เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 02-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไป โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นในตอนกลางวันไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2 - 4 มี.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยทั่วไป กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออก

ส่วนในช่วงวันที่ 5 - 7 มี.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากมีอากาศร้อนขึ้นในตอนกลางวัน ตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (72.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (192.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 02-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


อ้วก 100 ล้าน เหม็นมาก ลาภลอยจากวาฬหัวทุย ใครเจอ เป็นเศรษฐีเพียงพริบตา



เป็นที่ฮือฮา เมื่อหนุ่มวัย 44 ปี เจ้าของบาร์ บนเกาะสมุย เจอก้อนประหลาดน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม ถูกคลื่นซัดมาติดอยู่บนก้อนหินริมชายหาดแหลมกากี เมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันยังคงเก็บไว้ในบ้าน ท่ามกลางความสงสัยว่าจะเป็นอ้วกวาฬหรือไม่ จากสีเหลืองเข้ม เหมือนก้อนเทียน ก่อนนำมาให้เพื่อนดู และทักว่าอาจจะเป็น "อ้วกวาฬ" ซึ่งเป็นของหายากและมีราคาแพงมากๆ หากเป็น "อ้วกวาฬ" จริงๆ หนุ่มคนนี้คงรับทรัพย์มหาศาล

สำหรับ "อ้วกวาฬ" (Ambergris) หรือชาวบ้านเรียกว่า "อำพันทะเล" ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ข้อมูลว่าเป็น "อึ" หรือ "อาเจียน" ของวาฬหัวทุย หรือวาฬสเปิร์ม ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะออกมาทางใด โดยวาฬชนิดนี้มักกิน "ปลาหมึก" และไขมันหมึกย่อยสลายไม่ได้ จึงถูกสะสมบริเวณลำไส้และถูกขับถ่ายออกหรือสำรอกออกมา โดยเมื่อแรกที่ถูกขับจะมีกลิ่นเหม็น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือนหรือเป็นปี ได้เกิดปฏิกิริยากับอากาศแสงแดด ระหว่างล่องลอยอยู่ในทะเล

นอกจากนี้ด้วยค่าความถ่วงจำเพาะที่มีน้อยกว่าน้ำทะเล จึงมีคุณสมบัติทางเคมีเปลี่ยนไป ทำให้มีลักษณะเป็นก้อนแข็งสีขาว น้ำตาล เทา หรือดำ ตามระยะเวลาในการทำปฏิกิริยาจนหายเหม็นแล้ว จะมีกลิ่นหอมคล้ายสารจำพวกน้ำมันหอมระเหย ใช้เป็นวัตถุดิบในการสกัดหัวน้ำหอม หรือนำไปแต่งกลิ่นในอาหารหรือไวน์ เป็นที่ต้องการของตลาด จึงทำให้อำพันทะเล มีมูลค่าสูงมากถึงกิโลกรัมละหลายหมื่นบาท และยังเป็นดัชนีชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่งและท้องทะเลได้ด้วย

ขณะที่บางข้อมูล ระบุว่าราคาของ "อ้วกวาฬ" ซึ่งเป็นของหายาก ซื้อขายกันถึงหลักล้านต่อกิโลกรัม จากกลิ่นของมูลสัตว์หรือจากการสำรอกที่ส่งกลิ่นเหม็นมากๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นของแข็ง มีส่วนประกอบของคอเลสเตอรอลและไขมันมากถึง 80% ดูด้วยตาเป็นเหมือนก้อนไขมันมีหลายสีทั้งสีเทา สีดำ ไปจนถึงสีโทนอ่อนสีส้ม หรือสีขาวคล้ายหินอ่อน แต่เมื่อทิ้งไว้ไประยะเวลาหนึ่งจะมีกลิ่นหอม มากๆ เพราะมีสารเบนโซอิก และแอลกอฮอล์เชิงซ้อนทำให้มีกลิ่นหอม เป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมน้ำหอม นำไปเป็นส่วนผสมในการทำน้ำหอมและเครื่องสำอาง

ด้าน ดร.สหภพ ดอกแก้ว นักวิชาการประมงชำนาญการ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับทีมเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์ ว่า ในเมืองไทยมีโอกาสเจอ ?อ้วกวาฬ? และกรณีหนุ่มเจ้าของบาร์ บนเกาะสมุย พบเจอก้อนประหลาดนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอ้วกวาฬ อาจลอยมาจากมหาสมุทรแปซิฟิก มายังเกาะสมุย ซึ่งอยู่กลางอ่าวไทย อีกทั้งอ้วกวาฬ เป็นไขมันที่ไม่ย่อยสลาย ไม่เหมือนไขมันของสัตว์ทะเลอื่นที่ย่อยสลายง่าย จึงไม่น่าใช่ไขมันจากสัตว์ทะเลอื่นแน่นอน

"วาฬทุย หรือวาฬสเปิร์ม ชอบกินปลาหมึก เมื่อกินเข้าไปมีส่วนแข็งของปลาหมึกไปตำคอ ร่างกายของมันจึงสร้างไขมันไปเคลือบไม่ให้ระคายเคือง เมื่อมันถ่ายหรือสำรอกออกมา ตอนแรกจะเหม็นมากๆ แต่เมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศ จึงหายเหม็นกลายเป็นสารตั้งต้นน้ำหอม มีราคาแพงตั้งแต่หลักหมื่น หลักแสน หรือหลักล้าน เพราะถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ราคาจึงขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ขายและผู้ซื้อ"



ส่วน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม?ระบุในเพจของตัวเอง ว่า วาฬหัวทุย หรือวาฬสเปิร์ม มีรายงานพบในเมืองไทยบ้าง แต่น้อย กินปลาหมึกกล้วยยักษ์เป็นอาหาร แต่ย่อยปลาหมึกไม่ได้ บางตัวจึงปล่อยสารไขมันบางอย่างมาเคลือบไว้ เมื่อเวลาผ่านไป ก้อนอำพันในท้องใหญ่ขึ้น จนอาจมีขนาดถึง 50 กิโลกรัม ซึ่งไม่ใช่วาฬหัวทุยทุกตัวที่มีอำพันทะเล ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ระบุว่ามีแค่ 1% ที่มี โดยก้อนอำพันจะอยู่ในตัววาฬจนตาย เมื่อวาฬเน่า จะหลุดออกมา เนื่องจากเป็นก้อนไขมัน จะลอยน้ำไปเรื่อยๆ อาจลอยได้เป็นปี จึงไม่จำเป็นว่าอำพันก้อนนี้ ต้องเป็นของวาฬในไทย อาจเป็นวาฬในทะเลจีนใต้ หรือในมหาสมุทร

"ช่วงแรกจะมีสีคล้ำและมีกลิ่นเน่าทั่วไป แต่เมื่อโดนแดดโดนลมมานาน กลิ่นจะเริ่มเปลี่ยน ก้อนอำพันจะกลายเป็นสีเหลืองหรือสีเทา กลิ่นเหม็นจะหายไป อำพันทะเลมีองค์ประกอบทางเคมีที่สามารถนำมาใช้ในวงการน้ำหอม ทำให้น้ำหอมติดนาน สมัยก่อนราคาแพงมาก ปัจจุบันมีการสังเคราะห์สารขึ้นมาแทน แต่อำพันทะเลก็ยังแพงอยู่ดี มีการประมูลขายจากผู้เจอ ก้อนขนาดหนึ่งกิโล ขายได้หลายแสนบาท ซึ่งปกติเราจะเจอตามชายหาด แต่ต้องฟลุกเจอ ไม่ใช่เรื่องง่าย"

อย่างไรก็ตามการพิสูจน์ทำได้โดยดูจากเศษปลาหมึกในก้อน หรือวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี ซึ่งแน่นอนว่าก่อนขายคงต้องมีการพิสูจน์ แต่ดูจากภาพกรณีของหนุ่มเจ้าของบาร์ บนเกาะสมุยดังกล่าวมีความเป็นไปได้ สำหรับข้อกฎหมาย วาฬสเปิร์มหรือวาฬหัวทุย เป็นสัตว์คุ้มครองฯ รวมทั้งซาก และได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้ว ซากในที่นี้ไม่น่าจะรวมถึงอำพันทะเล และก่อนหน้านี้เมืองไทยก็เคยเจอ น่าจะเป็นแถวอันดามัน

"เมื่อข่าวออกไป คงมีบริษัทน้ำหอมติดต่อมาและเจรจากันครับ สำหรับเพื่อนธรณ์ที่เดินอยู่ริมทะเล อยากฟลุกบ้าง ขอให้โชคดีนะจ๊ะ ไม่มีคำแนะนำ เพราะถ้าหาง่าย อาจารย์ธรณ์ไปหาเองแล้วครับ" ผศ.ดร.ธรณ์ เขียนทิ้งท้ายไว้ด้วยอารมณ์ขำ

เพราะฉะนั้น หากใครได้พบเจอ "อ้วกวาฬ" ขนาดมหึมา คงได้เป็นเศรษฐีเพียงพริบตา อย่างเมื่อปี 2559 เพจสำรวจโลกรายงานว่า "คาลิด เอล ชินานี่" ชาวประมงในประเทศโอมาน พบ "อ้วกวาฬ" หรืออำพันทะเล น้ำหนักกว่า 60 กิโลกรัม ภายหลังได้กลิ่นแปลกๆ มาแต่ไกล จากนั้นจึงรีบนำเรือออกทะเลไปเก็บมันมา โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอ้วกวาฬ ก้อนนี้มีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านปอนด์ หรือราว 100 ล้านบาท เลยทีเดียว!!

ดังนั้น หากหนุ่มเจ้าของบาร์บนเกาะสมุย มีอ้วกวาฬ ในครอบครองจริงๆ เท่ากับว่า เขาโชคดีมากๆ จะได้เงินประมาณ 16 ล้านบาท จากลาภลอยกลางทะเล คราวนี้หากใครมีโอกาสไปเที่ยวทะเล ก็สังเกตกันบ้าง หากเห็นวัถตุเป็นก้อนๆ อย่างว่านี้ คุณจะเป็นเศรษฐีโดยไม่รู้ตัว...ป่ะไปทะเลกัน.


https://www.thairath.co.th/content/1508278

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 02-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


ยันแค่'ขี้เลื่อย'ไม่ใช่'น้ำมัน' ปมทะเลสีดำโผล่ที่สงขลา

ชาวบ้านร้องเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ตะกอนวัตถุประหลาด ลอยเกลื่อนหาด บ้านบ่ออิฐ จ.สงขลา เปลี่ยนสภาพน้ำใส ๆ หาดขาว ๆ กลายเป็นสีดำไปทั้งแถบ ภายหลังผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลฯ ยันไม่ใช่น้ำมันแต่เป็นขี้เลื่อย



เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่บริเวณชายหาดบ้านบ่ออิฐ ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา แหล่งท่องเที่ยวของตำบลเกาะแต้ว และยังเป็นจุดจอดเรือของชาวประมงพื้นบ้านบ้านบ่ออิฐ มีชาวบ้านร้องเรียนฝ่ายงานเกี่ยวข้องให้ ตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมสีดำลักษณะเป็นตะกอนคล้าย ๆ กับก้อนน้ำมันดิบ หลังพบว่าถูกคลื่นซัดขึ้นมาทับถมกันหนาทึบบริเวณชายหาด จนหาดทราบสีขาวและน้ำทะเลใส ๆ กลายเป็นสีดำ?สร้างความสกปรกเต็มพื้นที่ โดยเบื้องต้น ชาวบ้านคาดว่า ตะกอนดังกล่าวน่าจะเป็นก้อนน้ำมันดิบ ที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาบริเวณชายฝั่งทะเลของ จ.สงขลา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไปขึ้นที่หาดสมิหลามาแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ทางสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 สงขลา จะเข้ามาเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของก้อนน้ำมันดิบหรือเป็นวัตถุชนิดใดกันแน่?รวมทั้งประสาน อบต.เกาะแต้ว เจ้าของพื้นที่ให้มาทำความสะอาดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและทัศนียภาพด้านการท่องเที่ยวของชายหาดบ่ออิฐ??ในส่วนของปัญหาก้อนน้ำมันดิบที่พบบริเวณชายฝั่งของ จ.สงขลา นั้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีโดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม จะมีก้อนน้ำมันดิบที่หลุดมาจากการขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย หลุดลอยในทะเลก่อนพัดเข้าหาฝั่งเป็นจำนวนมาก โดยปีที่พบครั้งแรกคือ 2555 เวลาผ่านไป 7 ปี ก็ยังแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ได้ ทั้งนี้ นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผวจ.สงขลา?ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว



ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน นายสุเทพ?เจือละออง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง?(สงขลา)?พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ลงไปตรวจสอบตะกอนสีดำ เบื้องต้นคาดว่า น่าจะเป็นเศษไม้หรือขี้เลื่อยที่มีการย่อยสลายแล้วและถูกน้ำทะเลพัดพาเข้ามาแต่ไม่มีอันตรายใด ๆ เนื่องจากจับดูแล้วไม่ติดมือและไม่เลอะเทอะด้วย??และเบาเมื่อถูกลมพัดก็ปลิว พร้อมเก็บตัวอย่างไปทำการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอีกครั้งรวมทั้งน้ำทะเลสีดำบริเวณชายหาดด้วยว่าได้รับผลกระทบหรือไม่แต่ไม่ใช่ก้อนน้ำมันดิบที่พบก่อนหน้านี้?ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกและยังไม่กระทบกับระบบนิเวศน์.


https://www.dailynews.co.th/regional/696038

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 02-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ผงะ! ตรวจพบแมงกะพรุนหัวขวด แมงกะพรุนพิษร้ายในทะเลชะอำ




https://mgronline.com/news-clips/v0jCNlrr3sc


*********************************************************************************************************************************************************


นักวิทย์ฉงน!!พบปลาประหลาดขนาดใหญ่เกยตื้นชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย



รัสเซียทูเดย์ - สัตว์ทะเลรูปร่างประหลาดขนาดใหญ่ ดูเผินๆราวกับเอเลี่ยน ถูกซัดเกยตื้นชายหาดแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย เมื่อไม่นานที่่ผ่านมา สร้างความฉงนงงงวยแก่พวกนักวิจัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำถามที่ว่าปลาหายากจากซีกโลกใต้ตัวนี้มาโผล่ที่ชายฝั่งทางตะวันตกของสหรัฐฯได้อย่างไร

ปลาประหลาดความยาว 7 ฟุต เกยตื้นแถวๆแหล่งเขตสงวนโคลออยพอยต์ของศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ "ยูซี ซานตา บาร์บารา" ในเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย และสร้างความพิศวงแก่ทุกคนที่ได้ศึกษาลำตัวที่กลมและดวงตาที่ปูดออกมาของมัน



หลังจากสร้างความมึนงงแก่เหล่านักวิจัย ในที่สุดแล้วก็พบว่าเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้นั้นได้แก่ปลาแสงอาทิตย์ฮูดวิงเกอร์(hood winker sunfish)หรือโมลา เทรคตา (Mola trecta) ที่เพิ่งมีการค้นพบในนิวซีแลนด์เมื่อปี 2017 เท่านั้น

"เมื่อภาพกระจ่างชัดค่อยๆปรากฎออกมา มันไม่มีข้อสงสัยเลยว่า มันเป็นปลาฮูดวิงเกอร์" มาริแอน ไนการ์ด หัวหน้าทีมนักวิจัยนานาชาติจากมหาวิทยาลัยเมอร์ด็อก ออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลผู้ค้นพบปลาสายพันธุ์ดังกล่าวระบุ "ฉันไม่อยากเชื่อเลย ฉันแทบตกเก้าอี้เลยทีเดียว"

แม้จะสามารถระบุเอกลักษณ์ของสัตว์ตัวดังกล่าวได้แล้ว แต่ยังคงมีปริศนาที่ว่ามันถูกซัดมาเกยตื้นชายหาดแคลิฟอร์เนียได้อย่างไร เนื่องจากมันเคยถูกพบแค่เพียงแถวๆนิวซีแลนด์และออสเตรเลียเท่านั้น "มันข้ามเส้นศูนย์สูตรมาได้อย่างแรง และมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร" ไนการ์ดแสดงความฉงน "มันน่าสนใจว่าอะไรที่ทำให้ปลาตัวนี้ข้ามเส้นศูนย์สูตรมา"


https://mgronline.com/around/detail/9620000021305

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 02-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


เดินทางไกล 9 พันกม. ส่งคู่วาฬจากสวนน้ำจีน ปล่อยคืนทะเลไอซ์แลนด์



ส่งคู่วาฬจากจีนไปไอซ์แลนด์ ? วันที่ 1 มี.ค. เว็บไซต์ ไชน่าพลัส รายงานว่า พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเล นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เตรียมส่ง วาฬเบลูกา จำนวน 2 ตัว ขวัญใจผู้มาเยือน ไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำในประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งห่างจากเซี่ยงไฮ้บ้านเดิม ราว 9,000 กิโลเมตร ในฤดูใบไม้ผลินี้

เสี่ยวไป๋ และ เสี่ยวฉือ หรือ เทาน้อยกับขาวน้อย ทั้งคู่อายุ 12 ปี แสดงให้ผู้ชมเห็นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉางเฟิง โอเชียน เวิลด์ เมื่อสิ้นเดือนก.พ. แฟนๆ แห่กันมาร่ำลาวาฬน้อยสองตัวอย่างล้นหลาม

พิพิธภัณฑ์กล่าวว่า คู่ดูโอ้จะเดินทางไปประเทศไอซ์แลนด์ ทั้งทางอากาศ ทางบก และทางทะเล รวมใช้เวลา 30 ชั่วโมง ไปถึงปลายทางเขตรักษาพันธุ์วาฬเบลูก้า อยู่ที่อ่าวของเกาะเฮมาย นอกชายฝั่งประเทศไอซ์แลนด์



เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์วาฬกล่าวว่าวาฬสองตัวจะเป็นประชากรคู่แรกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ทะเลที่มาจากการส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูวาฬที่ถูกจับกลับคืนสู่ธรรมชาติ

สำหรับการกำหนดวันเดินทางของวาฬทั้งสองตัว จะขึ้นกับภาวะร่างกายของวาฬ และรวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น อากาศ

ระหว่างนี้วาฬได้รับการฝึกเพื่อที่จะพัฒนาใช้ร่างกายเคลื่อนไหว และทักษะการว่ายน้ำในน่านน้ำเปิด ซึ่งฝึกมาสัก 2-3 เดือนแล้ว รวมถึงได้รับการฝึกพิเศษเพื่อให้เตรียมตัวอาศัยในบ้านหลังใหม่ได้ ให้คุ้นกับพืชน้ำและสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ



รวมถึงเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมเมนูอาหารพิเศษให้เทาน้อยและขาวน้อยเพื่อเพิ่มน้ำหนักและไขมัน จุดประสงค์ให้พวกมันปรับตัวกับน้ำที่เย็นกว่าในเขตรักษาพันธุ์ ซึ่งปัจจุบัน ทั้งคู่ต้องเพิ่มน้ำหนักอีก 90 กิโลกรัมเพื่อให้ถึงเป้าหมายเกือบ 1 ตัน

ด้วยความยาวเกือบ 4 เมตร ทำให้วาฬคู่นี้กลายเป็นขวัญใจของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำในนครเซี่ยงไฮ้ นับตั้งแต่วันที่มาถึงในเดือนเม.ย. 2554


https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2265968

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 02-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


รัสเซียฟ้อง 4 บริษัทตั้งคุกวาฬ มีการจับวาฬขังนับร้อย



ทางการรัสเซียตั้งข้อหาทางอาญากับ 4 บริษัทที่เป็นเจ้าของ "คุกวาฬ" กรณีขังวาฬราว 100 ตัวให้อยู่อย่างแออัดในกระชังเล็กๆ ด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายประมง และเรียกร้องให้ปล่อยวาฬทั้งหมดสู่แหล่งธรรมชาติ

หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซียยื่นฟ้องกล่าวโทษบริษัท 4 แห่งในภูมิภาคปรีมอร์สกีของรัสเซียบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก กรณีกักขังวาฬเกือบร้อยตัวในสภาพแออัด ด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายประมง และเรียกร้องให้ปล่อยวาฬทั้งหมดสู่แหล่งธรรมชาติ คดีนี้กลายเป็นข่าวดังเมื่อปีที่แล้ว โดยภาพวาฬอยู่อย่างแออัดภายในกระชังเล็กๆ สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวรัสเซียอย่างมาก และสื่อเรียกสิ่งที่เห็นว่า "คุกวาฬ" นอกจากนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินสั่งให้มีการสอบสวนและปล่อยวาฬเหล่านี้เดิมมีวาฬเบลูก้า 90 ตัวและวาฬออร์ก้า 12 ตัวถูกเลี้ยงในอ่าวใกล้เมืองวลาดิวอสต็อก แต่วาฬเบลูก้า 3 ตัว และวาฬออร์ก้าตัวหนึ่งหายไปแล้ว นักอนุรักษ์เชื่อว่า วาฬเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อขายให้สวนสนุกในจีน ปัจจุบันกฎหมายรัสเซียอนุญาตให้จับวาฬได้เพื่อการวิจัยเท่านั้น


http://www.komchadluek.net/news/hotclip/364254

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 02-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


ผู้เชี่ยวชาญชี้ 'อ้วกวาฬ' มีราคากิโลละหลายแสน สามารถนำมาใช้ในวงการน้ำหอมได้



1 ม.ค.62 ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม?รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก "Thon Thamrongnawasawat" เกี่ยวกับ "อำพันทะเล"หรือ "อ้วกวาฬ" หลังจากที่นายบุญยศ ตาละอุปะระ เจ้าของร้านเบริลบาร์ ตั้งอยู่บริเวณอ่าวกากี เขาแหลมใหญ่ ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้เก็บก้อนประหลาดที่มีน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัมบนชายหาดและเก็บรักษาไว้มานานร่วมปี และจากการค้นหาข้อมูลจาก Google ในเบื้องต้นพบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับอ้วกวาฬ หรืออำพันทะเล (อ่านข่าวก่อนหน้านี้ https://www.naewna.com/likesara/398100)

โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า "เช้านี้เราคุยกันเรื่องอำพันทะเล (อ้วกวาฬ) เผอิญมีพี่ที่เกาะสมุยเจอบนชายหาด เลยสงสัยว่าราคาแพงจริงหรือเปล่า อำพันทะเลเกิดจากวาฬชนิดเดียวคือวาฬสเปิร์ม (วาฬหัวทุย) วาฬชนิดนี้มีรายงานว่าพบในเมืองไทยบ้าง แต่น้อยวาฬสเปิร์มกินหมึกกล้วยยักษ์เป็นอาหาร แต่ย่อยปากหมึกไม่ได้



วาฬสเปิร์มบางตัวจึงปล่อยสารไขมันบางอย่างมาเคลือบไว้ เมื่อเวลาผ่านไป ก้อนอำพันในท้องใหญ่ขึ้น จนอาจมีขนาดถึง 50 กิโล สังเกตคำว่าบางตัว เพราะไม่ใช่ทุกตัวที่มีอำพันทะเล ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ระบุว่าวาฬสเปิร์มแค่ 1% ที่มีก้อนอำพันจะอยู่ในตัววาฬจนตาย เมื่อวาฬเน่าจะหลุดออกมา เนื่องจากเป็นก้อนไขมัน จะลอยน้ำไปเรื่อยๆ อาจลอยได้เป็นปี จึงไม่จำเป็นว่าอำพันก้อนนี้ต้องเป็นของวาฬในไทย อาจเป็นวาฬในทะเลจีนใต้หรือในมหาสมุทร

ช่วงแรกจะมีสีคล้ำและมีกลิ่นเน่าทั่วไป แต่เมื่อโดนแดดโดนลมมานาน กลิ่นจะเริ่มเปลี่ยน ก้อนอำพันจะกลายเป็นสีเหลืองหรือสีเทา กลิ่นเหม็นจะหายไป อำพันทะเลมีองค์ประกอบทางเคมีที่สามารถนำมาใช้ในวงการน้ำหอม ทำให้น้ำหอมติดนาน สมัยก่อนราคาแพงมาก ปัจจุบันมีการสังเคราะห์สารขึ้นมาแทน

อย่างไรก็ตาม อำพันทะเลก็ยังแพงอยู่ดีมีการประมูลขายจากผู้เจอ ก้อนขนาดหนึ่งกิโลขายได้หลายแสนบาท ปรกติเราจะเจอตามชายหาด แต่ต้องฟลุคเจอ ไม่ใช่เรื่องง่ายการพิสูจน์ทำได้โดยดูจากเศษปากหมึกในก้อนหรือวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี แน่นอนว่าก่อนขายคงต้องมีการพิสูจน์ แต่ดูจากภาพกับสิ่งที่พี่เขาบอก ก็มีความเป็นไปได้

สำหรับข้อกฎหมาย วาฬสเปิร์ม หรือวาฬหัวทุยเป็นสัตว์คุ้มครอง รวมทั้งซากด้วย ผมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้ว ซากในที่นี้ไม่น่าจะรวมถึงอำพันทะเล สำหรับเพื่อนธรณ์ผู้อยากไปเดินหาอำพันทะเล พบได้ทั่วโลกครับ เพราะมันจะลอยไปเรื่อย ก่อนหน้านี้เมืองไทยก็เคยเจอ ผมจำได้ว่าน่าจะเป็แถวอันดามัน เคยให้สัมภาษณ์ไปแล้ว เมื่อข่าวออกไป คงมีบริษัทน้ำหอมติดต่อมาและเจรจากันครับ สำหรับเพื่อนธรณ์ที่เดินอยู่ริมทะเล อยากฟลุคบ้าง ขอให้โชคดีนะจ๊ะ (ไม่มีคำแนะนำ เพราะถ้าหาง่าย อาจารย์ธรณ์ไปหาเองแล้วครับ)


https://www.naewna.com/likesara/398687


*********************************************************************************************************************************************************


พังงาเปิดงานประเพณีอนุรักษ์เต่าทะเลปีที่ 49 ปล่อยเต่าตนุ 100 ตัวกลับคืนสู่ทะเล



1 มี.ค.62 เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ที่บริเวณชายทะเลหาดท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานเปิดงานประเพณีอนุรักษ์เต่าทะเล ประจำปี 2562 โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวนมากเข้าร่วม ภายในงาน จัดให้มีขบวนแห่ต่างๆที่ประดับประดาด้วยความสวยงามและเล่าขานถึงชุมชนในพื้นที่

โดยมีไฮไลท์ที่ขบวนแห่เจ้าพ่ออันดามัน ซึ่งเป็นหุ่นเต่าตนุขนาดใหญ่ ขบวนพาเหรดโชว์ของดีชุมชนในอำเภอท้ายเหมือง และมีการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มาร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มีโอกาสร่วมกันลุ้นว่าใครจะเป็นผู้โชคดีที่ได้เป็นเจ้าของลูกเต่าตนุอายุ 3- 12เดือน จำนวน 100 ตัว ที่จะปล่อยกลับคืนลงสู่ทะเล นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการของหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ เช่น นิทรรศการอนุรักษ์เต่าทะเล การจำหน่ายสินค้าOTOP และการแสดงมหรสพในทุกๆคืน

นายประภาส ขุนพิทักษ์ นายอำเภอท้ายเหมือง กล่าวว่า หาดท้ายเหมืองเป็นหาดทรายที่สวยงามและมีระดับของชายหาดที่เหมาะกับเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ในระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร ที่ผ่านมามีเต่าขึ้นมาวางไข่รวม 4 ชนิด คือเต่าตนุ เต่ากระ เต่าหญ้าและเต่ามะเฟือง ซึ่งล่าสุดปลายปีที่ผ่านมา เต่ามะเฟืองได้กลับขึ้นมาวางไข่อีกครั้งหนึ่งหลังจากห่างหายไปนานกว่า 6 ปี ที่บริเวณชายหาดใกล้วัดท่าไทร และได้ฟักออกจากไข่คลานกลับสู่ท้องทะเล 34 ตัว และมีเต่าหญ้าขึ้นมาวางไข่บริเวณใกล้กันอีก 1 รัง

ซึ่งได้สร้างความยินดีให้กับชาวอำเภอท้ายเหมืองและนักอนุรักษ์เป็นอย่างมาก สำหรับการจัดงานประเพณีอนุรักษ์เต่าทะเล มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมกันอนุรักษ์เต่าทะเลและชายหาดท้ายเหมืองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและสวยงาม เป็นมรดกแก่ประชาชนชาวพังงาและประเทศชาติสืบไป งานประเพณีอนุรักษ์เต่าทะเล ประจำปี 2562 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-10 มีนาคม 2562


https://www.naewna.com/local/398785

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 02-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


ทร.แจงอุบัติเหตุ 'รล.จวง' ถูก 'เรือบรรทุกสารเคมี' ชน

ทร.แจงอุบัติเหตุ รล.จวง ถูก เรือบรรทุกสารเคมี ขณะสนับสนุนภารกิจส่งน้ำจืด ทำหัวเรือยุบ สะพานทางเดินฉีกขาด เสาโค้งงอ ไร้กำลังพลเจ็บ



เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 62 ที่ กองบัญชากการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.ท.เดชดล ภู่สาระ เจ้ากรมกิจการพลเรือทหารเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีที่เกิดเหตุเรือโดนกัน (เฉี่ยวชน) ระหว่างเรือหลวงจวง (ร.ล.จวง) และเรือบรรทุกสารเคมี ชื่อ DONGYANG CHEMI สัญชาติ MARSHALL ISLAND เมื่อวันที่ 26 ก.พ. เวลา 06.30 น. ขณะที่ เรือหลวงจวง อยู่ในระหว่างการสนับสนุนน้ำจืด ในพื้นที่ปฏิบัติการตามเกาะต่างๆ เหตุเกิดบริเวณปากร่องน้ำมาบตาพุด จังหวัดระยอง ทำให้เรือทั้งสองลำได้รับความเสียหาย

จากการสอบสวนสาเหตุในเบื้องต้นทราบว่า ขณะเรือออกเดินทางสนับสนุนน้ำจืด ระบบเครื่องจักรใหญ่ขัดข้อง ประกอบกับเรือบรรทุกน้ำจืดเต็มลำ ทำให้เรือมีระยะทางในการหยุดเรือมาก (โมเมนตัม) ผู้บังคับการเรือพยายามแก้ไขสถานการณ์โดยการหยุดเรือ แต่ไม่สามารถทำการหยุดเครื่องและลดความเร็วได้ อันเป็นเหตุสุดวิสัย จึงทำให้โดนกัน

พล.ร.ท.เดชดล กล่าวว่า เรือโดนกัน (เฉี่ยวชน) กับเรือ DONGYANG CHEMI โดยกำลังพลประจำเรือทั้งหมดปลอดภัย สามารถปฏิบัติภารกิจสนับสนุนน้ำจืดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และนำเรือเข้าเทียบท่า ยังท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ได้อย่างปลอดภัย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพเรือได้หารือและร่วมดำเนินการตรวจสอบความเสียหายกับทางบริษัทเจ้าของเรือ พบว่า เรือหลวงจวง ตัวเรือภายนอกบริเวณสมอหัวเรือด้านขวายุบตัวประมาณ 30 เซนติเมตร บริเวณสะพานเดินเรือทางกราบขวาเสาโค้งงอ ดาดฟ้า สะพานเดินเรือทางกราบขวาฉีกขาด ประมาณ 30 เซนติเมตร ในขณะที่เรือ DONGYANG CHEMI ตัวเรือภายนอกบริเวณกราบซ้ายกลางลำ มีรอยขีดข่วน และยุบตัวประมาณ 30 เซนติเมตร

ทั้งนี้ จากการประเมินสภาพความพร้อมในการปฏิบัติงานพบว่า เรือหลวงจวง ได้รับความเสียหายไม่มาก ไม่มีผลกระทบกับการปฏิบัติราชการ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเรือ DONGYANG CHEMI ได้มีการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานไว้ที่สถานีตำรวจภูธรมาบตาพุด จังหวัดระยอง แล้ว โดยขณะนี้ กองทัพเรือ ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว นอกจากนั้น ทางบริษัทประกันของเรือคู่กรณีอยู่ในระหว่างดำเนินการตรวจสอบความเสียหายและค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์

สำหรับเรือหลวงจวง ปัจจุบันสังกัด กองเรือยกพลขึ้นบก กองเรือยุทธการ ขณะเกิดเหตุปฏิบัติราชการขึ้นการบังคับบัญชากับทัพเรือภาคที่ 1 มีอายุการใช้งาน 53 ปี โดยกรมอู่ทหารเรือได้ดำเนินการต่อขึ้น เพื่อใช้ในราชการกองทัพเรือ มีพิธีวางกระดูกงูเรือ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2507 ปล่อยเรือลงน้ำเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2508 และขึ้นระวางประจำการ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2509 คุณลักษณะสำคัญประจำเรือ มีระวางขับน้ำปกติ 180 ตัน เต็มที่ 360 ตัน ความยาว 32.70 เมตร กว้าง 6 เมตร กินน้ำลึก 2.75 เมตร เครื่องจักร เครื่องยนต์ดีเซล จำนวน 1 เครื่อง กำลัง 500 แรงม้า ใบจักรเดี่ยว สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 11 น็อต มัธยัส 8 น็อต รัศมีทำการที่ความเร็วสูงสุด 1,158 ไมล์ กำลังพลประจำเรือ 29 นาย ปัจจุบันมี เรือเอก ทัตธน จันทา เป็นผู้บังคับการเรือ


http://www.bangkokbiznews.com/news/d...28412#cxrecs_s

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 02-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


รัสเซียฟ้อง 4 บริษัทตั้ง "คุกวาฬ" โดยจับวาฬขังนับร้อย



ทางการรัสเซียตั้งข้อหาทางอาญากับ 4 บริษัทที่เป็นเจ้าของ "คุกวาฬ" กรณีขังวาฬราว 100 ตัวให้อยู่อย่างแออัดในกระชังเล็กๆ ด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายประมง และเรียกร้องให้ปล่อยวาฬทั้งหมดสู่แหล่งธรรมชาติ

หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซียยื่นฟ้องกล่าวโทษบริษัท 4 แห่งในภูมิภาคปรีมอร์สกีของรัสเซียบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก กรณีกักขังวาฬเกือบร้อยตัวในสภาพแออัด ด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายประมง และเรียกร้องให้ปล่อยวาฬทั้งหมดสู่แหล่งธรรมชาติคดีนี้กลายเป็นข่าวดังเมื่อปีที่แล้ว โดยภาพวาฬอยู่อย่างแออัดภายในกระชังเล็กๆ สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวรัสเซียอย่างมาก และสื่อเรียกสิ่งที่เห็นว่า "คุกวาฬ"นอกจากนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินสั่งให้มีการสอบสวนและปล่อยวาฬเหล่านี้

เดิมมีวาฬเบลูก้า 90 ตัวและวาฬออร์ก้า 12 ตัวถูกเลี้ยงในอ่าวใกล้เมืองวลาดิวอสต็อก แต่วาฬเบลูก้า 3 ตัว และวาฬออร์ก้าตัวหนึ่งหายไปแล้วนักอนุรักษ์เชื่อว่า วาฬเหล่านี้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อขายให้สวนสนุกในจีน ปัจจุบันกฎหมายรัสเซียอนุญาตให้จับวาฬได้เพื่อการวิจัยเท่านั้น


http://www.nationtv.tv/main/content/378693824/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:38


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger