เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศร้อนในตอนกลางวันไว้ด้วย

อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศจีนตอนใต้และประเทศเวียดนามตอนบนแล้ว คาดว่าจะแผ่เข้ามาปกคลุมภาคตะวันเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้ ในวันนี้(14 มีนาคม 2562) และจะแผ่เข้ามาต่อเนื่องถึงวันที่ 17 มีนาคม 2562 หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 18 - 19 มีนาคม 2562 จะมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ช่วงวันที่ 14-19 มีนาคม 2562 มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบริเวณประเทศไทยตอนบน โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางพื้นที่ โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน และควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรระวังและป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 14 - 19 มีนาคม 2562 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาวะอากาศร้อน โดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในตอนกลางวัน ส่วนในช่วงวันที่ 14-19 มี.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกที่จะเกิดขึ้น และควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรระมัดระวัง และป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 14-19 มีนาคม 2562)" ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2562

ในช่วงวันที่ 14-19 มีนาคม 2562 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงมีฟ้าผ่า โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้รับผลกระทบในวันถัดไป จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อพืชผลทางการเกษตรไว้ด้วย สำหรับผลกระทบตามภาคต่างๆ มีดังนี้


วันที่ 14-15 มีนาคม

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดบึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา

ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด


วันที่ 15-16 มีนาคม

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดบึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และชัยภูมิ

ภาคกลาง จังหวัดลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด


วันที่ 17-19 มีนาคม

ภาคเหนือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม นครราชสีมา และบุรีรัมย์

ภาคกลาง จังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงวันที่ 14-18 มีนาคม 2562 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ประกอบกับในช่วงวันที่ 18-19 มีนาคม 2562 จะมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณภาคเหนือทำให้ประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (75.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (95.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Earthquake_Others.jpg (194.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (213.3 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


'คอสตาริกา'ฉลาดฟื้นฟูป่า ประเทศผู้นำ 'หัวใจสีเขียว' ...................... คอลัมน์ พุ่มไม้ใบบัง By Narit

สัปดาห์นี้พาไปรู้จัก "คอสตาริกา" ประเทศที่มุ่งมั่นจัดการมลภาวะ เร่งฟื้นฟูป่าดูดซับคาร์บอน แม้เป็นประเทศเล็กๆ แต่ผู้นำมีหัวใจ "สีเขียว"



ในยุคที่มลพิษทางอากาศ และมลพิษขยะเป็นปัญหาระดับโลก แต่ละประเทศจึงต้องปรับตัว สัปดาห์นี้พาไปทำความรู้จัก "คอสตาริกา" ที่ผู้นำได้ประกาศ...เป็นประเทศแรกในโลกที่จะปลอดพลาสติก และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ภายในปี 2021 ด้วยการแบนถ่านหินและพลาสติก เลือกใช้พลังงานสะอาด 100% มีพื้นที่ป่า 55% เพื่อให้ผู้นำประเทศไทยในปัจจุบัน และอนาคตได้ศึกษาและเอาเป็นแบบอย่าง

คอสตาริกา เป็นประเทศเล็กๆ ในอเมริกากลางที่มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน มีธรรมชาติที่สวยงาม ที่ตั้งใจเน้นพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวฟื้นฟูป่า สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และเน้นพัฒนาคนเพื่อความยั่งยืน

คาร์ลอส อัลวาราโด เคซาดา ประธานาธิบดีคนใหม่ที่เข้ารับตำแหน่งกลางปี 2018 ประกาศก้าวสำคัญว่าภายในปี 2021 หรือภายใน 3 ปีข้างหน้า จะทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งประเทศเป็นศูนย์ และยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งทั้งหมด เนื่องจากเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ โดยสิ่งที่ประเทศทำเพื่อบรรลุเป้าหมายมีดังนี้


"ใช้พลังงานทดแทน 99%" คอสตาริกาได้แบนการใช้ถ่านหิน และนับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแล้วเกือบทั้งหมด โดยมาจากพลังงานน้ำ 78% พลังงานลม 10% พลังงานความร้อนจากภูเขาไฟ (Geothermal Energy) 10% และอีกประมาณ 1% มาจากพลังงานมวลชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์


"ผลักดันการใช้รถเครื่องยนต์ไฟฟ้า" เนื่องจากปัจจุบัน 70% ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในคอสตาริกามาจากรถยนต์บนท้องถนน จึงมีมาตรการลดภาษีรถเครื่องยนต์ไฟฟ้า EV เป็นแรงจูงใจและลดการปล่อยควันพิษ



"ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวครอบคลุม 55%" คอสตาริกาถือเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีปัญหาตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการเกษตรและการค้าไม้ แต่ด้วยมาตรการปลูกป่าเพิ่ม (reforestation) ที่จริงจัง ทำให้ตอนนี้คอสตาริกามีพื้นที่ป่าถึง 55% ของพื้นที่ประเทศ ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาทั้งหมด นอกจากนี้ในหลายปีก่อนยังจัดให้มีพื้นที่คุ้มครองอนุรักษ์ พื้นที่สงวนถึง 25% ของพื้นที่ประเทศ และพยายามปิดสวนสัตว์ทุกแห่งเพื่อให้สัตว์ได้อยู่ตามธรรมชาติ


"กำจัดพลาสติกใช้ทิ้ง" กลางปี 2018 คอสตาริกาประกาศว่าจะยกเลิกพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งทั้งหมด (single use plastic) ภายใน 2021 โดยจะเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ ใช้ซ้ำได้และรีไซเคิลได้ 100%?

ด้วยมาตราการทั้งหมดนี้ คอสตาริกาจึงถือเป็นต้นแบบประเทศที่มุ่งมั่นจัดการมลภาวะ ในยุคที่ปัญหาโลกร้อนและปัญหามลพิษจากขยะ โดยเฉพาะจากพลาสติกเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศเผชิญ การมีผู้นำที่ตั้งใจพัฒนาประเทศที่เน้นความยั่งยืนจึงมีความสำคัญมาก

อย่างไรก็ตาม คอสตาริกาก็พบกับความท้าทายจากมลพิษจากรถ อัตราการฆาตกรรมที่สูง หนี้รัฐและสาธารณะที่สูง และประสิทธิภาพด้านแรงงานที่ต่ำ

ผู้นำประเทศไทยในปัจจุบัน และอนาคต ควรจะเรียนรู้จากคอสตาริกา เนื่องจากปัจจุบันประเทศเรามีปัญหาปล่อยควันพิษที่หลายจังหวัดติดอันดับโลก เรามีพื้นที่ป่าเพียง 30% และยังเป็นประเทศที่สร้างขยะในทะเลติดอันดับ 6 ของโลก ถึงเวลาที่เราควรจะเรียนรู้จากคอสตาริกา ประเทศเล็กที่มีผู้นำหัวใจสีเขียว.


https://www.dailynews.co.th/article/698042

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


ถึงเวลาลดใช้ 'โฟม-พลาสติก' แก้วิกฤติ 'ขยะล้นบก-ตกทะเล'



"ขยะบกตกทะเล" เป็นปัญหาระดับโลก โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นถูกจับตามองจากนานาชาติหลังมีผลการศึกษาพบว่า "ไทยปล่อยให้มีขยะรั่วไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทรมากเป็นอันดับ 6 ของโลก" ขณะเดียวกันในประเทศเองก็มีรายงานข่าวสัตว์น้ำไปกินขยะที่ถูกทิ้งลงทะเลจนเข้าไปทำอันตรายต่อร่างกายจนตายลงให้เป็นภาพชวนเวทนา จึงมีความพยายามจะหลายภาคส่วนที่จะลดปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

โดยเฉพาะหน่วยงานซึ่งเป็นเจ้าภาพคือ "กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ปัญหา "เริ่มตั้งแต่บนบก" ที่ผ่านมามีการแสวงหาความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในประเด็น "ลดใช้พลาสติก - โฟม" เพราะเป็นวัสดุที่เมื่อกลายเป็นขยะจะย่อยสลายยากใช้เวลาหลักร้อยปี อีกทั้งเป็นอันตรายหากสิ่งมีชีวิตไม่ว่าในทะเลหรือบนบกบริโภคเข้าไป เริ่มต้นจากภาครัฐก่อนเพื่อเป็นแบบอย่างแก่ภาคเอกชนและประชาชน

ผ่านการนำ 2 หน่วยงาน "กรมควบคุมมลพิษ" ที่มีความรู้เรื่องการจัดการขยะมูลฝอย กับ "สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ" ซึ่งมีหน้าที่พัฒนาตัวชี้วัดประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการ มาร่วมกันออกแบบ "ตัวชี้วัดการลดและคัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงาน" และเริ่มใช้ตั้งแต่เข้าสู่ปีงบประมาณ 2562 (เดือน ต.ค. 2561 - ก.ย. 2562) สำหรับประเมินผู้บริหารส่วนราชการต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

ขณะที่การขยายความร่วมมือไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทางกระทรวงมีโครงการ "ทำความดี ด้วยหัวใจ ลดรับ ลดให้ ลดใช้ถุงพลาสติก" เข้าไปร่วมกับตลาดสด ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ เบื้องต้น จากการประเมินเป็นเวลา 7 เดือนเศษตั้งแต่ 21 ก.ค. 2561 - 28 ก.พ. 2562 พบว่า สามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วได้แล้วประมาณ 814 ล้านใบหรือคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 4,600 ตัน

"ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จำนวน 154 แห่ง ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีข้อกำหนดห้ามนำกล่องโฟมบรรจุอาหารเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ และมีการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหาร ขวดน้ำที่มีพลาสติกหุ้มฝาขวด หลอด ตลอดจนช้อนและส้อมที่ทำจากพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. 2561 ซึ่งนับถึงวันที่ 31 ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา สามารถลดจำนวนพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งลดลงได้เป็นจำนวนทั้งหมด 1,639,920 ใบ" พล.อ.สุรศักดิ์ ระบุ

อีกด้านหนึ่ง สำหรับการแก้ปัญหาขยะบกตกทะเล "กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง" ซึ่งดูแลพื้นที่ 24 จังหวัดชายทะเล แบ่งเป็นฝั่งอันดามัน 8 จังหวัด และฝั่งอ่าวไทย 16 จังหวัด ดำเนินการใน 4 ด้าน

1.จัดเก็บขยะตกค้างในระบบนิเวศเป้าหมายอย่างน้อยจังหวัดละ 2 ครั้ง อีกทั้งยังร่วมจัดทำมาตรการลดปริมาณขยะทะเลในพื้นที่เป้าหมาย 10 พื้นที่ ได้แก่ ระยอง สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา ปัตตานี พังงา ภูเก็ต และตรัง

2.โครงการชายหาดปลอดบุหรี่และปลอดขยะ มีเป้าหมายที่จะขยายผลจากพื้นที่นำร่อง 24 แห่ง ใน 15 จังหวัด

3.บริหารจัดการขยะทะเลโดยทุ่นกักขยะ โดยในปีงบประมาณ 2562 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อทุ่น จำนวน 10 ชุด เพื่อการจัดการขยะบริเวณปากแม่น้ำและคลองที่จะไหลลงสู่ทะเล โดยดำเนินการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่เป้าหมาย 10 แห่ง และ

4.กำจัดขยะในพื้นที่ที่มีปัญหาเฉพาะ อาทิ ออกคำสั่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 755/2561 ลงวันที่ 17 ส.ค. 2561 ว่าด้วยเรื่อง มาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บริเวณพื้นที่เกาะเต่า เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน และ เกาะสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2561 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา

"ล่าสุดประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุม Special ASEAN Ministerial Meeting on Marine Debris ซึ่งเป็นการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนวาระพิเศษ เรื่องขยะทะเล โดยที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบต่อเอกสาร ผลลัพธ์ซึ่งมี 2 ฉบับ คือ 1.ปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน และ 2.กรอบปฏิบัติงานอาเซียนว่าด้วยขยะทะเล ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติที่จะช่วยให้ลดปริมาณขยะทะเลด้วยความร่วมมือจากภาคเอกชน ที่จะพัฒนานวัตกรรม หรือการนำกลับไปใช้ใหม่ของผลิตภัณฑ์เพื่อลดปริมาณขยะ" พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าว

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี 2560 พบว่า ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยทั้งสิ้น 27.40 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 75,046 ล้านตันต่อวัน หรือคน 1 คน จะสร้างขยะเฉลี่ยคนละ 1.13 กิโลกรัมต่อวัน ขณะที่ขยะพลาสติกนั้นในประเทศไทยมีถึงราว 2 ล้านตัน หรือร้อยละ 12 ของขยะมูลฝอยทั้งหมด ในจำนวนนี้ 1.5 ล้านตัน ถูกนำไปเผาในเตาเผาหรือฝังกลบ ส่วนอีก 0.5 ล้านตันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ แต่ยังมีบางส่วนที่หลุดลงสู่พื้นที่สาธารณะ รวมถึงทะเลด้วย

อนึ่ง รายงานผลการวิจัยเรื่อง "การศึกษาระดับพฤติกรรมด้านการจัดการขยะของคนไทย (เล่ม 1)? จัดทำโดย ?ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม" สำรวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,549 คนจากทั่วประเทศ ระหว่างเดือน เม.ย. - ธ.ค. 2560 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ระบุว่าพลาสติกเป็นขยะที่พบในบ้านมากที่สุดถึงร้อยละ 82.96 สะท้อนบทบาทที่สำคัญของพลาสติกต่อวิถีชีวิตของผู้คน

ดังนั้นการลดใช้พลาสติก ตลอดจนการคัดแยกและการทิ้งอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงยังเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องขับเคลื่อนกันอย่างต่อเนื่อง!!!


https://www.naewna.com/likesara/401369

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


กรมอุทยานฯโชว์ผลงาน 4 ปีจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เก็บค่าเข้าเพิ่มได้ 4 เท่า-จัดการคนอยู่ร่วมกับป่า

กรมอุทยานฯเผยผลดำเนินงานปี 58-61 เก็บค่าเข้าอุทยานเพิ่มได้ 4 เท่า เปิดสวนป่าให้ประชาชนใช้ 54 แห่ง จัดการพื้นที่อนุรักษ์-ราษฎรอยู่ร่วมกับป่า-เพิ่มสวัสดิภาพเจ้าหน้าที่



เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2562 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) เปิดเผยผลการดำเนินงานช่วงเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2561 ภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยระบุว่า ในส่วนของผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะชนตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ประกอบด้วย

1.การจัดเก็บเงินรายได้อุทยานแห่งชาติที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2561 สามารถจัดเก็บเงินรายได้จำนวน 2,664.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2557 ที่จัดเก็บได้จำนวน 696.3 ล้านบาท มากกว่า 4 เท่าตัว หรือคิดเป็น 382.6%

สำหรับเงินรายได้ดังกล่าว เป็นเงินที่ อส.จัดเก็บจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เพื่อนำไปใช้บริหารจัดการอุทยานแห่งชาติและกิจกรรมเพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ เช่น การคุ้มครองดูแลรักษาและพัฒนาอุทยานแห่งชาติ การศึกษาวิจัยทางวิชาการ การอำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวให้กับประชาชน โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2557 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเพิ่มมากขึ้นทุกปี

2.เพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อคืนความสุขให้ประชาชนตามโครงการป่าในเมือง โดย อส.ได้จัดทำโครงการ "สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย" ในพื้นที่จำนวน 54 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเยาวชน อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีและสร้างความสุขให้กับประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ ทส. พัฒนาป่าที่อยู่ในเมืองหรือใกล้เมือง โดยร่วมกับองค์กรท้องถิ่นและประชาชน เพิ่มศักยภาพพื้นที่ป่าสาธารณะให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่

3.ภารกิจการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 55% ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามข้อสั่งการของ รมว.ทส. ในการรักษาพื้นที่ป่าของประเทศที่มีอยู่ 102.4 ล้านไร่ ให้มีสภาพสมบูรณ์ ด้วยการเพิ่มพื้นป่าสีเขียวให้ได้จำนวน 55% ของพื้นที่ประเทศในปี 2580 ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การจัดทำบันทึกข้อตกลงกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์และสาขาทุกสาขา จัดตั้งศูนย์สายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 การใช้ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษพญาเสือ จัดตั้งชุดปฏิบัติการเหยี่ยวดง ตลอดจนมาตรการป้องกันไฟป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า เป็นต้น

4.การบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์เพื่อประชาชน เพื่อแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ โดยมีแนวทางแก้ไขประกอบด้วย (1) หลักการจัดการที่ดินชุมชนที่จะได้รับการพัฒนาต้องเป็นชุมชนที่อาศัยอยู่เดิม กำหนดขอบเขตพื้นที่ทำกินเป็นที่ยอมรับร่วมกัน และเป็นการให้สิทธิ์ทำกินไม่ให้เอกสารสิทธิ (2) แนวทางการดำเนินการจัดการ โดยการสำรวจครอบครองที่ดินและการบริหารจัดการพื้นที่ (โซนนิ่ง) ส่วนผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ให้เจรจาออกจากพื้นที่หรือดำเนินการตามกฎหมาย และทำการรวบรวมผลการตรวจสอบและการจัดระเบียบการครอบครองที่ดินที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

5.ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) คือ ระบบการเดินลาดตระเวนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการป้องกันปราบปรามและจัดการพื้นที่โดยประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ GIS เพื่อวางแผนลาดตระเวนเก็บข้อมูลวิเคราะห์ประมวลผลในมาตรฐานเดียวกันทุกที่ การลาดตระเวนเชิงคุณภาพเริ่มขึ้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นที่แรก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทราบถึงปัจจัยต่างๆทั้งด้านสัตว์ป่า พันธุ์พืช พร้อมทั้งข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าด้านสวัสดิการ และการก่อตั้งมูลนิธิผู้พิทักษ์ป่า โดยโครงการซ่อมแซมบ้านพักผู้พิทักษ์ป่าของอุทยานแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุกแห่ง สำรวจบ้านพักของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า หากพบไม่ได้มาตรฐานให้ดำเนินการจัดหาอุปกรณ์และซ่อมแซมปรับปรุงให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า โดยปัจจุบันมีพื้นที่ที่ได้รับการช่วยเหลือในโครงการดังกล่าวแล้วจำนวน 26 อุทยาน 1 วนอุทยาน และ 1 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวมทั้งหมด 28 แห่ง 38 หลังเรือน

7.การผ่านร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ฉบับใหม่ ซึ่งที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างฯ เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2562 ซึ่งจะส่งผลดีต่อประชาชนและได้รับประโยชน์หลายด้าน ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างความสมดุลระหว่างการอยู่ของชุมชนในอุทยานแห่งชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีประชาชนอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์กว่า 2,700 ชุมชน รวมพื้นที่ประมาณ 5.9 ล้านไร่ โดย พ.ร.บ.ฉบับบนี้ได้มอบอำนาจให้อธิบดี อส. มีอำนาจในการอนุญาตให้ประชาชนที่อาศัยหรือทำกินอยู่แล้วในเขตป่าอนุรักษ์ สามารถทำกินและเข้าไปอยู่ได้ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เขตป่าอนุรักษ์ สามารถเข้าไปเก็บหาของป่าหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ได้ เป็นต้น


https://greennews.agency/?p=18662
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 03:51


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger