เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,654
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2567

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะนี้ไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2 ? 3 ก.ค. 67 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ในขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ส่วนในช่วงวันที่ 4 - 7 ก.ค. 67 ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนาม ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 4 ? 7 ก.ค. 67 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย ตลอดช่วง












__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,654
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการ


ป.ป.ช.ตรังลงตรวจสอบเครื่องมือประมงผิด กม.เร่งให้รื้อถอนป้องกันสัตว์น้ำทะเลสูญพันธุ์

ตรัง - ป.ป.ช.ตรังลงตรวจสอบเครื่องมือประมงผิดกฎหมายที่อ่าวปะเหลียน จ.ตรัง เพื่อติดตามการทำงานและเร่งรัดให้มีการรื้อถอน โดยเฉพาะโพงพางปากเสือและโป๊ะน้ำตื้น ชี้หากปล่อยไว้จะทำให้สัตว์น้ำทะเลสูญพันธุ์



วันนี้ (1 ก.ค.) นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง พร้อมด้วย นายยุทธนา วิมลเมือง เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ นายเอกมัย มาลา รักษาราชการแทนประมงจังหวัดตรัง และเจ้าหน้าที่ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 7 (ตรัง) ลงพื้นที่อ่าวปะเหลียน ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อ 2 จังหวัด คือ ตรัง-สตูล รอยต่อเกาะสุกร-บ้านหยงสตาร์ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง กับ อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล เพื่อดูสภาพพื้นที่กรณีที่มีการทำประมงโดยใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย ประกอบด้วย โพงพางปากเสือ (โพงพางใต้น้ำ) ซึ่งมีการนำแกลลอนมาทำเป็นทุ่นลอยอยู่เหนือผิวน้ำเป็นกลุ่มๆ และมีเชือกผูกกับทุ่น โดยมีอวนตาถี่อยู่ใต้น้ำ และโป๊ะน้ำตื้น (ที่มีการไม้ปักไว้เป็นแนวยาวชิดติดกันเป็นโครงสร้าง เพื่อใช้สำหรับการผูกอวนตา) เนื่องจากเครื่องมือประมงทั้ง 2 ชนิดนี้ถือเป็นเครื่องมือชนิดล้างผลาญ เพราะสัตว์น้ำขนาดเล็กไม่สามารถรอดไปได้ หากปล่อยไว้หวั่นสัตว์น้ำทะเลจะสูญพันธุ์

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.67 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้พยายามจะเข้ามารื้อถอนเครื่องมือประมงทั้ง 2 ชนิดแล้ว แต่ทำได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากโครงสร้างแข็งแรง ต้องใช้กำลังคนและเรือที่มีกำลังแรงม้าสูง จึงได้ถอนกำลังกลับ โดยเฉพาะในส่วนของโพงพางปากเสือ ทำได้เพียงการตัดทุ่นแกลลอนออกบางส่วน แต่ล่าสุดในวันนี้พบว่ามีการแอบมาผูกทุ่นใหม่กลับมาทำซ้ำ โดยไม่สนกฎหมายบ้านเมือง

นอกจากนั้น ในส่วนของโป๊ะน้ำตื้นพบว่าบางส่วนเจ้าของยอมปล่อยทิ้งร้าง เพื่อเปลี่ยนไปสร้างใหม่ที่อื่น เนื่องจากทำมานานจนไม้และอวนผุพังไปแล้ว แต่มักง่ายปล่อยซากทิ้งไว้ทั้งแนวไม้และอวน โดยไม่ยอมรื้อถอนออกไป ทำให้กีดขวางทางน้ำเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรของเรือ และการจับสัตว์น้ำของชาวประมงที่ใช้เครื่องมือที่ถูกกฎหมาย

นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง บอกว่า จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่อ่าวปะเหลียน พบว่า มีการทำประมงผิดกฎหมายจริง และบางส่วนมีการเลิกไปบ้างแล้ว ภาพรวมมีไม่ต่ำกว่า 100 ราย พร้อมได้กำชับประมงจังหวัดว่าจะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต้องรักษากฎหมาย และจะต้องหาแนวทางที่เหมาะสมด้านอื่นควบคู่ด้วย เช่น การสร้างความเข้าใจ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับมวลชน

ส่วนปัญหาของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยตรงที่ทำงานยาก หรือขาดความร่วมมือจากหน่วยงานราชการอื่นที่มีความพร้อมนั้น เนื่องจากกรณีนี้ ป.ป.ช.ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะไปสั่งการใคร หรือหน่วยงานใดได้ แต่ได้แนะนำให้ทางประมงไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลจังหวัดตรัง เพื่อประสานการดำเนินการในลักษณะบูรณาการ ไม่งั้นจะประสบผลสำเร็จยาก

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลการทำประมงผิดกฎหมายในอ่าวปะเหลียนนี้ ไม่ปรากฏว่ามีเครือข่ายนักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ใดเกี่ยวข้อง ส่วนตัวจึงคิดว่าสามารถแก้ปัญหาได้ไม่ยาก พร้อมกันนี้ ได้กำชับประมงไปว่าจะให้มีการทำประมงผิดกฎหมายขยายพื้นที่ไปอีกไม่ได้ รวมทั้งต้องใช้วิธีการจำกัด หรือลดลงให้มากที่สุด และพยายามที่จะทำให้ถูกกฎหมายทั้งหมด

นอกจากนั้น ในพื้นที่อื่นๆ ก็เช่นกัน เช่น อำเภอหาดสำราญ อำเภอกันตัง หากพบมีการทำประมงผิดกฎหมาย ทาง ป.ป.ช.ตรัง จะต้องเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการทุกที่ เพื่อมิให้มีการทำประมงผิดกฎหมายเกิดขึ้น ส่วนระยะยาวต้องสร้างความเข้าใจ และความมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้นำชุมชน และเยาวชนในพื้นที่ โดยทาง ปปช. ในส่วนของงานป้องกันมีโครงการที่จะประสานไปยังพื้นที่ เพื่อจัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจกับเด็กๆ ให้รู้ว่า การทำสิ่งผิดกฎหมายนั้นจะกระทบต่อสังคม หรืออนาคตอย่างไร เพื่อให้เยาวชนเกิดความรักและหวงแหนทรัพยากร


https://mgronline.com/south/detail/9670000056019

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,654
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการ


รมต.กัมพูชาเผยประชากรโลมาอิรวดีในแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100 ตัว



เอเอฟพี - รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของกัมพูชากล่าวว่าจำนวนโลมาแม่น้ำโขงในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 100 ตัว ตัวเลขที่ทำให้เกิดความหวังว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสายพันธุ์นี้จะรอดพ้นจากการสูญพันธุ์

โลมาอิรวดี ที่ครั้งหนึ่งเคยว่ายอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของแม่น้ำโขงไปจนถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในเวียดนาม พบว่าประชากรในแม่น้ำลดลงจาก 200 ตัว ที่ดำเนินการสำรวจครั้งแรกเมื่อปี 2540 เหลืออยู่เพียง 89 ตัวในปี 2563 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการทำประมงผิดกฎหมาย การสูญเสียถิ่นที่อยู่ และขยะพลาสติก

"ปัจจุบัน เรามีโลมาอยู่ประมาณ 105 ตัว" รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร กล่าวในพิธีเนื่องในวันประมงแห่งชาติ

กระทรวงเกษตรระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีรายงานพบลูกโลมาเกิดใหม่ 8 ตัว แต่ขณะเดียวกันก็พบโลมาตาย 2 ตัว ส่วนในปี 2566 พบโลมาเกิดใหม่ 8 ตัว และตายไป 5 ตัว

"กระทรวงได้ดำเนินมาตรการอย่างจริงจังต่อการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประมง และการผลิตและจำหน่ายเครื่องมือทำประมงแบบทำลายล้าง ที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรทางทะเล" รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร กล่าว

เมื่อปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชาในขณะนั้นได้ยกเลิกกฎหมายเพื่อปกป้องโลมาในแม่น้ำโขงที่เขาได้อนุมัติไปก่อนหน้า โดยระบุว่าโลมายังคงทยอยตายไปเรื่อยๆ แต่อุตสาหกรรมประมงได้รับความเดือดร้อนจากกฎหมายอนุรักษ์ดังกล่าว

โลมาอิรวดีถูกจัดอยู่ในบัญชีแดงของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ของ IUCN และสิ่งที่เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้ คือ 70% ของประชากรโลมาอิรวดีในปัจจุบันแก่เกินกว่าจะผสมพันธุ์

นอกจากนี้ที่อยู่อาศัยของโลมายังลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากเขื่อนต้นน้ำในลาวและจีน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำ.


https://mgronline.com/indochina/detail/9670000056103

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,654
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


คนไทยเตรียมตัวเผชิญ "ลานีญา" ยาวต่อเนื่องถึง ม.ค.68 ฝนเพิ่มขึ้น-อุณหภูมิเดือด

คนไทยเตรียมตัวเผชิญ "ลานีญา" ยาวต่อเนื่องถึง ม.ค.68 ฝนเพิ่มขึ้น-อุณหภูมิเดือด เทียบกับปี 2566 คาดว่า ทั้งอุณหภูมิสูงสุดและอุณหภูมิต่ำสุดจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา



กรมอุตุนิยมวิทยาชี้แจงว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะลานีญาในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2567 และจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงธันวาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลให้ครึ่งปีหลังของประเทศไทย มีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และอุณหภูมิยังคงสูงกว่าค่าปกติ แต่มีแนวโน้มที่ฤดูหนาวปีนี้อุณหภูมิจะลดลงกว่าปีที่แล้ว

นางสาวกรรวี สิทธิชีวภาค อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า ปรากฏการณ์เอนโซอยู่ในสภาวะปกติ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเขตศูนย์สูตรในเดือนที่ผ่านมาเย็นลงเกือบทั่วทั้งบริเวณ

สำหรับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาต่างจากค่าปกติประมาณ -0.9 ถึง 0.5 องศาเซลเซียส และคาดว่า ปรากฏการณ์เอนโซที่อยู่ในสภาวะปกตินี้จะเปลี่ยนเข้าสู่สถาวะลานีญาในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2567 และจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงพฤศจิกายน 2567 ถึงมกราคม 2568

ทางด้านผลกระทบที่เกิดขึ้น บริเวณประเทศไทยตอนบนในเดือน กรกฎาคม สิงหาคม และตุลาคม จะมีฝนมากกว่าปกติบางพื้นที่ ส่วนเดือนอื่นๆจะใกล้เคียงค่าปกติ สำหรับภาคใต้จะมีฝนต่ำกว่าค่าปกติในช่วงเดือนสิงหาคม ส่วนเดือนอื่นๆจะสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย

สำหรับอุณหภูมิในช่วง กรกฎาคม สิงหาคม และตุลาคมคาดว่า ทั้งอุณหภูมิสูงสุดและอุณหภูมิต่ำสุดจะสูงกว่า ค่าปกติ 0.2-1.0 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วง 3 เดือนหลัง คาดว่า ทั้งอุณหภูมิสูงสุดและอุณหภูมิต่ำสุดจะสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย

ทั้งนี้ เปรียบเทียบกับปี 2566 ปริมาณฝนในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมปีนี้คาดว่า จะมากกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนในเดือนกันยายนและพฤศจิกายน คาดว่า จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่วน
ในเดือนตุลาคมและธันวาคม คาดว่า จะมีปริมาณฝนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

สำหรับอุณหภูมิเมื่อเทียบกับปี 2566 คาดว่า ทั้งอุณหภูมิสูงสุดและอุณหภูมิต่ำสุดจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังคงสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย


https://www.khaosod.co.th/update-news/news_777777807161
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,654
Default

ขอบคุณข่าวจาก SpringNews


IUCN เผยบัญชีแดง! ปี 2024 มีสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ 45,000 ชนิด



sน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม เผยรายชื่อบัญชีแดง ปีนี้ มีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ทั้งหมด 45,000 ชนิด โดยมาสาเหตุจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และฝีมือมนุษย์

เดินทางมาถึงปีที่ 60 เรียบร้อยสำหรับการรายงาน "บัญชีแดง" หรือ Red List ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทั้งสัตว์และพืช

โดยในปีนี้ ลิสต์บัญชีแดงของ IUCN เปิดเผยว่า ขณะนี้มีสัตว์ทั่วโลกกว่า 45,000 ชนิดกำลังใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 1,000 ชนิด ซึ่งหากจะไล่ลิสต์กันคงใช้เวลานานพอสมควร สปริงนิวส์ขอยกตัวอย่าง "ช้างเอเชีย" ในเกาะบอร์เนียว ที่ปัจจุบันบนเกาะแห่งนี้เหลือช้างเอเชียอยู่ราว 1,000 ตัวเท่านั้น

ข้อมูลจาก IUCN ระบุว่า ในช่วง 75 ปีที่ผ่านมา ประชากรช้างเอเชียลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมนุษย์เริ่มตัดไม้ขลิบป่าไปทีละนิด ๆ จนช้างเหล่านี้สูญเสียที่อยู่อาศัย ทำให้มีช้างล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก

มิเพียงแค่ในกรณีของช้างเอเชียเท่านั้น แต่ใน "IUCN Red List" หรือบัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติได้ระบุชัดเจนว่าสาเหตุที่ทำให้สัตว์หลายหมื่นชนิดตกอยู่ในความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์คือ กิจกรรมของมนุษย์ เช่น การลักลอบค้าสัตว์ การขยายโครงสร้างเมือง หรือการรุกรานพื้นที่ป่า และที่เป็นปัญหามากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ


ในข่าวร้าย ยังมีข่าวดี

ต้องบอกตามตรงว่าแม้มีสัตว์หลายหมื่นชนิด ที่มีความเสี่ยงสูงใกล้สูญพันธุ์ แต่อย่างไรก็ตาม IUCN เปิดเผยว่าในขณะเดียวกัน ในปีเดียวกันนี้ มีสัตว์บางชนิด ที่เดิมทีอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ แต่ปัจจุบันมีเพิ่มจำนวนมากขึ้นแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น แมวป่าในไอบีเรีย ที่เมื่อปี 2544 มีประชากรอยู่แค่ 62 ตัว แต่เพิ่มเป็น 648 ตัวในปี 2562 และล่าสุดมีมากกว่า 2,000 ตัวแล้วในปัจจุบัน ที่บอกว่าเป็นข่าวดีเพราะว่า IUCN ได้ทำการเก็บรวมรวมข้อมูล และพบว่าการฟื้นฟูป่าเมดิเตอร์เรเนียนมีส่วนเชื่อมโยงให้แมวสายพันธุ์นี้มีประชากรเพิ่มมากขึ้น

ย้ำทิ้งท้ายกันอีกครั้ง ปีนี้ โลกมีสัตว์ที่ตกอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1,000 ตัว บัญชีแดงของ IUCN แจ้งไว้ชัดเจนแล้วว่าต้นตอปัญหามาจากเหตุผลอะไร ดังนั้น อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะหากรอให้สัตว์สูญพันธุ์ไปก่อน การไปฟูมฟายย้อนหลังคงไม่เกิดประโยชน์ใดใดขึ้นมา

ที่มา: Euro News


https://www.springnews.co.th/keep-th...ronment/851238
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,654
Default

ขอบคุณข่าวจาก SpringNews


ระวัง! "แมงกะพรุนหัวขวด" บุก ทะเลภูเก็ต - กระบี่ เตือนพิษอันตรายถึงชีวิต


SHORT CUT

- เกาะไม้ไผ่ หมู่เกาะพีพี จ. กระบี่ มีนักท่องเที่ยวถูกพิษแมงกะพรุนหัวขวดไปแล้ว 5 ราย

- กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า มีนักท่องเที่ยว 3 ราย ได้รับพิษแมงกะพรุนหัวขวดที่อ่าวหลา อ่าวทือ เกาะราชาใหญ่ จ.ภูเก็ต

- วิธีปฐมพยาบาล: ใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณที่ได้รับพิษ, ห้ามใช้น้ำเปล่า น้ำแข็ง เหล้า โซดา ราดโดยเด็ดขาด, ห้ามขัด ถู หรือขยี้บริเวณที่ได้รับพิษ, หลังจากปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที




ใครเตรียมชุดว่ายน้ำไปเที่ยวทะเล ระวัง! เพราะขณะนี้ ทะเลกระบี่-ภูเก็ต ได้รับแจ้งว่าพบ "แมงกะพรุนหัวขวด" ซึ่งเป็นแมงกะพรุนที่มีพิษร้ายแรง SPRiNG ชวนดูวิธีสังเกตอาการ พร้อมวิธีปฐมพยาบาล


"แมงกะพรุนหัวขวด" ระบาด ทะเลภูเก็ต - กระบี่

ใครมีแพลนไปลงเล่นน้ำในทะเล ช่วงนี้หัวใจอาจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เพราะล่าสุด อุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้รับแจ้งว่ามีการพบ ?แมงกะพรุนหัวขวด? ที่เกาะพีพี ขณะที่ เกาะราชาใหญ่ จ.ภูเก็ต ก็ได้รับแจ้งว่ามีการพบแมงกะพรุนชนิดนี้เช่นกัน

หัวหน้าอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาะไม้ไผ่ หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ มีนักท่องเที่ยวถูกพิษแมงกะพรุนหัวขวดไปแล้ว 5 ราย ในส่วนของอุทยานฯ มีมาตรการเบื้องต้นคือ การขึ้นธงแดง เตือนห้ามลงเล่นน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าวชั่วคราว พร้อมเร่งตรวจสอบในจุดอื่น ๆ เพิ่มเติม

สำหรับ จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่าได้รับแจ้งพบแมงกะพรุนหัวขวดบริเวณอ่าวหลา อ่าวทือ เกาะราชาใหญ่ จ.ภูเก็ต ซึ่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีนักดำน้ำและคนเรือถูกพิษแมงกะพรุนหัวขวดไปแล้ว 3 ราย เบื้องต้น ขอให้นักท่องเที่ยว หรือผู้ทำกิจกรรมทางทะเลในบริเวณดังกล่าวระมัดระวัง


วิธีสังเกตแมงกะพรุนหัวขวด

แมงกะพรุนหัวขวด หรือ Blue Bottle Jellyfish มีวิธีสังเกตง่าย ๆ คือส่วนบนลอยโผล่พ้นน้ำคล้ายลูกโป่ง มีรูปร่างรี ยาว ลักษณะคล้ายคลึงกับหมวกของทหารเรือโปรตุเกส อีกหนึ่งจุดเด่นที่สังเกตได้ง่าย ๆ คือหนวดยาวสีฟ้า หรือสีม่วง

ที่เป็นอันตรายเพราะว่าแมงกะพรุนหัวขวดมีเข็มพิษ หรือ Nematocyst ไว้สำหรับป้องกันตัว และจับเหยื่อ กระจ่ายอยู่ทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหนวด ดังนั้น เมื่อเห็นแมงกะพรุนที่มีลักษณะดังนี้ หนีได้หนี!


ลักษณะอาการ

โดยปกติแล้ว คนที่สัมผัส หรือได้รับพิษจากแมงกะพรุนหัวขวดจะมีอาการคัน และปวดแสบปวดร้อนในเบื้องต้น หากใครรู้ตัวว่าสัมผัสแมงกะพรุนชนิดนี้ขอให้อดกลั้นใจเอาไว้ และอย่าเกา เด็ดขาด สปริงนิวส์ชวนดูวิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องด้านล่าง


วิธีปฐมพยาบาล

- ใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณที่ได้รับพิษ ต่อเนื่องเป็นเวลา 30 วินาที

- ห้ามใช้น้ำเปล่า น้ำแข็ง เหล้า โซดา ราดโดยเด็ดขาด เพราะพิษจะยิ่งแพร่กระจายมากยิ่งขึ้น

- ห้ามขัด ถู หรือขยี้บริเวณที่ได้รับพิษ เพราะพิษจะยิ่งแพร่กระจายเร็วขึ้น

- หลังจากปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้รีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที


ช่วงนี้ใครเตรียมชุดว่ายน้ำจะไปแหวกว่ายในทะเล พักไว้ชั่วคราวก็เป็นเรื่องดี เพราะหากได้รับพิษของมันขึ้นมาอาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะมีรายงานว่าผู้ที่แพ้พิษของแมงกะพรุนหัวขวดอาจได้รับอันตรายถึงชีวิต

ที่มา: อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี


https://www.springnews.co.th/keep-th...ronment/851248

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,654
Default

ขอบคุณข่าวจาก SpringNews


Rain Bomb คืออะไร? อ.ธรณ์เผย โลกร้อนกระตุ้นให้เกิด "ระเบิดฝน" มากขึ้น




Rain Bomb คืออะไร? อ.ธรณ์เผยโลกร้อนกระตุ้นให้เกิด "ระเบิดฝน" มากขึ้น ยกเคสน้ำท่วมภูเก็ต รถที่ลอยไปตามน้ำไหลหลาก เตรียมรับมือสึนามิจากท้องฟ้า

ศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat ประเด็น ผลพวงจากภาวะโลกร้อน จะส่งผลให้เกิด "ระเบิดฝน" Rain Bomb มากขึ้น


Rain Bomb คืออะไร?

Rain Bomb เป็นคำใหม่ ไม่ถูกใช้เป็นทางการ แต่ความหมายทั่วไปคือฝนตกกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา ปริมาณน้ำฝนในช่วงเวลาสั้นๆ ทะลุขีดจำกัด ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากเป็นศัพท์ใหม่ จึงไม่มีการฟันธงว่านี่คือปรากฏการณ์ "ระเบิดฝน" หรือไม่? แต่ว่าง่ายๆ คือเหมือนฟ้ารั่ว

เนื่องจากน้ำจากฟ้าถล่มลงมาอย่างรุนแรงในช่วงแสนสั้น การรับมือแบบดั้งเดิมจึงมีปัญหา ผลกระทบจึงมาสู่ชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนการทำมาหากินของพวกเรา

ตัวอย่างมีให้เห็นทั่วไป เฉพาะช่วงนี้ก็มีทั้งน้ำท่วมภูเก็ต ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ ภาพรถที่ลอยไปตามน้ำไหลหลากดูน่ากลัว จนบางคนเปรียบเทียบว่า เหมือนสึนามิจากฟ้า

Rain Bomb อาจแฝงมาพร้อมพายุฝนฟ้าคะนอง จะเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในยุคโลกเดือด เพราะมหาสมุทรร้อน น้ำระเหยมากขึ้น อากาศร้อนเพิ่มขึ้น เมฆมีน้ำอยู่มากมายพร้อมทะลักทลายจากบนฟ้าในช่วงสั้นๆ

หากตกลงบนเขาหรือในป่า อาจเกิดน้ำไหลหลากฉับพลันลงมาในเมืองตามถนนหนทางที่กลายเป็นทางน้ำ รวมถึงโคลนถล่มตามมาในพื้นที่ไม่เคยเกิด เช่น หายนะที่ลิเบีย

หากตกลงในเมืองที่ราบแบบกรุงเทพ น้ำท่วมเร็วมาก น้ำเข้าบ้านโดยเฉพาะพื้นที่เป็นแอ่ง น้ำท่วมรถติดบนถนน ทำทรัพย์สินเสียหาย

คำว่าบอมบ์หมายถึงเกิดฉับพลันแล้วหายไป น้ำท่วมแบบนี้จึงไม่นาน แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

การคาดการณ์ล่วงหน้าทำแทบไม่ได้ในระยะยาว ปรกติก็เป็นการทำนายทั่วไปในพื้นที่กว้าง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเรนบอมบ์กำลังมา ให้เอารถขึ้นที่สูง ป้องกันน้ำเข้าบ้านทุกวิถีทาง ฯลฯ

เน้นย้ำว่าเป็นคำทั่วไป ไม่ใช่ศัพท์ทางวิชาการ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการทำนายแบบเป็นทางการว่าจะเกิดเรนบอมบ์ ต่างจากทำนายสึนามิหรืออื่นๆ

เราจึงต้องระวังรักษาตัวเองและทรัพย์สินให้มากที่สุด เช่น ศึกษารอบบ้านให้ดี ดูเส้นทางน้ำหลาก ดูพื้นที่ลุ่ม ดูปัจจัยเสี่ยง ฯลฯ

มันยากจังเลย ใช่ครับ โลกยุคนี้อยู่ไม่ง่ายแน่นอน และจะยากขึ้นเรื่อยๆ จะไปหวังพึ่งใครก็ไม่ได้มาก เราต้องช่วยตัวเองให้ถึงที่สุด

รวมถึงเลิกคิดแบบเดิมๆ ว่าจะมีการเยียวยาชดใช้ เพราะรอไปเหอะ เราคงไม่ได้อะไรมากหรอก โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สภาพอากาศสุดขีดแบบนี้จึงเป็นความเสี่ยงอันดับ 1 ของโลกในยุค 10 ปีต่อจากนี้ไป ตามที่ world economic forum ระบุไว้

ลานีญากำลังมา rain bomb อาจแฝงมากับสภาพฝนตกฟ้าคะนอง เพื่อนธรณ์เตรียมตัวรับมือกันบ้างหรือยังครับ


วิธีรับมือ

บ้านผมอยู่กรุงเทพ ไม่มีน้ำหลาก แต่เป็นแอ่งอยู่กลางเมือง น้ำท่วมง่าย จึงจ่ายตังค์ค่าระบบระบายน้ำในบ้านไปเยอะ มีกระสอบทรายเตรียมไว้กันน้ำจากถนนไหลเข้าเขตบ้าน มีอะไรเตรียมไว้อุดน้ำเข้าบ้านในช่วงสั้นๆ ของส่วนใหญ่ที่อยู่ในน้ำท่วมถึงได้ก็ไม่ค่อยแพง ยกง่ายหน่อย เตรียมคัตเอาท์ตัดไฟห้องชั้นล่าง ฯลฯ ส่วนรถผมไม่มีปัญหาเพราะโรงรถสูงกว่าถนนมาก น้ำไม่เคยท่วมถึงครับ น้ำท่วมแบบนี้เกิดแค่ 1-6 ชั่วโมง ไม่แช่นาน

ที่มา : Thon Thamrongnawasawat


https://www.springnews.co.th/keep-th...-change/851255
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:37


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2024, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger