เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,294
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง โดยภาคเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองมากกว่าบริเวณอื่น และอุณหภูมิจะลดลงอีก 2-3 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับเกษตรกรควรเตรียมป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตร ส่วนภาคใต้มีฝนน้อย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 9-10 ม.ค. 62 ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนภาคอื่นๆมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

หลังจากนั้น ในช่วง 11-12 ม.ค. 62 ภาคเหนือ มีอากาศเย็นถึงหนาว และอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ในบริเวณยอดดอย ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกยังคงมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า ภาคใต้มีฝนน้อย

ส่วนในช่วงวันที่ 13-15 ม.ค. 62 ภาคเหนือมีอากาศหนาวเย็นต่อเนื่อง และตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส ส่วนภาคกลาง และภาคตะวันออก มีอากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนน้อย


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 10-15 ม.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (84.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (200.3 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,294
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


อวสาน! อาชีพประมง ติดกับดักปลดล็อกอียู

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ...สารพัดมาตรการต่างๆ เพื่อปลดล็อกใบเหลืองประมงไทยที่น่าภาคภูมิใจจะกลับกลายทำให้อาชีพประมงไทยสาละวันเตี้ยลง รอวันล่มสลายไปได้ดังเช่นสถานการณ์ทุกวันนี้



ไต้ก๋งเรือ ผู้มากประสบการณ์หนึ่งในกลุ่มประมงจังหวัดปัตตานีอยากจะเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ทีมข่าว "สกู๊ปหน้า 1" ฟังว่า ผมเองเมื่อก่อนไปตรวจเรือเขาให้ผมเป็นเรือตัวอย่างเลยนะ เพราะเราทำถูกต้องมาตั้งแต่ต้นเลย แต่ยิ่งตัวอย่างนักก็ยิ่งเจ็บนัก...เพราะจะต้องปฏิบัติ คำสั่งออกวันนี้พรุ่งนี้ผมต้องทำ คำสั่งออกชั่วโมงนี้อีกชั่วโมงผมต้องไปทำให้สมบูรณ์ ไม่งั้นเราจะออกหาปลาไม่ได้เพราะเป็นเรือขนาดใหญ่

มาตรการต่างๆที่ออกมาเป็นกฎหมายที่ไม่เคยได้ยิน ยกตัวอย่างว่า... มาตรา 39 บุคคลใดจะขอใบอนุญาตทำการประมงจะต้องไม่ขาดคุณสมบัติ หมายความว่าหนึ่งเรือไม่เคยโดนคดี ไม่โดนล็อกเรือ ไม่พ้นระยะเวลา 5 ปี



เมื่อเทียบเหตุการณ์กันกับบนฝั่ง สมมติว่า คุณมีเรือประมง 10 ลำ ถ้าทำผิด 1 ลำ อีก 9 ลำจะขอใบประมงพาณิชย์ไม่ได้ แล้วถ้าเทียบกับนาย ก. มีรถสิบล้อ 10 คัน มีคันหนึ่งคันใดไปชนคนตาย ทำไมอีก 9 คันยังวิ่งทำงานได้เป็นปกติ แล้วขอการต่อทะเบียนได้ทุกปี

"กฎหมายประมงออกมาอย่างนี้ ต้องการฆ่าชาวประมง หรือ...ให้ความเป็นธรรมกับชาวประมงมีบ้างไหม นี่คือสิ่งที่เห็นต่าง สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวประมง"

อีกตัวอย่าง...การฝ่าไฟแดงของรถ สมมติว่ามอเตอร์ไซค์ฝ่าปรับ 300 บาท รถกระบะฝ่าปรับ 300 บาท รถสิบล้อฝ่าก็ปรับ 300 บาท... รถสิบแปดล้อก็ปรับ 300 บาท...เท่าๆกัน แต่เรือประมง 10 ตันกรอสทำผิดปรับหมื่นบาท พอ 30 ตันกรอส ปรับแสน...พอ 60 ตันกรอส ปรับ 5 แสน... ปรับไปตามขั้นบันได

คนฟังอาจฟังแล้วอาจจะคิดว่าก็สมควรแล้ว เพราะเรือขนาดยิ่งใหญ่ขึ้นก็ยิ่งจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น หากกระทำผิดก็ควรปรับมากขึ้นเยอะตามลำดับ?

"ในเมื่อศักยภาพของเรือใหญ่มีความสามารถที่จะไปจับสัตว์น้ำได้มาก ทำไมรัฐไม่ปล่อยให้เขาไปหาปลานอกน่านน้ำ ทำไมจึงขังเขาไว้ในกรอบ...พอมาขังไว้แล้ว ถามว่าเรือ 30 ตัน...60 ตัน...100 ตัน... 150 ตัน หากินจับปลาอยู่ในพื้นที่เดียวกันจะเอาสัตว์น้ำที่ไหน...มาจากไหน"

ในทางปฏิบัติเป็นเช่นนี้ เรือเล็ก เรือใหญ่จับได้เหมือนๆกัน ปริมาณก็ต่างกันไม่เยอะ ก็ได้เงินเหมือนๆกัน...ดีไม่ดีเรือ 150 ตันกรอสจะหาปลาได้น้อยกว่าเรือ 60 ตันกรอสด้วยซ้ำไป

ในทางกลับกัน...เวลาโดนคดี ไม่เกิน 150 ตันกรอส สมมติว่าปรับ 6 แสนบาทในบางมาตรา แต่นับจากเรือขนาด 150 ตันกรอสขึ้นไป ปรับสูงมากตั้งแต่ 6-25 ล้านบาท...20-30 ล้านบาทเลยทีเดียว

ไฉน? ความผิดปรับลงโทษจึงเป็นขั้นบันไดแตกต่างกันอย่างนี้



พวกเรือใหญ่ๆยิ่งใหญ่มากๆก็ยิ่งพร้อมที่จะตาย ล้มหายตายจาก...

กลัวด้วยกฎหมาย นิดเดียวก็ตายถ้าพลาด

จังหวัดปัตตานี ถ้ารวม "เรือประมง" ทุกขนาดที่มีใบประมงพาณิชย์จะอยู่ที่ 1,050 ลำ สถานการณ์ที่ออกเรือหาปลาได้ คาดว่ามีไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว...ที่ออกไปได้ไม่ใช่ว่าแค่เรือที่ถูกต้อง ที่จอดก็ถูกต้องเหมือนกันแต่ส่วนใหญ่จอดเพราะไม่มีทุนจะไปต่อ ถึงวันนี้น่าจะไม่ถึงแล้ว

คำว่า "หมดทุน" คือหมดทุกอย่าง บ้าน รถ กู้หนี้ยืมสินกันสู้ไปจนไม่รู้จะกู้ที่ไหนแล้วเหลือก็แต่หนี้สินรุงรัง ตั้งแต่ปี 2558 มันรุมเร้ามาเรื่อยๆ

ต่างคนก็ต่างสู้ไปไม่เคยถอย สุดท้ายเมื่อเต็มที่กันสุดๆแล้วก็ถึงเวลาหยุด

ใครต้อง "จอด" ออกเรือไม่ได้แล้วก็แสดงว่า "หมดตัว"

เรือที่จอดมีผลกระทบมากน้อยอย่างไร ไต้ก๋งเรือลำหนึ่งขนาด 160 ตันกรอสเป็นเรือแม่ 1 ลำ และมีเรือสนับสนุน 3 ลำ คุยให้ฟังว่า จอด 1 เดือน คนงานจะไม่ครบเหลือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จะต้องจ่ายค่าแรง ค่าเรือสนับสนุน ค่าอาหาร ฯลฯ รวมๆทั้งหมดแล้วต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท ต้องจ่ายโดยไม่มีรายได้เลยแม้แต่บาทเดียว

สู้ทนทำไป มีโอกาสก็ออกทะเลหมดทุกอย่างแล้ว ถ้าได้มา สิ่งที่เสียคือค่าแรงงาน ก็เอาจากรายได้จากสัตว์น้ำที่จับมาแบ่งไป ส่วนที่สองค่าแรง ค่าอื่นๆก็จ่ายได้ไม่ต้องเป็นหนี้เสมอตัว...ถ้าจะมีกำไร สี่หมื่น...ห้าหมื่น...หรือแสนบาทก็ยังพอได้ แต่ก็อาจจะไปขาดทุนอีกครั้งในช่วงที่ต้องซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์

"บางทีในช่วงหนึ่งเดือนก็ต้องซ่อม หรือออกเรือกลับมาอาทิตย์เดียวก็เกิดความเสียหายขึ้นได้แล้ว ก็ต้องจ่ายค่าซ่อมอีก"

ความพิเศษของปัตตานีเป็นพื้นที่พิเศษกว่าที่อื่นหรือเปล่าไม่รู้ แม้ว่าเรือจะจอดแล้วแต่ก็มีความเสี่ยงถูกเข้ามาขโมยชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ บนเรือเอาไปขาย รายหนึ่งเป็นเจ้าของเรือ 1 ลำ ตัดสินใจจอดก็ยังต้องจ้างคนมาเฝ้าวันละ 300 บาท และ...เสียค่าใช้จ่ายนอกเหนือจาก VMS รายเดือนอยู่ที่หลักพันกว่าบาทมากน้อยแล้วแต่บริษัท แล้วแต่รุ่น แล้วแต่การเลือกจ่ายรายเดือน...รายปีตามโปรโมชัน

"วันนี้คนตกงานไม่มีงานทำเยอะมากไม่เหมือนวันวานที่ชาวประมง เรือประมงเฟื่องฟู ทุกคนอยู่ดีกินดี เงินหมุนไปๆมีรายได้ใช้จ่ายเข้ามาไม่ขาดมือ แต่เมื่อถึงยุคฝืดธุรกิจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องก็ทยอยเลิก ปิดกิจการ เงินไม่หมุนอีกแล้ว อาชญากรรมสารพัดเรื่องก็ผุดขึ้นมาเต็มพื้นที่ ทั้งโจร ทั้งยาเสพติดก็เพิ่มขึ้นมาเป็นเงาตามตัว"

อาจจะกล่าวได้ว่าก่อนที่จะมาถึงจุดจอด...เถ้าแก่เจ้าของเรือต้องผ่านจุดจบกันก่อน เรียกว่าไม่มีทุนเหลืออีกแล้ว เทหมดหน้าตัก หมดทุนแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง กู้หนี้สินทั้งนอกและในระบบมาหมดแล้ว เรือก็ขายไม่ได้ เป็นทรัพย์สินเอาไปกู้กับสถาบันการเงินไม่ได้เลย ไม่มีใครรับ ไม่เหมือนรถ เข้าไฟแนนซ์ไม่ได้

"เครื่องยนต์ ตัวเรือ ไม่มีใครรับซื้อ...ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เกียร์เรือขนาดใหญ่ราคาเป็นล้าน เรือจอดถอดทิ้งก็ขายเป็นเศษเหล็กได้อย่างเดียว ที่สำคัญสถาบันการเงินไม่รับรองการให้เครดิตกับชาวประมงและเรือประมงทุกประเภท คนในแวดวงธุรกิจประมงเหมือนคนตัวเปล่าเปลือย คุยกับสถาบันการเงินไม่รู้เรื่อง"

ถ้าชาวประมงแท้ๆไม่ทำอย่างอื่น มีอาชีพเดียวเท่านั้น

ถ้ายังมีเรืออยู่ ถ้าได้ออกทะเลจับหาปลามาได้ก็ยังพออยู่ได้ แต่มีเรืออยู่แล้วไม่ออก หนี้สินที่มีก็ไม่มีปัญญาที่จะใช้หนี้ก็เพิ่มอีก...ไม่มีเงินเข้า มีแต่เงินออก ฉะนั้นได้ทู่ซี้ออกเรือไปจับปลาย่อมดีกว่าอยู่เฉยๆ

อีกสิ่งที่ทำให้ชาวประมงไทยต้องจุกอก คือบังคับจำกัดวันทำการออกเรือจับปลาได้แค่ 240 วัน...นับรวมเวลาเรือวิ่งเข้าวิ่งออก พักเรือเจอมรสุม ปัญหาอุปสรรคไปด้วยแล้ว แต่บังคับให้ต้องจ่ายเงินลูกจ้างแรงงานทั้งปี



"เราอยากทำงานได้ทั้งปี เพราะในหนึ่งปีเรือทุกลำก็ต้องมีการจอดซ่อมบำรุงอยู่แล้ว 2 เดือน เลี่ยงไม่ได้ ถัดมา...ช่วงระหว่าง 300 วัน ที่เหลือก็ต้องเสียเวลาวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่แล้ว การที่นับวันทำการประมง 7 วัน แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติที่จับปลา ทำประมงได้จริงๆนั้น อาจจะแค่ 1-2 วันเท่านั้นเอง หรืออาจจะทำได้ทุกวันซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติที่ไม่แน่นอน ชายหาดทะเลอาจจะสวย คลื่นลมสงบ แต่ออกในกลางทะเลคลื่นแรงน้ำเชี่ยวสวนทิศกัน"

ทางออกที่หวังกัน ถ้าพวกเราสื่อให้ผู้ใหญ่ รัฐบาลได้รับรู้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎกติกาต่างๆให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวประมงไทยจริงๆ ให้เดินยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ปัญหาหนักหนาสาหัสจะค่อยๆคลี่คลาย

สภาพเป็นจริงเป็นเช่นนี้ ใครจะยื่นมือเข้ามาช่วย...รัฐบาล ผู้มีอำนาจจะคลี่คลายปัญหาเรือประมงไทยได้อย่างไร ใคร่ครวญ...เหตุปัจจัยปัญหาให้มั่นเหมาะ เห็นใจคนไทยด้วยกันเอง เดินสายกลาง...ย่อมดีกว่าเอาแต่ใช้กฎกติกา ระเบียบกฎหมาย...เสมอเหมือนบีบผลักให้ "คนดีๆ" ต้องไปเป็น "โจร" กันหมด.


https://www.thairath.co.th/content/1465258

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,294
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


'วิกฤติมลพิษ' ทางอากาศ ปัญหาของไทยและโลก! ..................... คอลัมน์ พุ่มไม้ใบบัง โดย นริศ ขำนุรักษ์

สัปดาห์นี้ไปดูสาเหตุของปัญหา "วิกฤติมลพิษทางอากาศ" ทั้งในไทยและต่างประเทศ ตลอดจนวิธีแก้ปัญหาและการป้องกัน



วันนี้คอลัมน์ "พุ่มไม้ใบบัง" แม้ได้เคยเขียนถึงปัญหามลพิษทางอากาศมาแล้วหลายครั้ง เพราะถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบรุนแรงต่อประชาชน แต่วันนี้ขอเอาบทความของ "นายร่มธรรม ขำนุรักษ์" มาเผยแพร่เพราะเห็นว่าเป็นบทความที่น่าสนใจ ทั้งให้เห็นสาเหตุของปัญหา และการป้องกันและแก้ไข ตลอดจนสถานการณ์ทางมลพิษในต่างประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในปัจจุบันสิ่งที่มาพร้อมหน้าหนาวไม่ใช่หมอกจางๆ เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่หมอกขาวๆ ที่พบเห็นมันคือ "ควันพิษ" ในช่วงปีหลายปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ มีค่าฝุ่นละอองพิษ PM 2.5เหนือท้องฟ้าเกินมาตรฐานหลายจุด โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดในเขตอุตสาหกรรม ตลอดจนเกือบทุกจังหวัดทางภาคเหนือจะเกิดมลพิษที่รุนแรงในช่วงปลายปีหรือ "ในช่วงฤดูหนาว" สำหรับในกรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่ปัญหามลพิษคลี่คลายลงบ้างเพราะคนอยู่อาศัยกันน้อย และกลับมาเยอะขึ้นอีกครั้งหลังจากเทศกาลปีใหม่ผ่านไป และผู้คนทยอยกลับมา ปัญหานี้เป็นปัญหาที่หลายเมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน

ตัวผมเองมีประสบการณ์ในเรื่องมลพิษ เพราะได้เคยสัมผัสปัญหาหมอกควันนี้ด้วยตัวเองในเมืองที่ขึ้นชื่อด้านมลพิษทางอากาศสูงมาก คือ นครปักกิ่ง ประเทศจีน ตอนที่ไปศึกษาปริญญาโทอยู่ที่นั่น และตอนนี้ผมก็ได้สัมผัสเรื่องนี้อีกในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่ผมอาศัยในปัจจุบัน ด้วยประสบการณ์ดังกล่าว วันนี้ผมจึงจะมาเชิญชวนทุกท่านมาดู สาเหตุของปัญหานี้ทั้งในไทย และต่างประเทศ ตลอดจนวิธีแก้ปัญหา ภายใต้หลักความคิดที่ว่า "เมื่อมลพิษไม่มีพรหมแดน จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา"

ควันพิษ PM2.5 คืออะไร? PM2.5 คือ เกณฑ์ที่ฝุ่นขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือฝุ่นที่เล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ 25 เท่า ซึ่งแน่นอนขนจมูกกรองไม่ได้ และ PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็ง เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และกระแสเลือด เสี่ยงโรคเรื้อรัง ประมาณการว่าคนไทยต้องเสียชีวิตเพราะฝุ่นนี้แล้ว 22,000 กว่าคน/ปี

มลพิษทางอากาศ และ PM2.5 เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เพราะมีสารเคมีหลายชนิด เป็นสารระคายเคืองไปจนถึงสารก่อมะเร็ง จึงเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ ก่อให้เกิดการตายก่อนวัยอันควรในประเทศไทย



สำหรับไทย ค่ามาตราฐานของฝุ่น PM2.5 (หน่วยเป็น ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) เป็นอย่างไร
1.คุณภาพอากาศดีมาก = 0-25 มคก./ลบ.ม.
2.ระดับฝุ่นมาตรฐาน = 26-37 มคก./ลบ.ม.
3.ปานกลาง = 28-50 มคก./ลบ.ม.
4. เริ่มมีผลต่อสุขภาพ = 51-90 มคก./ลบ.ม.
5. มีผลต่อสุขภาพ = 91 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป


สาเหตุและแหล่งกำเนิด ฝุ่นละออง PM2.5 ในไทยคืออะไร?

1.เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ต้นเหตุหลักของปัญหามลพิษทางอากาศ

1.1 การเผาในที่โล่ง ไม่ว่าจะเป็นการเผาแปลงเพื่อการเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว เผาขยะ หรือเผาศพ (อันนี้เยอะสุด ปล่อย PM2.5 200,000 ตัน/ปี) จังหวัดที่ประสบปัญหานี้เยอะ คือ ทางเหนือ เนื่องจากการเผาแปลงเพื่อการเกษตร

1.2 ควันจากรถ และการคมนาคม ปล่อย PM2.5 จำนวน 50,000 ตัน/ปี จังหวัดที่ประสบปัญหานี้เยอะ คือ กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่

1.3 อุตสาหกรรม ปล่อย PM2.5 จำนวน 65,000 ตัน จังหวัดที่ประสบปัญหานี้เยอะ คือ จังหวัดในเขตอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ระยอง และสระบุรี

1.4 การผลิตไฟฟ้า ปล่อย PM2.5 จำนวน 30,000ตัน โดยสาเหตุหลักเกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งจังหวัดที่ประสบปัญหานี้เยอะ คือ ลำปาง และระยอง เนื่องจากเป็งหวัดที่ยังใช้ไฟฟ้าจากการเผาถ่านหิน

2.เกิดจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นเหตุส่วนน้อยในไทย ได้แก่ ไฟป่า ภูเขาไฟ และปัจจัยทางฤดูกาล

สำหรับทั่วโลก องค์กรอนามัยโลก WHO ประมาณการณ์ว่าประชากร 7 ล้านคนต้องตายทุกปี เพราะมลพิษอากาศ และ 90% ของประชากรโลกกำลังสูดอากาศที่เป็นมลพิษ ที่เกินขีดจำกัดที่กำหนด




ประเทศที่มีมลพิษทางอากาศสูงสุดดังนี้

1.จีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก เนื่องจากการเร่งการผลิตในช่วงที่ผ่านมาจากอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน ประกอบกับจำนวนประชากรมากมาย ทำให้มีการปล่อยมลพิษ PM2.5 สูงมาก จึงมีคนตายปีละกว่า 1.1 ล้านคนจากมิลพิษทางอากาศ

2.อินเดียเป็นอีกประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สูงมากๆ เพราะมีประชากรเยอะเป็นอันดับ 2 และเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม จึงมี PM2.5 เคยสูงถึงเกิน 1,000 เช่นกัน


วิธีแก้ปัญหาของหลายๆ ประเทศ?

1.จีนได้จัดตั้งตำรวจสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ตรวจสอบและปิดโรงงานที่ก่อมลพิษทางอากาศหลายหมื่นแห่ง ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายร้อยที่ เพื่อเร่งแก้ปัญหานี้จีนจึงลงทุนอย่างหนักในพลังงานทดแทน Solar cell และกังหันลม ปักกิ่งแบนมอเตอร์ไซค์ หลายเมืองในจีน มีเลนสำหรับจักรยาน และรถใช้ไฟฟ้า และมีนโยบายและได้ดำเนินการลดการใช้ถ่านหินกว่า 50% ในระหว่างปี 2013-2018

2.อินเดียให้ก๊าซ LPG ฟรีกับประชาชน 37 ล้านคนที่มีรายได้ต่ำ เพื่อให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนมาใช้พลังงานในครัวเรือนที่ดีขึ้น เพื่อการลดการสร้างมลพิษทางอากาศ

3.หลายเมืองใหญ่ของโลก เมืองใหญ่ของโลกในฝั่งยุโรป เช่น ปารีส เอเธนส์ เม็กซิโกซิตี และมาดริด มีแผนจะยุติการใช้รถยนต์ดีเซลภายในปี 2025 ขณะที่รัฐบาลเยอรมนีกำลังพิจารณามาตรการคล้ายกัน ซึ่งบางเมืองได้ยกเลิกการใช้รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นเก่าแล้ว ให้ใช้ได้เพียงรถรุ่นใหม่ที่ผ่านทดสอบว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้วเท่านั้น

4.อังกฤษ ติดแผง Solar Cell ให้ผู้มีรายได้น้อย และสร้างรายได้ให้ 800,000 ครัวเรือน โดยการรับซื้อ


วิธีแก้ไข

1.รัฐไม่ใช่แค่ฉีดน้ำเพื่อดับปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้องใช้มาตราการเข้มให้โรงงานอุตสาหกรรม ลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ โดยเฉพาะการเผาถ่านหิน พัฒนาและผลักดันการใช้พลังงานทดแทน เช่น Solar Cell พลังงานลม หรือรถพลังงานไฟฟ้า อย่างจริงจัง พัฒนารถขนส่งสาธารณะทั่วไทย ด้วยราคาที่เป็นธรรมมากขึ้นหรือฟรี

2.ประชาชน สวมหน้ากาก N 95 เพราะหน้ากากนี้ ป้องกันฝุ่น 0.3 ไมครอนได้ 95% ซึ่งป้องกัน PM2.5 ได้ หันมาใช้รถสาธารณะ เดินทางทางเดียวกัน ก็ไปด้วยกันมากขึ้น ลดการใช้ไฟฟ้า ลดการเผาขยะแบบเปิด

3.ภาคเอกชน หันมาใช้พลังงานทดแทน ใช้วิธีการผลิตที่ปล่อยควันน้อยลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

4.เกษตรกร ลดการเผาเพื่อการเกษตรเชิงเดี่ยว หันมาพึ่งพืชที่ออกผลระยะยาว หรือไม้ที่สร้างรายได้ระยะยาว

ดูค่าฝุ่น PM2.5 ในแต่ละบริเวณได้ที่ไหน
1.เว็บกรมควบคุมมลพิษ Air4Thai
2.Application Air4thai
3.The World Air Quality Index


https://www.dailynews.co.th/article/686682

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,294
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ปาบึกทิ้งซากสัตว์ทะเล พร้อมขยะเกยหาดหัวดอน ชาวบ้านเก็บไว้ไปทำโมบายขาย

ประจวบคีรีขันธ์ - อิทธิพลจากพายุโซนร้อนปาบึก ส่งผลให้มีหอย สาหร่ายทะเล และขยะเกยหาดหัวดอน ชาวบ้านแห่เก็บเปลือกหอยทำโมบายเพื่อจำหน่ายและตกแต่งบ้านเรือน ด้านเทศบาลเมืองหัวหินเตรียมระดมเจ้าหน้าที่เก็บขยะทำความสะอาดฟื้นฟูชายหาดให้สวยงามดังเดิม



วันนี้ (9 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณชายหาดหัวดอน ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ มีหอยนานาชนิด และสาหร่ายทะเลชนิดเส้นสีขาว ที่ชาวบ้านเรียกว่า ขี้กั้ง รวมทั้งขยะ ลอยขึ้นมาเกยหาดเป็นช่วงๆ เนื่องจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนปาบึก ที่ทำให้เกิดคลื่นลมในทะเลที่มีกำลังแรงต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล ทำให้ชายหาดหัวดอน บางช่วงนักท่องเที่ยวไม่สามารถลงเล่นน้ำทะเล หรือพักผ่อนชายหาดได้ เนื่องจากมีเศษหอย และขยะ รวมทั้งในน้ำทะเลยังมีเศษขยะ สาหร่าย และตะกอนสีดำ

ขณะเดียวกัน มีชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาเลือกเก็บหอยนานาชนิดที่ลอยปะปนกันอยู่ เพื่อนำไปบริโภค และนำไปประดิษฐ์เป็นโมบายเปลือกหอยเพื่อจำหน่ายเป็นสินค้าที่ระลึก หรือประดับบ้านเรือน



โดยชาวบ้านเผยว่า ภายหลังเกิดพายุ หรือลมมรสุม จะเกิดปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ อาจจะมีหอย หรือสัตว์ทะเลลอยขึ้นมาเกยหาด โดยพบว่าในช่วง 2 วันนี้ หอยที่มีขึ้นมาครั้งนี้มีหลายชนิด เช่น หอยกาบ หอยกะพง หอบตลับ หอยคราง หอบจอบ สามารถนำไปบริโภคได้ โดยเมื่อน้ำลงในช่วงบ่ายชาวบ้านก็มาเก็บหอย สำหรับวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหอยที่มีรูปร่างแปลกตา และเป็นหอยสวยงามที่สามารถนำไปต่อยอดประดิษฐ์เป็นโมบายเปลือกหอยได้ สำหรับสาหร่ายที่มีลักษณะเป็นเส้นแบนสีขาว ชาวบ้านจะเรียกว่า ขี้กั้ง ไม่อันตราย เพียงแต่ทำให้ชายหาดไม่สะอาดสวยงาม

อย่างไรก็ตาม เทศบาลเมืองหัวหิน เตรียมระดมเจ้าหน้าที่เก็บขยะทำความสะอาดชายหาดหัวดอน เพื่อฟื้นฟูชายหาดให้กลับมาสวยงามดังเดิม พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการชายหาดช่วยแจ้งเตือนนักท่องเที่ยว ไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินเท้าเปล่า ขอให้สวมใส่รองเท้าเพื่อป้องกันอันตรายจากเศษหอย และเศษขยะที่อยู่ตามชายหาด


https://mgronline.com/local/detail/9620000003032

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,294
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


กรีนพีซ คาด "มลพิษข้ามพรมแดน" สาเหตุฝุ่นพิษใน กทม.

สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เกินมาตรฐาน ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานั้น ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิเคราะห์ว่า สาเหตุหนึ่งมาจาก มลพิษในประเทศกัมพูชา หลังพบจุดความร้อนที่หนาแน่นมาก



โปรแกรม airvisual earth ที่แสดงจุดความร้อนในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในช่วง 24 ชั่วโมง พบว่า บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชามีจุดความร้อนที่หนาแน่นมาก

นายธารา บัวคำศรี ผอ.ประจำประเทศไทย กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่า เป็นการเผาในที่โล่งอาจจะเป็นพื้นที่การเกษตรหรือป่า มลพิษเหล่านี้จะถูกลมพัดผ่านมาจากทะเลจีนใต้ผ่านเวียดนาม กัมพูชา ตรงเข้ามายังไทยทางภาคตะวันออก ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร เชื่อว่า มลพิษข้ามพรมแดน ลักษณะนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในกรุงเทพ-ปริมลฑลเกินค่ามาตรฐาน



จากข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์จากข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เท่านั้น เพราะปัจจัยการเกิดและไม่เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 นั้นยังมีอีกหลายปัจจัยซึ่งต้องติดตามแบบใกล้ชิดจึงจะระบุความชัดเจนได้

นายธารา ยังอธิบาย สาเหตุที่ ฝุ่นละออง PM 2.5 สะสมอยู่ใน กทม.มากกว่าจังหวัดอื่นๆ เพราะสภาพอากาศในกรุงเทพ ลอยตัวไม่ดี สภาพอากาศปิด ลมสงบ และภูมิศาสตร์ในกรุงเทพมีลักษณะตึกสูง ฝุ่นไม่สามารถพัดผ่านได้โดยง่าย

ขณะที่ สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในกรุงเทพและปริมณฑลวันนี้ 9ม.ค. 2562 ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา รายงานจาก กรมควบคุมมลพิษ พบว่า ปริมาณฝุ่นละอองลดลง เมื่อเทียบกับหลายวันก่อน



คุณภาพอากาศพื้นที่ริมถนนและพื้นที่ทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงดีมากทุกพื้นที่ และคาดการณ์ว่าคุณภาพอากาศในวันพรุ่งนี้ (10 ม.ค. 2562 )จะอยู่ในระดับดีถึงดีมาก ส่วนสาเหตุที่ปริมาณฝุ่นละอองลดลง เนื่องจากมีลมแรงจัดทำให้ช่วยพัดพาฝุ่นละอองได้บางส่วนถึงแม้ว่าอากาศลอยตัวไม่สูงมากนัก


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/96299

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,294
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


สหรัฐฯปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

บริษัทด้านการวิจัยเผยในปี 2018 ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีสาเหตุหลักจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว



งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของบริษัทวิจัยด้านสภาพเศรษกิจ "โรเดียม กรุ๊ป" โดยใช้ข้อมูลจากสำนักข้อมูลจากสำนักงานบริหารข้อมูลพลังงานสหรัฐฯ และ แหล่งอื่นๆขณะเดียวกัน บริษัทวิจัยด้านสภาพเศรษกิจ "โรเดียม กรุ๊ป" ออกมาเปิดเผยว่า ในปี 2018 ประเทศที่ผ่านมา สหรัฐฯ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 3.4 เปอร์เซนต์ ทั้งที่ 3 ปี ก่อนหน้านี้ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรก หลังจาก 3 ปี ที่ผ่านมา มีอัตราลดลงโดยตลอด

ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีอัตราเพิ่มขึ้น เป็นเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักขึ้นขยายตัว โดยหลายภาคอุตสาหกรรมขนส่งสินค้ามากขึ้นด้วยรถบรรทุกซึ่งใช้น้ำมันดีเซล ขณะที่ประชาชนหันมาเดินทางด้วยเครื่องบินเพิ่มขึ้น ทำให้ปีที่แล้วการบริโภคน้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินของสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซนต์

โดยภาคการขนส่งยังครองแชมป์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นปริมาณมากที่สุดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่ภาคส่วนที่มีอัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขยายตัวมากที่สุด คือ อาคารบ้านเรือนต่างๆและการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

โดยงานวิจัยประเมินว่าในปี 2018 อาคารเพื่อการอยู่อาศัยและการพาณิชย์ มีอัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่มขึ้นถึง 10 เปอร์เซนต์ สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004



นอกจากนี้ ฤดูหนาวที่กินระยะเวลายาวนานกว่าเดิม และอากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนของหลายพื้นที่ ยังทำให้ประชาชนใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้การบริโภคไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้น

สำหรับสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศจีน ขณะที่แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกเลิกมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก รวมถึงยังเตรียมจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการแก้ปัญหาโลกร้อนในปีหน้า หรือปี 2020 ด้วย


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/96304

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 20:20


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger