ่ง การต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่เพิ่มความพยายามลดการตัดไม้ทำลายป่าในอินโดนีเซีย

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #15  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

บ้านเมือง


วอนปฏิรูปอุทยานทะเลก่อนถูกย่ำยีหนัก



วันที่ 21 มีนาคม 2558 เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้งฝนโลกโซเชี่ยมีเดีย หลัง ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการทางด้านทรัพยากรทางทะเลชื่อดัง และ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) โพสต์ ข้อความ และแชร์ภาพกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่บริเวณ อ่าวมาหยา เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง โดยมีข้อความระบุว่า " ร้องให้หนักมาก ร้องให้หนักจริง มันจะเกินไปแล้วนะ อ่าวมาหยา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ไม่ปฏิรูปอุทยานทะเลตอนนี้ จะไปปฏิรูปตอนไหน" ทันทีทีมีข้อความดังกล่าวปรากฏขึ้น ก็มีก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผ่านไป3ชม. มีคนกดไลค์กว่า900 ไลค์ และส่วนใหญ่วิจารณ์ในทำนอง ว่านักท่องเที่ยวเยอะเกินกำลังที่อ่าวมาหยาจะรับได้ จะรีบโตไปถึงไหน และสุดท้ายธรรมชาติก็ถูกย่ำยี รายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล ไม่สามารถซื้อธรรมชาติกับคืนมาได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทบทวนการจัดระเบียบ และหาทางแก้ไข นอกจากนี้ จากที่มีนักท่องเที่ยวมากเกินกำลัง ก็เปิดปัญหาอื่นๆตามมาก เรือทีเข้ามาจอดหน้าหาดทิ้งสมอเรือโดนแนวปะการังเสียหาย ซึ่งได้มีการแชร์ภาพการทิ้งสมอเรือ ลงตรงบริเวณแนวปะการังใต้น้ำบริเวณเกาะพีพีเล ส่งผลให้ปะการังเสียหายจำนวนมาก ควรที่จะมีการดำเนินการหามาตรการป้องกันอบย่างจริงจัง

นอกจากนี้ได้มีการ ร้องเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ เพื่อนำเรือลำดังกล่าวมาลงโทษ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามเรือลำดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ด้านนายไชยธัช บุญภูพันธ์ตันติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี กล่าว่า ตนเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น แต่จะให้ห้ามนักท่องเที่ยวให้เข้ามา ก็คงเป็นไปไม่ได้เพราะอ่าวมาหยา ไม่ได้เป็นเกาะปิด ขณะนี้ทางอุทยานอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ปัญหา โดยได้รายงานไปยังกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อหาทางแก้ไข ส่วนในเรื่องของการป้องกันแนวปะการัง จากเรือทิ้งสมอเรือ รวมทั้งเรือที่วิ่งตัดแนวปะการังนั้น ในเบื้องต้นจะต้องมีการห้ามเรือวิ่งผ่านโดยเด็ดขาด หากพบกระทำผิดก็จะดำเนินการ จับกุมทันที และในอนาคตก็จะต้องมีการควบคุมเรือที่วิ่งเข้าออกบริเวณอ่าวมาหยา เพื่อไม่ให้เกิดความแออัด ซึ่งจะได้รวบรวมข้อมูลเสนอไปยังกรมอุทยานฯเช่นกัน ซึ่งในการแก้ปัญหาคงใต้ให้เวลาถ่ายภาพทำข่าว อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวทางอธิบดีได้มีการเรียกประชุมอุทยานแห่งชาติทางทะเลทั้งหมด และผู้เกี่ยวข้อง มาประชุมหารือในวันที่ 26-27 มีนาคม 2558 ที่กรมอุทยาน เพื่อกำหนดมาตรการและหาแนวทางดูแลทรัพยากรทางทะเลให้มีความยั่งยืนต่อไป

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #16  
เก่า 22-03-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,468
Default

สำนักข่าวอิศรา


2 ทศวรรษการพัฒนา แม่น้ำโขงไม่ได้มีไว้ขาย



“แม่น้ำโขง คือ แม่ของเราใน 6 ประเทศ : หยุดหากำไรจากสมบัติของภูมิภาค แม่น้ำไม่ใช่สินค้า”

ข้อความรณรงค์ของเครือข่ายลุ่มน้ำ ทั้งกลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำแม่แจ่ม-แม่ปิง ลุ่มน้ำอิง ลุ่มน้ำชมพู และลุ่มน้ำอื่นๆ กว่า 200 คนต่างร่วมแสดงจุดยืนที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อ.เชียงของ ในวันหยุดเขื่อนโลก เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา

แม่น้ำโขง คือ สายน้ำสายใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความยาวประมาณ 4,909 กิโลเมตร ยาวเป็นอันดับ 10 ของโลก และมีพันธุ์และสัตว์น้ำที่หลากหลายเป็นอันดับ 2 ของโลก แม่น้ำโขงมีต้นน้ำบน ส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยบนที่ราบสูงทิเบต ไหลผ่าน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

ในวันแดดแรง แต่อากาศที่เชียงของไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่ ผสานกับบรรยากาศความอิ่มเอมที่เครือข่ายลุ่มน้ำได้มาพบปะ เติมเต็มพลัง และแลกเปลี่ยนสถานการณ์การพัฒนากันระหว่างกัน กว่า 300 ชีวิต รวมถึงการทำพิธีกรรมเจริญพุทธมนต์ และเจริญภาวนาแม่น้ำโขง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และกิจกรรมรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนและเรียกร้องสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งเสวนา “2 ทศวรรษแม่น้ำโขงกับการพัฒนา” ได้รับเกียรติจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ และภาคีพัฒนาให้ข้อคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว

กว่า 2 ทศวรรษ ที่เครือข่ายองค์กรชุมชน คนในท้องถิ่นและเครือข่ายพันธมิตร ร่วมไม้ร่วมมือกันปกปักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า ด้วยการพัฒนาภายใต้นโยบายของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อท้องถิ่น รวมถึงวิถีวัฒนธรรมการดำรงชีวิต การทำมาหากิน แม้กระทั่งความเป็นอยู่ทุกด้านนั้นเปลี่ยนแปลงไป หลายชุมชนเริ่มมีการปรับตัว ปรับวิถีชีวิต และรวมกลุ่มกันเพื่อจัดตั้งองค์กรชุมชนเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง มีการสื่อสารสาธารณะเพื่อนำมาสู่การแก้ปัญหาโดยภาครัฐและเอกชน สร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในการพัฒนาแม่น้ำโขงให้อยู่บนพื้นฐานการเคารพสิทธิของชุมชนและวัฒนธรรม

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปเเห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า 20 ปี ของการพัฒนาลุ่มน้ำโขง เป็นไปโดยอำนาจของประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ใช่ทุกประเทศที่ทำข้อตกลงร่วมกัน ทั้งที่มีคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ เอมอาร์ซี เช่น ประเทศที่ไม่ได้ทำข้อตกลงร่วมกันกับการทำนโยบายแม่น้ำโขง คือ จีนกับพม่า ส่งผลให้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมากฎกติกาเรื่องแม่น้ำโขงไม่มีความชัดเจน และไม่มีการรับฟังจากประเทศจีน อำนาจในการบริหารแม่น้ำโขงจึงไม่ใช่ของทุกประเทศ ดังนั้นในอนาคตต้องแก้กฎหมายที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการ บริหารแม่น้ำโขง โดยหากมีประเทศใดประเทศหนึ่ง คัดค้านโครงการพัฒนาน้ำโขงให้ถือว่า ประเทศสมาชิกที่มีชายแดนแม่น้ำโขงทุกประเทศต้องรับฟัง และไม่มีการสรุปเป็นฉันทามติเพื่อเดินหน้าโครงการ

“ขณะนี้แม่น้ำโขง คล้ายกับโดนปล้นโดยประเทศจีนเพียงประเทศเดียว เพราะเขื่อนในแม่น้ำโขงทางตอนเหนือที่จีนสร้าง และจีน คือ ผู้มีอำนาจในการจัดการแม่น้ำเบ็ดเสร็จเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ส่วนประเทศอื่นๆ ต้องรับมือกับผลกระทบเมื่อสร้างเขื่อนหรือมีการพัฒนาอื่นๆ ตามมา กลายเป็นว่าไม่มีสิทธิในการจัดการทรัพยากรน้ำ”

นายไกรศักดิ์ ชุณหวัณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ขณะนี้มีประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผลิตพลังงานได้เป็นจำนวนมากที่สุดแล้วส่งขาย คือ ประเทศมาเลเซีย ในขณะที่เยอรมันนี ใช้พลังงานทางเลือกมากมายทั้ง ลม และแสงอาทิตย์

ส่วนประเทศไทยและประเทศอื่นในลุ่มน้ำโขงนั้น ตอนนี้มีโครงการพัฒนาขึ้นมา เป็นเพียงกุศโลบายของนักลงทุนเท่านั้น การสร้างเขื่อนเป็นเพียงความตั้งใจที่จะทำลายธรรมชาติเท่านั้น เพราะโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ มักจะมีช่องทางในการซื้อขาย มีผลต่างของกำไรมากมาย ยิ่งเป็นโครงการเขื่อนด้วยแล้ว มีทั้งผลประโยชน์ป่าไม้และโครงการก่อสร้างยิ่งมหาศาล ทำให้นักลงทุนต้องการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีประชาชนเป็นผู้จ่ายรายใหญ่ แต่ไม่มีผลกำไรสู่ประชาชน

อย่างกรณีเขื่อนไซยะบุรี ตอนนี้มีธนาคารของไทย 4 ธนาคาร ร่วมทุ่มทุนสร้าง ดังนั้นในการต่อสู้เป็นเรื่องยากเพราะทุนใหญ่มีมากมาย แต่เหตุผลที่เราประสบความสำเร็จในการรณรงค์ เพราะเรามีการใช้หลักนิติกร และกระบวนการยุติธรรม ส่วนกระบวนการอื่นๆ ที่จะเอาผิดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ 100 %

นางสุนีย์ ไชยรส คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์เร่งด่วน คือ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ควรที่จะสร้างพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยมีความเคลื่อนไหวในรูปแบบอนุสัญญาในด้านต่างๆ ที่ไทยเป็นภาคี เช่น พ.ร.บ.สิทธิชุมชน พ.ร.บ.น้ำ เราต้องเร่งรัดสร้างพันธะกรณีร่วมกันเพื่อเคารพสิทธิชุมชนในแบบข้ามแดน สำหรับปัจจัยอื่นทีเกี่ยวข้อง คือ ในขณะนี้ประเทศอาเซียนมีแผนพัฒนา 3 เสาหลัก คือ 1) เศรษฐกิจ 2) การเมืองและความมั่นคง และ 3) สิ่งแวดล้อมและแรงงาน โดยแผนระหว่างประเทศข้อ ๓ ไม่มีผู้นำใดให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ทั้งที่มีการร่างแผนในการสร้างความความร่วมมือระหว่างประเทศไว้นานแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีการนำเสนอใดๆ ทั้งสิ้น เกี่ยวกับเสาที่ 3 ดังนั้นการเคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนแม่น้ำโขงต้องนำมาเป็นตัวอย่างในการขับเคลื่อน

นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาในลุ่มน้ำโขง 20 ปีที่ผ่านมา เป็นการทำลายธรรมชาติ เมื่อขาดสมดุลทางธรรมชาติ ความเจริญทางวัฒนธรรมก็ย่อมส่งผลกระทบไปด้วย เช่น เปลี่ยนวิถีจากการย้อมผ้าด้วยธรรมชาติ กลายเป็นการย้อมสีสังเคราะห์ ตอนนี้เกิดกติกาสากลของชนเผ่าพื้นเมืองนานาชาติ หากพื้นที่ลุ่มน้ำโขงมีกติกาที่ไม่เข้มแข็งพออาจจะต้องใช้กติกาดังกล่าวมาใช้ รวมถึงวิถีชีวิตของเด็กจะต้องให้เขาอยู่กับธรรมชาติลและบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ ในช่วงที่ผ่านมา “สภาประชาชนแม่น้ำโขง” จะเชื่อมโยงจากมณฑลยูนาน มาถึงไทย ลาว เวียดนาม มีพลังอำนาจที่จะต่อรองกับทุนทั้งหลาย

ว่าที่ร้อยตรี เจษฎา ไชยพล ปลัดเทศบาลเวียงเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า การต่อสู้ของพี่น้องเรามีมาตั้งนานแล้ว นับเป็นเวลา 50 กว่าปี คณะกรรมการลุ่มน้ำโขง ตั้งมาตั้งแต่ปี 2550 การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า ที่มีระบบเอื้อต่อกัน เรามักจะคุยกันเสมอเรื่องของความยั่งยืน สถานการณ์ปัจจุบันเราก็ได้คุยกันในเรื่องความอุดมสมบูรณ์รวมถึงเรื่องการเดินไปข้างหน้าจะทำอย่างไร โดยเฉพาะการเข้าถึงเรื่องปัญหา ข้อมูล และสิทธิ ตอนนี้กำลังเราเริ่มอ่อนแรงลง ประเทศไทยมีการนำเสนอเรื่องแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราอาจจะมองภาพรวมไม่เด่นชัดนัก คณะกรรมาธิการอาจจะเป็นเสือกระดาษมากกว่า ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน และยังไม่ทำให้เห็นแนวทางเท่าที่ควร

“ตอนนี้ท้องถิ่นในเขตเชียงของเอง ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการและปกปักษ์รักษาแม่น้ำโขงได้ มีเพียงการโอนอำนาจจากกรมชลประทานให้มีอำนาจเพียงลำห้วยเท่านั้น ก็ไม่สามารถเป็นพลังสำคัญร่วมกับชาวบ้านได้ และคิดภายใต้สถานการณ์ปฏิรูป ในอนาคตท้องถิ่นจะมีการบริหารจัดการร่วมกับชาวบ้านได้ตามหลักการกระจายอำนาจได้อย่างแท้จริง ตอนนี้ท้องถิ่นพร้อมที่จะเดินหน้าไปพร้อมกับชุมชนอยู่แล้ว”

นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้ให้ข้อคิดเห็นต่องานพัฒนาของขบวนองค์กรชุมชนภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปว่า สถานการณ์ในปัจจุบันได้รุกคืบและถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มากกว่าเรื่องการจัดการน้ำหรือการสร้างเขื่อน และรวมตัวกันในนาม “สภาประชาชนลุ่มน้ำโขง” โดยเชื่อมร้อยชุมชนลุ่มน้ำโขงตั้งแต่เชียงรายจนถึงอีสานใต้ รวม 7-8 จังหวัด ในมุมมองของตนคิดว่าหากเทียบกับสถานการณ์ข้างหน้าคิดว่าไม่พอสำหรับเรื่องดังกล่าว เช่น สถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านที่ผันเปลี่ยนสู่ระบบอาเซียน นั่นคือความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม การลงทุน ที่จะเข้ามาในเขตพื้นที่ชายแดนอย่างทะลักทะลวง โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงราย มีเขตติดต่อทั้งพม่าและลาว และเขตดังกล่าวนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล

ตอนนี้นายกรัฐมนตรีประกาศพื้นที่เศรษฐกิจ 5 พื้นที่ ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคอีสาน ทั้ง 5 พื้นที่จะมีงบประมาณที่ลงมาขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นแสนล้าน ถือว่าเรื่องดังกล่าวมากกว่าเรื่องการจัดการน้ำและการต่อต้านเขื่อนไปแล้ว ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วนี้ที่อยากสร้างประเด็นคำถามที่ท้าทายว่า “สภาลุ่มน้ำโขง และเครือข่ายองค์กรชุมชน 36 จังหวัดรอบๆ ประเทศไทย จะปรับตัวอย่างไร ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ตะเข็บชายแดน?”

“หากเราคิดว่าเราต้องตั้งขบวนภายใต้สถานการณ์ปฏิรูป ทั้งเรื่องแผนแม่บทต่างๆ ที่เราอยากสร้างขึ้นมา จะตอบสนองระบบที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก การเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้คนไทยทั้งประเทศพบกับปัญหาขนาดใหญ่ ตอนนี้ยังไม่มีใครตื่นขึ้นมาเลย ในขณะที่รัฐบาลไทยประกาศเพียงแค่การลงทุน ไม่ได้เอ่ยถึงข้อมูลผลกระทบหรือปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น แม้แต่คนในประเทศ คนในเมือง จะส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น แรงงาน คนไม่มีที่อยู่อาศัย เกิดสลัม และขยายออกมาสู่ชุมชนเล็กๆ ชายขอบ คนชาติพันธุ์ รวมทั้งการทำลายทรัพยากรชายขอบ”

ด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์ปฏิรูปในปัจจุบัน ตนมีข้อเสนอต่อน้ำโขงกับการพัฒนา 2 ประการ คือ ประการแรก การเข้าถึงสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรของภาคประชาชน ในการทำงาน 20 ปีที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติถูกลาย เพราะภาคประชาชนเข้าไม่ถึงสิทธิการเข้าถึงในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในการอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมของตน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เป็นเรื่องของทุกคนที่จะปกป้องประเทศ กฎหมายลูกต้องเอื้อให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงและใช้สิทธิได้ ซึ่งกระบวนการปฏิรูปต้องมี

ประการถัดมา คือ การยกระดับเชื่อมโยงเป็น “สภาประชาชนลุ่มน้ำโขง”ในประเทศไทย เพื่อผลักดันนโยบายอย่างชัดเจน และส่งเสริมให้แต่ละประเทศเพื่อนบ้านมี “สภาประชาชนลุ่มน้ำโขง” ในแต่ละพื้นที่ แล้วเชื่อมร้อยให้มีการทำ “สภาประชาชนระดับอาเซียน” เพื่อยกระดับเครือข่ายในระดับนานาชาติมากขึ้น

สถานการณ์ปัจจุบัน ขบวนองค์กรชุมชน และสังคมคมปฏิเสธไม่ได้กับการเปลี่ยนไปในทุกด้านทุกมิติ ตั้งแต่สถานการณ์ปฏิรูปประเทศไทย ระบบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย รวมถึงสิทธิการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิถีวัฒนธรรมและสิทธิชุมชนในการจัดการเรื่องราวต่างๆ ในพื้นที่ ภัยคุกคามที่จะเกิดผลกระทบอย่างแน่นอน เพียงแค่ว่าชุมชนท้องถิ่นเองจะตั้งรับและจัดการกับภัยคุกคามดังว่าอย่างไร

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 05:47


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2021, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger