เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกรฺที่ 6 พฤศจิกายน 2563

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็น โดยมีฝนบางแห่ง ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาว สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ประกอบกับ หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมช่องแคบมะละกา ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักในระยะนี้

อนึ่ง พายุโซนร้อน "โคนี" (พายุระดับ 3) ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว คาดว่า จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองกวีนอน ประเทศเวียดนาม ในเช้าวันนี้ (6 พ.ย. 63) และจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศกัมพูชา ส่งผลทำให้ในช่วงวันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2563 บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออก มีฝนเล็กน้อยถึงปานกลางกับมีลมแรง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆบางส่วน โดยมีฝน ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 6 ? 8 พ.ย. 63 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นในตอนเช้า ประกอบกับพายุโซนร้อน "โคนี" (พายุระดับ 3) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงก่อนเคลื่อนขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามตอนกลางในวันที่ 6 พ.ย. 63 ทำให้บริเวณประเทศตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ และมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณช่องแคบมะละกา

ส่วนในช่วงวันที่ 9 ? 11 พ.ย. 63 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณภูมิลดลง 2-4 องศาเซลเซียส กับมีอากาศเย็นและมีลมแรง ในขณะที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยตอนบนและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

อนึ่ง สำหรับพายุโซนร้อน "อัสนี" (พายุระดับ 3) บริเวณตอนบนของประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลง ในช่วงวันที่ 6-7 พ.ย. 63


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนไว้ด้วย และประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ในช่วงวันที่ 6-7 พ.ย. 63 ขอให้เกษตรกรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุดีเปรสชัน "โคนี" (พายุระดับ 2) (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 7 พ.ย. 2563)" ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 06 พฤศจิกายน 2563

เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันนี้ (6 พฤศจิกายน 2563) พายุโซนร้อน "โคนี" ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว โดยเมื่อเวลา 04.00 น. มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 80 กิโลเมตร ทางด้านตะวันออกของเมืองกวีนอน ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 14.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 110.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้เคลื่อนที่ทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเมืองกวีนอน ประเทศเวียดนามในเช้าวันนี้ (6 พฤศจิกายน 2563) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศกัมพูชา ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก มีฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง กับมีลมแรง บริเวณจังหวัดอำนาจเจริญนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว ขอให้เกษตรกรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย






__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


เรื่องนี้ต้องรู้! วันที่ 5 พ.ย.เป็นวันตระหนักรู้ภัยสึนามิโลก

เดลินิวส์ออนไลน์ ชวนทำความรู้จักวันตระหนักถึงภัยสึนามิโลก ว่าจะมีที่มาที่ไปอย่างไร และสาเหตุเกิดจากอะไร ห้ามพลาดจ้า



คลื่นสึนามิ เป็นกลุ่มคลื่นน้ำที่เกิดขึ้นจากการย้ายที่ของปริมาตรน้ำก้อนใหญ่ คือ มหาสมุทรหรือทะเลสาบขนาดใหญ่ แผ่นดินไหว การปะทุของภูเขาไฟและการระเบิดใต้น้ำอื่น ๆ (รวมทั้งการจุดวัตถุระเบิดหรือวัตถุระเบิดนิวเคลียร์ใต้น้ำ) ดินถล่ม ธารน้ำแข็งไถล อุกกาบาตตกและการรบกวนอื่น ไม่ว่าเหนือหรือใต้น้ำ ล้วนอาจก่อให้เกิดเป็นคลื่นสึนามิได้ทั้งสิ้น

คลื่นสึนามิไม่เหมือนกับคลื่นทะเล (tidal wave) ตามปกติ เพราะมีความยาวคลื่นยาวกว่ามาก แทนที่จะเป็นคลื่นหัวแตก (breaking wave) ตามปกติ คลื่นสึนามิเริ่มแรกอาจดูเหมือนกับว่าคลื่นน้ำเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และด้วยเหตุนี้ คลื่นสึนามิจึงมักเรียกว่าเป็นคลื่นยักษ์ โดยทั่วไป คลื่นสึนามิประกอบด้วยกลุ่มคลื่นซึ่งมีคาบเป็นนาทีหรืออาจมากถึงชั่วโมง มากันเรียกว่าเป็น "คลื่นขบวน" ความสูงของคลื่นหลายสิบเมตรนั้นอาจเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ขนาดใหญ่ แม้ผลกระทบของคลื่นสึนามินั้นจะจำกัดอยู่แค่พื้นที่ชายฝั่ง แต่อำนาจทำลายล้างของมันสามารถมีได้ใหญ่หลวงและสามารถมีผลกระทบต่อทั้งแอ่งมหาสมุทร คลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ค.ศ. 2004 เป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 230,000 คน ใน 14 ประเทศที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย

สำหรับสาเหตุการเกิดสึนามิ คลื่นสึนามิเกิดขึ้นจากการกระทบกระเทือนที่ทำให้น้ำปริมาณมากเกิดการเคลื่อนตัว เช่น แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม หรืออุกกาบาตพุ่งชน เมื่อแผ่นดินใต้ทะเลเกิดการเปลี่ยนรูปร่างอย่างกะทันหัน จะทำให้น้ำทะเลเกิดเคลื่อนตัวเพื่อปรับระดับให้เข้าสู่จุดสมดุลและจะก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ การเปลี่ยนรูปร่างของพื้นทะเลมักเกิดขึ้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหวเนื่องจากการขยับตัวของเปลือกโลก ซึ่งจะเกิดบริเวณที่ขอบของเปลือกโลกหลายแผ่นเชื่อมต่อกันที่เรียกว่า รอยเลื่อน (fault) เช่น บริเวณขอบของมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากแผ่นดินไหวแล้ว ดินถล่มใต้น้ำที่มักเกิดร่วมกับแผ่นดินไหวสามารถทำให้เกิดคลื่นสึนามิได้เช่นกัน

นอกจากการกระทบกระเทือนที่เกิดใต้น้ำแล้ว การที่พื้นดินขนาดใหญ่ถล่มลงทะเล หรือการตกกระทบพื้นน้ำของวัตถุ ก็สามารถทำให้เกิดคลื่นได้ คลื่นสึนามิที่เกิดในรูปแบบนี้จะลดขนาดลงอย่างรวดเร็วและไม่มีผลกระทบต่อชายฝั่งที่อยู่ห่างไกลมากนัก อย่างไรก็ตาม ถ้าแผ่นดินมีขนาดใหญ่มากพอ อาจทำให้เกิด เมกะสึนามิ ซึ่งอาจมีความสูงร่วมร้อยเมตรได้

ส่วนวันที่ 5 พฤศจิกายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันตระหนักรู้ภัยสึนามิโลก หรือ World Tsunami Awareness Day โดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีที่มาจากเรื่องสั้นของญี่ปุ่นที่โด่งดังเรื่อง อินามูระ โน ฮิ หรือไฟมัดข้าว เล่าวีรกรรมของ ฮามากูจิ ที่จุดไฟเผาข้าวเปลือกที่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาเพื่อเป็นดวงไฟสัญญาณเตือนให้ชาวบ้านคนอื่นๆ หนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงจนรอดชีวิตจากสึนามิที่ถล่มหมู่บ้านในเวลาต่อมา

สึนามิครั้งที่รุนแรงที่สุดของโลกคือเหตุการณ์ในชิลีเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1960 ที่เกิดขึ้นหลังจากแผ่นดินไหวขนาด 9.5 ซึ่งนับเป็นเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุด และส่งผลให้เกิดสึนามิในชิลี ฮาวาย ญี่ปุ่น ซาโมอา และนิวซีแลนด์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,700 คน

ดังนั้น สหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 5 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันแห่งความตระหนักรู้ว่าด้วยคลื่นยักษ์สึนามิโลกเพื่ออุทิศแก่การเสริมความตระหนักรู้ว่าด้วยอันตรายของคลื่นยักษ์สึนามิ

ข้อมตินี้ยื่นโดยญี่ปุ่นและมีชาติที่ร่วมเสนอข้อมติกว่า 140 ชาติ ซึ่งรวมถึงชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอเมริกาใต้ซึ่งเสี่ยงต่อภัยคลื่นยักษ์สึนามิ

โดยข้อมติชี้ว่าหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาใหม่ของสหประชาชาติคือการลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และเน้นความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือ เช่น การติดตั้งระบบเตือนภัยแต่เนิ่นๆนั่นเอง


https://www.dailynews.co.th/article/805045

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


เตือนระวังแมงกะพรุนถ้วยขณะลงเล่นน้ำชายหาดแหลมสิงห์-ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

จันทบุรี - เตือน! ประชาชนระวังแมงกะพรุนขณะลงเล่นน้ำบริเวณชายหาดใน อ.แหลมสิงห์ และ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี หลังพบแมงกะพรุนถ้วยนับล้านตัวเริ่มเข้าหากินริมชายฝั่ง หวั่นอาจมีแมงกะพรุนมีพิษปะปน



จากกรณีที่มีการพบแมงกะพรุนถ้วยจำนวนมาก ลอยหากินใกล้ชายฝั่งบ้านบางกะไชย อ.แหลมสิงห์ และ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ซึ่งครั้งล่าสุด แมงกะพรุนถ้วยหลากสีจำนวนมากนับล้านตัวเหล่านี้ ได้เคยลอยตามกระแสน้ำเข้ามาในพื้นที่ชายหาดบ้านจ้าวหลาว ต.คลองขุด อ.นายายอาม และบ้านอ่าวหมู ต.คลองปลาดุก อ.แหลมสิงห์ เมื่อหลายปีก่อน และมักจะเป็นเช่นนี้ประจำในช่วงปลายฝนต้นหนาว

และเมื่อน้ำทะเลลดระดับลงแมงกะพรุนจำนวนมากที่ลอยตามน้ำจะกลับลงทะเลไม่ทัน ทำให้แมงกะพรุนจำนวนมากนอนตายเกลื่อนชายหาด และการที่แมงกะพรุนจำนวนมากเข้ามาหากินใกล้ชายฝั่ง ถือเป็นสิ่งบ่งชี้ของวงจรชีวิตทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ในทะเล โดยเฉพาะพวกแพลงก์ตอน ลูกปลา ลูกกุ้ง อาหารของแมงกะพรุนที่อุดมสมบูรณ์ในเขตพื้นที่น้ำตื้นนั้น



วันนี้ (5 พ.ย.) หน่วยงานท้องถิ่น และผู้นำชุมชนในพื้นที่ จ.จันทบุรี ได้แจ้งเตือนประชาชน ชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังแมงกะพรุนขณะลงเล่นน้ำบริเวณชายหาด เนื่องจากแมงกะพรุนมีพิษ และอาจส่งผลต่อผิวหนังซึ่งผู้ที่มีอาการแพ้แมงกะพรุนอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีอาการแพ้แมงกะพรุนบางรายอาจถึงขั้นหมดสติหากสัมผัสถูกตัวแมงกะพรุน

ส่วนสาเหตุที่ทำให้แมงกะพรุนถ้วยมีสีสันต่างๆ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ และในเขตน้ำตื้นแบบชายฝั่งจะมีเพียงสีขาวและลายจุด หากเป็นน้ำลึกจะมีสีน้ำเงินและสีชมพูสวยงาม

นอกจากนี้ แมงกะพรุนที่ปะปนมากับแมงกะพรุนถ้วยอีกชนิดหนึ่ง คือ แมงกะพรุนไฟ ซึ่งจะมีตัวสีน้ำตาล และอาจเป็นอันตรายเมื่อถูกร่างกายทำให้ปวดแสบปวดร้อน คันที่ผิวหนัง บางรายถ้าแพ้ฤทธิ์แมงกะพรุนไฟอาจถึงขั้นหมดสติได้


https://mgronline.com/local/detail/9630000114825


*********************************************************************************************************************************************************


อุทาหรณ์! หนูน้อยทำหมวกตกน้ำพบปลาตะกละกลืนลงท้อง โชคดีหมอช่วยชีวิตนำออกได้ทัน

ผอ.ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาฯ เตือนหากไปให้อาหารปลาควรระมัดระวัง อย่าทำอะไรตกน้ำ เพราะสิ่งแปลกปลอมต่างๆ สามารถฆ่าสัตว์น้ำได้ หลังมีเด็กทำหมวกตกน้ำและปลาได้กลืนลงท้อง และหมอสามารถช่วยชีวิตนำหมวกออกจากท้องปลาได้ทัน พร้อมชื่นชมแม่เด็กที่แจ้งทีมช่วยเหลือ เพราะห่วงชีวิตปลา



วันนี้ (5 พ.ย.) เฟซบุ๊ก "Nantarika Chansue" หรือ รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโพสต์ภาพ เผยเรื่องราวหลังได้รับร้องเรียนให้ช่วยเหลือปลาตัวหนึ่ง ซึ่งกลืนหมวกของเด็กลงท้อง หลังจากเด็กน้อยทำหมวกตกน้ำไป ทำให้คุณแม่ของน้องเป็นห่วงปลามาก

โดยระบุรายละเอียดว่า "เรื่องที่ต้องเล่าสู่กันฟัง เมื่อหนูน้อยทำหมวกหล่นลงไปในบ่อปลา เมื่อ 4 วันก่อน ที่วัด แล้วเจ้าปลาตะกละตัวนี้ก็กลืนลงไป ทีมของศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาฯ ได้รับการติดต่อจากคุณแม่ของน้อง ซึ่งเป็นห่วงปลามาก เราจึงเข้าไปทำการนำหมวกออกมาได้สำเร็จ ปลอดภัยทั้งปลาและหมวก

ฝากให้ช่วยระวังเวลาไปดูบ่อปลาบ่อเต่า อย่าให้มีของหล่นลงไปนะคะ มันจะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ฆ่าสัตว์ได้ และขอบคุณคุณแม่ท่ีมีความรับผิดชอบต่อชีวิตปลา ขอบคุณทางวัดท่ีให้ความร่วมมือช่วยเหลืออย่างดี และขอบคุณทีมงานที่เปลี่ยนตารางชีวิตเพื่อมาช่วยชีวิตปลาตัวนี้ และขอบคุณภาพจากคุณหมอฟ้า"


https://mgronline.com/onlinesection/.../9630000114724


*********************************************************************************************************************************************************


แม่เต่ากระนิรนามขึ้นวางไข่! ที่ปลายอ่าวเทียน สะท้อนชายฝั่งทะเลไทยสงบและปลอดภัย

เต่ากระขึ้นวางไข่บริเวณระหว่างปลายอ่าวเทียนและอ่าวในหุบของเกาะทะลุ พื้นที่รับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (เตรียมการ) เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มันวางไข่จำนวน 178 ฟอง นับเป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทยมีความอุดมสมบูรณ์ และสงบเพียงพอที่ทำให้แม่เต่ามั่นใจ



พิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 เวลาประมาณ 14.00 น. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (เตรียมการ) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันตก และศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการขึ้นวางไข่ของแม่เต่ากระ

พบแม่เต่ากระ (ไม่ทราบชื่อ เนื่องจากสแกนไม่พบไมโครชิพ) ขึ้นวางไข่บริเวณระหว่างปลายอ่าวเทียนและอ่าวในหุบของเกาะทะลุ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 178 ฟอง ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม(เตรียมการ) เจ้าหน้าที่ฯ ได้ดำเนินการวัดขนาดของแม่เต่าตัวดังกล่าว มีความกว้าง 79 ซม. ความยาว 73 ซม. ระยะทางจากรอยขึ้นถึงชายน้ำประมาณ 10 เมตร

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องติดตามดาวเทียม (GPS Track) บนกระดอง พร้อมทั้งฝังไมโครชิพหมายเลข 933076400530527 และยังร่วมกันเคลื่อนย้ายไข่เต่าให้พ้นจากบริเวณที่น้ำทะเลท่วมถึงไปยังจุดอนุบาลฯ วัด ความลึกหลุม 45 ซม. ความกว้างของหลุม 21 ซม. และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เฝ้าระวังและเก็บข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง

เต่ากระ หรือ เต่าปากเหยี่ยว มีลักษณะคล้ายเต่าตนุ เป็นเต่าทะเลขนาดกลาง มีลำตัวไม่ใหญ่มากนัก จะงอยปากแหลมงองุ้มคล้ายกับจะงอยปากของนกเหยี่ยว มีเกล็ดบริเวณหัวด้านหน้า 2 คู่ และเกล็ดบริเวณด้านข้างข้างละ 4 เกล็ด ลักษณะของกระดองมีลวดลายและสีสันสวยงาม ขอบกระดองเป็นหยักโดยรอบ ซึ่งในอดีตมักจะถูกนำไปทำเป็นเครื่องประดับและข้าวของต่าง ๆ เช่น หวี เมื่อโตเต็มที่ จะมีขนาดความยาวประมาณ 100 เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 120 กิโลกรัม

เต่ากระพบกระจายพันธุ์ในเขตอบอุ่นในมหาสมุทรทั่วโลก มักอาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งที่สงบเงียบไม่มีการรบกวน จากการศึกษาพบว่า เต่ากระกินทั้งได้พืชและสัตว์ โดยใช้ปากที่งองุ้มนี้กินทั้งสาหร่ายทะเล, หญ้าทะเล รวมทั้งสัตว์น้ำประเภทต่าง ๆ รวมถึงปะการังด้วย วางไข่บนชายหาดครั้งละ 150-250 ฟอง

เต่ากระจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และจัดเป็น 1 ใน 4 ชนิดของเต่าทะเลที่พบได้ในน่านน้ำไทย


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9630000114888
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


จระเข้ตัวเขื่องโผล่ทะเล เจอรุมจับลากเข้าหาด ประมงปินส์คึกคะนอง



จระเข้ตัวเขื่องโผล่ทะเล - ไวรัลเพรส รายงานคลิปชาวบ้านฟิลิปปินส์รุมจับจระเข้น้ำเค็มตัวเขื่อง ที่ริมชายหาด อย่างครึกครื้น และยังไปขี่หลังถ่ายรูปอย่างคึกคะนอง ก่อนจับจระเข้ยักษ์ขึ้นรถไปสำนักงานท่องเที่ยวในท้องถิ่น

จระเข้ความยาวประมาณ 5.5 เมตร โผล่ขึ้นมาจากทะเล ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยใกล้ชายหาดเมืองซิมูนูล จังหวัดทะวี-ทะวี พากันหวาดกลัว กลุ่มชาวประมงจึงนำเรือออกไปล่าจระเข้ขึ้นบก

อัดซาร์ อับดุลมูห์มิน ชาวบ้านที่อาศัยในละแวกนั้น กล่าวว่าจระเข้น้ำเค็มเชื่องช้าและไม่ค่อยกระดิกตัวเวลาที่ผู้คนวิ่งหนี ดูเหมือนจระเข้ตัวนี้ไม่ค่อยอันตรายเท่าไหร่นัก แต่ขนาดตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาจนทำให้รู้สึกกลัว

เมื่อชาวประมงจับจระเข้ยักษ์ได้ ชาวบ้านเข้ามามุงดูด้วยความหวาดกลัว แต่ชาวประมงกลับขำขันกัน ขณะใช้เรือและพายกันไม่ให้จระเข้หนีลงทะเล ด้วยเกรงว่า หากมันหนีไปอาจกลับมาวนเวียนอยู่ใกล้หมู่บ้านอาจจะทำร้ายคนได้

ด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรีบมาที่ชายหาดพร้อมด้วยเชือกยาวและไม้เพื่อมัดมันไว้โดยมีชาวประมงคอยช่วยและมัดเชือกไว้รอบตัวจระเข้ไม่ให้ดิ้นหลุด แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่มากทำให้ต้องใช้เวลาและความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

จากนั้น พวกผู้ชายยกจระเข้ขึ้นรถเพื่อนำไปที่สำนักงานท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูร่างกายจระเข้

รูเบ็น บัลคอร์ซา เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการลดความเสี่ยงภัยพิบัติท้องถิ่นกล่าวว่าจระเข้ต้องถูกย้ายออกจากที่อาศัยในทะเลเพราะเกรงว่าจะทำอันตรายชาวบ้าน


https://www.khaosod.co.th/hot-clips/news_5261845

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,485
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


สาวเจอ "ปลานกแก้ว" วางขายตลาดราไวย์ ชาวเน็ต จวก ทำลายระบบนิเวศน์

สาวโพสต์รูปเจอปลานกแก้ว วางตลาดราไวย์ จ.ภูเก็ต ชาวเน็ต แห่วิจารณ์ ทำลายระบบนิเวศทางทะเล วอนไม่รับประทาน เพื่อรณรงค์



เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ในกลุ่ม "รีวิวภูเก็ต - กลุ่มปรึกษา แชร์ประสบการณ์ ทริปเที่ยว ที่พัก เดินทาง ภูเก็ต" เผยภาพให้เห็นปลานกแก้วจำนวนหลายตัว ถูกจับมาวางขายในตลาดราไวย์ จ.ภูเก็ต โดยระบุข้อความว่า

"ไปตลาดราไวย์มา เจอร้านขายปลานกแก้ว คนขายแนะนำดิบดีกินเป็นซาชิมิอร่อยมาก"

สาวเจอ "ปลานกแก้ว" วางขายตลาดราไวย์ ชาวเน็ต จวก ทำลายระบบนิเวศน์
โดยต่อมามีชาวเน็ตที่เป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าว เข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ว่า การจับปลานกดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากจะทำลายระบบนิเวศแนวปะการังในทะเล และยังผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม มีชาวเน็ตรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นโต้แย้งว่า "ปลานกเเก้วที่เค้าห้ามจับคือพวกเรือประมงอวนลากครับบ เพราะปลานกแก้วมันอยู่ตามเเนวเขตปะการัง ถ้าเรือลำไหนได้ปลานกแก้วมาคือไปลากอวนเเถวเเนวเขตปะการังนอกจากจะ #ทำลายปะการัง เเล้ว ปลานกแก้วที่ติดอวนมาก็ติดมาทุกไซต์เล็กใหญ่ติดมาหมด เขาเลยห้ามจับครับ ส่วนที่ชาวบ้านจับ เเบบประมงพื้นบ้าน สามารถจับได้คับ เเต่ต้องไซต์เกินขนาดที่กฎหมายกำหนด ชาวบ้านส่วนใหญ่จับโดยการยิงฉมวก ตกเบ็ด เเละวางลอบคับ สามารถจับเเละขายได้ ถ้าไม่เล็กไปกว่ากฎหมายกำหนด #อย่าดราม่า กันเยอะครับ #ไม่ได้โลกสวยด้วย"

สำหรับ ปลานกแก้ว หรือ Parrotfish เป็นปลาทะเลขนาดกลางชนิดหนึ่ง มีเกล็ดขนาดใหญ่ จะงอยมีปากยืดหดได้ ปากคล้ายนกแก้ว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อปลานกแก้ว มีรูปร่างลักษณะและสีสันสวยงาม จึงมีผู้นิยมจับมาดูเล่นและนำมาเป็นอาหาร ทำให้ประชากรปลานกแก้วลดลง ส่งผลกระทบระบบนิเวศโดยรวมของทะเล และทำให้ทะลเบริเวณนั้น เสียสมดุลไปอย่างมาก ปะการังตายมากขึ้น ฟื้นตัวช้า และเมื่อเกิดการฟอกสีเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ก็จะฟื้นตัวยากหรือตายไปอย่างถาวร

ทั้งนี้ ปลานกแก้ว มักอาศัยอยู่ตามแนวประการัง เพื่อหาอาหาร โดยพื้นที่แนวปะการังทั่วประเทศไทย ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ปะการังหลายฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการเดินเรือน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 พระราชบัญญัติให้อำนาจทหารเรือปราบปรามการกระทำผิดบางอย่างทางทะเล พ.ศ. 2490 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2545 และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีก 3 ฉบับ ซึ่งกฎหมายบางฉบับเกี่ยวข้องโดยตรงและบางฉบับเกี่ยวข้องในทางอ้อม


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/136206

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:36


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger