เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ ส่วนภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคใต้ มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2562

อนึ่ง พายุโซนร้อน "วิภา" บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ชายฝั่งมณฑลกวางสี ประเทศจีน กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกอย่างช้า ๆ และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ในวันนี้ (2 สิงหาคม 2562) จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2 - 7 ส.ค. 62 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงวันที่ 2 - 3 ส.ค. 62 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 2 - 3 ส.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 6 ส.ค. 62



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุโซนร้อน "วิภา" (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2562) " ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 02 สิงหาคม 2562

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (2 ส.ค. 62) พายุโซนร้อน "วิภา" มีศูนย์กลางอยู่บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ชายฝั่งมณฑลกวางสี ประเทศจีน หรือที่ละติจูด 21.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 109.2 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้า ๆ โดยในวันนี้ (2 สิงหาคม 2562) พายุจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไหหลำ ประเทศจีนตอนใต้ และประเทศเวียดนามตอนบน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 1-6 สิงหาคม 2562 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (104.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.0 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Storm02.jpg (161.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (110.5 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


แบตเตอรี่แห่งเอเชีย คราบน้ำตาลุ่มน้ำโขง



ในช่วงนี้ภาพ "แม่น้ำโขง" แห้งเหือดน้ำลดลงรวดเร็วผิดปกติ มองเห็นสันดอนทราย โขดหิน หรือเกาะแก่งกลางแม่น้ำที่เกิดขึ้นในเดือนเจ็ด หรือเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วง "ฤดูฝน" กลายเป็นเรื่อง "ประหลาดที่แฝงด้วยความน่ากลัว" เพราะการแห้งของน้ำนี้ มักเกิดเฉพาะช่วง มี.ค.-เม.ย.ของช่วง "ฤดูแล้ง" เท่านั้น

สิ่งนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบประวัติศาสตร์ 100 ปี มีผลสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ในแง่ "ระบบนิเวศถูกทำลาย" และยังสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอาศัย 2 ฝั่งริมน้ำโขง...

ที่มาของการผันผวนระดับน้ำนี้ ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่...ที่ไม่ใช่เกิดจากธรรมชาติ...แต่กลับเกิดจาก "ฝีมือคน" สร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำไหลตามธรรมชาติ จนเกิดปัญหาทำลายวิถีชีวิตชาวลุ่มน้ำโขง และสัตว์น้ำโขงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปรากฏการณ์แม่น้ำโขงแห้งเหือดช่วงหน้าฝนนี้ ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.มหาสารคาม ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง ให้ข้อมูลว่า ในช่วงอายุชีวิตของคนนี้ ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แม่น้ำโขงแห้งขอดมากขนาดนี้ ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์...

ต้องจารึกการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขงครั้งใหญ่ในอนาคตนี้...

สาเหตุมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ

ส่วนที่หนึ่ง...ผลกระทบในเรื่องของประเทศจีนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำโขง 6 แห่ง พื้นที่สุดเขตจีนมีเขื่อนสุดท้าย คือ เขื่อนจิงหง ในพื้นที่เชียงรุ้ง สามารถควบคุมน้ำในแม่น้ำโขงตอนบน จนเกิดความผิดปกติ น้ำขึ้น-ลงไม่เป็นธรรมชาติในบางปี...ยังมีช่วงปิดเขื่อนซ่อมบำรุงปล่อยน้ำมาน้อยอีก...

มีผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยริมแม่น้ำโขง และระบบนิเวศในพื้นที่ใต้เขื่อน และยาวมาถึงประเทศไทยในพื้นที่ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น และสิ้นสุดบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย

ส่วนที่สอง...ผลกระทบในเรื่องเขื่อนไซยะบุรี มีการก่อสร้างเมื่อ 4 ปี ที่ผ่านมา ในพื้นที่แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ห่างจาก อ.เชียงคาน จ.เลย ประมาณ 200 กม. ซึ่งเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า มีกลุ่มนักธุรกิจไทยร่วมมือกับ สปป.ลาว ที่เรียกว่า "เขื่อนลาว สัญชาติไทย" ที่มีการก่อสร้างเสร็จไปไม่นานมานี้

เขื่อนนี้จะมีผลกระทบต่อแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งแต่ท้ายเขื่อน ในประเทศลาว และยาวมาถึงเขตประเทศไทยอย่างรุนแรง

ยกตัวอย่าง...ต้นเดือน ก.ค.มานี้ ได้กักเก็บน้ำบางส่วนเพื่อใช้ทดลองผลิตกระแสไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 17-19 ก.ค.ที่ผ่านมาทำให้แม่น้ำโขงแห้งลงอย่างรวดเร็ว มีผลกระทบอย่างรุนแรงของระบบนิเวศ รวมถึงผู้ที่อยู่อาศัย 2 ฝั่งริมน้ำแห่งนี้ ใน 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตั้งแต่ อ.เชียงคาน อ.ปากชม จ.เลย อ.สังคม จ.หนองคาย ยาวมาถึง จ.บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และ จ.อุบลราชธานี รวมถึงผลกระทบต่อประเทศท้ายแม่น้ำโขง เช่น ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม สิ่งที่น่าห่วงในเดือน ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีการทดลองผลิตกระแสไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อส่งมาขายให้กับประเทศไทย...

"ปัญหามีอยู่ว่า...ในการผลิตกระแสไฟฟ้านั้น ทำให้แม่น้ำโขงตอนล่างใน 7 จังหวัด ต้องเผชิญสภาวะน้ำแห้งขอดอย่าง รวดเร็วอีกครั้ง และนับจากนั้น...น้ำในแม่น้ำโขงจะมีลักษณะผันผวน...เพราะมีการเปิดใช้เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้บางครั้งแม่น้ำโขงจะเกิดสภาวะน้ำแห้งแบบไม่มีสาเหตุ...บางครั้งก็มีน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว...ทำลายระบบนิเวศ และเกิดน้ำท่วมบ้านเรือนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ท้ายน้ำด้วย" ดร.ไชยณรงค์ ว่า

ตามธรรมชาติ "แม่น้ำโขง" ในช่วง "ฤดูแล้ง" เดือน มี.ค.-เม.ย. สภาพน้ำจะค่อยปรับระดับลงอย่างช้าๆ เริ่มมองเห็นป่าบุ่ง ป่าทาม ไม้พุ่ม ต้นไคร่ จากนั้น "กลุ่มปลากินพืช" อพยพเข้าหากินดอกต้นไคร่ และวางไข่ เมื่อเข้าสู่ช่วง "เข้าพรรษา" ในช่วงเดือน ก.ค.ทุกปี น้ำก็ค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้น และมีน้ำหลากเต็มที่ในเดือน ส.ค.-ก.ย.

และเดือน ต.ค. น้ำก็จะลดระดับลงเข้าสู่ "ฤดูแล้ง" ในช่วงนี้มักมีน้ำจากประเทศจีน หรือแม่น้ำโขงตอนบนเข้ามามีอิทธิพลช่วยในการหล่อเลี้ยง 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนน้ำมีมากหรือน้อยนั้น...ขึ้นอยู่กับการปล่อยของประเทศจีน และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นน้ำมาจากแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง

การสร้างเขื่อนไซยะบุรี ถือว่า "ตอกย้ำ"...ผลกระทบให้เกิดขึ้นทั้งปี ไม่ว่า...ฤดูแล้ง หรือฤดูฝน

ที่อาจเกิดปรากฏการณ์น้ำแห้งขอดสุดขีด จนสามารถเดินข้ามฝั่งแม่น้ำโขงในบางช่วงได้ และการขาดแคลนน้ำครั้งนี้ มีลักษณะลดฉับพลัน...แบบทันที...ทันใด

สิ่งที่ตามมา...ลูกปลา แม่ปลาไข่เต็มท้อง หอย กุ้ง ปู หนีลงน้ำไม่ทัน... ก็จะตายเกลื่อน รวมถึงป่าบุ่ง ป่าทาม ไม้พุ่ม ต้นไคร่ ก็ยืนต้นตายเช่นกัน กลายเป็นว่าระบบนิเวศถูกทำลายเกือบทั้งหมด เช่น ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วช่วงที่ผ่านมา ที่ อ.สังคม พื้นที่แหล่งอาศัยสัตว์น้ำเสียหายร้อยละ 60 ส่วนสัตว์น้ำตายประเมินไม่ได้

ที่เรียกได้ว่า "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" เสียหายหนัก และอาจจะไม่มีโอกาสฟื้นอีกครั้ง...

หนำซ้ำ..."ปลาบึก" และ "ปลาขนาดใหญ่" ก็ได้รับผลกระทบรุนแรงเช่นกัน ตามธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง มักอาศัยอยู่ตามจุดน้ำลึก ที่เรียกว่า "วังปลา" มีอยู่เป็นระยะๆตามแม่น้ำโขง อาทิ อ.สังคม จ.หนองคาย จ.บึงกาฬ บ้านเวินบึก อ.โขงเจียม จ.อุบลฯ และในช่วงน้ำหลากจะว่ายน้ำขึ้นไปยังแม่น้ำโขงตอนบนเพื่อวางไข่

เมื่อมีเขื่อนไซยะบุรีปิดกั้นก็ไม่สามารถอพยพกลับลงมาแม่น้ำโขงตอนล่างได้เช่นเดิม และแถมการ เปิด?ปิดประตูน้ำในเขื่อนนี้ น้ำในแม่น้ำโขง มีลักษณะขึ้นลงแบบฉับพลัน ทำให้เกิด "สภาวะปลาหลงฤดู" สุดท้ายปลาบึกและปลาขนาดใหญ่ก็ไม่วางไข่ กลายเป็นสูญพันธุ์ไป...

ทว่า...ผลกระทบกับประชาชนผู้อาศัยอยู่ 2 ฝั่งริมแม่น้ำโขงนั้น เดิมการสร้างเขื่อนของประเทศจีน 20 กว่าปีที่ผ่านมา ก็มีสภาวะน้ำโขงขึ้นลงผิดปกติอยู่แล้ว แต่ไม่รุนแรงมากนัก ยิ่งมีการสร้างเขื่อนขึ้นอีก ผลกระทบอันดับแรกเลย...กลุ่มประมงไม่มีปลาให้จับ และอาชีพประมงจะสูญสิ้นไป

อีกทั้ง...อาจจะต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำดิบทำน้ำประปา เช่น วันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา เขื่อนไซยะบุรีปิดประตูกักน้ำไว้ทำให้พื้นที่ใน จ.หนองคาย ประกาศไม่มีน้ำดิบ ต้องหยุดจ่ายน้ำประปาชั่วคราว แต่ปัญหานี้มองว่าน่าจะแก้ไขไปได้... แต่ว่า..."ภาคการเกษตร" ส่วนใหญ่มีการใช้น้ำในแม่น้ำโขงในการทำการเกษตรเป็นหลัก มีความเสียหายขึ้นแล้วร้อยละ 50 โดยเฉพาะนาข้าวยืนต้นตาย และมีความเสี่ยงระยะยาวที่เกษตรกร อาจไม่มีน้ำเหมือนทุกปี

มองว่า...แนวทางแก้ปัญหานี้มี 2 ทาง คือ ทางที่หนึ่ง...สาเหตุผลกระทบจากเขื่อนในประเทศจีน ในประเทศลุ่มน้ำโขง ต้องตั้งโต๊ะหารือวางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้กระทบระบบนิเวศ และผู้อาศัยอยู่ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ที่เคยร้องขอต่อประเทศจีนมาแล้ว และจีนอ้างว่า "ภัยแล้ง" นั้น เกิดจากภูมิประเทศ จึงยอมปล่อยน้ำช่วยเหลือ...

กลายเป็นเรื่อง "บุญคุณ" ทั้งที่ตัวเองเป็นตัวต้นเหตุปัญหานี้มานานกว่า 20 ปี

ทางที่สอง...สาเหตุมาจากเขื่อนไซยะบุรี ควรพิจารณาใหม่...เพราะเกิดความเสียหายกับประชาชน 60 ล้านคน ที่ผ่านมาประเทศลุ่มน้ำโขง เคยศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบในเชิงยุทธศาสตร์ และเสนอเลื่อนการสร้างเขื่อนทุกชนิดที่ปิดกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างออกไป 10 ปี แต่กลับไม่มีใครรับฟังการคัดค้านนี้

แต่เงื่อนปัญหาสำคัญในเรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องยาก เพราะ สปป.ลาว เคยประกาศต้องการเป็น "แบตเตอรี่แห่งเอเชีย" เมื่อครบสัญญาการใช้เขื่อนนี้แล้ว...ต้องถ่ายโอนให้กับประเทศลาวอย่างถาวร

นี่อาจจะเป็นเพียงเสียงสะท้อนของตัวแทนประชาชนลุ่มน้ำโขง 60 ล้านคน ที่ยังมีหวังเล็กๆว่า...วันหนึ่ง...จะมีใครมองเห็นความเดือดร้อน ก่อนที่ระบบนิเวศจะเสียหายถาวร.


https://www.thairath.co.th/news/soci...Pos=1#cxrecs_s


*********************************************************************************************************************************************************


ช้างป่าสูญพันธุ์จะเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์



หลังใช้เวลา 17 ปีในการทำวิจัยในภาคกลางของแอฟริกา ทีมนักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ ในสหรัฐอเมริกา ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างป่าและองค์ประกอบของสายพันธุ์ในอุทยานแห่งชาติโนบาเล โดคี (Nouabale-Ndoki) ทางตอนเหนือของประเทศคองโก มาพัฒนาสร้างแบบจำลองคณิตศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์เพื่อตอบคำถามถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับองค์ประกอบของป่าในช่วงเวลาที่มีช้างป่าอาศัยอยู่และช่วงที่ช้างป่าสูญพันธุ์ไป

การวิจัยชี้ว่าช้างป่าที่เป็นสัตว์กินพืชขนาดใหญ่และใกล้สูญพันธุ์ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดโครงสร้างของป่าฝนในทวีปแอฟริกา และกำหนดสภาพแวดล้อมของช้างเอง นั่นคือช้างจะช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์พืชและเกลี่ยดินขณะที่กินผลไม้กว่าร้อยชนิด แต่ช้างป่าก็จะทำลายต้นไม้ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 30 เซนติเมตรที่อยู่บนเส้นทางหรือใกล้เส้นทางที่พวกมันสัญจรผ่าน สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการแข่งขันด้านแสงและน้ำและพื้นที่ท่ามกลางต้นไม้ ต้นไม้ที่ขนาดใหญ่กว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณของคาร์บอนที่กักเก็บไว้

ในทางนิเวศวิทยาของช้างป่า นักวิจัยเผยว่า พวกมันส่งผลกระทบต่อประชากรต้นไม้และระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในป่า การลดลงของช้างป่าแอฟริกาสามารถเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และลดความสามารถของป่าที่เหลืออยู่ในการดักจับคาร์บอนอย่างจริงจัง เพราะต้นไม้และพืชต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์แสง ด้วยหลักการนี้ พืชจึงมีประโยชน์ต่อการรับมือกับภาวะโลกร้อน.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1627033
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


"ดร.ธรณ์" ฝากคนกรุงเทพฯ รักษาภาพ "วาฬบรูด้า" โผล่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการลดใช้ถุงพลาสติก


ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Jirayu Ekkul"

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โพสต์วอนคนกรุงเทพฯ ลดการใช้ถุงพลาสติกลงแม่น้ำ หลังพบ "วาฬบรูด้า" โผล่ปากแม่น้ำเจ้าพระยารอบ 3 หวังรักษาเอกลักษณ์เช่นนี้ให้คงอยู่คู่โลกต่อไป

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Thon Thamrongnawasawat" ถึงสัตว์สงวนชนิดใหม่ของประเทศไทย "วาฬบรูด้า" หลังมีผู้ถ่ายภาพของ "วาฬบรูด้า" โผล่กินอาการบนแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานคร

โดย ดร.ธรณ์ได้กล่าวว่า การถ่ายภาพติด "วาฬบรูด้า" ในเขตปากเจ้าพระยาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งเป็นห่วงว่าแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำที่ส่งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดของไทย และหากวาฬบรูด้าอ้าปากกินอาหารจะมีขยะพลาสติกจำนวนเท่าใดที่เข้าไปในท้องเจ้าวาฬตัวดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ชี้อีกว่าน่าจะมีแค่กรุงเทพมหานครเท่านั้นที่เป็นเมืองใหญ่และสามารถพบเห็นภาพของวาฬบรูด้าหากินใกล้ขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม จึงอยากจะฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันรักษาความสะอาด ไม่ทิ้งขยะพลาสติกลงแหล่งน้ำ เพื่อจะให้ภาพประทับใจคงอยู่กับกรุงเทพมหานครต่อไป


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000072947


*********************************************************************************************************************************************************


เผย 90 % "พะยูน" เกยตื้นตาย เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ 4 เดือน 7 ตัว




https://mgronline.com/news-clips/9lKeoi-1NOU


*********************************************************************************************************************************************************


เกิดอะไรขึ้น! ลูกเต่ากระถูกคลื่นซัดพาเหรดเกยตื้น แค่ครึ่งวันมากถึง 5 ตัว

ศูนย์ข่าวภูเก็ต - เกิดอะไรขึ้น! "ลูกเต่ากระ" ถูกคลื่นซัดพาเหรดเกยตื้นชายหาดต่างๆ ในภูเก็ต แค่ครึ่งวัน พบ 5 ตัว เบื้องต้น มีทั้งเกยตื้นเพราะติดเศษอวน และคลื่นลมแรง



เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. วันนี้ (1 ส.ค.) เจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ภูเก็ต) ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากคนขับรถแท็กซี่ ประจำคิวหน้าโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ ภูเก็ต รีสอร์ท หาดลายิ ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ว่า พบเต่าทะเลบาดเจ็บ มีเศษอวนพันรอบตัวและยังมีชีวิต ถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยตื้นหน้าชายหาดลายิ ขอให้มารับตัวไปทำการรักษาด้วย ซึ่งล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ได้มารับตัวลูกเต่าไปทำการอนุบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถาม นายชลิต สาริยา ชาวบ้านตำบลกมลา อาชีพให้บริการรถแท็กซี่คิวรถหน้าโรงแรมไฮแอทฯ หาดลายิ กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันนี้ ขณะที่ตนและเพื่อนๆ คนขับรถแท็กซี่ประจำจุดให้บริการรับส่งผู้โดยสารตามปกติ กำลังรอเพื่อให้บริการผู้โดยสาร ปรากฏว่าเมื่อมองลงไปหน้าชายหาด เห็นมีก้อนอวนสีดำขนาดใหญ่พอสมควรถูกคลื่นซัดมาอยู่บนชายหาด และลักษณะเหมือนมีสัตว์น้ำติดอยู่ ครั้งแรกคิดว่าเป็นปลาติดอยู่ จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ต้องตกใจ เพราะเห็นลูกเต่าถูกเศษอวนพันรัดไว้ทั้งตัว และพยายามที่จะดิ้นเพื่อให้หลุดจากการถูกอวนรัดดังกล่าว

ตนและเพื่อนคนขับแท็กซี่ จึงได้ช่วยกันตัดเอาเศษอวนที่รัดตัวลูกเต่าออกจนหมด ตรวจสอบเบื้องต้น มีบาดแผลบริเวณขาหน้าด้านขวา มีรอยถลอกบริเวณใต้ท้อง น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม จากนั้นได้นำมาใส่ไว้ในตะกร้า เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่มารับไปทำการอนุบาล



จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เต่าตัวดังกล่าวเป็นเต่ากระ ยังไม่สามารถระบุเพศได้ และยังมีรายงานว่า วันนี้ (1 ส.ค.) นอกจากจะพบเต่าทะเลที่หาดลายิ ต.กมลา แล้ว ทางกลุ่มสัตว์ทะเลหายากยังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีคนพบเต่าทะเลถูกคลื่นซัดเกยตื้นที่บริเวณชายหาดต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต อีก 4 ตัว ประกอบด้วย หาดไม้ขาว 2 ตัว หน้าโรงแรมในเครือลากูน่า 1 ตัว และ หาดกะตะ 1 ตัว ทั้งหมดเป็นเต่ากระ รวมแค่ครึ่งวันวันนี้ มีเต่ากระถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นมากถึง 5 ตัว โดยทั้งหมดยังเป็นลูกเต่า และไม่สามารถระบุเพศได้ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่รับไปดูแลแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเต่าทะเลที่ถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นในครั้งนี้พบว่า เป็นเต่าขนาดเล็กทั้งหมด บางตัวติดเศษอวนของชาวประมงที่ตัดทิ้งลงทะเล บางตัวถูกคลื่นลมแรงซัดเข้ามาเกยตื้น


https://mgronline.com/south/detail/9620000073085

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


ก.ทรัพย์ ดึงหาดเจ้าสำราญต้นแบบการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบ ด้วยการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมรักษาความสะอาดและคัดแยกขยะถูกวิธี



นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดงาน Good Day Say No Plastic Bag On The Beach "ดูแลโลกเพื่อให้โลก...ดูแลเราตลอดไป" จัดโดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) บริเวณหาดเจ้าสำราญ อ.เมือง เป็นส่งเสริมให้ประชาชนร่วมกันดูแลและรักษาชายหาดให้สะอาด ปราศจากขยะ ช่วยลดการสูญเสียสัตว์ทะเลหายาก ควบคู่กับเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหันมาพกพาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทย ยังขาดการจัดการขยะอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เมื่อประชาชนยังเห็นกับความสะดวกสบายจึงสร้างขยะมากมายรอบตัว โดยเฉพาะการใช้ถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ยากและเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและเป็นขยะที่ถูกพบมากที่สุดในทะเลไทย กระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล และชายฝั่งทะเล เกิดอันตรายต่อสัตว์ทะเลหายากที่ได้รับบาดเจ็บและตายจากการกินขยะพลาสติก เช่น เต่า พะยูน วาฬ โลมา ที่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยเฉพาะวาฬบรูด้ามีอัตราการเกิดกับการตายเท่ากันอยู่ที่ร้อยละ 4-5 ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยกว่าสัตว์ทะเลกลุ่มเสี่ยงชนิดอื่นๆ ซึ่งการที่วาฬบรูด้าออกมาในทะเลไทยเป็นสิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศใต้ท้องทะเล ทั้งนี้ หาดเจ้าสำราญเป็นแหล่งอาศัยและหากินของวาฬบรูด้า โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมของทุกปี เมื่อทิ้งขยะลงทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อมถือเป็นการทำร้ายวาฬบรูด้าและสัตว์ทะเลอื่นๆ จึงมีการบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการให้ชายหาดปลอดขยะ จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบการจัดการปัญหาขยะมูลฝอยอย่างเป็นระบบ

ด้าน นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า จะนำขยะจากจุดคัดแยก ทั้งขวดพลาสติก ขวดแก้ว และกระป๋องเครื่องบริเวณสวนภูมิทัศน์ที่ชายหาดนำกลับมาใช้ใหม่ ภายใต้กิจกรรม ?เปลี่ยนขยะ ให้เป็นบุญ? ด้วยการรับบริจาคขยะรีไซเคิลที่คัดแยกแล้วมาจำหน่าย เพื่อนำรายได้ไปทำบุญกับวัดในพื้นที่เทศบาลตำบลหาดเจ้าสำราญ สามารถช่วยลดปริมาณขยะจากเดิมที่ใช้รถบรรทุกจัดเก็บคันละ 2 รอบต่อวัน เหลือเป็นคันละ 1 รอบต่อวัน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เทศบาลต้องรับภาระจากปี 2560 เสียค่าใช้จ่าย 729,463 บาท ส่วนปี 2561 เสียค่าใช้จ่ายลดลงเหลือ 704,611 บาท


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90801223228356

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ใครเผา? พรุควนเคร็ง



กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ ระดมทีมเหยี่ยวไฟ เสือไฟกว่า 200 คน ลงพื้นที่ดับไฟป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช หลังพบแค่ 7 เดือนเกิดไฟไหม้ 88 ครั้งป่าเสียหาย 4,968ไร่ ระบุต้นเหตุชัดเจนฝีมือคนเผาขยายพื้นที่การเกษตร หาปลาในป่าพรุ เล็งเอาผิดคนลักลอบเผาโทษสูงสุด

ปัญหาไฟไหม้พรุควนเคร็ง ถึง 88 ครั้งในเวลาแค่ 7 เดือน มีพื้นที่เสียหายรวม 4,968ไร่ มีการตั้งข้อสังเกตตรงกันว่าไม่ปกติ

ข้อมูลพบว่า ป่าพรุควนเคร็ง ตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดําริ มีเนื้อที่รวมกันประมาณ 165,825.50 ไร่ ประกอบด้วยเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 2 แห่ง คือ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย และพื้นที่เตรียมการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อล้อ และป่าสงวนแห่งชาติ 4 ป่าคือ ป่าสงวนแห่งชาติป่าบ้านในลุ่ม-ป่าบ้านกุมแป ป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองค๊อง ป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าช้างข้าม และป่าสงวนแห่งชาติป่าดอนทรายและป่ากลอง ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดคือ สงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช

วันนี้(1 ส.ค.2562) ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ขณะนี้นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้เพิ่มกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟ ของกรมป่าไม้ และชุดปฏิบัติการพิเศษเสือไฟ ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กว่า 200 นายลงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงพร้อมทั้งตั้งศูนย์อำนวยการร่วมระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช เป็นประธาน และจะเฝ้าระวังในพื้นที่จนกว่าจะคลี่คลาย




เผาพื้นที่เกษตรบุกรุกป่าพรุ-เผาป่าหาปลา

ภาพรวมตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ โดยกรมป่าไม้ ตีวงรอบนอกพื้นที่เขตกันชน ไม่ให้เกิดปัญหากับบ้านเรือนของชุมชนรอบพื้นที่ป่า ส่วนของกรมอุทยานฯ ควบคุมพื้นที่ชั้นใน แต่ต้องเฝ้าระวังเพราะการดับไฟในป่าพรุค่อนข้างดับยาก และพื้นที่ใต้ดินมองไม่เห็น ต้องควบคุมพื้นที่ไม่ให้ไฟลุกลามโดยต้องพยายามระบายน้ำเข้าพื้นที่

"ต้นเหตุไฟไหม้ป่าพรุ ยังมาจากฝีมือคนที่เผาเตรียมฟื้นที่การเกษตร สวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา ออกจากพื้นที่ตัวเองเพื่อบุกรุกขยายพื้นที่เข้ามาในเขตป่า นอกจากนี้ยังมาจากการตีผึ้ง แม้แต่หาปลา ที่ต้องเผาหญ้าออกไปให้จับปลาในพรุ "

นายอรรถพล กล่าวว่า ประกอบกับในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค.ทุกปีเป็นช่วงหน้าแล้งของทางภาคใต้ น้ำในพรุ เป็นช่วงที่น้อยแทบไม่มีน้ำในพรุ ซึ่งการสำรวจพื้นที่บางจุดพบว่ามีการทำคันกั้นน้ำไม่ให้น้ำไหลเข้าไปในป่าได้ ทั้งนี้กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงมาตรการให้เอาผิดผู้ที่จุดไฟเผาป่า

โดยให้ประชาชนแจ้งเบาะแส และการลักลอบบุกรุกพื้นที่ โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่เผาป่าในเขตภาคเหนือ ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายทางอาญา มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี และมีโทษปรับตั้งแต่ 20,000-2,000,000 บาท หรือมีโทษทั้งจำทั้งปรับ และต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งอีกด้วย


7 เดือนป่าพรุไฟไหม้ 88 ครั้งพื้นที่ 4,968 ไร่

ภาพรวมหากเทียบกับปัญหาไฟไหม้พรุควนเคร็ง ในปี 2555 ที่เคยมีไฟไหม้ป่าพรุ 129 ครั้ง พื้นที่ป่าเสียหาย 12,179 ไร่ แต่จากสถิติการเผาป่าพรุควนเคร็งเพียงช่วง 7 เดือนแรกของปี 2562 ที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นครศรีธรรมราช รายงาน พบไฟป่า 88 ครั้ง พื้นที่ 4,968 ไร่

อ.ชะอวด สถานการณ์ไฟป่าสะสมถึงปัจจุบัน จำนวน 45 ครั้ง 2,260 ไร่
อ.เฉลิมพระเกียรติ สถานการณ์ไฟป่าสะสมถึงปัจจุบัน จำนวน 11 ครั้ง 445 ไร่
อ.เชียรใหญ่ สถานการณ์ไฟป่าสะสมถึงปัจจุบัน จำนวน 22 ครั้ง 1,694 ไร่
อ.หัวไทร สถานการณ์ไฟป่าสะสมถึงปัจจุบัน จำนวน 3 ครั้ง 406 ไร่
อ.ร่อนพิบูลย์ สถานการณ์ไฟป่าสะสมถึงปัจจุบัน จำนวน 7 ครั้ง 163 ไร่




ไฟไหม้ป่าพรุดับยาก

นายอิศเรศ จิระรัตน์ หัวหน้าชุดปฎิบัติการดับไฟป่า (เหยี่ยวไฟ) กรมป่าไม้ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดไฟไหม้ในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็งเกิดมาจากภาวะภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ซึ่งพื้นที่หัวไทร ชะอวด โดยพื้นที่โดยรอบป่าพรุควนเคร็งฝนไม่ตกมาเป็นเวลานานกว่า 2-3 สัปดาห์ ลักษณะคล้ายกับปี 2554 ที่มีภาวะภัยแล้ง และเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่เสียหายป่าพรุกว่า 20,000 ไร่ ซึ่งภาวะภัยแล้งทำให้ระดับน้ำในป่าพรุแห้งขอด น้ำส่วนหนึ่งไหลลงคลองที่ระบายสู่ทะเล ประกอบกับพื้นที่โดยรอบป่าพรุที่มีการปลูกพิชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพื้นที่ต้องการน้ำเยอะเมื่อชาวบ้านขุดคลองบริเวณโดยรอบป่าพรุจึงทำให้น้ำที่หล่อเลี้ยงพรุแห้งขอดลงเพราะน้ำถูกนำไปใช้ในสวนปาล์ม

ขณะที่สาเหตุของการเกิดไฟป่ามาจาก 4 สาเหตุ คือ

1.การจุดไฟเพื่อล่าสัตว์ หาของป่า เช่น การหาน้ำผึ้ง เนื่องจากน้ำผึ้งจากป่าเสม็ดเป็นที่ต้องการของชาวบ้านจึงทำให้นิยมเข้ามาหาน้ำผึ่งโดยมีอุปกรณ์จุดไฟที่เรียกว่า "หัวหมี" เมื่อชาวบ้านได้รังผึ้งบางส่วนก็จะทิ้งหัวหมีไว้ในพื้นที่ทำให้เกิดไฟไหม้

2.การหาปลา บริเวณป่าพรุจะมีคลองไส้ไก่ หรือแหล่งน้ำเมื่อน้ำแห้ง ชาวบ้านก็จะหาปลาและอาจมีการก่อไฟเพื่อประกอบอาหารและอื่น ๆ จนทำให้เกิดไฟไหม้

3.การทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟไหม้เข้าสู่พื้นที่ตนเองแต่ทำให้ไฟได้ลุกไหม้ในพื้นที่ป่าพรุ และ

4.ความคึกคะนอง


"99% ไฟไหม้ป่าพรุเกิดจากฝีมือมนุษย์ แต่ไฟไหม้ป่าพรุจะดับยากกว่าป่าในภาคเหนือเพราะไฟจะยังปะทุในพื้นที่ด้านล่าง แม้ว่าจะดับไปแล้วแต่ก็ยังมีโอกาสปะทุลุกติดไฟใหม่ได้ไม่เหมือนภาคเหนือที่เป็นไฟผิวดินดับไฟแยกเชื้อเพลิง ก็สามารถควบคุมได้ ซึ่งต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องจนกว่าจะมีฝนมาช่วยในการบรรเทาหรือดับไฟ"

ทั้งนี้ ด้วยลักษณะของป่าพรุที่มีต้นเสม็ด และใบไม้ที่ทับถมจนลึกจึงทำให้เมื่อเกิดไฟไหม้ที่ไหม้ทั้งบริเวณผิวดิน และพื้นที่ตรงกลางจึงยังคงมีเชื้อไฟที่พร้อมจะกลับมาปะทุได้ ซึ่งในปีที่ฝนตกตามปกติ มีน้ำหล่อเลี้ยงในป่าพรุ ก็จะไม่เกิดเหตุไฟไหม้ และหากพบภาวะเอลนิโญ หรือแล้งก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ได้




เล็งฟ้องทันทีหากไฟไหม้

นายอิศเรศ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เสือไฟ เหยี่ยวไฟ และหน่วยงานต่างๆเข้ามาบูรณาการช่วยดับไฟในพื้นที่ทั้งป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทหาร โดยเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.- 1 ส.ค.โดยพื้นที่เกิดไฟไหม้กว่า 100 ไร่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมพื้นที่โดยรอบไม่ให้ลุกลามเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังเตรียมมาตรการดำเนินคดีกับชาวบ้านหากเกิดไฟไหม้ในพื้นที่ป่าพรุ หรือใกล้เคียงกับชาวบ้าน เพราะส่วนหนึ่งไฟไหม้เกิดจากการทำแนวกันไฟและการขยายพื้นที่เกาตรของชาวบ้าน

ป่าพรุเป็นป่าที่ดับไฟได้ยาก เพราะลักษณะของป่าพรุที่มีต้นไม้คล้ายกันอาจหลงทาง และอาจมีหลุมซึ่งข้างใต้เป็นถ่าน หรือไฟที่ยังไม่ดับซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง การจะดับไฟจึงต้องดับในช่วงกลางวัน ขณะที่ในช่วงกลางคืนไม่สามารถปฏิบัติงานอาจเพราะมีความเสี่ยงสูงขณะที่การดับในช่วงกลางวันก็จะต้องเผชิญกับควันที่มากเพราะเชื้อเพลิงมีความชื้น ควันจะหนากว่าป่าที่แห้ง

สอดคล้องกับรายงานวิจัยของ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ระบุว่า จากสถิติการเกิดไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็งตั้งแต่ปี พ.ศ.2549-2555 เกิดขึ้นมาจากบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่เกษตรกรรมกับพื้นที่ป่าแล้วลุกลามเข้าป่าภายในพรุ ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังในบริเวณพื้นที่รอยต่อเหล่านี้อย่างเข้มข้น

ผลการศึกษาพบว่า ดินพรุในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง มีความลึกโดยเฉลี่ย 0.78 เมตร ซึ่งความลึกสูงสุดของพรุที่วัดได้ 3.10 เมตร โดยปริมาณซากพืชและความสูงของไม้พื้นล่างเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความลึกของพรุ

เชื้อเพลิงในป่าพรุประกอบด้วยเชื้อเพลิงส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน เศษซากพืช ไม้พื้นล่าง ใบเสม็ดสดและเปลือกที่ติดอยู่ตามต้น รวมทั้งเศษเปลือกเสม็ดที่ถูกลอกทิ้งไว้ในพื้นที่ โดยป่าเสม็ดที่ดอนมีปริมาณเชื้อเพลิงสูงสุด 3.72 ตันต่อไร่ ส่วนเชื้อเพลิงใต้ดินได้แก่ ดินพรุ มีความหนาแน่นโดยเฉลี่ย 0.23 กรัมต่อลบ.ซม.

ส่วนพฤติกรรมไฟพบว่าไฟที่เกิดในทุ่งหญ้า โดยเฉพาะกระจูด มีอัตราการลามเร็วมาก 4.01 เมตรต่อนาที ความสูงของเปลวไฟมากที่สุด 3.4 เมตรส่งผลให้ไฟมีความรุนแรงสูงสุด 639.32 กิโลวัตต์ต่อเมตร โดยบางแห่งมีความรุนแรงสูงถึง 1843.9 กิโลวัตต์ต่อเมตร สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับไฟในสังคมพืชอื่นๆ ของไทย

นอกจากนี้แม้พื้นที่มีน้ำขัง แต่ไฟก็สามารถติด และลุกลามได้ อีกทั้งลูกไฟจากเปลือกต้นเสม็ด กระจูดที่ปลิวเป็นสิ่งที่ต้องระวังในระหว่างการเผา เพราะจะมีผลต่อการเกิดไฟลุกลามในพื้นที่อื่นๆ ที่ห่างออกไป


https://news.thaipbs.or.th/content/282281

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:19


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger