เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง โดยอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณภูเขาสูงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด ขอให้ประชาชนรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย ทั้งนี้สภาพอากาศหนาวเย็นจะมีผลกระทบจนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและอันดามัน มีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ ในระยะ 1-2 วันนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็นกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 13-14 ก.พ. บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส โดยจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป สำหรับบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 15-18 ก.พ. บริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวโดยทั่วไป อุณหภูมิจะสูงขึ้น 3-5 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังอ่อนลง

อนึ่ง พายุโซนร้อน ?ซันปา? บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกจะเคลื่อนผ่านทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์และลงทะเลจีนใต้ตอนกลางในช่วงวันที่ 14-15 ก.พ. 61 และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนใต้ในช่วงวันที่ 16-17 ก.พ. 61และจะอ่อนกำลังลง ซึ่งพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 13-14 ก.พ. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือความระมัดระวัง ส่วนในช่วงวันที่ 15-18 ก.พ. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (82.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (97.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (131.5 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 15-02-2018 เมื่อ 08:15
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


รถติด-ทำรถไฟฟ้าต้นเหตุฝุ่นล้นกรุง



กทม.เผยริมถนนลาดพร้าว-อินทรพิทักษ์เกินขีด-แนะสวมหน้ากากอนามัย

นางวัลยา วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในกรุงเทพมหานครว่า ผลการตรวจวัดโดยสถานีตรวจวัดของกรุงเทพมหานครและกรมควบคุมมลพิษในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พบว่า ค่า PM2.5 ที่ตรวจวัดได้ ณ เวลา 08.00 น. มีค่าอยู่ระหว่าง 46-59 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐาน 2 สถานี คือ ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี และริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง และปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกพื้นที่ ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครในวันนี้อากาศนิ่ง ลมสงบ เกิดมลพิษสะสม ไม่กระจายตัว ความชื้นในอากาศ 94% ซึ่งสูงกว่าปกติ ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ฝุ่นละอองในบรรยากาศเพิ่มขึ้น

ปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นอกจากสภาพอากาศที่แปรปรวน การจราจรที่ติดขัดแล้ว พื้นที่กรุงเทพฯยังมีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าหลายสาย โดยปีนี้เริ่มก่อสร้างจำนวน 3 สาย คือ สีชมพู เหลือง และส้ม ส่งผลกระทบต่อการแพร่กระจายของฝุ่นละออง ประชาชนในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงเข้า ไปพื้นที่ที่มีฝุ่นละออง และสามารถป้องกันฝุ่นโดยสวมหน้ากากอนามัย นอกจากนี้ ประชาชนสามารถร่วมกันลดปัญหาดังกล่าวได้โดยลดการใช้ ยานพาหนะ ใช้จักรยานในการเดินทางมากขึ้น.


https://www.thairath.co.th/content/1202618

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


สุดยอดชาวประมงกระบี่ ช่วยฉลามวาฬยักษ์ติดอวน ปล่อยสู่ท้องทะเลอย่างปลอดภัย



กระบี่- ฉลามวาฬยักษ์ ยาวกว่า5 เมตร หนัก กว่า 1 ตัน ติดอวนเรือประมงอวนล้อมจับ ที่เกาะพีพีดอน จ.กระบี่ ไต้ก๋งเรือ สั่งให้ลูกเรือปล่อยคืนสู่ท้องทะเล อย่างปลอดภัย เผยก่อนหน้านี้เคยมีฉลามวาฬยาว 6 เมตร ติดอวนประมง จนต้องตัดอวนทิ้งมาแล้ว ขณะที่นายกสมาคมประมงชื่นชมเป็นแบบอย่างชาวประมง

วันนี้( 12 ก.พ) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายปภังกร บุญสพ อายุ44 ปี ชาว ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ ไต้ก๋งเรือและเจ้าของเรือประมง ว.โชคกมลทิพย์ ว่า เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนนำลูกเรือออกไปทำประมง เรืออวนดำ หรืออวนล้อมจับปลา ที่บริเวณทิศตะวันออก ของเกาะพีพีดอน ม.7 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่

ปรากฏว่า ได้มีฉลามวาฬขนาดใหญ่ ยาวกว่า 5 เมตร น้ำหนักประมาณ 1.5 ตัน ติดอวน ขึ้นมา แต่ไม่ต้องการให้มันได้รับอันตราย เพราะเป็นสัตว์ทะเลหายาก จึงได้สั่งให้ลูกเรือทำการปล่อยโดยพยายามกดอวนให้ต่ำลงใต้ผิวน้ำ เพื่อให้ฉลามวาฬว่ายออกมาจากอวน โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที กว่าจะปล่อยฉลามวาฬได้สำเร็จ และได้มีการถ่ายคลิปขณะปล่อยฉลามวาฬไว้ด้วย



นายปภังกร กล่าวว่า หลังจากวางอวนบริเวณดังกล่าว จากนั้นลูกเรือบอกว่า มีปลาติดอวนจำนวนมากเพราะอวนหนัก แต่เมื่อสาวอวนขึ้นมาเรื่อยๆ กลับพบว่า มีฉลามวาฬติดมาด้วย จึงได้ให้ลูกเรือเร่งปล่อยคืนสู่ท้องทะเล คาดว่าฉลามวาฬตัวที่ติดอวน ได้เข้ามาไล่จับปลาขนาดเล็กที่ติดในอวนเป็นอาหาร เมื่อลูกเรือสาวอวนขึ้นมา ก็พบว่าฉลามวาฬติดขึ้นมาด้วยจึงได้สั่งให้ลูกเรือปล่อยให้เป็นอิสระ โดยไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ซึ่งเหตุการณ์ฉลามวาฬติดอวนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกฉลามวาฬ ขนาดใหญ่ยาวกว่า 6 เมตร ติดอวนขึ้นมา ซึ่งตอนนั้นต้องยอมตัดอวนทิ้ง จึงจะสามารถปล่อยฉลามวาฬออกไปได้ ถึงแม้ว่าอวนจะขาดแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้มันติดอวนจนตาย หรือมีบาดแผล เพราะฉลามวาฬเป็นสัตว์ทะเลหายากและใกล้จะสูญพันธุ์ ในฐานะชาวประมงจึงอยากช่วยกันอนุรักษ์ไว้ ให้อยู่คู่ทะเลกระบี่ ต่อไป

ขณะที่นายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ชาวประมงในจังหวัดกระบี่ มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และสัตว์ทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ จึงอยากให้ชาวประมงเอาเป็นแบบอย่าง


https://mgronline.com/south/detail/9610000014562


*********************************************************************************************************************************************************


งง! ท่อยาวกว่า 100 เมตรโผล่หาดบางเบิด-ถ้ำธง หวั่นกระทบการเดินเรือของชาวประมง



ประจวบคีรีขันธ์ - ชาวบ้านและผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวหาดบางเบิด-ถ้ำธง อ.ประทิว จ.ชุมพร พบท่อยาวกว่า 100 เมตร ขึ้นมาเกยหาด 3 วันแล้ว ฝากให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบและเร่งหาวิธีขนย้ายออกไป หวั่นส่งผลกระทบต่อการเดินเรือของชาวประมง

วันนี้ (12 ก.พ.) นายไชยวัฒน์ ชูชัยนิรันดร์ เจ้าของบุญชูบางเบิด รีสอร์ท หมู่ 5 บ้านบางเบิด ต.ปากคลอง อ.ประทิว จ.ชุมพร กล่าวว่าทางพนักงานรักษาความปลอดภัยของรีสอร์ต ได้แจ้งให้ทราบว่าพบเห็นวัตถุยาวผิดปกติ ลอยอยู่ในทะเลหน้าชายหาดบางเบิด ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา และถูกคลื่นซัดพัดเข้ามาเกยหาดตั้งแต่เช้าวันที่ 10 ก.พ จึงพากันออกไปดูพบว่าเป็นท่อขนาดความยาวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณขนาดใหญ่ ยาว 12 เมตร จำนวน 14 ท่อน

ในเบื้องต้น ตนเองยังไม่แน่ใจว่าเป็นท่ออะไร แต่ลักษณะเหมือนท่อน้ำมัน อย่างไรก็ตาม อยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและหาทางเคลื่อนย้ายต่อไป เพราะบริเวณหาดบางเบิด-หาดถ้ำธง เป็นหาดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักผ่อน อีกทั้งหากมีคลื่นลมอาจพัดพาท่อทั้งหมดลงสู่ทะเลซึ่งอาจสร้างปัญหาในทะเลต่อไปได้

ด้านนายบุญส่ง จารึก ผู้ใหญ่หมู่ 5 บ้านบางเบิด ต.ปากคลอง อ.ประทิว จ.ชุมพร กล่าวว่าได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่อยู่บริเวณดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมาว่าพบเห็นวัตถุประหลาดลอยอยู่ในทะเลที่ด้านหน้าหาดบางเบิด-หาดถ้ำธง และถูกคลื่นซัดเข้ามาที่หาดตั้งแต่เช้าวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมาและได้แจ้งไปยังสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค จ.ชุมพร ได้เดินทางมาตรวจสอบ

ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ายาว 12 เมตร จำนวน 14 ท่อนความกว้างของปากท่อกว่า 1 เมตร คนสามารถลอดเข้าไปได้ และภายในพบมีคราบน้ำมัน



เจ้าหน้าที่ของเจ้าท่าภูมิภาคชุมพร แจ้งว่า อย่าให้ชาวบ้านไปดำเนินการทำอะไรเกี่ยวกับท่อดังกล่าวโดยเด็ดขาด ให้รอผลการตรวจสอบที่ชัดเจนก่อนว่า เป็นท่ออะไร ซึ่งตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านที่นี่อยากให้หน่วยงานภาครัฐรีบมาดำเนินการ ไม่อยากปล่อยทิ้งไว้บนชายหาด

ด้านนายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) หลังรับทราบข่าวจากเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง(ชุมพร) ลงไปตรวจสอบท่อที่อยู่บริเวณชายหาดบางเบิด-ถ้ำธง ว่าเป็นท่อขนาดเท่าไหร่และมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดไหน สิ่งสำคัญให้ดูภายในท่อว่ามีคราบน้ำมันติดอยู่หรือไม่

ทั้งนี้ หากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วให้รายงานกลับมาให้รับทราบทันที เนื่องจากมีความเป็นห่วงว่าหากท่อดังกล่าวถูกคลื่นลมซัดกลับลงสู่ทะเล จะไปส่งผลกระทบต่อการกีดขวางการเดินเรือของชาวประมง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ และจะได้ประสานงานกับหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร ต่อไป



https://mgronline.com/local/detail/9610000014503

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


'ละวะ'! เกาะชักธงแห่งแรกของเมืองไทย ดูสีไว้ไม่เสียเที่ยว



12 ก.พ.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat ระบุว่า ?หากเพื่อนธรณ์มีโอกาสผ่านเกาะละวะ อุทยานอ่าวพังงา มองไปบนหาด คุณจะเห็นธง บางทีเป็นสีเขียว บางหนเป็นสีเหลือง บางครั้งเป็นสีแดง คุณอาจแปลกใจว่ามันคืออะไรนะ ? ที่นี่คือ #เกาะชักธง แห่งแรกของเมืองไทยครับ

ใครๆ ก็พูดถึงคนล้นเกาะ เราต้องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ทำไงดีล่ะ ?

เราทำให้ดูแล้วที่เกาะละวะ เพราะที่นี่คือเกาะแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่เกาะแห่งการท่องเที่ยว

เรากำหนดจำนวนนทท.ไว้ไม่เกิน 100 คน/ช่วงเวลา หัวหน้าออกประกาศแจ้งผู้ประกอบการทั้งหมดแล้ว แต่ทำไงถึงจะบอกให้เรือที่ผ่านไปมาทราบได้ว่าตอนนี้มีคนอยู่เท่าไหร่ ?

ไอเดียสดใหม่จึงเกิดขึ้นจากนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลหนุ่มหล่อ ด้วยการทำเสาธง

หากเป็นธงสีเขียว เกาะยังว่าง ขอเชิญเข้ามาเที่ยวได้ ถ้าเป็นสีเหลือง คนบนเกาะใกล้เกินร้อยแล้ว กรุณารีบตัดสินใจ

แต่ถ้าเป็นธงแดงเมื่อไหร่ คำตอบมีอย่างเดียว คนเต็มแล้ว กรุณาอย่าเข้ามา

แน่นอนว่าถ้าเรามีระบบจองตั๋ว มีโควต้าชัดเจนผ่านออนไลน์ มันคงง่ายกว่านี้ ซึ่งตอนนี้เขากำลังทำอยู่ แต่กรุณาคิดถึงคน 4.8 ล้านที่จะมาเที่ยวอุทยานทางทะเลในปีนี้ และมากกว่านั้นในปีหน้า ระบบดังกล่าวคงต้องใช้เวลาพอสมควร

เวลาผมออกไอเดียเรื่องการจัดการทะล ถ้าเป็นที่อื่น ผมจะทำใจล่วงหน้า 90% มีแต่รอกับรอ

แต่ถ้าเป็นอุทยานอ่าวพังงา ผมทำใจได้ว่า 100% จะได้เห็นภายใน 1-2 เดือน

และนี่เป็นอีกครั้งที่ผมเห็น และเป็นอีกหนึ่งก้าวของ #อ่าวพังงาโมเดล


http://www.naewna.com/likesara/320160

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


สูดดมมลพิษทางอากาศ เสียชีวิตก่อนวัยอันควร




กทม. 12 ก.พ.-เกือบเดือนแล้วที่คนกรุง ต้องสูดดมมลพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้องค์กรรณรงค์อิสระด้านสิ่งแวดล้อม เผยคนไทยเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้นมากกว่า 5,000 คนต่อปี แนะรัฐควรปฏิรูประบบการจราจรขนส่ง แก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานได้ในระยะยาว

กว่าครึ่งเดือนแล้วที่คนกรุงต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ โดยจุดนี้คือถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี ที่พบค่า PM2.5 เกินค่ามาตรฐานมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ชาวบ้านย่านฝั่งธนฯ ได้แต่ทำใจ และชินชากับฝุ่นละออง ที่ต้องสูดดมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ถึงแม้จะไม่ปรากฏตัวเลข ผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น แต่ไม่ควรชะล่าใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด ถุงลมโป่งพอง หรือภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้เขตก่อสร้าง หรืองดออกจากบ้าน

ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุ ตั้งแต่ปี54 มลพิษทางอากาศในไทย เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรกว่า 1,500 คนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 5,000 คนต่อปี หน่วยงานรัฐ ควรยกระดับดัชนีคุณภาพอากาศให้ทันสมัย สอดคล้องกับวิกฤตฝุ่นละอองในปัจจุบัน เตือนคนไทยได้ทันถ่วงที

ไม่ใช่แค่ไทยที่ต้องเผชิญกับวิกฤตมลพิษทางอากาศ แต่ปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน ก็ยากที่จะหาอากาศบริสุทธิ์จนต้องออกมาตรการเข้มงวด ทั้งสั่งปิดโรงงาน แบ่งวันวิ่งรถ ออกป้ายทะเบียนรถอีโค่คาร์ หวังลดมลพิษได้จริง ขณะที่เมืองกรุง ทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 มีอำนาจสั่งระงับก่อสร้างทันที



สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมฯ แนะ ภาครัฐควรปฏิรูประบบการจราจรขนส่ง ลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ก่อนที่คนกรุงต้องเสียชีวิตแบบผ่อนส่งไม่รู้ตัว.


http://www.tnamcot.com/view/5a81b873e3f8e420a4436cd8


*********************************************************************************************************************************************************


ระทึก ฉลามวาฬ ยาว 5 เมตรติดอวน



กระบี่ 12 ก.พ.-ระทึก "ฉลามวาฬยักษ์" ยาว 5 เมตร ติดอวนเรือประมงที่เกาะพีพีดอน จ.กระบี่ ไต้ก๋งเรือสั่งลูกเรือปล่อยคืนสู่ท้องทะเล ขณะที่นายกสมาคมประมงชื่นชมเป็นแบบอย่างชาวประมง

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายปภังกร บุญสพ อายุ 44 ปี ชาว ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ ไต้ก๋งเรือและเจ้าของเรือประมง "ว.โชคกมลทิพย์" ว่า เมื่อเวลาประมาณ 03.00 ที่ผ่านมา ขณะที่นำลูกเรือออกไปทำประมง เรืออวนดำ หรืออวนล้อมจับปลา ที่บริเวณทิศตะวันออกของเกาะพีพีดอน ม.7 ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ ปรากฏว่ามีฉลามวาฬขนาดใหญ่ยาว 5 เมตร น้ำหนัก 1.5 ตัน ติดอวนขึ้นมา แต่ไม่ต้องการให้มันได้รับอันตราย จึงสั่งให้ลูกเรือปล่อยออกจากเรือ โดยพยายามกดอวนให้ต่ำลงใต้ผิวน้ำ เพื่อให้ฉลามวาฬว่ายออกมาจากอวน ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจึงสำเร็จ และได้มีการถ่ายคลิปขณะปล่อยฉลามวาฬไว้ด้วย

นายปภังกร กล่าวว่า หลังจากวางอวนบริเวณดังกล่าว ลูกเรือบอกว่ามีปลาติดอวนจำนวนมากเพราะอวนหนัก แต่เมื่อสาวอวนขึ้นมาเรื่อยๆ กลับพบว่ามีฉลามวาฬติดมาด้วย คาดว่าฉลามวาฬเข้ามาไล่จับปลาขนาดเล็กในอวนเป็นอาหาร จึงสั่งให้ปล่อยให้เป็นอิสระ ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ซึ่งเหตุการณ์ฉลามวาฬติดอวนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกฉลามวาฬขนาดยาว 6 เมตรติดอวนขึ้นมา ซึ่งตอนนั้นต้องยอมตัดอวนทิ้ง จึงจะสามารถปล่อยฉลามวาฬออกไปได้ และในฐานะชาวประมงจึงอยากช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้อยู่คู่ทะเลกระบี่

ด้านนายมานิต ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ชาวประมงในจังหวัดกระบี่ มีจิตสำนึกในการอนุรักษณ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และสัตว์ทะเลที่ใกล้สุญพันธ์ จึงอยากให้ชาวประมงเอาเป็นแบบอย่าง.




http://www.tnamcot.com/view/5a81ba9ce3f8e420a4436cdb

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


บทความ : อนุรักษ์ทรัพยากรเต่าทะเล



เต่าทะเลเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีเลือดเย็น อุณหภูมิเลือดเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิแวดล้อม มีกระดูกสันหลัง หายใจด้วยปอด มีหัวใจสามห้องเหมือนสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป ลักษณะพิเศษของเต่าโดยทั่วไปจะมีกระดองหลัง ซึ่งเกิดจากกระดูกส่วนของซี่โครง เป็นส่วนของร่างกายที่สามารถปกป้องคุ้มครองให้ชีวิตของมันอยู่ได้อย่างยาวนาน โดยทั่วไปแล้วเชื่อกันว่าเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ในโลกปัจจุบัน เต่าทะเลเป็นสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ที่บรรพบุรุษของมันเคยอยู่ร่วมยุคกับไดโนเสาร์ จากซากฟอสซิล (Fossil) ของเต่าทำให้เรารู้ว่า เต่ามีวิวัฒนาการสืบทอดกันมาอย่างน้อย 200 ล้านปี เต่าทะเลพบอยู่เฉพาะในทะเลเขตร้อนและเขตอบอุ่น เต่าทะเลทั่วโลกพบอยู่ 8 ชนิดด้วยกัน คือ เต่ามะเฟือง เต่าตนุ เต่าตนุดำ เต่าหลังแบน เต่ากระ เต่าหัวฆ้อน เต่าหญ้า เต่าหญ้าแอตแลนติค

ในประเทศไทยพบเต่าทะเล 5 ชนิด เต่าตนุ, เต่ากระ, เต่าหญ้า, เต่าหัวฆ้อนและเต่ามะเฟือง ในจำนวนเต่าทะเล 8 ชนิด เต่าหญ้าเป็นเต่าที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ ความยาวของกระดองประมาณ 2 ฟุต (51 - 75 ซม.) น้ำหนักเฉลี่ย 38 กิโลกรัม (33 - 43 กิโลกรัม) เต่าที่ใหญ่ที่สุด คือ เต่ามะเฟือง ซึ่งอาจจะยาวถึง 2.7 เมตร น้ำหนักถึง 1,000 กิโลกรัม เต่าทะเลขึ้นมาบนฝั่งเฉพาะเพศเมีย เพื่อวางไข่แพร่พันธุ์เท่านั้น ประเทศไทยพบเต่าทะเลมากแถบอ่าวไทย ตามหมู่เกาะต่าง ๆ ของจังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะเกาะคราม ระยอง ตราด และฝั่งอันดามัน ตลอดแนวชายหาดทะเลตะวันตกของจังหวัดพังงา ภูเก็ต และบริเวณหมู่เกาะ ต่าง ๆ ทางฝั่งอ่าวไทยพบเต่าทะเลชนิด เต่าตนุ และเต่ากระ ขึ้นวางไข่ตลอดปี โดยมีช่วงชุกชุม ในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ส่วนทางฝั่งทะเลอันดามัน เต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่เป็นชนิดเต่าหญ้า เต่ามะเฟืองและเต่าตนุ โดยช่วงฤดูวางไข่ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่จะชุกชุมที่สุดอยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมกราคม แหล่งขึ้นวางไข่ ได้แก่ บริเวณหมู่เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี, หาดท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา บริเวณหาดไนยาง จังหวัดภูเก็ต และพบบ้างตามหมู่เกาะต่าง ๆ ได้แก่ หมู่เกาะ สิมิลัน, เกาะสุรินทร์ เป็นต้น

เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายที่เงียบสงบในช่วงเวลากลางคืน โดยแม่เต่าจะขุดหลุมเหนือบริเวณน้ำขึ้นสูงสุด แม่เต่าขึ้นวางไข่ปีละ 1-3 ครั้ง เมื่อเต่าเลือกทำเลที่เหมาะสมได้แล้ว จะเริ่มขุดหลุมลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร ลักษณะปากหลุมแคบก้นหลุมกว้าง แล้วจะเริ่มปล่อยไข่ลงหลุม โดยปล่อยออกจากท่อไข่ ครั้งละ 1-3 ฟอง แม่เต่าจะวางไข่เรื่อยไปจนหมด แม่เต่าวางไข่ครั้งละประมาณ 70 -150 ฟอง ใช้เวลา 20 - 30 นาที ขนาดของไข่เต่าทะเลมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ยกเว้นไข่เต่ามะเฟืองที่มีขนาดใหญ่ ประมาณ 5.5 เซนติเมตร เมื่อแม่เต่าวางไข่เสร็จแล้วจะกลบหลุมไข่ให้แน่น แล้วจึงเกลี่ยทรายเป็นวงกว้างเพื่ออำพรางไข่ที่แท้จริงเสร็จแล้วจะคลานกลับลงทะเลไป โดยไม่ย้อนมาดูแลไข่อีกเลย ไข่เต่าฟักตัวโดยอาศัยความร้อนจากแสงอาทิตย์และความชื้นที่เหมาะสมใต้พื้นทราย อุณหภูมิของหลุมไข่เต่าใต้ทรายอยู่ในช่วง 25 - 34 ํCอุณหภูมิจะมีผลต่อการเกิดของลูกเต่ามาก ถ้าอุณหภูมิสูงมากตั้งแต่ 35 ํC ขึ้นไป ลูกเต่าจะเกิดมาเป็นเพศเมียทั้งหมด และถ้าอุณหภูมิในการเพาะฟักต่ำกว่า 24 ํC ลูกเต่าจะเกิดมาเป็นเพศผู้ทั้งหมด เต่าทะเลจะฟักตัวอยู่ 50 -55 วัน ก็จะเป็นตัว เมื่อลูกเต่าเกิดเป็นตัวแล้วจะโผล่ขึ้นมาจากหลุมทราย โดยเจาะเปลือกไข่ออกมา แล้วขยับตัวพร้อมกันในหลุมใต้ทราย วิธีการขยับตัวของ ลูกเต่าเหล่านี้ จะทำให้เปลือกไข่ถูกกดยุบตัวลงและเกิดช่องว่างในหลุมทราย ทรายเบื้องบนก็จะยุบตัวลงมาเป็นหลุม ลูกเต่าจะขยับตัวขึ้นมาพร้อมกันที่ปากหลุมทรายและพร้อมกันมุ่งหน้าลงสู่ทะเล ลูกเต่าแรกเกิดสามารถว่ายน้ำออกสู่ทะเลลึกได้ทันที ลูกเต่าแรกเกิดมีขนาดเกล็ดกระดองเพียง 4-4.5 เซนติเมตร ลักษณะกระดองอ่อนนิ่ม จึงมักตกเป็นอาหารของสัตว์อื่น เช่น นก สุนัข ตะกวด และปลาขนาดใหญ่ ส่วนลูกเต่าที่รอดจากภัยธรรมชาติก็ถูกมนุษย์ล่าเป็นอาหาร กระดองนำไปขาย ทำเครื่องประดับ ส่วนที่เป็นไข่ถูกเก็บบริโภคและจำหน่าย อัตราเหลือรอดสุดท้ายของลูกเต่าจึงนับว่าน้อยมาก

เมื่อเราทราบว่าเต่าทะเลเติบโตในสภาพแวดล้อมปัจจุบันได้อย่างยากลำบากต้องต่อสู้กับศัตรูจากธรรมชาติ สภาพอากาศ เราในฐานะมนุษย์ที่มีส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม สามารถช่วยให้เต่าทะเลสามารถมีอยู่ในปัจจุบันได้ด้วยการรักษาความสะอาดของทะเล ไม่ทิ้งขยะลงในทะเล แค่นี้สัตว์น้ำในทะเลก็จะมีชีวิตยืนยาว


http://thainews.prd.go.th/website_th...T6102120010002

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ผลักดันห้ามสูบบุหรี่ตลอดแนว "ชายหาดเขาหลัก" 15 กม.

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมผลักดันชายหาดเขาหลัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เป็นชายหาดปลอดบุหรี่ตลอดแนว 15 กิโลเมตร หลังนำร่องแล้ว 2 กิโลเมตร พร้อมประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว



วันนี้ (13 ก.พ.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับภาครัฐและเอกชน ทั้งนายอำเภอตะกั่วป่า เทศบาลตำบลคึกคัก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัด สมาคมมัคคุเทศก์ เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเล และตำรวจภูธรเขาหลัก เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันตาม "มาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณชายหาด" เน้นให้สถานประกอบการนำแผ่นแจกและป้ายไปประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตาม

นายจตุพร ย้ำว่า ไม่ได้ห้ามนักท่องเที่ยวสูบบุหรี่ แต่กำหนดให้สูบในบริเวณที่มีการจัดให้เท่านั้น เพื่อไม่ให้ควันบุหรี่ไปรบกวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้พื้นที่ชายหาดสาธารณะ และลดปริมาณขยะจากก้นบุหรี่บริเวณชายหาดที่เกิดจากการทิ้งไม่เป็นที่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ชายหาดเขาหลัก มีความยาว 15 กิโลเมตร ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ประกาศเป็นเขตห้ามสูบบุหรี่เพียง 2 กิโลเมตร เตรียมผลักดันให้บังคับใช้มาตรการห้ามสูบบุหรี่ครอบคลุมตลอดแนวชายหาดต่อไป


http://news.thaipbs.or.th/content/270170


*********************************************************************************************************************************************************


"ละวะใหญ่" นำร่องเกาะชักธงจำกัดนักท่องเที่ยวรอบละ 100 คน



หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ประกาศโมเดลนำร่อง "เกาะละวะใหญ่"นำร่องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวรอบละไม่เกิน 100 คนต่อช่วงเวลา โดยใช้สัญญลักษณ์ธงแดง ธงเหลือง ธงเขียว เริ่ม 15 ก.พ.นี้

วันนี้ (12 ก.พ.2561) นายศรายุทธ ตันเถียร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จ.พังงา กล่าวว่า ขณะนี้ได้ออกประกาศเรื่องการเข้าดำเนินการกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน เป็นโมเดลต้นแบบของอุทยานแห่งชาติ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยว โดยจะนำนำร่องดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ที่ อพ.1 เกาะละวะใหญ่

โดยกำหนดเวลาห้ามเข้าไปตั้งแต่เวลา 17.00 น.ถึงเวลา 06.00 น.จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เกาะละวะใหญ่ ไม่เกิน 100 คนต่อช่วงเวลา โดยให้สังเกตสัญลักษณ์ธงสีบริเวณหน้าหน่วยคือ "ธงสีเขียว" เข้าได้ตามปกติ "ธงสีเหลือง" จำนวนนักท่องเที่ยวใกล้ครบจำนวน และ "ธงสีแดง" ขอความร่วมมือหลีกเลี่ยง เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวครบตามจำนวน และห้ามจอดเรือขนาดใหญ่ในระยะ 200 เมตร จากชายหาดหรือแนวทุ่นที่กำหนด การทำกิจกรรมต่างๆ ต้องอยู่ในบริเวณที่กำหนดไว้ เช่น ทุ่นจอดเรือ เส้นทางการเดินเรือ บริเวณเล่นน้ำ และปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ รวมถึงมาตรการความปลอดภัย ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.นี้




http://news.thaipbs.or.th/content/270165

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


พบ "ท่อประหลาดยาวกว่า 100 เมตร" โผล่หาดบางเบิด-ถ้ำธง



ชาวบ้านและผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวหาดบางเบิด-ถ้ำธง อ.ประทิว จ.ชุมพร พบท่อปละหลาดยาวกว่า 100 เมตร ขึ้นมาเกยหาด 3 วันแล้ว ฝากให้เจ้าหน้าที่หน่วยเกี่ยวข้องตรวจสอบ และเร่งหาวิธีขนย้ายออกไป เนื่องจากบริเวณหาดดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.)เกรงว่าหาดมีคลื่นลมจะถูกพัดกลับลงทะเลส่งผลกระทบต่อการเดินเรือของชาวประมง ส่งเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง(ชุมพร)ลงตรวจสอบพร้อมรายงาน

12 ก.พ.2561 นายไชยวัฒน์ ชูชัยนิรันดร์ เจ้าของบุญชูบางเบิด รีสอร์ท หมู่ 5 บ้านบางเบิด ต.ปากคลอง อ.ประทิว จ.ชุมพร กล่าวว่าทางพนักงานรักษาความปลอดภัยของ รีสอร์ท ได้แจ้งให้ทราบว่าพบเห็นวัตถุยาวผิดปกติ ลอยอยู่ในทะเลหน้าชายหาดบางเบิด ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมาและถูกคลื่นซัดพัดเข้ามาเกยหาดตั้งแต่เช้าวานนี้ ตนเองจึงพากันออกไปดูพบว่าเป็นท่อขนาดความยาวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณขนาดใหญ่ ยาว 12 เมตร จำนวน 14 ท่อนในเบื้องต้น ตนเองยังไม่แน่ใจว่าเป็นท่ออะไรลักษณะเหมือนท่อน้ำมันอย่างไรก็ตาม อยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและหาทางเคลื่อนย้ายต่อไป เพราะบริเวณหาดบางเบิด-หาดถ้ำธง เป็นหาดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักผ่อน อีกทั้งหากมีคลื่นลมอาจพัดพาท่อทั้งหมดลงสู่ทะเลซึ่งอาจสร้างปัญหาในทะเลต่อไปได้

ด้านนายบุญส่ง จารึก ผู้ใหญ่หมู่ 5 บ้านบางเบิด ต.ปากคลอง อ.ประทิว จ.ชุมพร กล่าวว่าได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่อยู่บริเวณดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมาว่าพบเห็นวัตถุประหลาดลอยอยู่ในทะเลที่ด้านหน้าหาดบางเบิด-หาดถ้ำธง และถูกคลื่นซัดเขช้ามาที่หาดตั้งแต่เช้าวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมาและได้แจ้งไปยังสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค จ.ชุมพร ได้เดินทางมาตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ายาว 12 เมตร จำนวน 14 ท่อนความกว้างของปากท่อกว่า 1 เมตร คนสามารถลอดเข้าไปได้ และภายในพบมีคราบน้ำมัน ทางเจ้าหน้าที่ของเจ้าท่าภูมิภาคชุมพร แจ้งว่าอย่าให้ชาวบ้านไปดำเนินการทำอะไรเกี่ยวกับท่อดังกล่าวโดยเด็ดขาด ให้รอว่าตรวจสอบเป็นท่ออะไร ซึ่งตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านที่นี่อยากให้หน่วยงานภาครัฐรีบมาดำเนินการ ไม่อยากปล่อยทิ้งไว้บนชายหาด

อย่างไรก็ตามนายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) หลังรับทราบข่าวจากเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แล้วในเบื้องต้นได้สั่งการเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง(ชุมพร) ลงไปตรวจสอบท่อที่อยู่บริเวณชายหาดบางเบิด-ถ้ำธง ว่าเป็นท่อขนาดเท่าไหร่และมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดไหน ถึงแม้เบื้องต้นจะมีการแจ้งในเบื้องต้นมาแล้ว และสิ่งสำคัญให้ดูภายในท่อว่ามีคราบน้ำมันติดอยู่หรือไม่ ซึ่งหากการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วให้รายงานกลับมาให้รับทราบทันที เนื่องจากมีความเป็นห่วงว่าหากท่อดังกล่าวถูกคลื่นลมซัดกลับลงสู่ทะเล จะไปส่งผลกระทบต่อการกีดขวางการเดินเรือของชาวประมง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและจะได้ประสานงานกับหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร ต่อไป


http://www.nationtv.tv/main/content/378602477/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนในกรุงเทพฯ มาจากไหน .................... Blogpost โดย ธารา บัวคำศรี

วิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ปกคลุมเมืองหลวงของประเทศมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้คนสงสัยว่า ฝุ่นพิษ PM2.5 มันมาจากไหนกันและทำไมถึงไม่ยอมหายไปสักที



แหล่งกำเนิด PM2.5 มีทั้งแบบปล่อยโดยตรงกับแหล่งกำเนิดปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรมการผลิต ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ใดมีแหล่งกำเนิดแบบใดเป็นหลัก(Primary PM2.5 และจากปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศโดยมีสารกลุ่มซัลเฟอร์หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น(Secondary PM2.5) ดังนั้น การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์และออกไซด์ของไนโตรเจนจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลและการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อเกิดการรวมตัวกันในบรรยากาศจะมีผลต่อการก่อตัวของ PM2.5 ขั้นทุติยภูมิอีกด้วย



หลายคนมักจะพูดถึงการเผาในที่โล่งว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ในช่วงระยะเวลานี้ แต่จากข้อมูลดาวเทียม จุดเกิดความร้อนที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในเขตประเทศไทยมีน้อยมาก ดังนั้น PM2.5 จากการเผาในที่โล่งนั้นจึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก เราไม่ควรโยนความผิดให้เกษตรกรที่มักถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ


แผนที่แสดงจุดความร้อนสะสมย้อนหลัง 24 ชั่วโมง(10-11 กุมภาพันธ์ 2561)
ที่แปลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม(http://fire.gistda.or.th)


ดังนั้น ในช่วงนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ก็ต้องมุ่งตรงไปที่แหล่งกำเนิดจากการคมนาคมขนส่ง(ให้นึกภาพถึงรถยนต์ส่วนตัวนับล้านคันบนถนน) และการเคลื่อนตัวของมลพิษจากพื้นที่อื่นๆ เช่น ผลการคำนวณแบบจำลองบรรยากาศ (Atmospheric Modeling) ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัย Atmospheric Chemistry Modeling ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าแบบจำลองการเคลื่อนที่ของเคมีในบรรยากาศ (Atmospheric chemistry-transport model- GEOS-Chem) ซึ่งระบุว่า...."โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีและเก็คโค-วัน ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศของแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงอย่างเกาะเสม็ด เกาะแสมสารและพัทยา รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน เมื่อลมพัดจากทางทิศใต้มายังทิศตะวันตกเฉียงใต้(ดูภาพแรกแสดงทิศทางของกระแสลม) และในช่วงสภาวะอากาศที่แย่ที่สุด ในแต่ละวันฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่งสามารถแพร่ กระจายเข้าสู่พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวในสัดส่วนร้อยละ 40 และในเขตกรุงเทพมหานครร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปี"



สนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ?กรุงเทพมหานครช่วงที่ผ่านมามีสภาพอากาศนิ่ง การฟุ้งกระจายในแนวราบไม่ระบาย มีลมสงบความเร็วลมต่ำ และการฟุ้งกระจายในแนวดิ่งมีน้อย หรืออีกนัยหนึ่ง การเกิดมีสภาพอากาศเย็นหรืออุณภูมิต่ำที่พื้นดินรวมทั้งมีละอองน้ำหรือหมอกปกคลุมเหนือพื้นดินจำนวนมาก แต่ที่ระดับความสูงขึ้นไปอากาศกลับมีอุณภูมิสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้มลพิษที่พื้นดิน เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก สารเบนซิน ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นต้น ที่ออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งมีความร้อนมากกว่าอากาศโดยรอบจะเคลื่อนที่ลอยขึ้น(จากร้อนไปเย็น) ในระดับหนึ่งแล้วลอยต่อไปไม่ได้เนื่องจากไปปะทะละอองน้ำและความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่อุณหภูมิสูงกว่าจึงตกลงมาปกคลุมพื้นที่ใกล้เคียงทำให้มีค่ามลพิษเกินมาตรฐานบริเวณริมถนนซึ่งเปรียบเสมือนเอาฝาชีทึบครอบอาหารร้อนๆไว้ ความร้อนก็จะกระจายอยู่ในฝาชีนั่นเอง?

กรุงเทพเป็นพื้นที่ราบ อิทธิพลของลมมรสุมช่วยกระจายให้ฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ เคลื่อนตัวออกไปได้ง่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณลักษณะที่สำคัญของมลพิษทางอากาศ PM2.5 ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายจากแหล่งกำเนิดไปในระยะไกลนับร้อยนับพันกิโลเมตรได้ แหล่งกำเนิด PM2.5 ขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน การผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น จึงมีส่วนสำคัญและส่งผลต่อคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครภายใต้สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา(ลม อุณหภูมิ ความกดอากาศ ความชื้น) และช่วงเวลาที่เหมาะสม


http://www.greenpeace.org/seasia/th/...25/blog/61132/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 13-02-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,834
Default

ขอบคุณข่าวจาก TNEWS


ประกาศความสำเร็จ!! จีนเปิดตัวสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก จากเดินทาง 3 ชั่วโมง เหลือเพียง 30 นาทีเท่านั้น



วันที่ 12 ก.พ. 61 สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า ประเทศจีนได้มีการประกาศว่า โครงการท่าเรือของสะพานที่ยาวที่สุดในโลกที่เชื่อมต่อระหว่างฮ่องกง จูไห่ และมาเก๊า ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ถึง 8 ปี ส่วนการเตรียมการก่อนหน้าใช้เวลาถึง 6 ปี

นายเหอหนิงข่า ผู้อำนวยการของคณะกรรมการด้านการพัฒนาและการปฏิรูปมณฑลกวางตุ้งกล่าวว่า ขณะนี้การติดตั้งและการทดสอบอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระหว่างท่าเรือและส่วนหลักของสะพาน 55 กิโลเมตร ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการจราจรข้ามพรมแดนบนสะพานแห่งนี้เตรียมไว้แล้ว



ขณะที่นายจ้านจินเหวิน ผู้อำนวยการโครงการสร้างสะพานเชื่อมฮ่องกง จูไห่ มาเก๊า กล่าวว่าสะพานนี้จะเริ่มเปิดใช้ ภายหลังจากที่โครงการท่าเรือต่างๆ มีเจ้าหน้าที่ศุลกากรเข้ามาตรวจสอบ กักกัน และการควบคุมชายแดนเข้ามาดูแล

ทั้งนี้ สะพานแห่งนี้จะช่วยลดเวลาการเดินทางระหว่างฮ่องกงและจูไห่จาก 3 ชั่วโมงเหลือเพียง 30 นาที ทั้งยังจะถูกใช้เป็นหนึ่งในเส้นทางการรวมเมืองในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ลในอนาคตอีกด้วย


http://www.tnews.co.th/index.php/contents/413773

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:53


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2018, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger