เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 13-03-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,156
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 13 มีนาคม 2561

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น และมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่เกิดขึ้นในระยะนี้ สำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ส่วนบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 13-15 มี.ค.ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้นกับมีอากาศร้อนและมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้มีฝนลดลงและคลื่นลมมีกำลังอ่อนลง

ส่วนในช่วงวันที่ 16-18 มี.ค. ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (84.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (95.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (110.5 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 13-03-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,156
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


ชาวบ้านผวา! คลื่นซัดสาหร่าย-ปะการังเกลื่อนหาดบ่อเมา

ชาวบ้านชุมพรตื่น! คลื่นซัดซากสาหร่าย-ปะการัง-ปลิงทะเล เกลื่อนหาดบ่อเมา ยาวกว่า 5 กม. ห่วงกระทบระบบนิเวศน์ และอาจเป็นเหตุเตือนภัยพิบัติ ด้านทางการเร่งตรวจสอบหาสาเหตุ



เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านว่า ที่หาดบ่อเมา หมู่ 1 ต.ชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร มีสาหร่ายทะเลถูกคลื่นลมซัดขึ้นมากองท่วมสูงอยู่บนชายหาดจำนวนมากจนผิดปกติ จึงรุดไปตรวจสอบ โดยพบว่าหาดดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม มีร้านอาหาร รีสอร์ท จำนวนมาก โดยที่บนชายหาดพบสาหร่ายและหญ้าทะเลสีน้ำตาลจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีปะการังเขากวาง ปะการังสมอง ปลิงทะเล และหอยต่างๆ ลอยติดปะปนมากับสาหร่ายทะเลด้วย จากการสอบถามชาวบ้านที่ลงมาเก็บหอย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าหลังจากมีฝนตกหนักไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นคลื่นลมก็ได้ซัดเอาสาหร่ายและปะการังลอยขึ้นมากองทับถมอยู่บนชายหาดจำนวนมากจนเป็นแนวยาวไกลสุดสายตา กว่า 5 กม. ซึ่งชาวบ้านยังไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใด รวมทั้งหวั่นว่าจะเกิดภัยพิบัติใหญ่ตามมา หรือกระทบต่อระบบนิเวศน์ในพื้นที่

ด้าน น.ส.ชิดสุภางค์?ชำนาญ เลขาธิการสมาคมเพื่อนสิ่งแวดล้อม จ.ชุมพร เปิดเผยว่า บริเวณหาดบ่อเมา เมื่อออกจากฝั่งไปประมาณ 3-5 กม. จะมีแนวหินปะการังน้ำตื้น สาหร่ายทะเล หญ้าทะเล และปลิงทะเล อาศัยอยู่จำนวนมาก มีระบบนิเวศน์ทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ที่ผ่านมาก็เคยเกิดปรากฏการณ์ลักษณะนี้ขึ้นบ้าง แต่มีจำนวนน้อย แต่ในครั้งนี้ตามที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านและชาวประมงซึ่งพบว่ามีจำนวนมากจนผิดปกติ ส่วนจะเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่ทะเลมีคลื่นลมแรง แล้วฝนตกหนักแล้วซัดเอาสาหร่ายและหญ้าทะเลขึ้นมา หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์จนมีผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลนั้น ต้องรอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนจึงจะทราบถึงปัญหาสาเหตุที่แท้จริงได้


https://www.dailynews.co.th/regional/632019

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 13-03-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,156
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ตะลึง! สาหร่าย ปะการัง ปลิงทะเล ถูกคลื่นซัดเกลื่อนหาดบ่อเมา จ.ชุมพร งงเกิดจากเหตุใด

ชุมพร - มาได้ยังไง ! สาหร่าย ปะการัง ปลิงทะเล ถูกคลื่นซัดเกลื่อนแหล่งท่องเที่ยวหาดบ่อเมา ยาวกว่า 5 กิโลเมตร ชาวบ้าน ห่วงอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ รอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบถึงปัญหาสาเหตุที่แท้จริงได้



เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (12 มี.ค.61) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่หาดบ่อเมา หมู่ที่ 1 ต.ชุมโค อ.ปะทิว จ.ชุมพร หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีสาหร่ายทะเลถูกคลื่นซัดขึ้นมากองอยู่บนชายหาดจำนวนมากจนผิดปกติ โดยมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังลงไปดูและหาเก็บหอยที่ลอยติดมากับสาหร่ายทะเลอยู่บนชายหาดดังกล่าว

สำหรับชายหาดที่เกิดเหตุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม มีผู้ประกอบการร้านอาหาร รีสอร์ท จำนวนมาก และอยู่ใกล้กับสนามบินชุมพร พบว่ามีสาหร่ายและหญ้าทะเลสีน้ำตาลจำนวนมาก ลักษณะคล้ายกับใบไม้ และ รากไม้ ถูกคลื่นซัดขึ้นมากองทับถมอยู่บนชายหาดเป็นแนวยาวกว่า 5 กิโลเมตร

จากการตรวจสอบ สาหร่ายและหญ้าทะเล ที่กองทับถมอยู่บนชายหาด ยังพบปะการังเขากวาง ปะการังสมอง ปลิงทะเล และหอยกัน ลอยติดปะปนมากับสาหร่ายทะเลด้วย สอบถามชาวบ้านที่ลงมาเก็บหอยกันไปบริโภค บอกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อช่วงฝนตกหนักไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยคลื่นลมก็ได้ซัดเอาปะการังลอยขึ้นมากองทับถมอยู่บนชายหาดจำนวนมากจนเป็นแนวยาวไกลสุดสายตา ซึ่งชาวบ้านยังไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใด



อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม น.ส.ชิดสุภางค์ ชำนาญ เลขาธิการสมาคมเพื่อนสิ่งแวดล้อม จ.ชุมพร เปิดเผยว่า บริเวณหาดบ่อเมา ดังกล่าว ห่างจากฝั่งออกไปประมาณ 3-5 กิโลเมตร จะมีแนวหิน ปะการังน้ำตื้น สาหร่ายทะเล หญ้าทะ เละ และปลิงทะเลอาศัยอยู่จำนวนมาก มีระบบนิเวศน์ทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์

ที่ผ่านมาก็เคยมีปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แต่มีจำนวนน้อยไม่มากเหมือนครั้งนี้ ที่พบว่าถูกคลื่นซัดขึ้นมามากจนผิดปกติ ส่วนจะเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ ที่ช่วงน้ำทะเลมีคลื่นลมแรงและฝนตกหนักแล้ว ซัดเอาสาหร่ายและหญ้าทะเลขึ้นมา หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์และผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่เปลี่ยนไป ต้องรอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อนจึงจะทราบถึงปัญหาสาเหตุที่แท้จริงได้


https://mgronline.com/south/detail/9610000024800


*********************************************************************************************************************************************************


อ้าว ! เจอเรือยอร์ช จมที่อ่าวไร่เลย์ ขณะเจ้าของจอดทิ้งสมอ

กระบี่ - พบเรือยอร์ช จมที่บริเวณอ่าวไร่เลย์ตะวันออก ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เบื้องต้นคาด เกิดจากเรือรั่ว ขณะเจ้าของจอดทิ้งสมอ ขึ้นไปทำธุระบนเกาะ เบื้องต้นเร่งประสานเจ้าของกู้ออกพ้นทางสัญจรหวั่นเกิดอันตรายกับเรือลำอื่น



วันนี้( 12 มี.ค. ) นายวรพจน์ ล้อมลิ้ม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ได้รับแจ้งว่ามีเรือยอร์ช ล่มบริเวณไร่เลย์ ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ จึงได้สั่งการเจ้าหน้าที่นำเรือตรวจการเข้าทำการจรวจสอบพบเรือจมมิดทั้งลำ ที่บริเวณน้ำลึกประมาณ 3 - 4 เมตร เหลือเพียงเสากระโดงเรือโผล่อยู่บริเวณหน้าอ่าวไร่เลย์ ฝั่งทิศตะวันออก ห่างจากชายฝังประมาณ 1 ก.ม. กีดขวางการเดินเรือ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เรือลำดังกล่าว เป็นของผู้ประกอบการที่อ่าวไร่เลย์ เป็นเรือส่วนบุคล ไม่มีบริการนำเที่ยว และขณะเกิดเหตุไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ติดตั้งทุ่น ทำเครื่องหมาย เพื่อแจ้งเตือนเรือที่วิ่งผ่านไปมาแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น พร้อมประสานเจ้าของเรือ เร่งกู้ซากเรือเพื่อไม่ให้กีดขวางทางน้ำต่อไป

เบื้องต้น ทราบว่า เรือลำดังกล่าวทางเจ้าของได้นำมาจอดทิ้งสมอไว้ เมื่อช่วงเย็นวานนี้( 11 ก.พ.) ก่อนขึ้นไปทำธุระบนฝั่ง โดยไม่มีคนดูแล ส่วนสาเหตุที่ทำให้เรือจมคาดว่าเกิดจากเรือรั่ว จนทำให้น้ำเข้าเต็มลำเรือ เป็นเหตุให้เรือจมดังกล่าว โชคดีขณะเกิดเหตุไม่มีคนอยู่บนเรือจึงไม่มีใครได้รับอันตราย แล้วจะได้ติดตามเจ้าของเรือมาสอบถามข้อเท็จจริงและทำการกู้เรือต่อไป


https://mgronline.com/south/detail/9610000024790

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 13-03-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,156
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


นักอนุรักษ์ขนสารพัดแกดเจ็ตต่อกรนักล่าสัตว์ป่าในอินโด


แผนภาพแสดงการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการติดตามผู้ลักลอบค้าสัตว์ปา (AFP Photo/John SAEKI)

งานต่อกรกับผู้ลักลอบค้าสัตว์ป่าในอินโดนีเซียก้าวสู่ 4.0 เมื่อนักอนุรักษ์ขนเทคโนโลยีไฮเทคทั้งบาร์โค้ดดีเอ็นเอ ไปจนถึงแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ไว้รับมือกลุ่มผู้ทำผิดกฎหมาย

ป่าฝนอันหนาทึบของอินโดนีเซียที่กระจายไปทั่วประเทศที่อุดมด้วยหมู่เกาะกว่า 17,000 เกาะนี้ ส่งเสริมให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูงสุด

ทว่า อินโดนีเซียก็อยู่แถวหน้าของการค้าผิดกฎหมายที่ผลักดันให้สิ่งมีชีวิตหลายสปีชีส์อยู่ขอบเหวของการสูญพันธุ์ ตามรายงานของเอเอฟพีการค้าสิ่งมีชีวิตผิดกฎหมายทั้งพืชและสัตว์นี้มีมูลค่าถึง 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

เพื่อต่อสู้ต่อปัญหาดังกล่าว นักอนุรักษ์เริ่มใช้แกดเจ็ตใหม่ๆ เพื่อปกป้องสัตว์ป่าที่หายากของประเทศหมู่เกาะแห่งนี้ และกำลังถูกคุกคาม

แมทธิว พริตเชตต์ (Matthew Pritchett) จากมูลนิธิฟรีแลนด์ (Freeland Foundation) ที่ต่อต้านการลักลอบค้าสัตว์ป่า บอกเอเอฟพีว่าเเทคโนโลยีจะช่วยให้คนทำงานจับคนร้ายได้อย่างไม่ต้องสงสัย โดยอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายนั้น เป็นกลุ่มจัดตั้งขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนอย่างมาก

เพื่อติดตามกลุ่มลักลอบค้าสัตว์ป่า กลุ่มนักอนุรักษ์ได้เริ่มใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกับที่ใช้สู้กับกลุ่มค้ายาและเจ้าพ่อมาเฟีย อย่างเช่นสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Society: WCS) ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซีย ก็ใช้ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ แบบเดียวกับที่ใช้ทำแผนที่เครือข่าย และสกัดเอาข้อมูลจากอุปกรณ์

ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์หน่วยกู้ภัยสัตว์นานาชาติอินโดนีเซีย (International Animal Rescue Indonesia: IAR) ก็เริ่มใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ดดีเอ็นเอเพื่อตรวจหาหลักฐานคดีอาชญากรรม ซึ่งเทคนิคดังกล่าวเป็นวิธีจำแนกชนิดสัตว์โดยอาศัยลำดับพันธุกรรทสายสั้นๆ จำแนกสปีชีส์

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อจากสัตว์ของกลางที่ถูกยึด ซึ่งจะนำไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลได้ว่าสัตว์ที่เป็นของกลางนั้นเป็นสปีชีส์หรือสปีชีส์ย่อย ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด

ตอนนี้กลุ่มอนุรักษ์หน่วยกู้ภัยสัตว์นานาชาติอินโดนีเซียได้นำเทคโนโลยีบาร์โค้ดมาจำแนกตัวนางอายซึ่งเป็นสัตว์ไพรเมทมีพิษที่ถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ เพราะถูกนำไปใช้ในการแพทย์จีนแบบโบราณ


เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างเลือดนางอาย (AFP Photo/Handout)

คริสติน รัตเทล (Christine Rattel) ที่ปรึกษาโครงการของหน่วยกู้ภัยสัตว์นานาชาติอินโดนีเซียบอกเอเอฟพีว่า หากเรามีสัตว์ที่เรารู้ต้นกำเนิด และปรากฏสัตว์ชนิดนั้น ณ ที่หนึ่ง เช่น กรุงจาร์กาตาของอินโดนีเซีย เราก็สามารถเปรียบเทียบตัวอย่างพันธุกรรมได้ จากนั้นก็จะระบุแคบลงไปถึงจุดที่มีการล่าสัตว์ป่าอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตลอดจนเส้นทางลักลอบค้า

ทว่า เชี่ยวชาญระบุว่า แม้จะมีเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยม แต่หากกฎหมายไม่เอื้ออำนวยหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ต่อให้มีเทคโนโลยีมากแค่ไหนก็ไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง


https://mgronline.com/science/detail/9610000024969
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 13-03-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,156
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ปกคลุมกรุงเทพฯ มาจากไหนได้อีก : มลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ? .............................. Blogpost โดย ธารา บัวคำศรี



คุณภาพอากาศในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้กลับมาเป็นวิกฤตอีกครั้งหนึ่งในช่วงวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ความเข้มข้นของ PM2.5 ที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่บางนา(05t) และเขตวังทองหลาง (61t) มีค่าเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตร มาตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2561 ซึ่งดัชนีคุณภาพอากาศ PM2.5 ที่คำนวณโดยใช้โดยการใช้ค่า PM2.5 จากการประมาณค่าด้วยแบบจำลองเทียบกับเกณฑ์ AQI breakpoints ตามมาตรฐานของ US Environmental Protection Agency (เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์ PM2.5 AQI breakpoints) ณ เวลา 11.00 นาฬิกา อยู่ที่ 180 ซึ่งเป็นสีแดงที่เตือนถึงระดับมลพิษทางอากาศ มีอันตรายต่อสุขภาพ


กราฟแสดงความเข้มข้นรายชั่วโมงของ PM2.5 ที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่บางนา(05t) ระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคม 2561 ที่มา : http://aqmthai.com/public_report.php

คำถามคือ ในเมื่อมวลอากาศเย็นซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเข้มข้นของฝุ่นละอองมีมากขึ้นในกรุงเทพฯ หมดไป ระดับของดัชนีคุณภาพอากาศกลับมาอยู่ที่ระดับปานกลางและ/หรือระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรกลุ่มเสี่ยงในบางช่วงบางเวลา ทำไม พื้นที่กรุงเทพฯ จึงต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกหลังจากเวลาผ่านไปได้ไม่นาน

นอกเหนือจากแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นพิษ PM2.5 ที่มาจากรถยนต์หลายล้านคันบนถนนของกรุงเทพฯ แล้ว คำตอบก็คือ ?มลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน?



จากปริมาณจุดความร้อนบันทึกภาพโดยดาวเทียม และทิศทางลม ของวันที่ 11 มีนาคม 2561 แสดงให้เห็นว่า มีกระแสลมที่ได้รับอิทธิพลของมรสุมจากทะเลจีนใต้พัดเข้ามา ทำให้กรุงเทพฯ และหลายส่วนของภาคกลางได้รับผลกระทบจากหมอกควันรุนแรงขึ้นในวันที่ 12 มีนาคม 2561 อันเนื่องมาจากฝุ่นละอองขนาดเล็กโดยเฉพาะอย่างยิ่ง PM2.5 สามารถแขวนลอยในอากาศได้นานและเคลื่อนตัวได้ไกล แม้ว่า กรุงเทพฯ และภาคกลางจะเป็นที่ราบ แต่การที่กรุงเทพฯ มีลมสงบในช่วงเวลากลางวันอยู่ในระดับต่ำไม่เกิน 1 เมตร/วินาที และอากาศมีความชื้นพอสมควร ทำให้เกิดการสะสมตัวของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ และฝุ่นละอองขนาดเล็กใหม่ที่ถูกพัดเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา ลาว และพม่า จึงทำให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

ตามสมมุติฐานข้างต้นสอดคล้องกับข้อมูลจาก Earth Observatory ขององค์การนาซา พบว่า ในช่วงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 จนถึงปัจจุบัน มีจุดเกิดไฟเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกัมพูชากว่าประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รายรอบ เครื่องมือ VIIRS บนดาวเทียมของนาซาตรวจจับจุดความร้อนทั้งหมด 1,868 จุดในกัมพูชา 185 จุดในลาว 77 จุดในเมียนมาร์ 217 จุดในไทย และ 144 ในเวียดนาม ดังภาพด้านล่าง


ที่มา : https://earthobservatory.nasa.gov/IO...hp?id=91771&eo

อาจกล่าวได้ว่าคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ที่เข้าขั้นวิกฤตมีส่วนสัมพันธ์อย่างยิ่งกับ ปรากฎการณ์หมอกควันพิษข้ามพรมแดนในอาเซียน(ASEAN Transboundary Haze Pollution) จำเป็นต้องมีความร่วมมือในระดับอาเซียนเพื่อต่อกรกับปัญหา

รัฐบาลไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้เห็นร่วมกันในวิสัยทัศน์ภูมิภาคอาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563 (Haze-free ASEAN by 2020) เหลือเวลาอีกไม่นานและมีความท้าทายอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เป้าหมายดังกล่าวบรรลุผล


http://www.greenpeace.org/seasia/th/...25/blog/61248/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:22


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2018, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger