เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,196
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2564

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยแล้ว และจะเข้าปกคลุมภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกในวันนี้ (8 มกราคม 2564) ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงนี้ไว้ด้วย

อนึ่ง มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ จะมีกำลังแรงขึ้น ในช่วงวันที่ 8- 12 มกราคม 2564 ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร อ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 19-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 8 - 13 ม.ค. 64 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวอุณหภูมิจะลดลง 5-8 องศาเซลเซียส กับมีอากาศหนาวเย็นลงและมีลมแรงโดยเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆจะได้รับผลกระทบในวันถัดไป สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 8-13 ม.ค. 64 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ฝั่งตะวันออกขอให้ประชาชนบริเวณที่อาศัยอยู่ตามบริเวณชางฝั่งระมัดระวังอัตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือบริเวณอ่าวไทยขอให้เดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่ง




*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบนและคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 8 - 12 มกราคม 2564)" ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 08 มกราคม 2564

ในช่วงวันที่ 8 ? 12 มกราคม 2564 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็นลง กับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 5-8 องศาเซลเซียส โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นจะได้รับผลกระทบในวันถัดไป สำหรับบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร อ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว









__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,196
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


สุดว้าว! ดร.ธรณ์ เผยปีนี้แม่เต่ามะเฟืองวางไข่ 14 รังแล้ว คาดทำลายสถิติเก่าของปีที่แล้ว

ดร.ธรณ์ เผยเรื่องราวน่ายินดี ในสถานการณ์โควิด ชี้ เพราะทะเลสงบ แม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ รังที่ 14 หาดบางขวัญ พังงา ครั้งก่อนทำไว้ได้ 13 รัง ทุบสถิติเก่าวอนคนไทยช่วยกันลดพลาสติกใช้แล้วทิ้ง เพื่ออนุรักษ์ท้องทะเลไทยต่อไป



วันนี้ (7 ม.ค.) ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Thon Thamrongnawasawat" ถึงความดีใจ หลังจากพบว่า แม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ รังที่14 ที่หาดบางขวัญ ที่จังหวัด พังงา

โดยเผยรายละเอียดว่า "สถิติถูกทำลายแล้ว เมื่อคืนแม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ รังที่ 14 ที่หาดบางขวัญ พังงา ซีซันก่อน 62-63 ทำไว้ 13 รัง มากสุดในรอบ 10+ ปี ซีซันนี้ 14 รังแล้ว และหวังว่าจะยังไม่หยุด ที่เด็ดจริงคือมีปรากฏการณ์ แม่วางไข่ลูกเกิด พร้อมกันเป็นครั้งแรก โดยหมายถึงระหว่างที่แม่เต่าวางไข่บนหาด ห่างไปนิดเดียว ลูกเต่ารังที่ 3 ก็ออกจากไข่แล้วเดินลงทะเล

รังที่ 3 พิเศษหน่อย แม่เต่าวางไข่เมื่อ 10 พฤศจิกายน แต่เราไม่เจอหลุมไข่ จึงบอกไม่ได้ว่าจะออกตรงไหน ไม่มีกล้องคอยถ่าย พอไปเจอรอยลูกเต่าแถวนั้น จึงย้อนรอยไปหาหลุม ก่อนพบเปลือกไข่ 90 ฟอง เมื่อนำมารวมกับ 127 ตัวของรัง 1/2 หมายถึงปีนี้มีลูกเต่ามะเฟืองลงทะเลไปแล้ว 217 ตัว

สถิติเดิมปีก่อน อยู่ที่ 351 ตัว มากสุดในรอบ 10+ ปี ปีนี้ถูกทำลายแน่ เพราะขาดลูกเต่าอีกแค่ 134 ตัว ก็ชนะแล้ว แต่เรายังมีอีก 11 รังรอฟัก ขอแค่รังละ 13 ตัวก็ชนะ ที่ผ่านมาเฉลี่ยรังละ 72 ตัวเพราะฉะนั้น หัวเราะล่วงหน้าไว้ได้เลย

โควิดทะเลสงบ คือ สถานการณ์พิเศษ ที่ส่งสัญญาณบอกพวกเราชาวไทย ว่า อันดามันเจ๋งแค่ไหน ช่วยกันส่งเสียงเชียร์แม่ลูกเต่ามะเฟือง มากันอีกเยอะๆ นะ แล้วก็ช่วยกันลดพลาสติกใช้แล้วทิ้งบ้างนะครับ"




https://mgronline.com/onlinesection/.../9640000001419


*********************************************************************************************************************************************************


เซอร์ไพรส์! พบเต่าตนุขึ้นวางไข่บนเกาะลิบงครั้งแรกใน 10 ปี

ตรัง - พบเต่าตนุขึ้นมาวางไข่ 81 ฟอง ในสภาพสมบูรณ์ บริเวณอ่าวหมาดำ-ปากคลองจาก บนเกาะลิบง เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายไปฝังในหลุมใหม่ที่ปลอดภัย หวั่นน้ำทะเลท่วม พร้อมจัดเวรยามดูแล 24 ชม.



วันนี้ (7 ม.ค.) เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง กลุ่มพิทักษ์ดุหยง และชาวบ้านในพื้นที่ ได้ร่วมกันตรวจสอบและขุดหาไข่เต่า ซึ่งมีชาวบ้านเข้ามาพบก่อนหน้านี้ รวมจำนวน 3 หลุม หลังจากที่ นายอาบีดีน จิเหลา ได้นำโดรนมาบินเพื่อถ่ายภาพไปลงโปรโมทการท่องเที่ยว และได้เจอร่องรอยที่คาดว่าน่าจะเป็นเต่าตนุขึ้นมาวางไข่ ที่บริเวณอ่าวหมาดำ-ปากคลองจาก ม.5 ต.เกาะลิบง

หลังจากนั้นได้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ และทำการขุดหลุมเพื่อหาไข่เต่าตนุ โดยหลุมที่ 3 เมื่อขุดลงประมาณ 70-80 ซม. ก็พบเจอไข่เต่าตนุ จำนวน 81 ฟอง ที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ และอยู่ห่างจากน้ำทะเลประมาณ 30 เมตร

อย่างไรก็ตาม เนื่องที่บริเวณดังกล่าวจะมีน้ำทะเลขึ้นสูงจึงกลัวว่าไข่เต่าจะเน่า เจ้าหน้าที่เลยได้ทำการเคลื่อนย้ายไข่เต่าทั้งหมดใส่ลังโฟม แต่บังเอิญแตก 1 ฟอง จึงเหลือจำนวน 80 ฟอง แล้วนำไปใส่หลุมใหม่ที่อยู่ห่างขึ้นไปจากหลุมดิมประมาณ 50 เมตร และห่างจากน้ำทะเลประมาณ 30 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อว่าปลอดภัย น้ำทะเลท่วมไม่ถึง



โดยเจ้าหน้าที่ได้ขุดหลุมใหม่ลึก 50-60 ซม. และกว้าง 60 ซม. เท่าขนาดเดิม พร้อมนำทรายจากหลุมเดิมไปโรยด้วย เพื่อให้คงสภาพเดิม จากนั้นนำไปวางและฝังทรายกลบ ก่อนเตรียมทำรั้วล้อมรอบป้องกันสัตว์ร้าย และจัดเวรยามเฝ้าระวัง เป็นเวลาประมาณ 50-60 วัน จนกว่าเต่าจะฟักออกไข่ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังเตรียมติดตั้งกล้องถ่ายสัตว์ไว้ใกล้กัน เพื่อสังเกตุการณ์ และติดตามเฝ้าระวังเต่าฟักออกตัว พร้อมเฝ้าระวังภัยคุกคามต่างๆ

นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง กล่าวว่า การพบไข่เต่าตนุแสดงให้เห็นว่า เกาะลิบงและทะเลตรังมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ทะเลหายาก ทั้งเต่าทะเล โลมา และพะยูน ซึ่งถือเป็นพบเจอไข่เต่าตนุเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ซึ่งก่อนนี้เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.63 เจ้าหน้าที่พบหลุมไข่เต่าตนุเช่นกัน แต่ถูกตะกวดมากินไข่เต่าหมด เหลือเพียงร่องรอยเท่านั้น

ส่วนในครั้งนี้ต้องทำการเคลื่อนย้ายไข่เต่าไปไว้ในจุดที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง เพื่อไม่ให้ไข่เน่า และจะจัดเวรยามเฝ้าระวัง 24 ชม. จนกว่าจะฟักออกตัว และทำคอกด้วยไม้ไผ่ ขนาดประมาณ 1.5x2 เมตร เพื่อป้องกันสัตว์เข้ามาคุ้ยเขี่ย พร้อมจะทำงานร่วมกับพี่น้องชาวบ้านเกาะลิบง และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อที่จะตามหาเบาะแสไข่เต่าที่คาดว่าอาจจะมีอีก เพื่อร่วมกันดูแลให้สัตว์ทะเลหายากอยู่รอดต่อไป


https://mgronline.com/south/detail/9640000001490

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,196
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


นักดำน้ำรัสเซีย กล้าทะลุน้ำแข็ง! ชี้เหตุเลือกดำค้นหาซากฟอสซิลโบราณท่ามกลางอากาศหนาวสุดขั้ว


เครดิตภาพ https://malaysia.news.yahoo.com

ฟันฉลามโบราณ กระดูกของแรดมีขน แมมมอธ และสัตว์อื่นๆ ที่สูญพันธุ์ ซึ่งกลายเป็นซากฟอสซิลที่มีอายุเป็นพันปีหมื่นปี คือแรงจูงใจให้พวกเขาดำน้ำค้นหาในแม่น้ำโทโบล ที่อยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกประมาณ 1,242 ไมล์

ซึ่งในช่วงนี้เป็นฤดูหนาว พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยหิมะ สภาพอากาศ มีระดับอุณหภูมิติดลบ 20-25 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณที่ดำน้ำนั้นอยู่ลึกลงไปในแม่น้ำประมาณ 3 เมตร ซึ่งนักดำน้ำต้องเจาะพื้นน้ำแข็งของน้ำในแม่น้ำโทโบลเพื่อลงไป

มีคำอธิบายว่า สาเหตุของการเลือกดำน้ำท่ามกลางพื้นน้ำที่เป็นน้ำแข็ง เนื่องจากในฤดูหนาวสามารถมองเห็นใต้น้ำได้ดีกว่าช่วงฤดูร้อน หรือฤดูใบไม้ร่วง รวมถึงแม่น้ำก็ดื้นกว่าและไหลช้ากว่าด้วย ? ยาโรสลาฟ มาคารอฟ นักดำน้ำคนหนึ่งกล่าว

พื้นที่ใต้แม่น้ำโทโบลเต็มไปด้วยกระดูก และซากสัตว์โบราณ ซึ่งเชื่อว่ากินพื้นที่ยาวประมาณ 0.6 ไมล์ ได้ถูกค้นพบโดยนักดำน้ำในปี 2004 และเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่นักวิทยาศาสตร์ได้ร่วมมือกับนักดำน้ำค้นหากระดูกสัตว์โบราณในเขตชานเมืองของเมือง Kurgan

พื้นที่แห่งนี้เคยถูกปกคลุมด้วยทะเลสาบน้ำแข็งไซบีเรียตะวันตก ซึ่งก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 80,000 ปีก่อน นั่นเป็นคำอธิบายได้ว่าทำไมฟันและกระดูกของปลาโบราณจึงเป็นหนึ่งในการค้นพบ และในการค้นหาครั้งนี้พบกระดูกและกะโหลกของวัวม้าและสิงโตในสมัยก่อน รวมทั้งเครื่องมือที่มนุษย์ยุคแรกใช้ โดยปกติการค้นพบจะถูกนำไปยังพิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่นหลังจากการศึกษาเบื้องต้นที่ Russian Academy of Sciences




https://mgronline.com/greeninnovatio.../9640000001339

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,196
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


นายกสมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ เร่งผลักดันโครงการอุทยานเรียนรู้ใต้ท้องทะเล ส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งช่วงสถานการณ์โควิด19



นางสาววิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา นายกสมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ กล่าวถึงการส่งเสริม ผลักดันโครงการอุทยานเรียนรู้ใต้ท้องทะเลส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ว่า เนื่องจากขณะนี้ได้มีการแพร่ระบาดโรคโควิด19 ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่กล้าเดินทางท่องเที่ยว ในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้จองไว้ แต่ส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวที่หลายคนชื่นชอบก็คือการท่องเที่ยวทางทะเลโดยการดำน้ำเพื่อชมธรรมชาติใต้ท้องทะเลที่สวยงาม การผลักดันโครงการอุทยานเรียนรู้ใต้ท้องทะเล ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเนื่องจากจังหวัดกระบี่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยว มาชมความงดงามของธรรมชาติได้

โดยเฉพาะสถานที่ดำน้ำที่สวยงามที่จังหวัดกระบี่ เช่นที่ เกาะห้า หินม่วง-หินแดง อ.เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มีปะการัง สัตว์น้ำ ที่สวยงามมาก และถ้าหากมีการสร้างอุทยานเรียนรู้ใต้ทะเล โดยการนำเรือที่ปลดประจำการแล้วมาวางใต้ทะเลก็จะเกิดเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่เรียกว่าแมนเมด หรือการนำเรือรบหลวงที่มีเกียรติประวัติอันยาวนาน มาวางให้เป็นเกียรติประวัติมีสตอรี่หรือเรื่องราวสร้างน่าสนใจ สร้างแรงดึงดูด ให้กับนักดำน้ำ เป็นการลดผลกระทบ ที่จะไปรบกวนสัตว์น้ำที่มีอยู่ ก่อให้เกิดประโยชน์เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาจำนวนมาก อย่างเช่นโครงการเรือหลวงเกร็ดแก้ว ที่อยู่บริเวณถ้ำไวกิ้ง เกาะพีพี จะมีฝูงปลาจำนวนมาก ที่ปลา ปะการัง และสัตว์น้ำหลากหลายชนิดมาอาศัยอยู่รวมกัน เกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม อุดมสมบูรณ์ และเมื่อปลาเหล่านี้เจริญเติบโต เดินทางออกไปบริเวณอื่นๆก็จะเกิดประโยชน์กับชาวประมงท้องถิ่น เป็นแหล่งอาหารได้เป็นอย่างดี สร้างรายได้ผู้ประกอบการสามารถนำผลผลิต วัตถุดิบเหล่านี้ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด



สำหรับโครงการอุทยานเรียนรู้ใต้ท้องทะเลนี้จะมีเรือรบที่ปลดประจำการแล้วนำมาวางจำนวน 11 ลำ โดยในระยะแรกจะนำมาวางจำนวน 3 ลำบริเวณเกาะหมา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ คาดว่าสามารถที่จะวางเรือให้เป็นอุทยานแหล่งเรียนรู้ใต้ทะเลได้ประมาณเดือนเมษายน 2564


https://thainews.prd.go.th/th/news/d...10107184627076

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,196
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


เปิดปม : กำแพงกันคลื่น



ขณะที่ ชายหาดหลายแห่งกำลังเผชิญปัญหากัดเซาะอย่างรุนแรง แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า การแก้ปัญหาด้วยการก่อสร้างโครงสร้างแข็งจะแก้ปัญหากัดเซาะ หรือ ยิ่งทำให้ชายหาดพังทลายเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ

"หาดกัด เพราะรัฐสร้าง" คือข้อกังวลหลักจากหลายฝ่ายต่อโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น (Seawall) ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ชายหาด ความคุ้มค่าด้านงบประมาณ หรือ ปัญหาขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน

ข้อมูลจากกลุ่ม Beach for Life องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งติดตามประเมินผลกระทบจากโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นทั่วประเทศสำรวจพบว่าช่วงปี 2556-2562 มีโครงการกำแพงกันคลื่นเกิดขึ้นรวมกัน 74 โครงการ ระยะทางกว่า 34 กิโลเมตรตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน คิดเป็นงบประมาณกว่า 6,900 ล้านบาท พวกเขาเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "การระบาดของกำแพงกันคลื่น"

ปี 2556 คือช่วงเวลาที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. เพิกถอนการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ออกจากโครงการกำแพงกันคลื่นริมชายฝั่งความยาว 200 เมตรขึ้นไปด้วยเหตุผลว่า การก่อสร้างกำแพงกันคลื่นคือภารกิจบรรเทาและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาการตกตะกอนปากร่องน้ำ หากต้องทำ EIA จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันท่วงที


เผือกร้อนกรมโยธาฯ งบสร้างกำแพงกันคลื่นทั่วประเทศ

ประเด็นการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นกลายเป็นประเด็นร้อนของกรมโยธาธิการและผังเมืองมาโดยตลอด ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐซึ่งครองสัดส่วนจำนวนโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นสูงสุดในปีงบประมาณ 2564 จากการรวบรวมข้อมูลโดย beachlover.net



นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง รองอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ชี้แจงว่าในปีงบประมาณ 2564 กรมตั้งงบประมาณเพื่อก่อสร้างโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะโครงการใหม่ 13 โครงการ เท่านั้น แบ่งเป็นงบปกติ 4 โครงการ งบบูรณาการภาค 8 โครงการ และงบโครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน 1 โครงการ ส่วนโครงการอื่นๆ นั้น เป็นการผูกพันงบประมาณโครงการเดิมที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง รายละเอียดดังนี้

งบประมาณปี 2564 (โครงการใหม่) จำนวน 13 โครงการ 200.4749 ล้านบาท
งานผูกพันจากงบปี 2563 (โครงการเดิม) จำนวน 19 โครงการ 316.2436 ล้านบาท
งานผูกพันจากงบปี 2562 (โครงการเดิม) จำนวน 14 โครงการ 321.7397 ล้านบาท
งานผูกพันจากงบปี 2561 (โครงการเดิม) จำนวน 15 โครงการ 207.3715 ล้านบาท
รวมทั้งหมด จำนวน 61 โครงการ 1,045.8297 ล้านบาท

รองอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทางหน่วยงานไม่ได้มุ่งสร้างแต่โครงสร้างถาวร แต่พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีหนังสือร้องขอให้แก้ไขปัญหามานั้น เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเดือดร้อนมาก มีการกัดเซาะรุนแรงเกินกว่าที่จะใช้โครงสร้างชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาได้ หรือหากใช้ก็จำเป็นต้องซ่อมแซมบำรุงรักษากันในทุกฤดูมรสุม จึงจำเป็นต้องศึกษาออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างถาวรเพื่อให้การป้องกันชายฝั่งเป็นไปอย่างยั่งยืนและประชาชนมีความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ของตนเอง

"ทุกโครงการมีการศึกษาตั้งแต่แนวลม ลักษณะชายฝั่ง สถิติการกัดเซาะรายปี หากเป็นการกัดเซาะรุนแรงที่กระทบกับประชาชนซึ่งใช้โครงสร้างอ่อนอย่างไม้ไผ่ไม่ได้ เราก็ต้องใช้โครงสร้างแข็งเพื่อแก้ปัญหา"


ยิ่งสร้างยิ่งพัง ข้อถกเถียงผลกระทบหลังสร้างกำแพง

ผศ.สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ม.เกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า ถึงแม้การก่อสร้างแนวกำแพงกันคลื่นสามารถป้องกันสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่อยู่หลังแนวกำแพงได้จริง แต่โครงสร้างแข็งเช่นนี้ก็มีผลกระทบต่อแนวชายหาดทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านข้าง

เมื่อคลื่นเข้ามาปะทะกำแพงด้านหน้า จะเกิดการตะกุยทรายจากชายหาดด้านหน้ากำแพงกันคลื่นออกไป ส่งผลให้ชายหาดหน้ากำแพงกันคลื่นหายไป ขณะที่ด้านข้างจะได้รับผลกระทบจากการเลี้ยวเบนของคลื่นซึ่งทำให้ชายหาดส่วนถัดไปจากสุดปลายกำแพงกันคลื่นด้านท้ายน้ำ (Downdrift) เกิดการกัดเซาะ

"พอเกิดผลกระทบชิ่งไปยังชายหาดที่อยู่ข้างๆ รัฐทำอย่างไรต่อ รัฐก็ใช้โครงสร้างแบบเดิมหรือใกล้เคียงกัน มาสร้างต่อกันเป็นแนวยาวออกไปเรื่อยๆ เพราะมันสร้างง่าย ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องทำ EIA แล้ว เลยสามารถสร้างต่อไปได้เรื่อยๆ จนมันเกิดเป็นการระบาด"

ด้านรองอธิบดีกรมโยธาธิการและการผังเมืองให้ข้อมูลว่า ทางกรมโยธาธิการทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันสามารถคาดการณ์การกัดเซาะในพื้นที่ข้างเคียงได้โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ LITPACK ที่มีความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ เพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้


ภาพ : กรมโยธาธิการและผังเมือง

นอกจากนี้ กรมโยธาธิการยังกำหนดมาตราการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไว้แล้ว เช่น การย้ายทรายจากบริเวณที่เกิดการทับถมไปยังบริเวณที่เกิดการกัดเซาะซึ่งทางท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้เอง รวมถึงใช้วิธีการปักไม้ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งทะเลและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) แล้วว่าเป็นโครงสร้างอ่อนที่สามารถใช้บรรเทาปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้ชั่วคราว




https://news.thaipbs.or.th/content/300034

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:30


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2021, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger