เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 07-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไป โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งบริเวณภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศร้อนในตอนกลางวันไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน กับมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้เป็นบางพื้นที่ ตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากมีอากาศร้อนขึ้น โดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในตอนกลางวัน ตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (78.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (192.2 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 07-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


เผยโฉม "ทางเชื่อมผืนป่า" เขาใหญ่-ทับลาน เสร็จสมบูรณ์ 100% ทำพิธีเปิด 9 มี.ค.นี้

กรมทางหลวงเตรียมพิธีเปิดใช้ "ทางเชื่อมผืนป่า" แห่งแรกในไทย บนถนนสาย 304 เชื่อมอุทยานฯ เขาใหญ่และทับลาน 9 มี.ค.นี้ ขณะที่การก่อสร้างถนน 4 เลน กบินทร์บุรี-ปักธงชัย ที่เหลืออีก 2 ช่วง สิ้นสุดสัญญาปลายปีนี้ รองรับรถไปอีสานช่วงเทศกาล และเชื่อมไปยังเขตเศรษฐกิจอีอีซี



วันนี้ (6 มี.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า กรมทางหลวงได้เผยแพร่ภาพโครงการทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลกบนทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี-ปักธงชัย ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรไปมาได้แล้ว ซึ่งจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มี.ค. โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เป็นประธานในพิธี

สำหรับโครงการทางเชื่อมผืนป่า ระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กับอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี เป็นการขยายถนนสาย 304 กบินทร์บุรี-ปักธงชัย ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 192+015 ถึง 195+015 ระยะทาง 3 กิโลเมตร ก่อสร้างโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) งบประมาณ 1,319.257 ล้านบาท เริ่มต้นสัญญา 17 ก.ค. 2558 ขยายสัญญาอีก 2 ครั้ง แล้วเสร็จเมื่อ 26 ม.ค. 2562 รวมระยะเวลา 1,290 วัน

ประกอบด้วย อุโมงค์คู่ช่วงยาว 250 เมตร ห่างออกไปประมาณ 100-200 เมตร เป็นอุโมงค์คู่ช่วงที่ 2 ยาวอีก 180 เมตร มีขนาด 4 ช่องจราจร ไป-กลับ ด้านบนอุโมงค์ปลูกต้นไม้ให้สัตว์ป่าเดินข้ามไปมา รวมทั้งติดรั้วกั้นด้านล่างอุโมงค์ไม่ให้รถเฉี่ยวชนสัตว์ป่า ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะเป็นสะพานยกระดับขนาด 4 ช่องจราจร ยาว 570 เมตร โดยให้รถยนต์ใช้ทางยกระดับและปลูกต้นไม้ให้สัตว์ป่าลอดใต้ทางยกระดับดังกล่าว



อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างขยายช่องจราจรถนนสาย 304 ยังเหลืออีก 2 ช่วง ได้แก่ ตอน 3 ส่วนที่ 1 ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 208+800 ถึง 216+715 จ.นครราชสีมา และ จ.ปราจีนบุรี ระยะทาง 7.915 กิโลเมตร ก่อสร้างโดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) งบประมาณ 795.365 ล้านบาท เริ่มต้นสัญญา 10 มิ.ย. 2558 ขยายสัญญาอีก 2 ครั้ง สิ้นสุดสัญญา 6 ก.ค. 2562 รวม 1,488 วัน

และ ตอน 2 ส่วนที่ 2 ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 192+015 ถึง 195+465 ระยะทาง 3.450 กิโลเมตร ก่อสร้างโดย บริษัท ธนะสินพัฒนา (1999) จำกัด งบประมาณ 794.2 ล้านบาท เริ่มต้นสัญญา 25 มิ.ย. 2558 ขยายสัญญา 1 ครั้ง สิ้นสุดสัญญา 15 พ.ย. 2562 รวม 1,605 วัน ซึ่งพบว่ามีอุปสรรคบุคลากรและเครื่องจักรไม่เพียงพอ

หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.นครราชสีมา กับภาคตะวันตกที่ อ.กบินทร์บุรี อ.ปราจีนบุรี ผ่าน จ.นครนายก ต่อเนื่องไปยังกรุงเทพมหานคร แบ่งเบาการจราจรบนถนนมิตรภาพ และถนนพหลโยธิน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล รวมทั้งเป็นเส้นทางต่อเนื่องไปยังท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000022817

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 07-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


แมงกะพรุน เต่าทะเล ตายเกลื่อนหาด

นครศรีธรรมราช - ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบแมงกะพรุน ปลา เต่าทะเล จำนวนมากตายลอยมาเกยหาด ซ้ำพบก้อนน้ำมันเกลื่อน ในพื้นที่ตำบลหน้าสตน อำเภอหัวไทร โดยไร้การเหลียวแล



นี่คือภาพที่ถูกบันทึกโดยชาวบ้านหาดแพรกเมือง หมู่ที่ 9 ตำบลหน้าสตน อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ชายหาดในบริเวณนี้เต็มไปด้วยซากแมงกะพรุน ถูกคลื่นซัดมาติดบนหาดทรายพร้อมกับก้อนน้ำมัน ตลอดกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาโดยไร้หน่วยงานใดๆเข้ามาควบคุมพื้นที่หรือดำเนินการแก้ไขปัญหา เช่นเดียวกับซากปลาตายขนาดเล็กจำนวนมากตายเป็นวงกว้างและถูกกระแสคลื่นซัดมาเกยหาดและกวาดลงทะเลอยู่ตลอดเวลา



นอกจากนั้นยังพบซากเต่ากระขนาดใหญ่ถูกคลื่นซัดมาเกยหาดในสภาพตายมาแล้วมากกว่า 1 สัปดาห์ ทำให้ชาวบ้านยิ่งกวาดวิตกว่าเป็นสัญญาณถึงภาวการณ์เป็นพิษของทะเลหรือไม่ เนื่องจากสภาพของก้อนน้ำมันถูกซัดเข้าฝั่งอย่างต่อเนื่องส่วนใหญ่ถูกแดดเผาจนละลายซึมลงไปอยู่ในพื้นทราย จนทรายจับตัวเป็นแผ่นคล้ายน้ำยางแอสฟัล และจนถึงขณะนี้พื้นที่บริเวณนี้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดๆเข้ามาตรวจสอบแม้จะผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์แล้วก็ตาม....


http://www.nationtv.tv/main/content/378695021/#cxrecs_s

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 07-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก ....................... โดย Rattanasiri Kittikongnapang



ทุกวันนี้คุณรู้หรือไม่ว่าอากาศที่เราหายใจปนเปื้อนมลพิษมากน้อยแค่ไหน?

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุไว้ว่า 9 ใน 10 คนทั่วโลกกําลังหายใจเอามลพิษทางอากาศเข้าสู่ร่างกาย เราทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมืองมลพิษล้วนเสี่ยงที่จะเป็นหนึ่งใน 9 คนนั้น แล้วขณะนี้รัฐบาลไทยมีมาตรการในการปกป้องลมหายใจของเราทุกคนมากน้อยแค่ไหน



ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวสารเรื่องมลพิษทางอากาศอย่างไม่ขาดสาย ต่อจากมลพิษที่ปกคลุมกรุงเทพฯ เมื่อช่วงเดือนมกราคม ขณะนี้ทางภาคเหนือตอนบนก็กำลังเผชิญกับหมอกควันพิษที่มาตรงเวลาเป็นประจำทุกปีมากว่า 10 ปีแล้ว และเราคงได้ทราบข่าวว่ากรุงเทพฯ และเชียงใหม่ผลัดกันชิงอันดับท็อปไฟว์ในอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงสุดของโลกในช่วงเวลาหนึ่งตามข้อมูลของ AirVisual.com ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเชียงใหม่ได้ขึ้นครองแชมป์เป็นอันดับที่หนึ่ง และเมื่อปลายเดือนมกราคมกรุงเทพฯ ก็เคยติดอันดับสามมาแล้ว


(ภาพเชียงใหม่) การรายงานผลของ AirVisual.com เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2562



(ภาพกรุงเทพฯ) การรายงานผลของ AirVisual.com เมื่อ 30 มกราคม 2562

แล้วหากมองเป็นค่าเฉลี่ยรายปีล่ะ ประเทศไทยเราอยู่จุดไหนของสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก

เราคงรู้จักกับเครื่องวัดคุณภาพอากาศแบบพกพาที่ประชาชนสามารถหาซื้อมาใช้กันบ้างหลากหลายรูปแบบ และ AirVisual คือหนึ่งในเครื่องมือนั้น และในประเทศไทยเองมีคนราว 2 ล้านคนที่ใช้แอพพลิเคชัน Air Visual เพื่อตรวจเช็คคุณภาพอากาศรายวัน ล่าสุด AirVisual ได้เผยรายงานการจัดอันดับคุณภาพอากาศโลก ปี 2561 (IQAir AirVisual 2018 World Air Quality Report) และการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงสุดในโลกเชิงปฎิสัมพันธ์ (interactive) โดยผลของรายงานนี้นอกจากที่จะทำให้เรารู้ถึงอันดับมลพิษในเมืองต่าง ๆ แล้ว ยังแสดงให้เห็นอีกว่า สถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในปี 2561ที่กระจายตัวอย่างกว้างขวางทั่วโลก บ่งบอกถึงการที่ประชาชนยังถูกจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล


อ่านรายงานได้ที่นี่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/...uality-report/

AirVisual ได้นำข้อมูลของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของภาครัฐในแต่ละประเทศ ประกอบกับเครื่อง AirVisual ที่ผู้ใช้ในแต่ละประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหาซื้อมาเช็คคุณภาพอากาศเอง นำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ย โดยค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงนี้จะถูกใช้ไปคํานวณค่าเฉลี่ยรายเดือน และค่าเฉลี่ยรายปีของเมืองตามลําดับ ประกอบกับการประมาณการจากค่าเฉลี่ยของประชากรที่สัมผัสกับมลพิษ ด้วยการสุ่มตัวอย่างข้อมูล คํานวณข้อมูลที่หาได้ในประเทศหรือภูมิภาคนั้น แล้วถ่วงน้ําหนักประชากร ผลลัพธ์ที่ได้คือ ในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 23 ของโลก ในฐานะประเทศที่มีความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 มากที่สุด หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีค่าคุณภาพอากาศที่แย่เป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม มี 10 จังหวัดในไทยที่ติดอยู่ในการจัดอันดับ 15 เมืองที่มีมลพิษ PM2.5 สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศที่มีมลพิษทางอากาศเป็นอันดับหนึ่ง คือ บังคลาเทศ ขณะที่หากนับเป็นเมืองแล้ว เมืองเดลี ประเทศอินเดียอยู่อันดับหนึ่ง และกรุงเทพฯอยู่อันดับที่ 24

ตอนนี้คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศไทยอยู่อันดับไหน แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลไทยรับรู้และมีมาตรการดำเนินการแก้ไขอย่างไรไม่ให้อันดับของไทยสูงขึ้น และมีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรสูงขึ้นตามมา

ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีการตื่นตัวเรื่องมลพิษทางอากาศ ในรายงานยังเผยอีกว่า ช่วงปี พ.ศ.2561 ความตระหนักของประชาชนต่อระดับมลพิษของท้องถิ่นในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเติบโตขึ้นอย่างมาก ในด้านการขับเคลื่อนของภาคประชาชนเราได้เห็นการการมีส่วนร่วมของสาธารณะต่อมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้นในหลายประเทศเช่นกัน แม้แต่ในอเมริกา และแคนาดาที่ปกติแล้วมีคุณภาพอากาศที่ดี แต่ได้มีความตื่นตัวมากในช่วงเกิดไฟป่ารุนแรง จนกลายเป็นมลพิษข้ามพรมแดน


ประชาชนรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอากาศที่หายใจเพียงพอหรือยัง?

การรับเอามลพิษของคนเมือง เป็นอีกสิ่งที่แสดงถึงความเหลื่อมล้ำในคุณภาพชีวิตของคนเมือง ที่ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าอาจจะมีทางเลือกมากกว่าในการเข้าถึงข้อมูลและป้องกันสุขภาพของตนเอง ข้อมูลจากเครื่อง AirVisual ถือเป็นอีกหนึ่งแรงกระเพื่อมของภาคประชาชนในการแสวงหาข้อมูลตรวจสอบคุณภาพอากาศ และฐานข้อมูลรวมของประชาชนอย่างเราทุกคนนี่เองมีส่วนช่วยให้เกิดการตรวจสอบของภาครัฐ

สถานภาพการตรวจวัดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่ค่อยสู้ดีนัก เนื่องจากสถานีตรวจวัด PM2.5 ที่สนับสนุนโดยภาครัฐยังมีค่อนข้างน้อย ซึ่งทั่วทั้งภูมิภาคมีสถานีตรวจวัดรายงานข้อมูลตามเวลาจริงที่ปรกาฎในรายงานฉบับนี้เพียง 145 แห่ง เท่านั้น ไม่ใช่ทุกประเทศที่มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศ เช่น ในทวีปแอฟริกา และลาตินอเมริกาที่ข้อมูลอาจจะมีน้อย หรือไม่สามารถนำมาใช้ได้ กล่าวคือ มีแค่ 73 ประเทศทั่วโลกที่มีข้อมูลพร้อมใช้ ประเทศที่พัฒนา เช่นในยุโรป ญี่ปุ่น จีน และอเมริหา แล้วมีแนวโน้มเข้าถึงเครือข่ายตรวจวัดคุณภาพอากาศของหน่วยงานภาครัฐได้มากกว่า ขณะที่การเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศของประเทศกําลังพัฒนาจํานวนมากยังจํากัด

ญี่ปุ่น ซึ่งประเทศขนาดเล็กกว่าประเทศไทย มีสถานีตรวจวัดของรัฐบาลมากกว่า 1, 200 จุด จีนมีเครือข่ายมากที่สุดและกว้างขวางที่สุดของโลก โดยมีเครื่องวัดที่ดําเนินการโดยรัฐบาลกลาง 1,500 เครื่อง และเครื่องวัดที่ดําเนินการโดยหน่วยงานระดับกลาง จังหวัด เทศบาลและประเทศ ทั้งหมดอีกมากกว่า 5,000 เครื่อง ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนในความตื่นตัวของภาครัฐในความพยายามปกป้องสุขภาพของประชาชน

เมื่อมองย้อนกลับมาดูที่ประเทศไทย ปัจจุบันเรามีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษที่รายงานค่า PM2.5 จำนวน 53 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ 29 จังหวัด ซึ่งถือว่ามากขึ้นจากในปี 2558 ที่มีอยู่เพียง 12 สถานีใน 10 จังหวัด และนี่เป็นอีกผลลัพธ์หนึ่งที่เกิดขึ้นจากการร่วมกันขับเคลื่อนของภาคประชาชน


บทเรียนของการพัฒนาของเมืองและมลพิษทางอากาศ

ข้อมูลของรายงาน AirVisual ฉบับนี้ยังสื่อให้เห็นถึงแหล่งกําเนิดมลพิษทางอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่ามีความแตกต่างระหว่างเขตชนบทและเขตเมืองในประเทศ โดยทั่วไปแหล่งกําเนิดมลพิษหลักของเขตชนบทมาจากการเผาในที่โล่ง ยานพาหนะ และการขนส่ง ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาของเมืองและการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว และมีส่วนก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ทั้งภายในประเทศ และไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนในเขตเมือง การขนส่งและอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในต้นตอหลัก อันเนื่องมาจากรถนับหลายล้านคันในกรุง และการกระจุกของเมือง ซึ่งกรุงเทพฯ จาการ์ตา และฮานอย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในบริบทของความเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น และมลพิษทางอากาศ สำหรับในประเทศไทยนั้นยังน่าคิดอีกว่า จำนวนสถานีที่มีน้อยนั้น จุดที่ตั้งสถานีตรวจวัดกลับกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ (มีมากถึง 10 จุด นอกจากนี้ยังมีเครื่องของกรุงเทพมหานครเองอีกราว 50 จุด) สิ่งที่ประเทศไทยจะสามารถเรียนรู้ได้จากรายงานฉบับนี้ คือ ค่ามาตรฐานมลพิษทางอากาศของไทยที่ยังต่ำกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกอยู่เท่าตัว และทิศทางการพัฒนาประเทศ ว่าจะมียุทธศาสตร์ไปในรูปแบบใด จะมีการคำนึงถึงมาตรการควบคุมมลพิษทางอากาศอย่างจริงจังหรือไม่ ก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวพลาดเร่งการพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของประชาชนอย่างเช่นที่ประเทศจีน และอินเดีย แต่ในขณะนี้สองประเทศได้เร่งตื่นตัวแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

"คำถามคือทำไมอีก 40 กว่าจังหวัดไม่มีสถานีตรวจวัด ไม่มีประชาชนอยู่ที่นั่นหรือ งบประมาณในการทำสถานีตรวจวัด สถานีละประมาณ 1 ล้านบาท ตามที่กรมควบคุมแจ้งกับกรีนพีซ งบประมาณที่เราติดตั้งอยู่ที่การให้ความสำคัญว่าเราเอางบประมาณของประเทศไปทำอะไร" จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 07-03-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,097
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในสถานการณ์คุณภาพอากาศโลก ..... (ต่อ)



ถึงเวลาหรือยังที่กรมควบคุมมลพิษจะรายงานคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์?

"ขณะที่เราหายใจ ค่าที่เราเห็นใน Air4Thai นั้นไม่ใช่ค่าเฉลี่ย ณ ปัจจุบันที่แท้จริง" -- ธารา บัวคำศรี

ปัจจุบัน Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษกำลังรายงานค่าเฉลี่ยโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่ใช่รายชั่วโมง ค่าที่รายงานนั้นจึงเป็นคุณภาพอากาศที่ไม่สามารถระบุถึงความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันได้ ผู้ปกครองไม่สามารถประเมินได้ว่า อากาศ ณ ขณะนั้นเหมาะกับการเล่นนอกบ้านของลูก ๆ หรือไม่ คนรักการออกกำลังกายสามารถออกไปวิ่งได้หรือไม่ หรือคนทั่วไปเองควรจะใส่หน้ากาก N95 ได้หรือยัง เหตุนี้เองที่ประชาชนยังคงต้องพึ่งพาแหล่งข้อมูลที่สอง คือ จากเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบพกพาส่วนตัว หรือจากเว็บไซต์ AirVisual.com

ข้อมูลคุณภาพอากาศตามเวลาจริงมีความสําคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงกระตุ้นประชาชนให้รับมือกับสภาพการณ์ปัจจุบันและปกป้องสุขภาพของมนุษย์ แต่ยังสร้างความตื่นรู้ของสาธารณะ และขับเคลื่อนปฏิบัติการเพื่อต่อสู้กับมลพิษทางอากาศในระยะยาวของภาครัฐอีกด้วย

นอกจากการแจ้งผลเป็นแบบรายชั่วโมงแล้ว กรีนพีซเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการยกร่างมาตรฐานในบรรยากาศของ PM2.5 ขึ้นใหม่สำหรับประเทศไทยโดยกำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีเป็น 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในปี พ.ศ. 2562 และกำหนดมาตรการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควัน HAZE-FREE 2020 อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

?เราใช้มาตรฐานนี้มาตลอด ทำให้มาตรฐานหย่อน ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น

หากมาตรฐานไม่เกิด มาตรการไม่ตามมาอย่างแน่นอน ในแผนยุทธศาสตร์วาระแห่งชาติ จำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมาย เช่น บอกให้ได้ว่า ภายใน 3 ปี การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชนจะลดลงเท่าไหร่ และอีกใน 5 ปี จะลดลงเท่าไร เรายังไม่มีตัวเลขตรงนี้" จริยา เสนพงศ์ กล่าว

บางทีเรื่องมลพิษทางอากาศที่ยากแก่การมองเห็นก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐกำลังละเลย จนกระทั่งถึงวันที่มลพิษนั้นสะสมจนเป็นวิกฤต และบางครั้งประชาชนไม่ได้ต้องการอะไรจากคำสัญญาว่าประเทศจะเจริญไปในทิศทางใด แต่ขอแค่เรายังมีอากาศดี ๆ ไว้ให้หายใจ และมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลว่าอากาศรอบตัวเราแย่แค่ไหน เท่านั้นเอง


http://www.greenpeace.org/seasia/th/...g1/blog/62141/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:48


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger