เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 16-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันพุธที่ 16 ตุลาคม 2556

กรมอุตุนิยมวิทยา



สภาวะอากาศทั่วไป

พายุไต้ฝุ่น “นารี” (nari) ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งเมืองดานัง ประเทศเวียดนามโดยได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน พายุดีเปรสชั่นและหย่อมความกดอากาศต่ำอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (16 ต.ค. 56) ได้เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยบริเวณจังหวัดมุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานีแล้ว พายุนี้จะทำให้มีฝนเล็กน้อยถึงปานกลางทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งกับมีลมแรงบริเวณจังหวัดมุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ในระยะ 1-2 วันนี้

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 16-19 ตุลาคม 2556 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอากาศเย็นลง โดยอุณหภูมิจะลดลงได้ 5-8 องศาเซลเซียส จากอิทธิพลของบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงที่แผ่ลิ่มลงมาปกคลุม


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน และโอกาสมีฝนตก ร้อยละ 70 อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

พายุไต้ฝุ่น “นารี” (nari) บริเวณเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม จะเคลื่อนผ่านประเทศลาว และอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำอย่างรวดเร็วโดยจะเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในวันที่ 16 ต.ค. ส่งผลทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีลมแรง

สำหรับ บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงวันที่ 15-21 ต.ค. ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนในระยะแรก จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส

สรุปการคาดหมายฝน ในช่วงวันที่ 15-20 ต.ค. ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีฝนตกเพิ่มขึ้นในระยะแรกจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีลมแรงจากพายุไต้ฝุ่น “นารี” (nari) โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 15-16 ต.ค.


ข้อควรระวัง

ในระยะนี้ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ดูแลสุขภาพจากลักษณะอากาศที่เปลี่ยนแปลง สำหรับในช่วงวันที่ 15-16 ต.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันออกมีระวังลมแรง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast3.jpg (59.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Earthquake2.jpg (74.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Earthquake3.jpg (53.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 16-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

ไทยรัฐ

.............
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg 561016_Thairath_01.jpg (107.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg 561016_Thairath_02.jpg (68.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 16-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

เดลินิวส์


แห่จับปลาหนีน้ำจืดหาดเจ้าสำราญ



เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าขณะนี้มีปลาทะเลหนีน้ำเสียเข้ามาเกยตื้นบริเวณชายหาดเต็มไปหมดจึงเดินทางไปตรวจสอบที่ชายทะเลหาดเจ้าสำราญ ต.หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี พบนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนชายหาดและชาวประมงชายฝั่ง จำนวนมาก เร่งจับปลาทะเลที่หนีน้ำเสียเข้ามาบริเวณชายฝั่งเป็นจำนวนมาก โดยปลาที่จับได้ จะเป็นปลา เห็ดโคน ปลาลิ้นหมา ปลาดุกทะเล ปลาจวด ปลากระเบนและปลาขนาดเล็กอีกหลายชนิด

น.ส.กนกวรรณ คชพันธ์ อายุ 36 ปี ชาวประมง เผยว่า ปลาที่หนีเข้าฝั่งจำนวนมาก เกิดจากปลาได้หนีน้ำเสียหรือที่ชาวประมงเรียกน้ำเบียด เข้ามาชายฝั่ง โดยน้ำทะเลที่เสียเกิดจากน้ำจืดในปริมาณมากไหลลงสู่ทะเล บริเวณอ่าวแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ปากอ่าวบางตะบูน จังหวัดเพชรบุรี ส่งผลให้น้ำทะเลเสียกระทันหัน โดยน้ำจะมีสีส้มอ่อน ถ้าเสียมากจะมีสีส้มแก่และเข้ม ทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำต้องหนีเอาตัวรอด อย่างน้อยใช้เวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์ หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับน้ำจืดที่ไหลลงทะเล หากมีปริมาณมากกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ จะใช้เวลานานพอสมควร แต่ชาวประมงจะสามารถจับปลาที่หนีน้ำเข้าฝั่งได้ราว 2-3 วัน หลังจากนั้นปลาจะหนีต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็เสียชีวิต ทำให้ช่วงนี้ชาวประมงจะจับปลาได้มาก นั้นก็หมายถึงมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า สัตว์ทะเลนอกจากปลาชนิดต่างๆแล้ว ยังมีกุ้งกุลาดำ ที่หนีมาพร้อมกับปลา ซึ่งมีราคาแพงในขณะนี้



จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ริมชายหาดเจ้าสำราญ รวมไปถึงชายหาดใกล้เคียง ยาวไปจนถึงชายหาดชะอำ ในช่วงนี้ หากนักท่องเที่ยวผ่านไปเที่ยวก็จะพบชาวประมง ล้อมอ้วนจับปลา กันอย่างคึกคัก และจะมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งจะใช้แหทอดจับปลา และใช้ฉมวกไล่แทงปลากระเบนไปทำอาหารและขาย เป็นรายได้เสริมอีกด้วย ส่วนนักท่องเที่ยว ก็อาจจะได้ปลาทะเลติดมือกับไปเป็นอาหาร..


*********************************************************************************


พบปลาพญานาคตัวใหญ่นอกฝั่งแคลิฟอร์เนีย


อาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ทางทะเล ดำน้ำลงไปพบปลาออร์ หรือ ปลาพญานาคตัวใหญ่ นอกฝั่งตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ขนาดความยาว 5 เมตร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ว่า น.ส.จัสมิน ซานตานา อาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลเกาะคาตาลินา ได้ลงดำน้ำตื้น นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย และพบซากสัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเล นั่นคือ ปลาออร์ หรือที่เรียกกันว่า ปลาพญานาค ปลาทะเลน้ำลึก ความยาวประมาณ 5 เมตร เธอต้องขอให้คนช่วยรวมกันแล้ว 15 คน กว่าจะนำปลาออร์ตัวนี้ขึ้นมาจากน้ำได้ เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา

บรรดาเจ้าหน้าที่ของสถาบันฯต่างพากันประหลาดใจกับการค้นพบครั้งนี้เช่น นายมาร์ค เวดดิงตัน กัปตันเรือฝึกของสถาบันฯ เปิดเผยว่า ไม่เคยเห็นปลาตัวใหญ่ขนาดนี้เลย เพราะปลาออร์ถือเป็นปลาทะเลอาศัยอยู่ในเขตน้ำลึกกว่า 3,000 ฟุต หรือ 914 เมตร โอกาสที่จะพบเห็นจึงน้อยมาก หากโตเต็มที่อาจมีความยาวถึง 15 เมตร

สำหรับสาเหตุที่ปลาตัวนี้ตายนั้นน่าจะเป็นสาเหตุธรรมชาติ แต่ก็จะต้องนำตัวอย่างเนื้อเยื่อและภาพจากวิดีโอส่งไปให้นักชีววิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ซานตา บาร์บารา ทำการตรวจสอบต่อไป

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 16-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

เดลินิวส์


เร่งแผน...สกัดการกัดเซาะทะเล ...................... หลากเรื่องราว



ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลพบว่าหลายจังหวัดอยู่ในภาวะวิกฤติหนัก จากวิกฤติ การณ์ดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จัดทำแผนป้องกันการกัดเซาะทะเลทั่วประเทศใหม่ โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งสกัดปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเลที่กำลังลุกลาม ปัจจุบันชายฝั่งทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามันมีระยะทางยาว รวม 3,148 กิโลเมตร จากการสำรวจพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอันดามันปัญหากัดเซาะเกิดขึ้นน้อยกว่าชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย โดยพื้นที่ที่มีการกัดเซาะรุนแรงในอัตราเฉลี่ยมากกว่า 5 เมตรต่อปีใน 5 จังหวัด คือ ระนอง ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล และพื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะปานกลางเฉลี่ย 1–5 เมตรต่อปีใน 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล โดยทั่วไปพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอันดามันเกิดขึ้นในพื้นที่หาดทรายมากกว่าที่ราบน้ำขึ้นถึงต่อเนื่องกับป่าชายเลน

ส่วนการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทย พื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะรุนแรงเฉลี่ยมากกว่า 5 เมตร เกิดขึ้นใน 12 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส และพื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะปานกลางเฉลี่ย 1-5 เมตรต่อปี มี 16 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทร สงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ทั้งนี้ชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จนถึงปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและมีการกัดเซาะขั้นรุนแรงมากที่สุด

ทั้งนี้ พื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งทะเลมากกว่า 5 เมตรต่อปี ซึ่งถือเป็นพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เร่งด่วน จากข้อมูลย้อนหลังเมื่อ 50 ปีที่แล้วพบว่าชายฝั่งถูกกัดเซาะไปราว 830 กม. สูญเสียพื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทยไปแล้วไม่น้อยกว่า 113,042 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียเฉพาะค่าที่ดินประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท อีกทั้งมีแนวโน้มว่าหากไม่ดำเนินการใด ๆ คาดว่าจะต้องสูญเสียที่ดินชายฝั่งอีกหลายหมื่นไร่ในอนาคต

นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเลว่า จากวิกฤติการณ์ดังกล่าวขณะนี้ ทส. ได้ทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นการเร่งด่วนแล้วเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ โดยเน้นพิจารณาแนวทางบูรณาการให้เกิดประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากที่สุดและเห็นผลเร็วที่สุด

สำหรับประเทศไทยปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง มี 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ กระบวนการชายฝั่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ คลื่น ลมพายุ กระแสน้ำขึ้น-น้ำลง อีกสาเหตุเกิดขึ้นจากกิจกรรมการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งรองรับอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สาธารณูปโภคพื้นฐาน การสูบน้ำบาดาล การบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน เป็นต้น

ซึ่งผลกระทบจากปัญหากัดเซาะชายฝั่ง เนื่องจากบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเลเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจีดีพีของประเทศส่วนใหญ่มาจากภาคส่งออก ภาคท่องเที่ยวซึ่งชายฝั่งทะเลเป็นปัจจัยพื้นฐานและสิ่งดึงดูดที่สำคัญ ทั้งนี้นอกจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการสูญเสียที่ดินชายฝั่งนับแสนไร่ คิดเป็นมูลค่าเสียหายกว่าแสนล้านบาทแล้ว ยังมีผลกระทบต่อประชาชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามแนวชายฝั่ง ที่ต้องอพยพรื้อบ้านหนีน้ำทะเลกัดเซาะและมาสร้างบ้านเรือนใหม่

อีกทั้งยังส่งผลให้สภาพพื้นที่เปลี่ยน แปลงไปทำให้จำนวนสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งเปลี่ยนแปลงลดลง การประกอบอาชีพฝืดเคือง รายได้ก็ลดลงตาม ในขณะผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ทำให้ชายฝั่งเสื่อมโทรม เสียชายหาดสวยงาม กระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้รัฐทุ่มงบแก้ไข และเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศด้านอื่น โดยขอยกตัวอย่างที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาการกัดเซาะชาย ฝั่ง อาทิ เทศบาลบางแสนต้องใช้เงินในการเติมทรายชายหาดทุกสัปดาห์เพื่อให้มีชายหาดให้นักท่องเที่ยวได้เดินเล่น ส่วนชุมชนชายฝั่งบ้านแสมขาว หมู่ที่ 3 ต.คลองสอง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา มีรายจ่ายเพิ่มเพราะต้องซื้อน้ำกิน-น้ำใช้เนื่องจากภาชนะเก็บกักน้ำฝนถูกน้ำทะเลปนเปื้อนกับน้ำจืด

“ในปี 2557 ทส. เตรียมจัดสรรงบประมาณ 124.4 ล้านบาท ภายใต้แผนบูรณาการร่วมกับจังหวัดชลบุรี ในการแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งนำร่องในพื้นที่หาดจอมเทียน หาดพัทยา บริเวณเทศบาลเมืองอ่างศิลา ต.คลองตำหรุ และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยแผนบูรณาการครั้งนี้จะเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการจัดการปัญหากัดเซาะชายฝั่ง คือเราจะไม่มองเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหาเพียงมุมเดียว แต่มองถึงโอกาสในการพัฒนา การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการยกระดับคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมของผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ควบคู่ไปด้วย” นายวิเชษฐ์ กล่าว

นายวิเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า จังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดที่มูลค่าเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวสูงถึงปีละกว่า 65,400 ล้านบาท ถือเป็นจังหวัดต้น ๆ ที่ได้ริเริ่มดำเนินการจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการรูปแบบ ICM (Integrated Coastal zone Management) ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการที่นิยมแพร่หลายในขณะนี้ แนวทางดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งทะเลทั้งระบบ

...ซึ่งนอกจากจังหวัดชลบุรีและพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ทส.ยังได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้า ศึกษา สำรวจ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ชายฝั่งทั่วประเทศ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งทะเลที่เกิดขึ้น รวบรวม และจัดระบบข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ของชุมชนในพื้นที่ชายฝั่งโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่งทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน...

รวมทั้งทำระบบฐานข้อมูลที่มีมาตรฐาน และทันสมัย สามารถแสดงผลการประมวลข้อมูลสถานการณ์พื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศ เพื่อใช้ในการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่วิกฤติหรือพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่งภายใต้มาตรการเชิงรุก เพื่อให้การติดตามและตรวจสอบสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเล ตลอดจนจัดทำระบบประเมินผลการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในระดับพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่น เอง รวมทั้งสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนทั้งปัจจุบันและในอนาคต.

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 16-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

ผู้จัดการออนไลน์


เกิดปรากฏการณ์น้ำเบียด ปลาทะเลลอยตายเกลื่อนชายทะเลหาดเจ้าสำราญ



เพชรบุรี - เกิดปรากฏการณ์น้ำเบียด ส่งผลปลาทะเลลอยตายเป็นเบือเกลื่อนชายทะเลหาดเจ้าสำราญ เมืองเพชรบุรี หลังน้ำจืดปล่อยลงทะเลมหาศาล

วันนี้ (15 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ ต.หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ว่า มีปลาทะเลเริ่มลอยตาย และเกยตื้นเกลื่อนชายหาดทะเลหาดเจ้าสำราญ ต.หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี จำนวนมาก จึงรุดตรวจสอบ พบว่า ตลอดแนวชายหาดทะเลหาดเจ้าสำราญ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลที่ขึ้นชื่อของ จ.เพชรบุรี อีกแห่งหนึ่ง มีชาวประมงนำเรือพร้อมอวนลากปลาอยู่ริมชายฝั่งจำนวนหลาย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวพักผ่อนริมชายหาดได้ลงไปจับปลาขึ้นมาเกยตื้นตายริมชายหาด ทำให้บรรยากาศริมชายหาดเป็นไปด้วยความคึกคัก

โดยปลาที่จับได้มีทั้งปลาเห็ดโคน ปลาลิ้นหมา ปลาดุกทะเล ปลาจวด ปลากระเบน และปลาทะเลขนาดเล็กอีกหลายชนิด รวมถึงกุ้งกุลาดำ ที่ชาวประมงลากอวนติดเป็นจำนวนมากเช่นกัน



จากการสอบถามชาวประมงในพื้นที่ เปิดเผยว่า ปลาทะเลที่เข้ามาลอยหัวตลอดแนวชายฝั่งฝั่งจำนวนมากเกิดจากปลาได้หนีน้ำจืดที่ถูกปล่อยลงสู่ทะเลจนกลายเป็นน้ำเสีย หรือที่ชาวประมงเรียกว่าน้ำแดง หรือปรากฏการณ์น้ำเบียด โดยน้ำจืดที่ถูกระบายออกมาจำนวนมากจะไปลงสู่ทะเลบริเวณปากอ่าวบางตะบูน จ.เพชรบุรี ส่งผลให้น้ำทะเลมีค่าออกซิเจนที่น้อยลง โดยน้ำจะมีสีส้มอ่อน ถ้าเสียมากจะมีสีส้มแก่ และเข้ม ทำให้ค่าออกซิเจนในน้ำต่ำอย่างน้อยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับน้ำจืดที่ไหลลงสู่ทะเล หากมีปริมาณมากกว่าก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

“โดยวันนี้เป็นวันแรกที่เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจับปลาไปขายซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลาเล็กจะขายให้แก่แม่ค้าในราคากิโลกรัมละ 5-7 บาท โดยปลาจะขึ้นริมชายฝั่งประมาณ 2-3 วัน ทำให้ช่วงนี้ชาวประมงจะจับปลาได้มาก และมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า”

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 16-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


กรมอุทยานแห่งชาติฯร่วมกับภาคประชาชนทอดผ้าป่าสร้างบ้านโลมาอิระวดีที่พัทลุง


นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่านายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ประสานงานกับจังหวัดพัทลุงและสงขลา กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชนกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์โลมาอิระวดีพัทลุงและสงขลา จัดทำแผนอนุรักษ์โลมาอิระวดีที่ยังเหลือให้ยังคงอยู่อย่างปลอดภัยและเพิ่มจำนวนประชากรให้มากขึ้น ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้เตรียมจัดตั้งงบประมาณสนับสนุน เพื่อสร้างหน่วยพิทักษ์ป่าและจัดหาเรื่อยนต์เร็วไว้ตรวจเฝ้าระวังเพิ่มเติม ปรับปรุงแหล่งอาศัยและหากินของนกน้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาวิจัยโลมาอิระวดีอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดฝึกอบรมเครือข่ายอนุรักษ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

โลมาอิระวดีเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ พบอาศัยอยู่ใน 5 พื้นที่สำคัญของโลก คือ ประเทศเมียนม่าร์ อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย และแม่น้ำโขง สำหรับโลมาอิระวดีของประเทศไทย มีเหลืออยู่ในทะเลฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ประมาณ 200 ตัว แต่มีกลุ่มประชากรโลมาอิระวดีเพียงกลุ่มเดียว ที่เข้ามาอาศัยหากินในแหล่งน้ำจืดบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง จังหวัดพัทลุงและสงขลา ซึ่งเหลืออยู่ประมาณ 80 ตัว ซึ่งในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาโลมาอิระวดีที่หากินในแหล่งน้ำจืดของทะเลหลวงนี้ได้ตายลงและทำให้มีจำนวนลดลงอย่างมากเนื่องจากโลมาติดอวนจับปลาบึกของชาวประมงตาย ทำให้ปี 2556 เหลือประชากรโลมาอิระวดีที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง เพียง 15-20 ตัว เท่านั้น

นายธีรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทอดผ้าป่าเพื่อจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์โลมาอิระวดีขึ้น ซึ่งได้รับเงินบริจาค จำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งจะได้นำกองทุนนี้ไปสนับสนุนการอนุรักษ์โลมาอิระวดี โดยเฉพาะจ่ายชดเชยให้ชาวประมง 25 รายในพื้นที่รอบทะเลหลวง เลิกการใช้อวนจับปลาบึกและเปลี่ยนอาชีพไปใช้เครื่องมือประมงประเภทอื่นแทน รวมถึงการจัดทำบ้านโลมา โดยจัดเขตอนุรักษ์ พื้นที่ 10 ไร่ สำหรับเป็นที่อาศัยและหากินที่ปลอดภัยสำหรับโลมาอิระวดี ปัจจุบันได้มีโลมาอิระวดีมาว่ายวนเวียนเล่นน้ำ หยอกล้อกัน และหากินจับลูกปลาเป็นอาหาร เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชุมชนในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีกิจกรรมชมโลมาและส่องนก

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 16-10-2013
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

ประชาชาติธุรกิจ


มาดูปริมาณซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยกัน มหาศาลไม่เบา



ในยุคที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีมากมาย ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ออกมาแล้วออกมาเล่า แน่นอนว่าปัญหาหนึ่งที่กำลังเป็นปัญหาในเงามืดแต่กำลังเขยิบมาเป็นปัญหาใหญ่ได้เรื่อยกับ ขยะอุตสาหกรรมจากซากโทรศัพท์ กล้องถ่ายภาพและวิดีโอ อุปกรณ์เล่นภาพและเสียง เครื่องพิมพ์และโทรสาร โทรศัพท์มือถือและบ้าน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น


เราลองมาดูปริมาณขยะอุตสาหกรรมเหล่านี้ว่ากำลังเป็นภัยคุกคามแค่ไหนในการต้องกำจัดขยะมหาศาลเหล่านี้

โดยปี2555มีปริมาณ19.6ล้านเครื่อง

ปี2556 มีปริมาณ 20.8 ล้านเครื่อง

ปี 2557 มีปริมาณ 22 ล้านเครื่อง

ปี 2558 มีปริมาณ 23.4 ล้านเครื่อง

ปี 2559 มีปริมาณ 27.3 ล้านเครื่อง

เฉพาะปี 2556 มีขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวม 20.8 ล้านตัน

แบ่งเป็นโทรทัศน์ 2.4 ล้านเครื่อง กล้องถ่ายภาพและวิดีโอ 785,000 เครื่อง อุปกรณ์เล่นภาพและเสียง 3.3 ล้านเครื่อง เครื่องพิมพ์และโทรสาร 1.5 ล้านเครื่อง โทรศัพท์มือถือและบ้าน 9.1 ล้านเครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 1.9 ล้านเครื่อง เครื่องปรับอากาศ 717,000 เครื่อง และตู้เย็น 872,000 เครื่อง

กรมควบคุมมลพิษระบุว่า ปัจจุบันมีโรงงานคัดแยกและบดย่อยชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 35 แห่ง ยังไม่เพียงพอกับปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์แต่ละปี ดังนั้นควรออกกฎหมายเกี่ยวกับการกำจัดซาก การเรียกคืน การคัดแยก และการรวบรวมซากผลิตภัณฑ์จากผู้ใช้ โดยสร้างกลไกเศรษฐศาสตร์การเงิน การคลัง และหลักการผู้ก่อมลพิษ เป็นผู้รับผิดชอบ

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 16-10-2013
สายชล's Avatar
สายชล สายชล is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
สถานที่: Bangkok
ข้อความ: 9,508
Default



น่าเสียดายปลาออร์ หรือ ปลาพญานาค ที่มาตายเกยตื้นจังเลยค่ะ...กว่าจะตัวโตเท่านี้ อายุคงไม่ใช่น้อยๆแล้ว

__________________
Saaychol
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 14:39


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger