เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,301
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 4 มกราคม 2563

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยบริเวณภาคเหนือตอนบนมีฝนฟ้าคะนองและ ลมกระโชกแรงบางแห่ง บริเวณพื้นราบของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-21 องศาเซลเซียส ยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-15 องศาเซลเซียส ส่วนภาคใต้มีฝนน้อย สำหรับอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 5 ม.ค. 63


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆบางส่วนกับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 4 ? 5 ม.ค. 63 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางพื้นที่ในภาคเหนือตอนบน บริเวณพื้นราบของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-20 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดอุณหภูมิต่ำสุด 6-15 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 6 ? 9 ม.ค. 63 ประเทศไทยตอนบนอุณภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียสกับมีหมอกในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศเย็นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 4 ? 5 ม.ค. 63 ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ส่วนในช่วงวันที่ 6 ? 9 ม.ค. 63 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย








__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,301
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


เตือนอ่าวไทย-อันดามันระวัง 'หมึกสายวงน้ำเงิน' มีพิษถึงตาย

กรมประมงเตือนประชาชนระวังหมึกสายวงน้ำเงินหมึกทะเลมีพิษร้ายแรงถึงตาย เผยขณะนี้มีรายงานพบหมึกชนิดนี้ปะปนกับหมึกสายโดยทั่วไป ย้ำสังเกตให้ดีก่อนตัดสินใจนำไปจำหน่ายหรือรับประทาน



เมื่อวันที่ 3 ม.ค.นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า หมึกสายวงน้ำเงิน หรือหมึกสายบลูริง (Blue-ringed octopus:?Hapalochlaena?spp.) มีรายงานพบในประเทศไทยทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่พบในปริมาณที่ไม่มากนักจากการประมงอวนลากและลอบหมึกสาย เป็นหมึกสายที่มีขนาดเล็กโดยลักษณะลำตัวจะคล้ายถุงลมท้ายแหลมมีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร หมึกสายวงน้ำเงินจะมีลายวงแหวนชนิดเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ขนาดเล็กกระจายอยู่บนลำตัวและส่วนหนวด ความยาวของหนวดจะมากกว่าความยาวลำตัว 1.5 ? 2.5 เท่า

อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเลที่เป็นทราย ในระดับความลึกประมาณ 20-40 เมตร ชอบซ่อนพรางตัวเพื่อหลบเลี่ยงผู้ล่าและซุ่มรอเหยื่อ เวลาเคลื่อนที่จะใช้หนวดเดินโดยไม่มีการพ่นน้ำเพื่อพุ่งในการเคลื่อนที่ หมึกสายวงน้ำเงิน ไม่ใช่สัตว์น้ำที่ดุร้าย เมื่อโดนกระทบกระทั่งหมึกชนิดนี้ก็มักจะพรางตัวโดยการทำตัวให้แบน และเปลี่ยนสีให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม แต่หากรู้สึกว่าถูกคุกคามจนรู้สึกไม่ปลอดภัยไม่ว่าจะพรางตัวอย่างไรแล้วก็จะเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการจู่โจมกัดพร้อมกับปล่อยพิษได้เสมอ หมึกชนิดนี้มีการผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวตลอดวงจรชีวิต โดยเพศเมียจะวางไข่ติดกับวัสดุใต้น้ำ ไข่จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์ ลูกหมึกจะดำรงชีวิตตามหน้าดิน

นายมนตรี สุมณฑา นักวิชาการประมงชำนาญการ สถานีประมงทะเลจังหวัดระนอง กล่าวเพิ่มเติมว่า ?หมึกสายวงน้ำเงินเป็นสัตว์ที่มีพิษแรงมาก พิษของหมึกวงน้ำเงินเป็นพิษชนิดที่มีความรุนแรงมาก โดยพิษของมันจะถูกสร้างโดยแบคทีเรียกลุ่ม Bacillus และ Pseudomonas ที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลาย (Salivary gland)ปากหนวด ลำไส้ รวมทั้งต่อมหมึก ประกอบด้วยสารพิษ 2 ชนิด คือ Maculotoxin (มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Tetrodotoxin ที่พบในปลาปักเป้า มีพิษต่อระบบประสาท) และ Hepalotoxin เป็นสารพิษชนิดร้ายแรงไม่มียาแก้พิษ ต้องบรรเทาอาการจากพิษเช่นเดียวกับการเอาพิษออกจากปลาปักเป้า นั่นคือใช้เครื่องช่วยหายใจและรักษาตามอาการ?หากพ้น 24 ชม. ?ได้อาการจะดีขึ้นตามลำดับ

พิษของหมึกชนิดนี้ เกิดจากผลผลิตของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของมัน ?ซึ่งสามารถส่งต่อผ่านจากแม่ไปยังลูกๆ ของมันได้อีกด้วย พิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของระบบประสาท เมื่อถูกปลาหมึกสายวงน้ำเงินกัด ขั้นแรก จะมีอาการคลื่นไส้ ตาพร่าเลือน ขั้นต่อมาจะทำให้มองไม่เห็นและประสาทสัมผัสก็จะไม่ทำงาน ไม่สามารถจะพูดหรือกลืนน้ำลายได้ และขั้นสุดท้ายประมาณ?10?นาทีต่อมา ก็จะเป็นอัมพาตและหยุดหายใจได้เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ดังนั้นต้องรีบนำผู้ป่วยส่งถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจในระหว่างที่ระบบประสาทยังสามารถทำงานได้ปกติ
?
ดร.วิชาญ กล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับโอกาสที่คนทั่วไปจะโดนหมึกชนิดนี้กัดนั้นน้อยมาก เนื่องจากหมึกชนิดนี้พบในแนวเขตน้ำลึกยังไม่มีการพบว่าเข้ามาแถบหาดทรายชายฝั่งน้ำตื้น อีกทั้งยังไม่มีนิสัยดุร้าย และที่สำคัญทางกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าหมึกสายชนิดนี้ตามบัญชีแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2547

โดยมีประกาศครอบคลุมถึงหอยงวงช้างและปลาหมึกทุกชนิดใน Class Cephalophoda ดังนั้นโอกาสได้ไปสัมผัสกับเจ้าหมึกชนิดนี้มีไม่มากนัก โดยปกติหมึกสายวงน้ำเงินหรือหมึกสายอื่นๆ จะไม่สามารถจับได้โดยการตกเหมือนหมึกกล้วย แต่อาจจะจับได้โดยการใช้เครื่องมืออวนลาก หรือลอบหมึกสาย ซึ่งชาวประมงที่จับหมึกด้วยวิธีดังกล่าวมีความระมัดระวังหมึกชนิดดังกล่าวเป็นพิเศษอยู่แล้ว สำหรับในประเทศไทยนั้นยังไม่มีข้อมูลผู้ถูกหมึกสายชนิดนี้กัดและถึงแก่ชีวิตแต่อย่างใด

สุดท้ายนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภครวมถึงพ่อค้า แม่ค้า ?จึงขอเตือนให้ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อหมึกที่มีลักษณะเหมือนหมึกสายมารับประทาน โดยให้สังเกตลักษณะภายนอกของหมึกก่อนที่จะเลือกซื้ออย่างละเอียด หากพบหมึกมีลายวงกลมในเนื้อหมึกไม่ว่าจะสีอะไรก็ตามทั้งสดและตากแห้งขอให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสและห้ามนำมารับประทานโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งรีบแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดใกล้บ้านเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบโดยเร็ว หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมประมง โทร. 02 562 0600.


https://www.dailynews.co.th/politics/750055

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,301
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


บลูริง หมึกเพชรฆาต

หมึกสายวงน้ำเงิน หรือ หมึกบลูริง (Blue-ringed octopus) เป็นหมึกในสกุล Hapalochlaena มีจุดเด่น คือสีสันตามลำตัวที่เป็นจุดวงกลมคล้ายแหวนสีน้ำเงินหรือสีม่วงซึ่งสามารถเรืองแสงได้เมื่อถูกคุกคาม แต่หมึกบลูริงนั้นมีพิษที่ผสมอยู่ในน้ำลายที่มีความร้ายแรงมาก ซึ่งร้ายแรงกว่างูเห่าถึง 20 เท่า ผู้ที่ถูกกัดจะตายภายใน 2-3 นาที ซึ่งสามารถฆ่าคนได้ 26 คนในคราวเดียว




https://mgronline.com/infographic/detail/9630000000468


*********************************************************************************************************************************************************


ดร.ธรณ์ เตือนระวัง "หมึกสายวงฟ้า" พิษร้ายแรงถึงตาย ห้ามจับ-นำมาทำอาหาร

ดร.ธรณ์ เตือนภัยหลังพบหมึกสายวงฟ้ามีพิษร้ายแรงบนแผงขายอาหาร ระบุพิษร้ายถึงตาย ไม่สามารถทำลายด้วยความร้อน ต้องระมัดระวังอย่าจับและนำมาทำอาหาร



วันนี้ (3 ม.ค.) เฟซบุ๊ก "Thon Tramrongnawasawat" หรือ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์เตือนภัยถึงหมึกสายวงฟ้าโดยระบุว่าพบในแผงอาหาร โดยเผย หมึกชนิดนี้นั้นมีพิษร้ายแรงทำเสียชีวิตได้ และโดนความร้อนไม่สลาย แต่ไม่ต้องตกใจพบได้น้อยในไทย โดยมีเนื้อหาโพสต์ว่า "มีผู้พบหมึกสายวงฟ้าในแผงขายอาหาร หมึกชนิดนี้มีพิษร้ายแรง โดนความร้อนไม่สลาย จึงอยากเตือนเพื่อนธรณ์ไว้สักนิด ก่อนซื้อสังเกตก่อนนะครับ หนนี้ไม่ใช่หนแรก 2-3 ปีก่อน ก็มีผู้พบในแผงขายอาหาร อย่างไรก็ตาม ถือว่าไม่บ่อยนัก ไม่ต้องตกใจเกินไปเหตุผลที่ไม่บ่อย เพราะหมึกชนิดนี้มีอยู่ไม่มากในไทย อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเล ส่วนใหญ่เป็นเขตนอกชายฝั่ง

หมึกมีวงสีฟ้าชัดเจน ยิ่งตอนจับได้ยิ่งชัด หากชาวประมงจับได้ให้ปล่อยไป เขาไม่ใช่หมึก from hell ที่จะพุ่งมาทำร้ายเรา จะโดนกัดต้องไปจับหรือทำร้ายเขาเท่านั้น เมื่อหมึกตาย ยังคงมีวงฟ้าเหลืออยู่ แยกออกจากหมึกอื่นได้ง่าย แต่นานๆ ทีจะหลุดมา เพราะเขามีไม่มาก อีกทั้งส่วนใหญ่โดนคัดออกตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ ในเมืองไทยยังไม่เคยมีรายงานว่ามีผู้โดนหมึกชนิดนี้กัด หรือมีผู้กินเข้าไปแล้วโดนพิษรุนแรง แต่ระวังไว้นิดย่อมดีกว่าครับ

อย่างไรก็ตาม หมึกสายวงฟ้า (Blue-Ringed Octopus) เป็นหมึกในสกุล Hapalochlaena ในอันดับหมึกยักษ์ เป็นหมึกพันธุ์เล็ก มีลักษณะเด่นคือ วงแหวนตามลำตัวสีน้ำเงินหรือสีม่วงซึ่งสามารถเรืองแสงได้เมื่อถูกคุกคาม ซึ่งเมื่อตัดพื้นลำตัวสีขาวหรือเขียวจะดูสวยงามมาก แต่ภายใต้ความสวยงามนั้น ได้แฝงพิษที่ร้ายแรงได้ โดยในน้ำลายของเจ้าบลูริงนั้นมีพิษร้ายแรงกว่างูเห่าถึง 20 เท่า ทำให้เหยื่อที่ถูกพิษนี้ตายได้ภายใน 2-3 นาที พิษของเจ้าบลูริง 1 ตัวสามารถปลิดชีวิตคนได้ 26 คนในครั้งเดียว จึงถือเป็นหนึ่งในสัตว์มีพิษร้ายแรงที่สุดของโลก


https://mgronline.com/onlinesection/.../9630000000595


*********************************************************************************************************************************************************


สลด! คลิปฉลามวาฬลอยตายกลางทะเลอันดามัน ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยังหาไม่พบ

ศูนย์ข่าวภูเก็ต - สลด! คลิปฉลามวาฬลอยตายกลางทะเลอันดามัน ระหว่างเกาะเฮ-ราชา จ.ภูเก็ต ผอ.สทช.6 ได้สั่งการตรวจสอบแล้วแต่ยังไม่พบซากฉลามวาฬในคลิปแต่อย่างใด



เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (3 ม.ค.) เพจ "เหยี่ยวข่าวภูเก็ต Newshawk Phuket" ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอคลิป ความยาวประมาณ 46 วินาที พร้อมข้อความระบุว่า "เมื่อเวลา 14.08 น.รับแจ้งพบซากฉลามวาฬ ระหว่างเกาะราชา-เกาะเฮ เบื้องต้นหางขาด"

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (พังงา) หรือ สทช.6 ทราบว่า เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ



ซึ่ง นายประถม รัสมี ผอ.สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (พังงา) หรือ สทช.6 ได้สั่งการให้ นายประจวบ โมฆรัตน์ ผอ.ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล นำเรือพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ออกค้นหาบริเวณดังกล่าวแล้ว ซึ่งล่าสุดยังไม่พบซากฉลามวาฬตัวดังกล่าวแต่อย่างใด


https://mgronline.com/south/detail/9630000000739

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,301
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


จีนลงดาบเฉียบขาด...ห้ามจับปลาในแยงซีเกียง 10 ปี ฟื้นฟูแม่น้ำที่เสื่อมโทรมถึงขั้น "ไม่มีปลา" เหลืออยู่


ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงได้เตือนว่าสภาพแวดล้อมแยงซีเกียงกำลงเสื่อมโทรม ดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพตกต่ำอย่างที่สุดแล้ว จนอาจกล่าวได้ว่า "ไม่มีปลา? เหลืออยู่แล้ว" (แฟ้มภาพรอยเตอร์ส)

จีนใช้กฎเหล็กห้ามการประมงเชิงพาณิชย์ในแยงซีเกียง เป็นเวลานาน 10 ปี เพื่อฟื้นชีพสายพันธุ์ปลาในลำน้ำสายยาวที่สุดในเอเชีย และเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จากรายงานข่าวของเซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ (3 ธ.ค.)

แยงซีเกียง หรือที่จีนเรียก "ฉังเจียง" กำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างเลวร้าย ทั้งจำนวนปลาร่อยหรอ และความหลากหลายชีวภาพที่เคยอุดมสมบูรณ์นับวันยิ่งเสื่อมโทรม สีจิ้นผิงชี้วิกฤตเลวร้ายอย่างแทบจะพูดได้ว่า "ไม่มีปลา" เหลืออยู่ในแยงซีเกียงซึ่งเป็นแม่น้ำสายยาวถึง 6,300 กิโลเมตร

จากการแถลงของคณะมุขมนตรีจีนระบุว่าการห้ามการประมงเฉพาะฤดูกาลนั้นไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูสภาพแวดล้อมลุ่มน้ำแยงซีเกียง จึงได้ออกกฎห้ามการประมงเชิงพาณิชย์เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 1 ม.ค.2020 โดยการบังคับใช้ในขั้นแรกจะครอบคลุมเขตอนุรักษ์ตามลุ่มน้ำ 332 เขต จากนั้นจะขยายการการบังคับใช้ฯนี้ไปยังลำน้ำสายหลักและแม่น้ำสาขาในเดือนม.ค.ปีหน้า

"แยงซีเกียงเป็นแม่น้ำสายสำคัญของโลกในแง่ของความหลากหลายชีวภาพ อีกทั้งมีความสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศวิทยาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในอาณาบริเวณ" สำนักข่าวซินหวารายงานโดยอ้างอิงคำกล่าวของอี๋ว์ เจิ้นคัง รองรัฐมนตรีกิจการเขตชนบทและเกษตรกรรม

"การห้ามประมงนี้เป็นมาตรการสำคัญที่จะหยุดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศแม่น้ำและช่วยปกป้องความหลากหลายชีวภาพ ไม่ให้ลดลงไปกว่านี้" อี๋ว กล่าว

ในเดือนเม.ย.2018 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงได้เตือนว่าสภาพแวดล้อมแยงซีเกียงกำลงเสื่อมโทรม ดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพตกต่ำอย่างที่สุด จนอาจกล่าวได้ว่า "ไม่มีปลา เหลืออยู่แล้ว"

เฉา เหวินเซวียน ผู้เชี่ยวชาญชีวภาพทางแม่น้ำ-ทะเลประจำสถาบันชลวิทยาสังกัดบัณฑิตยสภาแห่งจีน ได้รณรงค์ผลักดันกฎห้ามการประมง 10 ปี ในแม่น้ำมาตั้งแต่ต้นๆปี 2000 โดยชี้ว่าการออกกฎห้ามฯนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนและเป็นความหวังที่จะกอบกู้ฝูงปลาและสัตว์น้ำกลับมา

"เมื่อเราบอกว่าแยงซีเกียงเสื่อมโทรมถึงขั้น "ไม่มีปลา" แล้ว ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปลาอาศัยอยู่แม้ตัวเดียว หากหมายถึงว่าสต็อกปลาเหลืออยู่หร็อมแหร็ม และปลาที่จับได้ในตอนนี้ตัวเล็กกว่าเมื่อก่อนมาก"

สำนักข่าวซินหัวเผยว่า ปัญหาระบบนิเวศของแม่น้ำในจีนได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประมงของประเทศ ในปี 1954 สัตว์น้ำที่จับได้ในแยงซีเกียงแต่ละปีมากถึงราว 427,000 ตัน แต่ไม่กี่ปีมานี้ลดลง ไม่ถึง 100,000 ตัน

ที่น่าตกใจมากคือ นาย หยวน เหวินปิงวัย 49 ปี ผู้อาศัยในอำเภออี๋ว์กัน มณฑลเจียงซี ให้สัมภาษณ์กับสื่อจีน กวงหมิง เดลี่ ว่าในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เขาจับปลาตัวโตน้ำหนัก 35 กิโลกรัม ตอนนี้เขาไม่เคยจับได้ปลาที่น้ำหนักมากว่า 5 กิโลกรัม

"สมัยก่อนผมจับปลาปักเป้าได้มากกว่า 20 ตัวในแต่ละวัน แต่ผมไม่เห็นพวกปลาปักเป้ามา 10 ปีได้แล้ว"


โลมาแม่น้ำแยงซีเกียงที่คนไทยเรียกโลมาหัวบาตรหลังราบ และชาวจีนขนานนามว่าเป็น "เทพธิดาแห่งแยงซีเกียง" ถูกขึ้นทำเนียบสัตว์สูญพันธุ์โดยปริยาย (Functionally Extinct) (ไชน่า นิวส์ เซอร์วิส)

หยวนเล่าว่าฝูงปลาในแยงซีเกียงลดลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้เพราะชาวประมงใช้อวนแหที่ตาเล็กถี่มาก และใช้วิธีการจับปลาที่ผิดกฎหมาย อย่างเช่น อุปกรณ์ระเบิด หรือใช้ไฟฟ้าช็อต การจับปลามากเกินไปทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมและสร้างวงจรอุบาท

หน่วยรัฐประเมินว่า ชาวประมงประมาณ 280,000 รายใน 10 มณฑลที่ตั้งอยู่ชายฝั่งแยงซีเกียงจะได้รับผลกระทบจากกฎห้ามฯนี้ เรือประมงที่ขึ้นทะเบียนของพวกเขา รวม 113,000 ลำ จะต้องจอดนิ่งหรือไม่ก็ทำลายทิ้ง รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณสำหรับความช่วยเหลือหางานทดแทน จัดสวัสดิการ และฝึกทักษะอื่นๆ

เจ้าหน้าที่คาดว่ากฎห้ามฯจะไม่กระทบต่อผู้บริโภค เนื่องจากสัตว์น้ำที่จับได้จากแยงซีเกียงในแต่ละปี มีสัดส่วนเพียง 0.32 เปอร์เซ็นต์ ของซัปพลายอาหารทะเลของประเทศ

นายเฉา กล่าวว่าเป้าหมายของกฎห้ามการประมงนี้เพื่อฟื้นชีพสายพันธุ์ปลาในธรรมชาติ และใน 10 ปีข้างหน้าปลาบางสายพันธุ์จะสามารถสร้างชั่วรุ่นใหม่ 2-3 รุ่น

ทั้งนี้ในปี 2003 เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินมาตรการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและสายพันธุ์ปลาในแยงซีเกียงโดยออกมาตรการห้ามจับปลาประจำฤดูกาลซึ่งกินเวลา 3-4 เดือนในฤดูใบไม้ผลิ แต่มันสั้นเกินไปและไม่เพียงพอที่จะฟื้นชีพเหล่าสัตว์น้ำขึ้นมาได้

"เมื่อสิ้นสุดฤดูห้ามจับปลาในแต่ละปี กองทัพชาวประมงก็กลับมา แต่พวกเขาจับได้เพียงปลาตัวเล็ก บางฝูงมีลำตัวยาวแค่ 10 เซนติเมตรเท่านั้น...และหลายคนก็เอามันไปทอดทำเป็นอาหารสัตว์ มันเป็นความสูญเสียที่ร้ายแรง เป็นหายนะ"


https://mgronline.com/china/detail/9630000000727

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,301
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


เตือน "IOD" รุกคืบทะเลสิมิลันน้ำเย็นเฉียบ 23 องศาฯ

อุทยานหมู่เกาะสิมิลัน โพสต์ข้อมูลระบุน้ำทะเลอันดามันเย็นเฉียบต่ำสุด 23 องศาฯ เกิดจากปรากฎการณ์ IOD น้ำทะเลทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียที่มีความเย็นเฉียบเคลื่อนเข้าใกล้เกาะสิมิลัน ที่อยู่ขอบไหล่ทวีป ชี้ส่งผลสัตว์ทะเลหายากโผล่ แต่ห่วงปะการังอ่อนตาย



วันนี้ (3 ธ.ค.2563)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กอุทยานแห่งชาติหมธู่เกาะสิมิลัน โพสต์ข้อมูลว่า รู้สึกเหมือนกันไหม?ดำน้ำสิมิลันช่วงนี้น้ำเย็นแปลกๆ แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนี้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าปรากฏการณ์ IOD (Indian Ocean Dipole) คือปรากฏการณ์ที่ทำให้น้ำทะเลทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย (อันดามันประเทศไทย) เกิดชั้น thermocline ซึ่งหมายถึงการที่น้ำทะเลแยกชั้น เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำมีความแตกต่างกัน

"ปกติชั้นเทอร์โมไคลน์จะอยู่ลึก แต่เมื่อเกิด positive IOD ชั้นเทอร์โมไคลน์จะเขยิบขึ้นมาใกล้ผิวน้ำมากขึ้น หากชั้นอุณหภูมิเข้าใกล้ 50 เมตร อาจมีน้ำเย็นเฉียบจากใต้มหาสมุทร พัดเข้ามาในเขตเกาะในอันดามัน โดยเฉพาะสิมิลัน ที่อยู่ขอบทวีป ใกล้ที่ลึกเป็นพิเศษ"

ทั้งนี้บริเวณชั้นน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำ ถือเป็นเขตที่สมบูรณ์ที่อุดมด้วยธาตุอาหารต่างๆ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมสัตว์ใหญ่ๆ ที่เราไม่ค่อยเจอในภาวะปรกติ เช่น กระเบนหลังดำ ฉลามเสือ โรนัน ฯลฯ พากันเข้ามาเยี่ยมเยือนอันดามันในปีนี้ ซึ่งหมายรวมไปถึงวาฬชนิดต่างๆที่พากันเข้ามาสิมิลันแบบต่อเนื่อง จนกลายเป็นที่ฮือฮาช่วงสิ้นปี


ภาพวาฬสีน้ำเงิน : กตัญญู วุฒิชัยธนากร Wildencounterthailand

แต่เมื่อมีดีก็ต้องมีแย่ เพราะถึงแม้น้ำเย็นจะทำให้สัตว์ต่างๆ เข้ามาในอันดามันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ส่งผลกระทบเช่นกัน นั่นคือการที่อุณหภูมิน้ำที่ต่ำเกินไป จะทำให้ปะการังอ่อน กัลปังหาเหี่ยวเฉาและหากเกิดรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ปะการังอ่อนอาจตายได้ โดยเฉพาะพวกปะการังอ่อนสีสวยน้ำลึก

จากการสำรวจพบว่าอุณหภูมิน้ำทะเลที่สิมิลันช่วงนี้ต่ำสุดอยู่ที่ 23 องศาเซลเซียส นักดำน้ำอย่าลืมสวม Wetsuits เพื่อเพิ่มความอบอุ่น


คาด IOD กระทบภาพรวมฝนลดลง

จากการตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา เคยเผยแพร่ข้อมูลเรื่องการติดตามและการคาดหมายปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศ โดย 4 ปรากฎการณ์ใหญ่ที่ต้องจับตา คือปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole (IOD) หรือมีดัชนีวัดค่าความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเล อันเนื่องมาจากการเย็นตัวอย่างผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทางตอนใต้ด้านตะวันออกของมหาสมุทรอินเดียบริเวณเขตศูนย์สูตร (EAST) และการอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลด้านตะวันตกของมหาสมุทรอินเดียเขตศูนย์สูตร(WEST) เรียกว่าปรากฏการณ์ Positive Indian OceanDipole


ภาพ:กรมอุตุนิยมวิทยา

ตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนพ.ค.2562 IOD index เริ่มมีสถานะเป็นบวก จากแบบจำลองการพยากรณ์ IOD index การพยากรณ์ความน่าจะเป็นของสถานการณ์ IOD พบว่าปรากฏการณ์ IOD จะยังคงมีสถานะเป็นบวก ไปจนถึงช่วงเดือนธ.ค.2562 และมีโอกาสกลับมามีสถานะเป็นกลางในช่วงต้นปี 2563 โดยทั่วไปจะส่งผลกระทบ ทำให้ปริมาณฝนรวมบริเวณประเทศไทยมีปริมาณลดลง


https://news.thaipbs.or.th/content/287576

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:35


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger