เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองต่อเนื่อง ส่วนบริเวณภาคอื่นๆมีฝนลดลง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 27 - 28 ก.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 29 ก.ค. -1 ส.ค. 62 ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกจะมีการกระจายของฝนเพิ่มมากขึ้น สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (97.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (97.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (100.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


น้ำโขงแห้ง แล้งด้วยมือมนุษย์



"ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
"โชกุน"

ย่างเข้าหน้าฝน ยังไม่ทันถึงหน้าแล้ง แต่ปีนี้ ระดับน้ำในแม่น้ำลดต่ำสุดในรอบ 50 ปี สาเหตุไม่ได้มาจากปัจจัยธรรมชาติอย่างเดียว แต่ถูกซ้ำเติมด้วยปัจจัยอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ ทำให้วันนี้ น้ำโขงแล้งที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ

เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการรณรงค์ประเทศไทย องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) เผยแพร่ภาพและข้อความผ่าน เพจ Pai Deetes ระบุว่า สาเหตุที่แม่น้ำโขงแล้งมาจาก 3 สาเหตุหลัก คือ ฝนตกน้อย เขื่อนในจีนลดการระบายน้ำและเขื่อนในประเทศลาวทดสอบระบบผลิตกระแสไฟฟ้า พร้อมแนะทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากจะยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนในประเทศจีนและลาวอีกหลายแห่ง

แม่น้ำโขงมีความยาวกว่า 4,900 กิโลเมตร ไหลผ่าน 6 ประเทศคือจีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยส่วนที่ไหลในประเทศจีนถูกเรียกว่าแม่น้ำ Lancang ส่วนของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง จะมีประชากรอาศัยอยู่สองฝั่งราว 65 ล้านคน โดยส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงในแง่ของน้ำเพื่อการเกษตรและปลาน้ำจืด

ปัจจุบัน แม่น้ำดังกล่าวเริ่มกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าจากประเทศจีนอีกด้วย

โครงการก่อสร้างเขื่อนเปลี่ยนรูปแบบการไหลของแม่น้ำ กั้นเส้นทางอพยพของปลา ลดปริมาณตะกอน และทำลายพืชน้ำริมตลิ่ง ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างมลภาวะในน้ำ นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ลุ่มน้ำโขงตอนล่างมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ มูลค่ารวม 63.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2565 ภายใต้แผนงานพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (the Greater Mekong Subregion Economic Program) ประกอบด้วย ทางหลวง สะพาน ท่าเรือ เส้นทางขนส่งในแม่น้ำ รถไฟฟ้าความเร็วสูง เขตปลอดภาษี เขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาไปสู่ความเป็นเมือง ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันคือสร้างความร่วมมือและเร่งพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ลุ่มน้ำโขงยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การรุกล้ำของน้ำเค็มที่ปากแม่น้ำ อุทกภัยที่บ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้นในฤดูฝน ภัยแล้งที่ยาวนาน และผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 565 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นที่โตนเลสาบ ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปลาน้ำจืดอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นอกจากนี้ การเติบโตของธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ ค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่า ค้าไม้ผิดกฎหมาย รวมถึงมลภาวะทางอากาศและน้ำซึ่งส่งผลระดับนานาชาติ ต่างก็นำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน จีนได้สร้างเขื่อนเหนือแม่น้ำ Lancang อย่างน้อย 6 แห่ง และมีแผนว่าจะสร้างเพิ่มเติมอีก 14 เขื่อนในทศวรรษข้างหน้า ส่วนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ก็มีแผนจะสร้างเขื่อนอีก 11 แห่งภายในปี พ.ศ. 2573 แม้ว่าคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขงจะแนะนำให้หยุดการก่อสร้างไว้ชั่วคราวอย่างน้อย 10 ปี เขื่อนเหล่านี้จะผลิตพลังงานไฟฟ้าราว 65,000 กิกะวัตต์ หรือคิดเป็นราว 6-8% ของพลังงานที่คาดการณ์ในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีเขื่อนอีก 30 แห่งที่กำลังจะสร้างเหนือลำน้ำสาขา ซึ่งจะผลิตไฟฟ้าเพิ่มอีกราว 44,000 กิกะวัตต์ และคิดเป็นมูลค่าก่อสร้างรวมทั้งสิ้น 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เขื่อน 3 แห่งที่มีการถกเถียงรุนแรงมากที่สุดคือ เขื่อนไซยะบุรี เขื่อนดอนสะโฮง และเขื่อนปากเบ็ง ซึ่งอยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวทั้งหมด เมื่อไม่นานมานี้ ลาวยังได้แจ้งต่อคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขงว่าเตรียมวางแผนจะก่อสร้างเขื่อนแห่งที่ 4 ที่ปากเล (Pak Lay)

โครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีกำลังการผลิต 1,260 เมกะวัตต์ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2555 และคาดว่าจะเดินเครื่องได้ใน พ.ศ. 2562 เขื่อนดอนสะโฮง กำลังการผลิต 260 เมกะวัตต์ เขื่อนดังกล่าวตั้งอยู่ในช่องแคบบริเวณสีพันดอนทางตอนใต้ของประเทศลาว โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2559 ส่วนเขื่อนสุดท้ายคือเขื่อนปากเบ็งซึ่งอยู่เหนือหลวงพระบาง 174 กิโลเมตร โดยมีกำลังการผลิต 912 เมกะวัตต์ แน่นอนว่าเขื่อนเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศโดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่เวียดนาม รวมถึงโตนเลสาบที่กัมพูชา

น่าเสียดายที่ไม่มีประเทศลุ่มน้ำโขงใดที่จำเป็นต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ แต่ทุกประเทศมีกฎหมายระบุว่าจะต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในกรณีที่โครงการอาจสร้างผลกระทบรุนแรงเท่านั้น อย่างไรก็ดี รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างหลายฉบับก็นับว่ามีคุณภาพต่ำ เนื่องจากรัฐบาลมีความสามารถเชิงเทคนิคค่อนข้างต่ำที่จะสอบทานรายงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน หลายประเทศก็เริ่มมีการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (Strategic Environmental Assessments: SEAs) ซึ่งจะมองผลกระทบในระดับองค์รวม ซึ่งจะแตกต่างจากรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งจะพิจารณาเพียงระดับโครงการเท่านั้น

เมื่อ พ.ศ. 2530 ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจของสหประชาชาติ ได้ริเริ่มการพูดคุยเรื่องการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และนำไปสู่การประกาศอนุสัญญาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในบริบทระหว่างประเทศ หรืออนุสัญญาเอสปู (Espoo Convention) ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2540 โดยปัจจุบันมีประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าวทั้งสิ้น 44 ประเทศ อาทิ ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป รัสเซีย สหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีประเทศใดในลุ่มน้ำโขงลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว

ข้อตกลงแม่น้ำโขงซึ่งบังคับใช้เมื่อ พ.ศ. 2538 ระบุว่าประเทศสมาชิกจะต้องขอคำปรึกษาจากคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขงก่อนริเริ่มโครงการเหนือลำน้ำโขงสายหลัก และต่อมาได้พัฒนาเพิ่มเติมเป็น กระบวนการแจ้งเตือน (Procedures for Notification) การขอคำปรึกษาก่อนเริ่มโครงการ และการทำข้อตกลงในปี พ.ศ. 2546 หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขงก็มีความพยายามจะรับแนวคิดการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศมาปรับใช้ โดยให้คำมั่นว่าจะมีการนำไปปฏิบัติในอนาคต แต่ผู้บริหารคนล่าสุดของคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขงระบุว่า 'ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา' และยังไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากประเทศสมาชิกมีความเห็นไม่ไปในทิศทางเดียวกัน

ที่มา บทความ เรื่อง EIA ระหว่างประเทศ ทางออกความขัดแย้งเหนือลำน้ำโขง มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร


https://mgronline.com/daily/detail/9620000070904

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:14


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger