เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 02-09-2020
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,322
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 2 กันยายน 2563

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง กับมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ในภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้

อนึ่ง พายุระดับ 5 (ไต้ฝุ่น) "ไมสัก" บริเวณทะเลจีนตะวันออก คาดว่าจะเคลื่อนตัวไปยังประเทศเกาหลีในช่วงวันที่ 2-3 ก.ย. 2563 โดยพายุนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2 ก.ย. ? 4 ก.ย. 63 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และประเทศไทย ประกอบกับมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในช่วงวันที่ 5 - 7 ก.ย. 63 ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีกำลังอ่อนลง ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อนึ่ง พายุระดับ 5 (ไต้ฝุ่น) "ไมสัก" บริเวณทะเลจีนตะวันออกมีการเคลื่อนตัวไปทางคาบสมุทรเกาหลี ในช่วงวันที่ 2-3 ก.ย. 63 โดยพายุนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 2 ? 4 ก.ย. 63 ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนในช่วงวันที่ 5-7 ก.ย. 63 ขอให้ประชาชนบริเวณ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม






__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 02-09-2020
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,322
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ฮือฮา! พบ "ฉลามวาฬ" ขนาดใหญ่ แหวกว่ายไม่ไกลจากเกาะหลีเป๊ะ



เช้านี้ (1 กันยายน 2563) เพจผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ได้เผยภาพ "ฉลามวาฬขนาดใหญ่" เรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้ที่ได้พบเห็น โดยระบุข้อความว่า

เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากมาก สำหรับการพบเจอ "ฉลามวาฬขนาดใหญ่" ที่ปรากฎอยู่บริเวณกองหิน ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเกาะหลีเป๊ะ กำลังแหวกว่ายท่ามกลางฝูงปลาจำนวนมาก นี่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลอันดามัน และสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นฟูของระบบนิเวศน์ทางทะเลที่เริ่มจะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้งหลังจากการพักเรื่องท่องเที่ยวไปในช่วง COVID-19 ระบาดที่ผ่านมา การดำน้ำในครั้งนี้นับว่าคุ้มค่ามากที่สุดจริงๆ ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่านมาร่วมสัมผัสธรรมชาติแห่งท้องทะเลอันดามันที่น่าหลงใหลและภาพที่หาดูได้ยาก

สำหรับ "ฉลามวาฬ" (Whale Shark) เป็นสัตว์สงวนของไทย และมีสถานะ ใกล้สูญพันธุ์ใน IUCN Redlist เป็นปลาที่ขนาดใหญ่ที่สุด ฉลามวาฬพบได้ในทะเลเขตร้อนและอบอุ่น อาศัยอยู่ในทะเลเปิด มีช่วงอายุประมาณ 70 ปีฉลามชนิดนี้กำเนิดเมื่อประมาณ 60 ล้านปีมาแล้ว อาหารหลักของฉลามวาฬคือแพลงก์ตอน


https://mgronline.com/travel/detail/9630000089514


*********************************************************************************************************************************************************


ดร.ธรณ์ ฟันธง! "แนวปะการัง อ่าวมาหยา ต้องใช้เวลาฟื้นนานนับสิบปี"


อ่าวมาหยา สวรรค์อันดามัน ต้องใช้เวลาฟื้นแนวปะการังอีกนับสิบปี


เมื่อเร็วๆ นี้ เพจเฟซบุ๊ค Thon
Thamrongnawasawat โดย ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีกิจการพิเศษ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง บางเขน ซึ่งเป็นนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทางทะเล ไปร่วมประชุมและสำรวจท้องทะเลฝั่งอันดามัน ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ ได้โพสต์อัปเดทถึงการฟื้นฟูแนวปะการังที่อ่าวมาหยา ว่า

ถึงตอนนี้ คงพอบอกได้แล้วว่า ปะการังที่อ่าวมาหยาคงไม่ฟื้นคืนเหมือนเดิมใน 2-3 ปี
สี่ห้าปี ? ยังไม่อยากให้หวัง
เราอาจต้องพูดถึงตัวเลข "นับสิบปี"
ไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่อุทยาน/อาสาสามัคร ไม่ได้ช่วยกัน
ในทางตรงข้าม ทุกคนทุ่มเทเต็มที่ มากกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ
การย้ายปลูกปะการังที่อ่าวมาหยา ถือเป็นโครงการใหญ่สุดของอุทยานในด้านนี้ และต้องปรบมือให้
ปัญหาคืออ่าวมาหยามีเขาหินปูนโอบล้อมรอบด้าน ทางเข้าออกมีนิดเดียว
กระแสน้ำวนเวียน ยากที่ตัวอ่อนปะการังจากด้านนอกจะเข้ามา
พ่อแม่ปะการังในอ่าวทรุดโทรมหนัก เหลือรอดอยู่เพียงเล็กน้อย
แนวปะการังอ่าวมาหยาใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวหลายร้อยปี ก่อนจะมาถึงจุดที่เรียกได้ว่า "สวรรค์"
เมื่อเรารุกรานสวรรค์ เราย่อมได้รับผล
แม้เราจะทราบแล้ว เข้าใจแล้ว ขอโทษทะเลแล้ว
แต่การฟื้นคืนสวรรค์ไม่ใช่เรื่องง่าย
มันไม่เกี่ยวว่าเราอยากได้เธอกลับมาแค่ไหน
มันเกี่ยวว่าทะเลจะยินดีมอบเธอกลับคืนมาเมื่อไหร่
การทำผิดย่อมเกิดบทเรียน
เรากำลังเรียนรู้ว่า สวรรค์มีค่ามหาศาล
และการฟื้นคืนสวรรค์ยากเย็นแสนเข็ญ
เพราะฉะนั้น จงปกปักรักษาสิ่งที่มีอยู่มีอยู่ในวันนี้
อย่าให้คำว่า "ฟื้นฟูได้" มาเป็นภาพลวงตา
ฟื้นฟูได้...อาจใช่ แต่ได้เมื่อไหร่ ???
ตะวันกำลังลับลา เจ้าหน้าที่อุทยาน/อาสาสมัครยังคงทำงานต่อไป
แสงทองส่องประกายผ่านเข้ามาทางปากอ่าว
คล้ายเป็นดังความหวังเรืองรอง หวังที่ต้องทุ่มเทพยายาม
ประโยคนี้ขอค้อมหัวคารวะทุกท่านที่กำลังพยายามเพื่ออ่าวมาหยา

ผู้ที่กำลังทำ #ภารกิจฟื้นฟูสวรรค์
เข้าใจ รักในสิ่งที่พวกท่านทำ
และขอบคุณด้วยความรู้สึกจากส่วนลึกของใจ

สวรรค์อันดามันวันวาน ธรรมชาติแห่งนี้หนาแน่นไปด้วยเรือท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยว ทำให้สภาพธรรมชาติเสื่อมโทรม ชายหาดทรุดตัว


สวรรค์อันดามันวันวาน ธรรมชาติแห่งนี้หนาแน่นไปด้วยเรือท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยว ทำให้สภาพธรรมชาติเสื่อมโทรม ชายหาดทรุดตัว

ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีมติเมื่อกลางปี 2561 ให้ปิดการท่องเที่ยวอ่าวมาหยากลางทะเลอันดามัน เขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ เนื่องจากพบว่า แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งนี้หนาแน่นไปด้วยเรือท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยว ทำให้สภาพธรรมชาติเสื่อมโทรม ชายหาดทรุดตัว นอกจากนี้ยังพบสารเคมีบางชนิด เช่น ครีมกันแดดที่นักท่องเที่ยวใช้ทาตัวก่อนลงเล่นน้ำ กลับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปะการังฟอกขาวจนนำไปสู่การประกาศปิดอ่าวเพื่อฟื้นฟูสภาพของระบบนิเวศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2561 และต่อมามีการขยายเวลาปิดอ่าวต่อเนื่องมาอีก 1 เดือน กระทั่งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเรียกร้องให้มีการเปิดอ่าวอีกครั้ง ในเดือน พ.ย.ปีเดียวกัน แต่เมื่อ ต.ค.2561 กรมอุทยานฯ กลับมีมติปิดอ่าวมาหยาอย่างไม่มีกำหนดจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุผลเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศชายหาดในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการฟื้นฟูปะการังที่เสื่อมโทรมอย่างหนัก



ช่วงสัปดาห์นี้ อาจารย์ธรณ์ ได้เข้าร่วมแนวทางกำหนดแผนปฏิรูปพื้นที่ทะเล ใน 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ โดยใช้?อ่าวพังงา? เป็นพื้นที่นำร่อง ทว่าอาจารย์ก็ย้ำว่าแผนต่างๆ เมื่อเขียนเสร็จแล้วต้องทำด้วย ไม่งั้นก็ไม่เกิดผล

ช่วงนี้ใครทำอะไรได้ควรช่วยกัน ผมจึงมุ่งหน้าไปภูเก็ต/พังงา
ผมชอบอ่าวพังงา ไปตั้งแต่เด็ก (ปี 14 คุณพ่อเขียนไว้หลังภาพถ่าย) จากนั่นก็ขึ้นล่องมาตลอด ทราบดีว่าอ่าวพังงาคือหัวใจของอันดามัน
มีโอกาสช่วยวางแผนในอ่าวพังงาหลายครั้ง สุดท้ายคือแผนปฏิรูป/ยุทธศาสตร์ ผมขอให้กก.เลือกเป็นพื้นที่นำร่อง และคงอยู่มาจนถึงตอนนี้
แผนต่างๆ ของไทยเมื่อเขียนเสร็จแล้วต้องลงไปทำด้วยครับ ไม่งั้นไม่เกิดหรอก
เพื่อนธรณ์ที่ตามมาตลอด คงเคยเห็นโครงการต่างๆ ในอ่าวพังงา เช่น โมเดลขยะทะเล อุทยานชุมชน เกาะละวะ/เกาะเรียนรู้ ฯลฯ
แต่ตอนนี้เราเจอโควิด หลายอย่างเปลี่ยนไป ธรรมชาติสดใส แต่ผู้คนเดือดร้อนเพราะไม่มีการท่องเที่ยว
สถานการณ์แบบนี้ต้องเริ่มจากช่วยคน ผมเคยส่งถุงยังชีพไปให้คนรอบอ่าวพังงา ในนามทีมเพื่อนธรณ์ รวมกับอุทยานและคนในพื้นที่
ลงมาหนนี้ จะเน้นก๊อกสอง/สาม
ก๊อกสองคือช่วยกันแบบซึ่งๆ หน้า โดยชวนภาคเอกชน/เพื่อนๆ ไปสนับสนุนเงินบริจาคให้หลายโรงเรียนรอบอ่าว ใช้ช่วยน้องๆ/สิ่งแวดล้อมให้ต่อเนื่อง
ถึงวันกิจกรรมจะเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ
ก๊อกสามคือไปเพื่อผลักดันต่อตามแผน เพิ่งประชุมกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญของหลายหน่วยงานเมื่อวาน (ดูภาพนะจ๊ะ)
อ่าวพังงาจะเป็นพื้นที่นำร่อง ทั้ง OHI (ocean health index) ทั้ง Ocean Account เพื่อต่อเนื่องไปสู่ MSP (marine spatial planning)
ศัพท์พิลึกเหล่านี้ทั่วโลกเขาใช้กันเพื่อดูแลทะเลยุคใหม่
เมืองไทยก็ต้องวางแผนใช้ให้ทันและจะมีประโยชน์ในการท่องเที่ยว/การประมง ยุคหลังโควิด ยังสอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิตอล ฯลฯ


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9630000089617
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 02-09-2020
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,322
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวอิศรา


ศาลอุทธรณ์สั่ง 'พีทีทีซีจี' จ่ายชาวประมง 1.5 แสน ชดเชยเหตุน้ำมันรั่วปี 56

ศาลอุทธรณ์ สั่ง 'พีทีทีซีจี' จ่ายชดเชยเพิ่ม เหตุน้ำมันดิบรั่วลงทะเลปี 56 ชาวประมงรับรายละ 1.5 แสนบาทจากเดิมได้ 9 หมื่นบาท ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายละ 1.2 แสนบาทจากเดิมได้ 6 หมื่นบาท ขณะที่ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนเตรียมนำชาวบ้านยื่นฎีกาขอค่าชดเชยเพิ่มขึ้นอีก



สืบเนื่องจากเหตุการณ์น้ำมันดิบของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC รั่วไหลลงทะเลระยอง เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2556 ที่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งและอ่าวทะเลระยอง

ต่อมาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการด้านธุรกิจท่องเที่ยว ในพื้นที่อ่าวระยองกว่า 400 ราย ให้ทนายความมูลนิธิข้อมลูชุมชน ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกค่าชดเชยในการประกอบอาชีพและร้องขอให้ตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ต่อบริษัทดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัท จ่ายค่าเสียหายชดเชยชาวประมง 3 เดือนรวม 90,000 บาท และผู้ประกอบการท่องเที่ยว 3 เดือน รวม 60,000 บาท และศาลยกคำฟ้องในเรื่องของการตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ (อ่านประกอบ : ศาลระยองสั่ง 'พีทีทีซีจี' จ่ายค่าเสียหายชาวบ้านสูญเสียอาชีพจากน้ำมันรั่วเมื่อ 5 ปีก่อน )

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 1 ก.ย. นางสาวส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เปิดเผยว่า ศาลจังหวัดระยองอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนี้ โดยคำร้องให้เรียกค่าชดเชยเพิ่มเติมจากเดิมเนื่องจากผลกระทบในกรณีดังกล่าวเกิดความสูญเสียในการดำรงและประกอบอาชีพ ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เพิ่มค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้บริษัทชดเชยชาวประมง 150,000 บาท จากเดิม 90,000 บาท และผู้ประกอบการท่องเที่ยว 120,000 บาท จากเดิม 60,000 บาท ส่วนกรณีที่ชาวบ้านร้องขอให้มีการตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ กรณีน้ำมันรั่วไหลในทะเล จ.ระยอง ศาลตัดสินว่า ไม่มีกฎหมายรองรับในการตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา ถึงแม้จะตั้งกองทุนไม่ได้แต่ศาลให้ความเห็นว่า การที่ศาลแพ่งกรุงเทพฯในคดีเดิมพิพากษาให้โจทก์และจำเลยตกลงกัน ปรึกษานักวิชาการถึงแนวทางการฟื้นฟูและได้ฟื้นฟูอ่าวเสม็ดและอ่าวพร้าว ศาลได้พิพากษาไปตามนั้น เปิดโอกาสให้โจทก์ฟ้องศาลขอฟื้นฟูทะเลทั้งอ่าวระยองได้ในขั้นตอนต่อไป

นางสาวส.รัตนมณี กล่าวว่า นอกจากคำตัดสินแล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจว่า ศาลให้ความเห็นเกี่ยวกับการตั้งหน่วยงานรัฐตรวจสอบกรณีดังกล่าวกรอบระยะเวลา 3 ปี ต้องสอดคล้องกับการความเสียหายที่ชาวประมงและผู้ประกอบการต้องได้รับ ไม่ใช่ยึดตามกรอบเวลาที่ศาลชั้นต้นพิจารณาชดเชยรายได้เพียง 3 เดือน ตามที่หน่วยงานราชการประกาศว่าทะเลฟื้นฟูได้ภายใน 3 เดือน และศาลให้ความเห็นแย้งว่ากรณีที่บริษัทอ้างว่าน้ำมันรั่วทั้งหมด 50,000 ลิตร แต่ดูองค์ประกอบในการที่บริษัทใช้สารเคมีกำจัดคราบน้ำมันอย่างน้อย 37,500 ลิตร ตามหลักวิชาการต้องใช้ปริมาณสารกำจัดต่อน้ำมันรั่ว 1/10 เท่ากับว่าในอัตรานี้น้ำมันรั่วลงทะเลทั้งหมดอย่างต่ำ 300,000 ลิตร หรือถ้าใช้สารเคมีในอัตราส่วนที่มากเกินกำหนด ศาลให้ความเห็นว่าทรัพยากรธรรมชาติบางส่วนจะถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง

ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ศาลยังให้ความเห็นเกี่ยวกับ การทำหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ ที่เรียกค่าเสียหายในการฟื้นฟูกรณีน้ำมันรั่ว 7 ล้านบาท แต่ไม่เรียกค่าเสียหายในการฟื้นฟูทะเลและสิ่งแวดล้อม ถือว่าทำไม่ถูกต้อง เพราะว่าทรัพยากรสูญเสียไปแล้ว แต่ภาครัฐไม่ดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเลย

"ขั้นตอนต่อไปกลุ่มชาวประมงและผู้ประกอบการท่องเที่ยวจะมีการยื่นฎีกาเกี่ยวกับการขอค่าเสียหายชดเชยเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากเรามองว่าจากเดิมที่ศาลตัดสินชดเชยในกรอบระยะเวลาเพียง 3 เดือน น้อยเกินไป ถ้าเทียบกับบรรทัดฐานที่ภาครัฐตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ 3 ปี เท่ากับว่าความเสียหายในเรื่องนี้ต้องได้รับการชดเชยมากในกรอบเวลาที่มากกว่านี้ และคำพิพากษาของศาลในเรื่องอื่นจะนำไปต่อยอดเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป" นางสาวส.รัตนมณี กล่าว


https://www.isranews.org/article/isr...91652-ptt.html

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 02-09-2020
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,322
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


เปิดบัญชี "สัตว์ป่าคุ้มครอง" ชนิดที่เพาะพันธุ์ได้

เฟซบุ๊ก สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า Wildlife Conservation Bureau, Thailand นำกฎกระทรวง กำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ พ.ศ.2546 มาให้ดูกันชัดๆ อีกครั้ง หลังมีคนสอบถามเป็นจำนวนมากว่า หากต้องการเลี้ยงสัตว์ป่าบางชนิดจะสามารถทำได้หรือไม่



โดยกฎกระทรวงดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2546 โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2546

ช่างไม้สุดครีเอททำบาร์ถั่ว 7 ชนิด ไว้ในสวน ให้กระรอกมาเลือกกินได้ตามใจชอบ


โดยยกเลิก กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และให้สัตว์ป่าคุ้มครองตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงนี้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้

ซึ่งแบ่งเป็น สัตว์ป่าจําพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 8 ชนิด เช่น กวางป่า ลิงกัง ชะมดเช็ด ฯลฯ

สัตว์ป่าจำพวกนก 42 ชนิด เช่น ไก่ฟ้าพญาลอ นกขุนทอง นกยูง นกเอี้ยงสาริกา หรือ นกเอี้ยงสาลิกา ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ฟ้าหลังเทา ฯลฯ

สัตว์ป่าจำพวกสัตว์เลี้ยงคลาน 6 ชนิด เช่น งูเหลือม งูหลาม จระเข้น้ำเค็ม จระเข้น้ำจืด ฯลฯ

สัตว์จำพวกสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก คือ กบทูต หรือ เขียดแลว

สัตว์จำพวกปลา 2 ชนิด คือ ปลาตะพัด หรือ ปลาอโรวาน่า และ ปลาเสือตอ ปลาเสือ หรือ ปลาลาด

อย่างไรก็ตาม สัตว์ป่าคุ้มครอง ที่นอกเหนือจากบัญชีที่ได้รับอนุญาตนี้ หากมีไว้ในครอบครอง จะมีความผิดตามกฎหมาย ระวางโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 5แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ








https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/132428

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 07:07


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger