เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 9 มกราคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง โดยภาคเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองมากกว่าบริเวณอื่น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และลมกระโชกแรงไว้ด้วย สำหรับเกษตรกรควรเตรียมป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตร ส่วนภาคใต้มีฝนน้อย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 8-9 ม.ค. 62 บริเวณภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักเกิดขึ้นในระยะแรก

หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 10-11 ม.ค. 62 อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส โดยมีอากาศเย็นถึงหนาว

ส่วนในช่วงวันที่ 12-14 ม.ค. 62 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกยังคงมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 8-9 ม.ค. 62


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 8-14 ม.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย ในช่วงวันที่ 8-9 ม.ค. 62 ขอให้ประชาชน และเกษตรกร บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังผลกระทบจากฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (89.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (96.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 09-01-2019 เมื่อ 06:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


วิจัยพบกลุ่มวาฬนำร่อง มีภาษาเป็นของตนเอง


Credit : Photo by Amy Van Cise, Woods Hole Oceanographic Institution.

กลุ่มสังคมมนุษย์ในเมืองหรือตามภูมิภาคต่างๆ มักมีสำเนียงและภาษาที่แตกต่างกัน สำหรับใช้ในการสื่อสาร แต่คุณลักษณะของเสียงก็ไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะในมนุษย์เท่านั้น เนื่องจากมีการศึกษาครั้งใหม่จากนักวิจัยของสถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์ โฮล (Woods Hole Oceanographic Institution-WHOI) ในรัฐแมสซาชูเสตต์ สหรัฐอเมริกา พบว่าวาฬนำร่องครีบสั้น (short-finned pilot whale) ที่อาศัยอยู่นอกชายฝั่งของเกาะฮาวาย มีสำเนียงการออกเสียงที่หลากหลายต่างกันไป

หมู่เกาะฮาวายเป็นหนึ่งในสถานที่เพียงแห่งเดียวในสหรัฐอเมริกาที่สามารถพบกับวาฬนำร่องได้ง่ายดาย นักวิจัยเผยว่ากลุ่มของวาฬนำร่องทั้งหมดจะใช้ที่อยู่อาศัยเดียวกัน แต่ที่น่าแปลกคือ พวกมันมีเสียงร้องที่แตกต่างกัน นั่นหมายความว่าเหล่าวาฬชนิดนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะไม่ติดต่อซึ่งกันและกัน หรือเรียกง่ายๆ ว่าไม่คบค้าสมาคมกันนั่นเอง การค้นพบนี้อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจกับเผ่าพันธุ์วาฬ โดยเฉพาะโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อนของพวกมัน เพราะปัจจุบันมีความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมทางสังคมของวาฬค่อนข้างน้อย

ก่อนหน้านี้ประมาณ 15 ปีมีการวิจัยเกี่ยวกับวาฬที่อาศัยอยู่ในเกาะฮาวาย นักวิจัยได้ถ่ายภาพและจำแนกกลุ่มของวาฬ โดยนำมาสร้างฐานข้อมูล และยังได้ตรวจสอบชิ้นเนื้อขนาดเล็กจากผิวหนังจากด้านหลังของวาฬแต่ละตัวเพื่อรวบรวมข้อมูลทางพันธุกรรม จากข้อมูลนี้เองทำให้นักวิจัยสร้างแผนที่ของเสียงร้องวาฬได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังพบว่าวาฬนำร่องมีการรวมกลุ่มแบบครอบ-ครัวขยาย เมื่อมีหลายครอบครัวก็รวมกันเป็นชุมชนของวาฬ นักวิจัยเผยว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอนุรักษ์วาฬนำร่องในระดับครอบครัว มากกว่าจะมุ่งเน้นไปที่วาฬแต่ละตัว แม้ว่าขณะนี้วาฬนำร่องจะยังไม่ใกล้ต่อการสูญพันธุ์ แต่ก็เผชิญกับภัยคุกคามและถูกล่าในหลายๆ ประเทศทั่วโลก.


https://www.thairath.co.th/content/1463768


*********************************************************************************************************************************************************


เรือบรรทุกน้ำมันระเบิดไฟลุกนอกฝั่งฮ่องกง ดับ 1 ศพ ลูกเรือโดดน้ำหนีตาย

เกิดไฟไหม้รุนแรงบนเรือบรรทุกน้ำมันนอกเกาะฮ่องกง ทำให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย อีกหลายสิบคนต้องหนีเอาชีวิตรอด ล่าสุดยังมีผู้สูญหายอีก 2 คน...

https://www.thairath.co.th/content/1465101

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 8 ม.ค. เกิดเหตุเพลิงไหม้บนเรือบรรทุกน้ำมันที่ลอยลำห่างจากเกาะลัมมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตบริหารพิเศษฮ่องกงราว 1 ไมล์ทะเล ส่งกลุ่มควันดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย ขณะที่ลูกเรือคนอื่นๆ ตกหรือกระโดดลงไปในน้ำทะเลเพื่อเอาชีวิตรอด

หน่วยกู้ภัยสามารถช่วยเหลือลูกเรือได้ 23 คน โดยมีหลายคนได้รับบาดเจ็บเป็นแผลไฟไหม้ 2 คนต้องถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีลูกเรือสูญหายอีก 2 คนด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ฮ่องกงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการควบคุมเพลิงไหม้

ด้านชาวบ้านบนเกาะลัมมาบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า พวกเขาได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นทำให้ประตูและหน้าต่างของบ้านสั่นสะเทือน คล้ายกับเวลาเกิดไต้ฝุ่นหรือแผ่นดินไหว

ทั้งนี้ เรือบรรทุกน้ำมันที่เกิดเหตุมีชื่อว่า 'ออลัค ฟอร์จูน' เป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดเล็ก สร้างในปี 2553 ลงทะเบียนในเวียดนาม เดินทางออกจากท่าเรือเมืองตงกวนของจีนเมื่อวันจันทร์ โดยมีกำหนดการเดินทางถึงท่าเรือทางใต้ของเกาะลัมมาในเวลา 2:58น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยเชื่อว่ามันบรรทุกทั้งนำ้มันและสารเคมีมาด้วย


https://www.thairath.co.th/content/1465101

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


เร่งย้ายไข่หลังแม่เต่ามะเฟืองกลับมาวางไข่เป็นรอบที่ 2 ที่หาดคึกคักอีก 112 ฟอง

พังงา - แม่เต่ามะเฟืองกลับขึ้นมาวางไข่บนหาดคึกคัก จ.พังงา เป็นรอบที่ 2 อีกหลุม 112 ฟอง ย้ายด่วนออกจากจุดวางไข่เหตุคลื่นซัด หวั่นไม่ปลอดภัย



จากกรณีที่แม่เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ จำนวน 118 ฟอง ในรอบกว่า 10 ปี บริเวณหาดคึกคัก ม.3 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ก่อนจะพบแม่เต่ามะเฟืองอีกตัวขึ้นวางไข่บริเวณ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงได้ทำการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามการฟักตัว พร้อมทั้งจัดชุดเจ้าหน้าที่ร่วมกับหลายหน่วยงานออกลาดตระเวนการกลับมาวางไข่อีกครั้งของแม่เต่าทั้ง 2 ตัวอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด วันนี้ (8 ม.ค.) นายประถม รัศมี ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8 เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 00.30 น.วันนี้ ขณะที่ชุดเฝ้าระวังได้เดินลาดตระเวนตรวจสอบบริเวณแนวชายหาดคึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ไปทางทิศเหนือของหลุมวางไข่เดิม ประมาณ 430 เมตร พบร่องรอยการคลานขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่า จึงได้วัดขนาดพบช่วงใบพายกว้าง 165 ซม.กระดองกว้าง 92 ซม.ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับแม่เต่าที่ขึ้นมาวางไข่ก่อนหน้า ประกอบกับเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่แม่เต่าตัวเดิมจะกลับมาวางไข่ ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นแม่เต่าตัวเดียวกัน ก่อนจะพบร่องรอยน้ำทะเลท่วมถึงใกล้บริเวณที่แม่เต่าวางไข่ นักวิชาการจึงได้ลงความเห็นว่าควรย้ายไข่เต่าเป็นการด่วนเพื่อป้องกันการเสียหาย



นอกจากนั้น ยังพบมีหลุมหลอกที่แม่เต่าทำไว้ จำนวน 3 หลุม เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านตรวจสอบหาหลุมไข่เต่าที่แท้จริง เมื่อขุดลึกลงไปประมาณ 80 ซม. เริ่มพบไข่เต่าฟองแรก ก่อนจะขุดใส่ลังได้ 112 ฟอง เป็นไข่ดีจำนวน 64 ฟอง เป็นไข่ไม่สมบูรณ์ จำนวน 48 ฟอง จึงเคลื่อนย้ายไปยังจุดเพาะฟักไข่เต่าศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เต่ามะเฟือง หาดคึกคัก

ส่วนไข่เต่าชุดแรกที่ได้ทำการเคลื่อนย้ายไปก่อนหน้าคาดว่าจะเริ่มฟักตัวในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนไข่เต่าชุดที่ 2 จะใช้เวลา 60-74 วัน ในการฟักตัว ซึ่งหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะยังคงสนธิกำลังกับหลายหน่วยงานในการเฝ้าระวังและติดตามการขึ้นมาวางไข่ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากแม่เต่า 1 ตัว จะวางไข่ 3-5 ครั้ง ในหนึ่งรอบ


https://mgronline.com/south/detail/9620000002520


*********************************************************************************************************************************************************


เยอรมันใช้พลังงานหมุนเวียนแซงหน้าถ่านหินแล้ว


พลังงานลมเป็นหนึ่งในพลังงานสะอาดที่ช่วยเยอรมันลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (REUTERS/Christian Charisius/Pool/File Photo)

ข้อมูลจากงานวิจัยเผยเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา เยอรมันใช้พลังงานหมุนเวียนแซงหน้าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว โดยมีสัดส่วนพลังงานสะอาดถึง 40% ขณะที่พลังงานถ่านหินอยู่ที่ 38% นับเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรก

การใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของเยอรมันนี้ แสดงถึงความก้าวหน้าของชาติที่มีเศรษฐกิจใหญ่สุดของยุโรปนี้ ซึ่งตั้งเป้าหมายใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึง 65% ของทั้งหมดภายในปี 2030 รวมถึงจะยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ภายในปี 2022 และกำลังวางแผนหาทางออกระยะยาวสำหรับพลังงานถ่านหิน

รอยเตอร์อ้างงานวิจัยจากองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ฟรอโนเฟอร์ (Fraunhofer) ที่เผยให้เห็นว่า พลังงานผลิตกระแสไฟฟ้าในเยอรมนีจากแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเพิ่มขึ้น 4.3% โดยผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมด 219 เตตะวัตต์ชั่วโมง (Twh) ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าของเยอรมนีทั้งเชื้อเพลิงสะอาดและเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด 542 เตตะวัตต์ชั่วโมง ส่วนเชื้อเพลิงถ่านหินคิดเป็นปริมาณ 38% ของพลังงานทั้งหมด

สัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตกระแสไฟฟ้าของเยอรมันเพิ่มขึ้นจาก 38.2% ในปี ค.ศ.2017 โดยเมื่อปี ค.ศ.2010 มีสัดส่วนเพียง 19.1% ซึ่ง บรูโน เบอร์เกอร์ (Bruno Burger) ผู้เขียนรายงานวิจัยจากการศึกษาของฟรอโนเฟอร์นี้ กล่าวว่าภายในปี ค.ศ.2019 สัดส่วนจะเพิ่มมากกว่า 40% และจไม่ลดต่ำกว่านี้อย่างแน่นอน เนื่องจากกำลังก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น อีกทั้งรูปแบบของสภาพอากาศจะไม่แปรปรวนไปมาก


https://mgronline.com/science/detail/9620000001317
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


สำรวจพบ ควันรถ ? เผาหญ้า ? โรงงาน ? เผาศพ ต้นตอฝุ่นพิษ กทม.!!



ปัญหาใหญ่คนกรุง!! กรมควบคุมมลพิษระบุ ฝุ่น PM2.5 ยังอยู่ต่อ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพหลายพื้นที่ เหตุสภาพอากาศปิด ผู้เชี่ยวชาญด้านฝุ่นละอองชี้ 4 สาเหตุหลัก "ยานยนต์" หนักสุด เผย รัฐมีทางแก้แต่ไม่รีบ ต้องรออีก 3 - 5 ปีถึงทำได้!!

กลายเป็นปีหมูคลุกฝุ่นกันตั้งแต่ต้นปี หลังจากที่กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง เผยให้เห็นว่า ตั้งแต่ปลายปี 61 ลากยาวมาถึงต้นปี 62 บรรยากาศของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังถูกฝุ่นละออง PM2.5 ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ อันมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศและปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากหมดช่วงวันหยุดยาว โดยไม่มีแนวโน้มว่าฝุ่นเหล่านี้จะหายไปเมื่อใด

ทั้งนี้ ปัญหาฝุ่นละอองไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นมา เพราะข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษเจ้าเดิม เคยระบุไว้ตั้งแต่ครึ่งปีแรกของปี 59 ว่า เมืองที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM 2.5 สูงสุด 5 อันดับคือ เชียงใหม่ ลำปาง ขอนแก่น กรุงเทพฯ และราชบุรี

และย้อนไปในปี 2557-2559 มีค่าเฉลี่ยรายปีของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน 11 พื้นที่ใน 10 จังหวัด สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร!



ข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้นแสดงให้เห็นว่า แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี แต่ดูท่าทางปัญหานี้จะยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซ้ำยังหนักขึ้นจากเมื่อก่อนอีกหลายเท่า ทีมข่าว MGR Live จึงได้พูดคุยประเด็นร้อนนี้ กับ ศ.ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงต้นเหตุที่ทำให้ฝุ่นพิษเหล่านี้ยังปะปนอยู่ในอากาศ คอยทำลายสุขภาพของคนเมืองหลวง อย่างที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง!

"จากการศึกษาข้อมูลพบว่าในประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบของฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ ปี 2543 และเริ่มมีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพ ในปี 2544 เมื่อดูใน ?โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการ จัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล" โดยกรมควบคุมมลพิษ ฝุ่นละอองมันจะมีรูปแบบนี้ทุกปีนะคะถ้าเราดูที่ตัวเลขที่ผ่านมาหลายๆ ปี มันจะมาเป็นฤดู ซึ่งฤดูนี้มันแห้งแล้ง ไม่มีอากาศถ่ายเท

ปัญหาคือ มลพิษที่มันเกิดขึ้นมันไปไหนไม่ได้ มันก็จะอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมาจากหลายแห่ง โดยมีต้นเหตุมาจากการเผาไหม้หลักๆ 4 แหล่ง เริ่มจากอันดับที่ทำให้เกิดมากที่สุดก่อน คือ

1.ยานยนต์ ทุกปีก็มีปริมาณยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ แม้ว่าจะมีมาตรการในการควบคุมควันที่มันออกมาจากการเผาไหม้ แต่ถ้ามีปริมาณรถมากขึ้น ปริมาณมลพิษมันก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับที่ว่ามันไม่มีการไหลเวียนของอากาศ ไม่มีลมเลย มันก็จะอยู่ในนี้ มลพิษมันก็ไม่ไปไหน



2.การเผาไหม้จากการเกษตร พอเป็นฤดูเกษตรที่ว่าอาจจะมีการเก็บเกี่ยวเสร็จ แล้วเศษของพวกต้นไม้ หรือเศษของพืชที่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ตอนนี้เราไม่มีระบบบริหารจัดการ เกษตรกรก็จะเผาอย่างเดียว ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่จะจัดการในเรื่องของเศษที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว

และอีกอย่างคือ การเผาหญ้า รอบนอกเมืองมีทุ่งหญ้ามากมาย ตัวดิฉันเองก็อยู่ธรรมศาสตร์รังสิต บางทีขับรถจากกรุงเทพฯ มาที่รังสิต ก็จะเห็นว่ามีการเผาไหม้ทุ่งหญ้ารอบๆ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่มีมาตรการในการห้ามไม่ให้เผา และมีคนเผาแล้วไม่ดับ บางทีมันลามไปเรื่อยๆ บางทีเผากันเป็นชั่วโมงถึงจะดับ

ฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ มันจะเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เราเรียกว่า 2.5 ต่ำกว่า 10 ไมครอน ซึ่งอันนี้มันเบามาก พอมันออกมาแล้วมันไม่สามารถไปไหน มันก็จะวนเวียนอยู่ในอากาศ ถ้ามันหนักมันก็จะตกลงบนพื้นดิน แต่ถ้ามันเบามันก็จะลอยไปเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าถ้าเราสังเกตดู มีการเผาไหม้จากแหล่งไหน มันจะกระจายไปไกลมากเลย เป็น 5 - 10 กิโลเมตรได้ค่ะ ซึ่งอันนี้มันทำให้เห็นว่ามลพิษมันสามารถลอยไปทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

3.อุตสาหกรรม ในกรุงเทพฯ เองมีโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง ตอนนี้ยังไม่มีเครื่องที่จะกรองมลพิษได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นมันก็เลยมีบางส่วนที่มันระเหยออกมาในอากาศ ซึ่งตรงนี้พอยิ่งเป็นฤดูที่มันไม่มีลมที่จะไหลเวียนของอากาศ มันก็จะยิ่งติดอยู่ในอากาศ

4.การเผาศพ ที่วัดในกรุงเทพฯ พยายามให้มีเครื่องกรองที่สามารถจะไปกรองที่ปล่องได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าขณะนี้มีกี่วัดที่มีเครื่องกรองฝุ่นพวกนี้ ซึ่งมันก็ต้องใช้งบประมาณในการมีเครื่องดักกรองฝุ่นขนาดเล็กที่มาจากการเผาไหม้?

ส่วนการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อย่างรถไฟฟ้าหรือการทำถนนนั้น ศ.ดร.นันทวรรณ กล่าวว่า ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากฝุ่นจากการก่อสร้างมีขนาดใหญ่ และส่วนใหญ่มันจะตกลงมาบนพื้นดิน แต่ฝุ่นละอองขนาดเล็กมันก็มีเช่นกัน เพียงแต่ว่ามีสัดส่วนที่น้อยกว่า

"ฝุ่นตอนนี้ที่มีปัญหาคือฝุ่นจากการเผาไหม้ เพราะฉะนั้นแหล่งที่ต้องให้ความสำคัญคือยานพาหนะ การเผาไหม้ทางการเกษตร และอุตสาหกรรมค่ะ"

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดของค่าฝุ่นละออง PM2.5 จากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า พื้นที่ริมถนน เกินมาตรฐาน 22 พื้นที่ และพื้นที่ทั่วไป เกินมาตรฐาน 18 พื้นที่ คาดว่าคุณภาพอากาศในวันต่อไปจะอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ อากาศยังคงลอยตัวไม่ดี อุณหภูมิเพิ่มขึ้นตามความสูงในระดับล่าง สภาพอากาศปิด

ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษได้ขอความร่วมมือประชาชน งดการเผาในที่โล่งทุกประเภท และงดการใช้รถยนต์ควันดำอย่างเด็ดขาด รวมถึงได้ประสานงานกับ กทม. เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างเข้มงวดขึ้น เช่น การกวาดล้างถนน การฉีดพ่นละอองน้ำ และจะประสานหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดต่อไป


อากาศยิ่งแย่เพราะไม่รีบแก้?!

สำหรับปัญหาฝุ่นพิษนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้นที่ประสบ หากติดตามสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าทางภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือตอนบนยิ่งหนักหนาสาหัส เพราะถึงแม้จะไม่มีมลพิษจากยานพาหนะเทียบเท่าเมืองหลวง แต่พอหลังฤดูเก็บเกี่ยว สิ่งที่ตามมาก็คือการเผาป่า ทำให้หลายจังหวัดทางภาคเหนือ ถูกปกคลุมไปด้วยควันพิษ ชนิดที่ว่าไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันกันเลยทีเดียว

"ถ้าจำได้เราก็จะมีปัญหาทางภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ก็มีปัญหาในช่วงเดือนนี้ค่ะ ฤดูแล้ง ตั้งแต่พฤศจิกายนจนไปถึงเมษายน ซึ่งอันนี้เป็นการเผาทางการเกษตรหรือเผาป่าค่ะ ความจริงแล้วบางทีเรามีปัญหาเรื่องการเผาไหม้ข้ามแดนด้วย จากพม่าบ้าง จากที่อื่นบ้าง ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ มันก็ลอยมาที่ประเทศไทย เพราะอากาศมันไม่มีกำแพง"

เมื่อถามถึงแนวโน้มของปัญหานี้ในปีต่อๆ ไป จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหรือแย่ลง ศ.ดร.นันทวรรณ ได้ให้คำตอบว่า อาจจะหนักขึ้นในทุกปี เนื่องจากปริมาณของมลพิษในเมืองหลวงที่เพิ่มมากขึ้น

"น่าจะหนักทุกปีค่ะ เพราะมันมีปริมาณมลพิษมากขึ้น อย่างที่บอกค่ะ จำนวนรถในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น ปีหนึ่งเป็นแสนคัน รถเมล์และรถบรรทุกก็มีส่วน ซึ่งขณะนี้ทางกรมควบคุมมลพิษ ก็พยายามที่จะมีมาตรการ อย่างเช่น ใช้น้ำมันที่มีระดับซัลเฟอร์น้อยลง หรือใช้มาตรฐานยูโรที่เป็นยูโร 5 ยูโร 6

แต่ถ้าเราดูแผนของเขาแล้ว กว่าจะเริ่มมีมาตรการใช้ยูโร 5 หรือ 6 ก็อีกตั้งหลายปี คือไม่ใช่ปีนี้หรือปีหน้า รู้สึกจะ 3 - 5 ปีได้ ซึ่งตรงนี้ถ้าประชาชนตระหนักถึงปัญหาประเด็นนี้ น่าจะมีการผลักดันให้ใช้มาตรการนี้ยิ่งเร็วที่เท่าที่จะเร็วได้ เราคุมฝุ่นไม่ได้ถ้ามันออกมาแล้ว ฉะนั้นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือป้องกันจากแหล่งกำเนิดนะคะ ก็คือรถยนต์ น้ำมัน หรือห้ามไม่ให้เผาทางการเกษตร มีมาตรการ ในการเก็บสิ่งที่เหลือจากการเกษตร โดยที่ไม่ได้ใช้การเผาค่ะ"



ส่วนการฉีดน้ำหรือละอองน้ำเพื่อแก้ปัญหานั้น ข้อมูลจาก "โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางการ จัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล" โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุไว้ว่า อาจช่วยลดฝุ่นขนาดใหญ่ในอากาศ แต่มีประสิทธิภาพในการลดฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนน้อยมาก

สุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญด้านฝุ่นละออง ได้ฝากคำแนะนำถึงประชาชนในการเลือกใช้หน้ากากอนามัย เพราะหากเลือกแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่นพิษชนิดนี้ ก็จะกลับกลายเป็นสร้างผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าป้องกัน เนื่องจากมันมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางผม รวมถึงฝากกระตุ้นไปยังภาครัฐ ให้มีมาตรการป้องกันโดยเร็ว ไม่ใช่เพียงแต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุดังเช่นทุกวันนี้

"ตรงนี้มันเป็นปลายเหตุแล้ว หน้ากากที่เราใช้มันก็ไม่ได้กันฝุ่นที่มันเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มันขึ้นอยู่กับคุณภาพและประสิทธิภาพของหน้ากาก รวมถึงวิธีใช้ ถ้าปิดไม่มิดชิด ฝุ่นมันก็เข้าไปอยู่ได้ และที่ทำให้มันแย่คือฝุ่นที่มันสามารถเข้าไปในหน้ากากได้ มันก็จะวนเวียนอยู่ในนั้น ออกไม่ได้ เราไปทำเหมือนเป็นอุโมงค์ที่ทำให้ฝุ่นมันเข้าไปรวมอยู่ข้างใน เพราะฉะนั้นการซื้อหน้ากากก็อยากให้ประชาชนถามให้แน่ใจว่ามันกรองฝุ่นละอองขนาด 2.5 ได้มากน้อยแค่ไหน

ปัญหาฝุ่นจะให้หมดไปก็ต้องรอให้ฝนตกค่ะ จะเห็นได้ว่าเมื่อตอนปีใหม่กรุงเทพฯ มีฝนตกนะคะ ตอนนั้นท้องฟ้าก็ใสขึ้นมา หรือว่ารอเข้าสู่ฤดูร้อน มันก็จะมีลมที่จะพัดพาฝุ่นไป และอยากฝากภาครัฐว่า ให้ไปควบคุมและมีมาตรการที่มีการวางแผนให้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอ เพราะจะเห็นว่ามันเกิดขึ้นทุกปีค่ะ"


https://mgronline.com/live/detail/9620000002507

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยโพสต์


รังที่ 3 ! เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ริมชายหาดพังงาในรอบ 1 เดือน



8 ม.ค.62 - นายประถม รัศมี ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8 (พังงา) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 00.30 น. คืนวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่ชุดเฝ้าระวังได้ทำการเดินลาดตระเวนตรวจสอบบริเวณแนวชายหาดคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ไปทางทิศเหนือของหลุมวางไข่เดิมประมาณ 430 เมตร ได้พบร่องรอยการคลานขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่ามะเฟือง จึงได้ทำการวัดขนาดพบว่าช่วงใบพายกว้าง 165 เซนติเมตร กระดองกว้าง 92 เซนติเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับแม่เต่ามะเฟืองที่ขึ้นมาวางไข่ก่อนหน้านี้ที่หาดคึกคัก ประกอบกับเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คาดว่าแม่เต่าตัวเดิมจะกลับมาวางไข่ ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นแม่เต่าตัวเดียวกัน

นอกจากนี้ยังพบว่า น้ำทะเลขึ้นถึงใกล้กับบริเวณที่แม่เต่าวางไข่ไว้ นักวิชาการจึงได้ลงความเห็นว่า ควรย้ายไข่เต่าเป็นการด่วนเพื่อป้องกันการเสียหาย ส่วนหลุมรังไข่เต่านั้นพบว่ามีจำนวน 3 หลุมตามพฤติกรรมของแม่เต่าที่จะทำการกลบเกลื่อนร่องรอยของรังไข่เต่ารังจริง เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกับชาวบ้านที่มีความชำนาญในการหารังไข่เต่าเข้าตรวจสอบหาหลุมไข่เต่าที่แท้จริง ซึ่งเมื่อขุดลึกลงไปประมาณ 80 ซม. เริ่มพบไข่เต่าฟองแรก ก่อนจะขุดใส่ลังได้ 112 ฟอง เป็นไข่ดีจำนวน 64 ฟอง เป็นไข่ไม่สมบูรณ์หรือไข่ลมจำนวน 48 ฟอง จึงทำการเคลื่อนย้ายไปยังหลุมใหม่ที่จุดเพาะฟักไข่เต่าศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เต่ามะเฟืองหาดคึกคัก



สำหรับไข่เต่าชุดแรกที่ได้ทำการเคลื่อนย้ายไปก่อนหน้านี้ คาดว่าจะเริ่มฟักตัวในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนไข่เต่าชุดล่าสุดนี้จะใช้เวลา 60-74 วันในการฟักตัว คาดว่าเป็นช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ก็จะยังคงสนธิกำลังกับหลายหน่วยงานในการเฝ้าระวังและติดตามการขึ้นมาวางไข่ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากแม่เต่ามะเฟือง 1 ตัวจะวางไข่ได้ 3-5 ครั้งในหนึ่งรอบ

ทั้งนี้ เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ริมชายหาดจังหวัดพังงา รวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2561 พบไข่เต่าบนชายหาดเขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ที่ด้านหน้าโรงแรมเขาหลัก ออร์คิด ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2561 พบไข่เต่าบนชายหาดใกล้วัดท่าไทร ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา และ ครั้งที่ 3 วันที่ 8 ม.ค.2562 พบไข่เต่าบนชายหาดคึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา อยู่ห่างจากรังไข่แรกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น


https://www.thaipost.net/main/detail/26052

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


วันนี้ที่รอคอย! แม่เต่ามะเฟืองกลับมาวางไข่ 112 ฟองหลังพายุปาบึกสงบ



8 ม.ค.62 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า หลังพายุโซนร้อนปาบึกเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค.ที่ผ่านมา เคลื่อนที่เป็นวงกว้างทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ได้สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเลหายากเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลกระทบจากอิทธิพลของพายุดังกล่าวไม่ได้เล่นงานแค่บ้านเรือนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสัตว์ใต้ท้องทะเลที่ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

ภายหลังจากสถานการณ์ดังกล่าวเงียบสงบทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนสู่สภาวะปกติ จึงทำให้ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง รวมถึงสัตว์ทะเลหายากเข้ามาหากินในบริเวณพื้นที่ต่างๆ ที่อุดมสมบูรณ์ โดยในวันนี้ (8 ม.ค.62) เวลา 00.35 น. เจ้าหน้าที่ผู้อยู่เวรเฝ้าระวังฯ นำโดยสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8 อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อสทล.) และฐานทัพเรือพังงา ร่วมปฏิบัติงานเดินลาดตระเวนการขึ้นมาวางไข่ของเต่ามะเฟือง (เดินเต่า) พบร่องรอยการขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่ามะเฟือง จำนวน 1 รัง ห่างจากจุดวางไข่เดิม (หาดคึกคัก) ไปทางทิศเหนือประมาณ 430 เมตร ตรวจวัดร่องรอยขนาดความกว้างของใบพาย 165 ซม. ช่วงลำตัวกว้าง 92 ซม.



นายประถม รัสมี ผู้อำนวยสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8 จึงทำการแจ้งข้อมูลให้นายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน รับทราบและพิจารณาเพื่อให้แนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งความเห็นโดยสรุปให้ทำการย้ายไข่เต่านำไปเพาะฟักที่ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เต่ามะเฟืองหาดคึกคัก จ.พังงา จึงดำเนินการขุดพบไข่เต่าทั้งหมด 112 ฟอง เป็นไข่สมบูรณ์ 64 ฟอง และเป็นไข่ไม่สมบูรณ์ (ไข่ลม) 48 ฟอง และได้ทำการเคลื่อนย้ายนำมาขุดหลุมฟักใหม่บริเวณศูนย์เฝ้าระวังฯ หาดคึกคักต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนไข่เต่าชุดแรกที่ได้ทำการเคลื่อนย้ายไปก่อนหน้าคาดว่าจะเริ่มฟักตัวในช่วงกลางเดือน กุมภาพันธ์ ส่วนไข่เต่าชุดที่2 จะใช้เวลา 60-74 วันในการฟักตัว ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ก็จะยังคงสนธิกำลังกับหลายหน่วยงานในการเฝ้าระวังและติดตามการขึ้นมาวางไข่ต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากแม่เต่า 1 ตัว จะวางไข่ 3-5 ครั้ง ในหนึ่งรอบ


https://www.naewna.com/likesara/387534

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


อียู 'ปลดใบเหลือง' ประมงไทย

อียูประกาศ "ปลดใบเหลือง" ประมงไทย การันตีความพยายามเกือบ 4 ปีในการยกระดับประมงไทยปลอดไอยูยูเป็นผลสำเร็จ "บิ๊กฉัตร" ยันเดินหน้าจัดระเบียบประมงไทย ฟื้นทรัพยากรทางทะล ควบคู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมง ส่งผลอุตสาหกรรมประมงไทยผงาดในเวทีโลก



เมื่อวันที่ 8 ม.ค.62 เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ เปิดเผยภายหลังนายเคอเมนู เวลลา ( Mr.Karmenu Vella) กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม กิจการทางทะเล และประมง (European Commissioner for Environment, Maritime Affairs, and Fisheries) ประกาศแถลงการณ์ผลการพิจารณาปลดใบเหลืองประมงไอยูยูของประเทศไทย ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่ได้รับการพิจารณาในครั้งนี้ ณ สำนักงานใหญ่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ว่า ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและความสำเร็จที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันพยายามแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยูมาโดยตลอด เนื่องจากตลอดช่วงเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่ไทยได้ใบเหลืองเมื่อเดือนเมษายน 2558

ทั้งนี้ ไทยได้มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู จนมีผลเป็นรูปธรรมอย่างครอบคลุมทั้งในด้านกรอบกฎหมาย การบริหารจัดการประมง การบริหารจัดการกองเรือ การติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) การตรวจสอบย้อนกลับ และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทำให้ไทยสามารถแสดงความรับผิดชอบและบทบาททั้งในฐานะรัฐเจ้าของธง รัฐชายฝั่ง รัฐเจ้าของท่าและรัฐตลาด ในระดับของมาตรฐานสากล ส่งผลให้สหภาพยุโรปปลดใบเหลืองให้ไทย ซึ่งสะท้อนความสำเร็จที่ไทยได้ยกระดับของการทำประมงเชิงพาณิชย์ ทั้งในและนอกน่านน้ำเข้าสู่มาตรฐานสากล และพร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับสหภาพยุโรปในการส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

"จากนี้ไปรัฐบาลไทยก็ยังมีความมุ่งมั่นทางการเมืองที่แน่วแน่และชัดเจน ที่จะขจัดปัญหาการทำประมงไอยูยู เพราะตระหนักดีถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่ออนุชนรุ่นหลัง มิใช่เฉพาะแต่ของไทยแต่ของโลกโดยรวม ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูได้ถูกกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ผมมากำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเชื่อมั่นว่าไทยได้วางรากฐานระบบป้องกันการทำประมงไอยูยู ไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว ประกอบด้วย 6 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. ด้านกฎหมาย
2. ด้านการบริหารจัดการประมง
3. ด้านการบริหารจัดการกองเรือ
4 ด้านการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS)
5. ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ และ
6. ด้านการบังคับใช้กฎหมาย" พลเอกฉัตรชัย กล่าว


http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/823566

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวอิศรา


ฝุ่นละออง PM2.5 พื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล อยู่ในระดับ "เริ่มจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ "

กรมควบคุมมลพิษ รายงานฝุ่นละออง PM2.5 วันที่ 8 มกราคม ระบุ ช่วงเช้าอากาศลอยตัวไม่ดี สภาพอากาศปิด ลมสงบ นิ่ง มีเมฆเป็นส่วนมาก คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ "เริ่มจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ " ขณะที่กรีนพีช ชี้ความน่าจะเป็นเกิดจากหมอกควันข้ามพรมแดนจากเขมร



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ประจำวันที่ 8 มกราคม 2562 ว่า จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า อากาศลอยตัวไม่ดี อุณหภูมิเพิ่มขึ้นตามความสูงในระดับล่าง สภาพอากาศปิด และลมสงบ นิ่ง มีเมฆเป็นส่วนมากและมีหมอกในตอนเช้า ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันที่ 8 มกราคม 2562 คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ "เริ่มจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ "และปริมาณฝุ่นละอองลดลงเล็กน้อยโดย

พื้นที่ริมถนน โดยสถานีวัดคุณภาพอากาศแสดงผลค่าฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าเกินมาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม. อยู่ 22 พื้นที่

พื้นที่ทั่วไป (ห่างจากริมถนนสายหลัก) เกินค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.อยู่ 18 พื้นที่

คาดการณ์ (จากข้อมูลกรมอุตุนิยมฯ) ว่าคุณภาพอากาศในวันที่ 9 มกราคม 2562 จะอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและ จากโมเดลพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา วันที่ 8-9 มกราคม 2562 อากาศยังคงลอยตัวไม่ดี อุณหภูมิเพิ่มขึ้นตามความสูงในระดับล่าง สภาพอากาศปิด

คพ. ได้ประสานงานกับ กทม. และ 5 จังหวัดปริมณฑล เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างเข้มงวดขึ้น เช่น การกวาดล้างถนน การฉีดพ่นละอองน้ำ การห้ามเผาในที่โล่ง และจะประสานหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดต่อไป



ขณะที่นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพ ในเฟชบุคว่า เมื่อพิจารณาจากแผนที่แสดงจุดความร้อนในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา (https://www.airvisual.com/earth) พบว่า ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชามีจุดความร้อนที่หนาแน่นมาก ซึ่งน่าจะเกิดจากการเผาในที่โล่งและก่อให้เกิดหมอกควันที่ถูกพัดพาโดยกระแสลมที่เคลื่อนมาจากทะเลจีนใต้ผ่านเวียดนาม กัมพูชาตรงเข้ามายังกรุงเทพฯ ภาคตะวันออกและภาคกลางของไทย

"ข้อสรุปเบื้องต้นของผมคือ มีความน่าจะเป็นอย่างสูงที่สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลกลับมาเลวร้ายอีกครั้ง หลังจากตลอด 1-2 วันที่ผ่านมานั้นเกิดมาจาก ?หมอกควันข้ามพรมแดน(Transboundary Haze Pollution)? จากทางตะวันออกเฉียงเหนือของกัมพูชา"


https://www.isranews.org/isranews/72694-pm-72694.html

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


ทั่วโลกจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างไร? ..................... โดย Supang Chatuchinda แปลและเรียบเรียง

ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับมลพิษฝุ่นขนาดจิ๋ว หรือมลพิษทางอากาศ PM2.5 แม้ว่าในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมามลพิษจะเบาบางลงแล้ว แต่หลังจากช่วงหยุดยาวปีใหม่ มลพิษฝุ่นก็กลับมาอาละวาดอีกครั้ง


การจราจรบริเวณแยกอโศกตัดกับถนนเพชรบุรี ในวันที่กรุงเทพมหานครมีฝุ่นละอองคล้ายหมอกควันปกคลุมในหลายพื้นที่


โลกกำลังเจอ "อากาศสกปรก"

ปีที่แล้วอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับมลพิษทางอากาศมากที่สุด แซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่างจีน (แม้ว่าปัญหามลพิษทางอากาศที่จีนก็ยังแย่อยู่) โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation) กล่าวไว้ว่าเมืองใหญ่เกือบทุกแห่งถูกปกคลุมด้วยมลพิษทางอากาศ




แล้วหลายๆประเทศจัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร?

สำนักข่าว the Guardian และเว็บไซต์ด้านสิ่งแวดล้อมเคยพูดถึงประเด็นนี้ไว้โดยยกตัวอย่างการจัดการมลพิษทางอากาศในหลายเมือง เช่น

1.กรุงปารีส ฝรั่งเศส
เมืองน้ำหอมแห่งนี้เลือกสนับสนุนให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น โดยไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัววิ่งในย่านศูนย์กลางเมืองในช่วงสุดสัปดาห์ ห้ามใช้รถยนต์ในย่านฌ็องเซลิเซ่ 1 ครั้ง ต่อเดือน อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้จักรยานโดยจัดทำโครงการยืมจักรยาน หรือเรียกกันว่า ธนาคารจักรยาน

2.กรุงนิวเดลี อินเดีย
หลังจากสถิติมลพิษทางอากาศของอินเดียพุ่งสูงเท่าๆกับจีน รัฐบาลได้ออกนโยบายห้ามรถยนตร์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และรถ SUV ที่มีเครื่องยนตร์แรงม้ามากกว่า 2000 ซีซี รวมทั้งบังคับให้รถแท็กซี่เครื่องยนต์ดีเซลหลายพันคันหยุดวิ่ง นอกจากนี้ยังทดลองนโยบายการให้รถยนต์เลือกหยุดวิ่งในวันคี่หรือวันคู่ และกระตุ้นให้ผู้คนใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถตู้อูเบอร์มากขึ้น

อย่างไรก็ดี รัฐบาลอินเดียยังไม่มีมาตรการการจัดการมลพิษทางอากาศกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งการเผาทำลายซากผลผลิตจากเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน


บรรยากาศยามเช้าในกรุง นิว เดลี ที่ถูกปกคลุมไปด้วยมลพิษ


3.เนเธอร์แลนด์
รัฐบาลของเนเธอแลนด์มีการเสนอนโยบายห้ามการขายรถยนต์ดีเซล และหากร่างนโยบายนี้ผ่านการอนุมัติก็จะมีผลบังคับใช้ภายในปีพ.ศ.2568 โดยการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ร่างนโยบายนี้ยังคงอนุโลมให้ประชาชนที่มีรถยนต์ดีเซลอยู่ก่อนแล้วสามารถใช้รถต่อไปได้

4. เมืองไฟรบวร์ค (Freiburg) เยอรมนี
ไฟรบวร์ค มีทางปั่นจักรยานรวมแล้วมีระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร มีรถรางและมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและราคาถูก ทั้งนี้ในย่านชานเมืองบางแห่งยังห้ามไม่ให้ประชาชนจอดรถยนต์ใกล้ๆบ้าน ซึ่งทำให้เจ้าของรถต้องเสียเงินเช่าพื้นที่จอดรถกว่า 18,000 ยูโร หรือประมาณ 660,162 บาท

5.เมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก
โคเปนเฮเกนให้ความสำคัญกับการใช้จักรยานทดแทนรถยนต์ส่วนตัว แนวคิดของการใช้จักรยานนี้คือการคิดถึงมูลค่าของจักรยานเทียบกับรถยนต์ โดยการขี่จักรยาน 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.42 ดอลล่า สหรัฐ ในขณะที่การขับรถยนต์ส่วนตัวเป็นระยะทาง 1 ไมล์ให้มูลค่ากับชุมชนประมาณ 0.20 ดอลล่าสหรัฐ นอกจากนี้เมืองส่วนใหญ่ในเดนมาร์กเริ่มทยอยหยุดใช้รถยนต์มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้วเพื่อทำตามนโยบายเมืองที่มุ่งจะเป็นเมือง Carbon Neutral หรือเมืองที่มีกิจกรรมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเท่ากับ ศูนย์ภายในปี พ.ศ.2568

6.ออสโล (Oslo) นอร์เวย์
เมืองออสโลมีแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ.2563 ที่จะถึงนี้โดยวางโซน ?ปลอดรถคันใหญ่? และเริ่มทำทางจักรยานใหม่ที่มีระยะทางรวมกว่า 40 ไมล์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมรถติดกับผู้ใช้รถยนต์ในชั่วโมงเร่งด่วนและลดพื้นที่ลานจอดรถหลายแห่ง

7.เกาหลีใต้
รัฐบาลชุด มุน แจอิน อนุมัติให้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในเกาหลีใต้ 8 แห่งชั่วคราวเพื่อลดมลพิษทางอากาศ โดยในปีที่ผ่านมารัฐบาลสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้เป็นเวลา 4 เดือนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และมีแผนการจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงเก่าถาวรภายในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2563 เพื่อลดมลพิษทางอากาศและทำตามข้อตกลงปารีส เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง แม้ว่าในปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเหล่านี้ผลิตไฟฟ้าให้กับประเทศถึงร้อยละ 40 ก็ตาม


โรงไฟฟ้าถ่านหินในเมือง ทังจิน ประเทศเกาหลีใต้

จากตัวอย่างทั้ง 7 ประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศอื่นๆกำลังรับมือและจัดการกับปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาว การส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัว การสนับสนุนการใช้จักรยาน หรือการวางแผนลดรถยนต์ส่วนตัวด้วยการห้ามขายรถยนต์ดีเซล ไปจนกระทั่งการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อลดมลพิษทางอากาศ แล้วคุณอยากเห็นประเทศไทยมีการจัดการกับปัญหานี้ในระยะยาวอย่างไร? การจัดการที่ทำได้มากกว่าแค่การฉีดพ่นน้ำตามถนนหรือนโยบายการจัดการมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน


http://www.greenpeace.org/seasia/th/...g1/blog/62086/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 09-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,202
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


ฝุ่นเมืองกรุง PM2.5 ยังเกินค่ามาตรฐาน 9 เขต รวมปริมณฑล 5 จว.-แนะปชช.หมั่นสังเกตอาการ

คพ.รายงานคุณภาพอากาศ PM2.5 กทม.-ปริมณฑลยังเกินค่ามาตรฐาน เตือนประชาชนสังเกตอาการ



กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่กรุงเทพมหนาคร (กทม.) และปริมณฑล เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2561 พบว่ามลพิษทางอากาศที่ตรวจพบเกินมาตรฐาน ได้แก่ ฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตรวจพบค่าระหว่าง 51-75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มก./ลบ.ม.) จากค่ามาตรฐานอยู่ที่ 50 มก./ลบ.ม. จึงมีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลาง จนถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

สำหรับบริเวณพื้นที่ที่มีค่าเกินมาตรฐานใน กทม. ได้แก่ บริเวณริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน, แขวงบางนา เขตบางนา, แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ, แขวงดินแดง เขตดินแดง, ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน, ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี, ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง, ริมถนนดินแดง เขตดินแดง, แขวงพญาไท เขตพญาไท และ แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง

ในส่วนของพื้นที่ปริมณฑล ได้แก่ ต.นครปฐม อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม, ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี, ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี, ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ, ต.ตลาด อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ, ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ, ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ, ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และ ริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้ คพ.ได้ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด อย่าตื่นตระหนก โดยกลุ่มคนทั่วไปสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ส่วนกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็ก คนชรา หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว ให้หมั่นสังเกตอาการ หากผิดปกติให้ไปพบแพทย์ โดยสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศทันสถานการณ์ ผ่านเว็บไซด์ www.air4thai.pcd.go.th และ แอพพลิเคชั่น air4thai


https://greennews.agency/?p=18365


*********************************************************************************************************************************************************


พายุ 'ปาบึก' อาจส่งสัญญาณเตือนฤดูกาลผันแปร นักวิจัยอุตุฯเร่งศึกษา Climate Change ปัจจัยสำคัญ



ปรากฏการณ์ของพายุโซนร้อน "ปาบึก" ที่พัดเข้าถล่มพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ช่วงระหว่าง 3-5 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา อาจเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นั่นเพราะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเจอพายุเกิดขึ้นในเดือนมกราคม จากที่ฤดูกาลปกติของพายุทางตอนใต้ของไทยมักเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม


สิ่งที่เรากำลังประจักษ์คือ อาจเป็นไปได้แล้วว่าการเลื่อนของฤดูกาล ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่!?

ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ นักวิจัยจากศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กำลังถูกมองว่าฤดูกาลของพายุกำลังเกิดความผันแปร และมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นผลมาจากความผันแปรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

"นักวิจัยพยายามค้นหาหลักฐานใหม่ๆ เพื่อยืนยันว่าเกิดจาก Climate Change จริงหรือไม่ หรือเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น การขยายตัวของอากาศเขตร้อนชื้น รวมถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติขนาดใหญ่อย่าง เอลนีโญ หรือลานีญา ที่อาจส่งผลทางอ้อมต่อการพัฒนาตัวของพายุหมุนในช่วงนี้" นักวิจัยรายนี้ระบุ

ทั้งนี้ เนื่องจากพายุเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดจากการหมุนวนของกระแสลม ที่ศูนย์กลางมีความกดอากาศต่ำมากๆ การค้นหาสาเหตุการก่อตัวของพายุลูกนี้ จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่เป็นสารตั้งต้นการก่อตัวของความกดอากาศต่ำ ปัจจัยที่เอื้อในการพัฒนาตัว เส้นทางการเคลื่อนที่ และระดับความรุนแรง ตลอดจนการสลายตัวของพายุ

"ขณะนี้ทางศูนย์ภูมิอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เร่งศึกษาปัจจัยหลักที่สำคัญดังกล่าว และนำมาพิจารณาเทียบเคียงกับพายุหมุนเขตร้อนที่เคยเกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเคยส่งผลกระทบกับประเทศไทยมาแล้วในอดีต เช่น พายุโซนร้อนแฮเรียต พายุไต้ฝุ่นเกย์ และพายุไต้ฝุ่นลินดา โดยคาดว่าจะรู้ผลได้ในอีก 3 สัปดาห์" เขาระบุ



สำหรับการศึกษานี้ จะวิเคราะห์ถึงเงื่อนไขและปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้พายุหมุนเขตร้อนเกิดการพัฒนาตัวและเส้นทางการเคลื่อนตัว เพื่อช่วยในการปรับปรุงการคาดการณ์พายุหมุนเขตร้อน ซึ่งในปัจจุบันยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ และเพื่อประโยชน์ในการเตรียมการรับมือและเตือนภัยอย่างทันท่วงทีสำหรับการเกิดพายุที่นับวันจะยากต่อการคาดการณ์ขึ้นเรื่อยๆ

ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญ่ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในขณะนี้ อาจส่งผลต่อการพัฒนาตัวของพายุโซนร้อนปาบึกด้วยหรือไม่นั้น ดร.ชลัมภ์ อธิบายว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ผ่านมาได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์เอลนิโญ่/ลานินญ่า และการพัฒนาตัวของพายุหมุน

ทั้งนี้ ได้มีการพบว่าเอลนิโญ่/ลานินญ่า กำลังอ่อนหรือที่อยู่ในสภาวะเป็นกลางเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่เอื้อให้การพัฒนาตัวของพายุหมุนเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากสภาวะดังกล่าวจะส่งผลรบกวนในระบบพายุน้อยมาก จนทำให้พายุหมุนที่กำลังเริ่มพัฒนาตัวสามารถรักษาเสถียรภาพการหมุนได้ยาวนานพอที่จะเริ่มสะสมพลังงานได้ด้วยตัวเอง

เขาเสริมว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญ่/ลานินญ่า เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก จนทำให้เกิดการไหลวนของกระแสอากาศในแนวตั้งตลอดแนวเส้นศูนย์สูตรที่เรียกว่าการไหลวนแบบวอล์กเกอร์ (Walker circulation) ในปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ่/ลานินญ่า รุนแรง การไหลวนแบบวอล์กเกอร์จะมีความรุนแรงมากและส่งผลให้กระแสลมชั้นบนเกิดความผิดปกติ จึงเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการยับยั้งการพัฒนาตัวของพายุหมุนได้



อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการศึกษาที่จะทำให้สามารถประเมินถึงสาเหตุเบื้องต้นการพัฒนาตัวของพายุปาบึก มีอย่างน้อย 6 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย

1.อุณหภูมิผิวน้ำทะเล ที่จะต้องมีความอุ่นเพียงพอ ในทางทฤษฎีการพัฒนาตัวของพายุหมุนเขตร้อนแหล่งพลังงานที่สำคัญ คือ อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลต้องมีค่าสูงกว่า 26 องศาเซลเซียส และมีระดับความลึกอย่างน้อย 60 เมตร เพื่อรักษาสมดุลของพลังงานให้ยาวนานพอที่จะส่งผ่านความร้อนให้ความกดอากาศต่ำเกิดการพัฒนาตัวจนเป็นพายุหมุนได้

2.กระแสลมเฉือนในแนวตั้งมีค่าต่ำ กระแสลมเฉือนเป็นผลมาจากการเคลื่อนตัวของลมที่มีเปลี่ยนความเร็วตามความสูง โดยการศึกษากระแสลมเฉือนในแนวตั้ง (vertical wind shear) จะพิจารณาจากความเร็วลมที่แตกต่างกันของลมชั้นบน 2 ระดับ คือ ที่ระดับความสูงประมาณ 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และที่ระดับความสูงประมาณ 15,000 เมตร จนมีผลทำให้เกิดกระแสลมเคลื่อนที่ในแนวตั้ง บริเวณที่ความกดอากาศต่ำเริ่มก่อตัว กระแสลมเฉือนในแนวตั้งเป็นปริมาณสำคัญที่บอกถึงการรบกวนการพัฒนาตัวจากความกดอากาศต่ำไปเป็นพายุหมุน เมื่อกระแสลมเฉือนในแนวตั้งที่มีค่าต่ำจะมีการรบกวนในระบบพายุน้อย จนทำให้ค่าความร้อนแฝงทั้งหมดถูกใช้ไปในการพัฒนาของพายุหมุนอย่างมีประสิทธิภาพ

3.ความชื้นจะต้องวิ่งเข้าหาศูนย์กลางพายุอย่างต่อเนื่อง ความชื้นในอากาศเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พายุหมุนมีความแข็งแรงและยังคงสภาพได้นานแม้เกิดการปะทะกับสภาพแวดล้อม เนื่องจากความชื้นเป็นตัวเพิ่มมวลและโมเมนตั้มให้กับพายุหมุนเป็นอย่างดี การประเมินความรุนแรงของพายุหมุนนอกจาก การคำนวณจากความเร็วในการเคลื่อนที่ ความเร็วของการหมุนแล้ว ยังสามารถประเมินความรุนแรงจากโมเมนตั้มได้เช่นกัน ความชื้นที่มีส่วนเสริมความแรงของพายุนับตั้งแต่ความชื้นที่ระดับน้ำทะเลจนถึงระดับความสูงประมาณ 5,500 เมตร เนื่องจากเป็นระดับที่กระแสอากาศเกิดการไหลวนเข้าสู่ศูนย์การของการหมุนในตัวพายุ

4.ตำแหน่งการก่อตัวของพายุ ปกติแล้วความกดอากาศต่ำที่จะพัฒนาตัวเป็นพายุหมุนเขตร้อนต่อไปได้ ตำแหน่งการเกิดถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุด จากสถิติการเกิดพายุหมุนเขตร้อนในรอบเกือบ 50 ปี แสดงให้เห็นว่า ตำแหน่งการเกิดและการเคลื่อนที่ของพายุหมุนเขตร้อน โดยปกติจะเกิดสูงกว่าละติจูดที่ 5 องศาเหนือ และต่ำกว่าละติจูตที่ 5 องศาใต้ เหตุผลที่สำคัญก็คือ ?แรงโคริออริส? (Coriolis Force) ซึ่งเป็นแรงในธรรมชาติเนื่องมาจากอิทธิพลการหมุนรอบตัวเองของโลก แรงโคริออริสจะช่วยเพิ่มการหมุนและการเคลื่อนที่ในขณะที่ความกดอากาศต่ำเริ่มก่อตัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เปราะบางมาก เนื่องจากความกดอากาศต่ำที่ไม่เกิดการไหลวน (circulation) จะไม่สามารถคงสภาพอยู่ได้นาน ยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์จะมีพายุเคลื่อนตัวผ่านน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งที่ผลจากแรงโคริออริสมีค่าน้อยมาก (ที่ตำแหน่งเส้นศูนย์สูตรอิทธิพลจากแรงโคริออริสมีค่าเป็นศูนย์)

5.ความต่างของพลังงานในระบบของพายุกับพลังงานภายนอกจากสิ่งแวดล้อม การไหลและถ่ายโอนความร้อนแฝง (Latent heat flux) ภายในหย่อมความกดอากาศต่ำจะทำให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพในชั้นบรรยากาศ กระบวนการไหลวนและยกตัวของอากาศจะพัฒนาตัวขึ้นอย่างรุนแรงจนกลายเป็นพายุหมุน พลังงานความร้อนจะทำให้การไหลเข้าและไหลออกของอากาศพัฒนาความรุนแรงมากขึ้น ความกดอากาศภายในศูนย์กลางพายุจะมีค่าลดลงรวดเร็วจนทำให้เกิดความแตกต่างของความกดอากาศในพายุและบริเวณโดยรอบอย่างมาก และส่งผลทำให้การแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างบริเวณทั้งสองมีความรุนแรงมาก

6.ปัจจัยลมระดับบน พายุหมุนที่มีความรุนแรงถูกประเมินจากความเร็วของการไหลวนและการลดลงของความกดอากาศภายในศูนย์กลางพายุ พายุหมุนที่มีความรุนแรงค่าความกดอากาศภายในจะลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ในระบบพายุมวลอากาศจะไหลเข้าหาศูนย์กลางจากลมระดับล่างจนถึงระดับความสูงประมาณ 5,500 เมตร และอากาศจะไหลออกที่ระดับความสูงประมาณ 12,000 เมตร ในพายุหมุนที่มีความรุนแรงมากๆ ค่าความกดอากาศที่ศูนย์กลางจะมีค่าต่ำ ดังนั้นปัจจัยของลมชั้นบนที่ระดับความสูง 12,000 เมตร ที่มีความแรงมากๆ มีส่วนช่วยทำให้ความกดอากาศภายในศูนย์กลางพายุลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเกิดการไหลออกของอากาศอย่างรวดเร็วเช่นกัน


https://greennews.agency/?p=18368

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:07


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger