เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางแห่ง กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2562

อนึ่ง พายุโซนร้อน "วิภา" บริเวณอ่าวตังเกี๋ย พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางใต้เล็กน้อยอย่างช้า ๆ คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเมืองฮานอย ประเทศเวียดนามในวันนี้ (3 ส.ค. 62) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาวและตอนบนของภาคเหนือในช่วงวันที่ 4-5 สิงหาคม 2562 สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเวียดนามตอนบน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก และมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 3 - 8 ส.ค. 62 ประเทศไทยจะมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรืองดออกจากฝั่งตลอดช่วง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุโซนร้อน "วิภา" (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2562)" ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 03 สิงหาคม 2562

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (3 ส.ค. 62) พายุโซนร้อน "วิภา" บริเวณอ่าวตังเกี๋ย มีศูนย์กลางห่างประมาณ 155 กิโลเมตรทางทิศตะวันออกของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 20.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 107.3 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางใต้เล็กน้อยอย่างช้า ๆ คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งเมืองฮานอย ประเทศเวียดนามในวันนี้ (3 ส.ค. 62) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาวและตอนบนของภาคเหนือในช่วงวันที่ 4-5 สิงหาคม 2562 ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้


วันที่ 3 สิงหาคม 2562 มีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ ตาก และกำแพงเพชร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม

ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และอุทัยธานี

ภาคตะวันออก: จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด


ในช่วงวันที่ 4-5 สิงหาคม 2562 มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ ตาก และกำแพงเพชร

ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และอุทัยธานี

ภาคตะวันออก: จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไหหลำ ประเทศจีนตอนใต้ และประเทศเวียดนามตอนบน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

อนึ่ง ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ลาว และเวียดนามตอนบนเข้าสู่พายุโซนร้อน "วิภา" บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2562

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (104.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (111.4 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


แบคทีเรียเพิ่มความยืดหยุ่นของปะการัง



แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่ละเอียดอ่อนและมีความอ่อนไหวต่ออิทธิพลที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลภาวะในสิ่งแวดล้อม แต่ปะการังปรับตัวอย่างไรกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและจะป้องกันปะการังได้อย่างไร ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับตัวทางพันธุศาสตร์ในระบบที่เกี่ยวกับน้ำของมหาวิทยาลัยคอนสแตนซ์ ในเยอรมนี พบคำตอบว่าปะการังมีความสัมพันธ์กับแบคทีเรียหลายชนิดในแบบที่เรียกว่าเมตาออร์กานิซึม (metaorganism) คือแนวคิดที่ว่าสัตว์และพืชทุกชนิดมีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้อง

ความสัมพันธ์ของปะการังกับแบคทีเรียหรือจุลสาหร่ายที่มีการสังเคราะห์ด้วยแสงนั้น ช่วยให้ปะการังมีชีวิตอยู่เหมือนพืชที่เกาะอยู่กับที่และติดกับฐานโดยตรง จึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น รวมถึงแบคทีเรียและจุลินทรีย์อื่นๆ จะมีบทบาทด้านอาหาร การเผาผลาญอาหาร และการป้องกันระบบภูมิคุ้มกันของปะการัง ซึ่งนักวิจัยใช้เวลาทดลอง 21 เดือนในระบบนิเวศทางทะเลที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในชุมชนแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับปะการังที่เผชิญกับความเครียด

ผลการทดลองชี้ว่าปะการังบางสายพันธุ์ตอบสนองแบบยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม โดยเชื่อมโยงตัวเองกับแบคทีเรียบางตัว เป็นการเอาตัวรอดที่ประสบความสำเร็จ แสดงให้เห็นว่าปะการังใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางชีวภาพกับแบคทีเรียในรูปแบบต่างๆ ซึ่งผลวิจัยนี้จะนำไปสู่การพัฒนาเพิ่มความยืดหยุ่นของปะการังต่อการเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้แนวปะการังสูญพันธุ์.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1628060

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


หวั่นพิษ "วิภา" เจ้าท่าพัทยาชักธงแดงห้ามเรือเล็กออกจากฝั่งแล้ว



ศูนย์ข่าวศรีราชา - หวั่นพิษ "วิภา" เจ้าท่าพัทยา ชักธงแดงขึ้นเสาเตือนเรือเล็กห้ามออกจากฝั่งแล้ว ขณะที่เรือประมงพื้นบ้านใน อ.สัตหีบ นับ 100 ลำพากันทอดสมอหลบคลื่นลม ส่วนต้นทุเรียนเมืองจันท์กว่า 100 ต้น ถูกลมพัดจนหักโค่น

จากกรณีที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ที่ได้ยกระดับเป็นพายุโซนร้อน "วิภา" จนจทำให้ช่วงวันที่ 31 ก.ค.-6 ส.ค.2562 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น และยังจะทำให้มีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง และมีคลื่นสูง 2-3 เมตร พร้อมเตือนให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น

วันนี้ (2 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ จ.ชลบุรี ซึ่งในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางด้วยเรือชนิดต่างๆ ข้ามฟากไปยังเกาะล้าน เฉลี่ยวันละ 5-7 พันคน แต่เนื่องจากขณะนี้มีลมกระโชกแรง สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 สาขาพัทยา จึงได้ชักธงแดงครึ่งเสาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการประกาศเตือนห้ามเรือเล็กทุกชนิดออกจากฝั่ง ส่วนเรือใหญ่สามารถออกเรือได้แต่ต้องใช้ความระมัดระวัง

นอกจากนั้น สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 6 เมืองพัทยา ยังได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวพัทยา และหน่วยกิจการพิเศษเมืองพัทยา ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพการเดินเรือบริเวณท่าเทียบเรือพัทยาใต้ แหลมบาลีฮาย เพื่อติดตามสถานการณ์คลื่นลมในทะเลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควบคุมการรับผู้โดยสารในปริมาณที่ถูกจำกัด และตรวจสอบอุปกรณ์ชูชีพภายในเรือ และยังไม่อนุญาตให้เรือประมงขนาดเล็กนำเรือออกจากฝั่งจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ



ชาวประมงพื้นบ้านสัตหีบ นำเรือนับ 10. ลำทิ้งสมอหลบมรสุม

ขณะที่ชาวประมงพื้นบ้านในชุมชนสัตหีบ ชุมชนแสมสาร ชุมชนบางเสร่ และชุมชนนาจอมเทียน ได้พากันนำเรือเล็กและใหญ่นับ 100 ลำ ทอดสมอลอยหลบคลื่นลมตามเกาะแก่งต่างๆ หลังเกิดคลื่นลมแรงโหมซัดเข้าชายฝั่งใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยเฉพาะเมื่อช่วงเย็นวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา อ.สัตหีบ ได้รับผลกระทบจากพายุฝนฟ้าคะนองและทะเลมีคลื่นลมแรง จนทำให้บ้านเรือนริมทะเลบางส่วนได้รับความเสียหาย ส่วนเรือเล็กถูกคลื่นซัดจนจมหลายลำ


ต้นทุเรียนอายุ 8-12 ปี ใน จ.จันทบุรี ล้มระเนระนาดกว่า 140 ต้น

ส่วนในพื้นที่ ม.3 และ ม.5 ต.ตรอกนอง อ.ขลุง จ.จันทบุรี พบว่าถูกพายุฝนและลมแรงซัดจนต้นทุเรียนที่มีอายุระหว่าง 8-10 ปี ล้มโค่นกว่า 100 ต้น และยังมีรถยนต์ของชาวบ้านถูกต้นไม้ล้มทับได้รับความเสียหาย

เบื้องต้น องค์การบริหารส่วนตำบลตรอกนอง ได้ตั้งโต๊ะรับเรื่องราวร้องทุกข์จากชาวสวนและชาวบ้าน เพื่อประเมินความเสียหาย ก่อนส่งรายงานไปยังเกษตรจังหวัด สำหรับให้ความช่วยเหลือในลำดับต่อไป


https://mgronline.com/local/detail/9620000073546


*********************************************************************************************************************************************************


ไฟป่าผลาญไซบีเรีย หวั่นกระทบอาร์กติก!! 'กรีนพีซ' ชี้เป็นตัวเร่งภาวะโลกร้อน



พื้นที่ในไซบีเรีย 3.2 ล้านเฮกตาร์ (จากทั้งหมด 7.9 ล้านเอเคอร์) ถูกปกคลุมด้วยไฟป่ามาตั้งแต่เมื่อวันพุธ (31 ก.ค.2562) จนถือว่าเป็นไฟป่าครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ในไซบีเรีย เมื่อเปรียบกับขนาดพื้นที่ประเทศเบลเยียม 3.07 ล้านเฮกตาร์ พื้นที่ของไฟป่าไหม้ในครั้งนี้ก็ยังมากกว่า

ทำให้ตอนนี้หลายเมืองของประเทศรัสเซีย ประสบกับปัญหาหมอกควันพิษอย่างหนักจนเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขพอๆ กับสิ่งแวดล้อม ทางการรัสเซีย เผยถึงสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลในเขตไซบีเรีย และรัสเซียตะวันออก

ล่าสุดมีรายงานว่า กลุ่มควันหนาจากไฟป่า ส่งผลกระทบต่อชุมชนราว 800 แห่ง รวมไปถึงเมืองใหญ่ ๆ หลายแห่ง อาทิ โนโวซีบีรสค์ (Novosibirsk) ครัสโนยาสค์ (Krasnoyarsk) และ ชิตา (Chita)

ตามรายงานเจ้าหน้าที่รัฐบาลรัสเซียถูกตำหนิว่าไม่จริงจังกับการจัดการในช่วงแรก จึงส่งผลให้เกิดเป็นวิกฤตและนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉินในเวลานี้

ในช่วงฤดูแล้งในภูมิภาคอันห่างไกลของไซบีเรีย มักจะเกิดไฟป่าเป็นประจำ แต่ในปีนี้สถานการณ์รุนแรงผิดปกติอันเป็นผลมาจากความแห้งแล้ง ลมแรง และอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 10 องศาเซลเซียส จนทำให้ไฟป่าลามเป็นบริเวณกว้างอย่างรวดเร็ว สามารถเผาไหม้ป่าพรุที่ปกติจะมีน้ำขัง ที่สำคัญทำให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามหาศาล



ด้าน Greenpeace รัสเซีย ได้ออกแถลงการณ์ว่าตอนนี้ปัญหาได้กลายเป็นหายนะทางระบบนิเวศของคนทั้งประเทศไปแล้ว เพราะนอกจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์จากป่าและพรุที่มอดไหม้ เถ้าถ่านที่เกิดจากไฟป่ายังเป็นตัวการเร่งให้เกิดการละลายของแผ่นน้ำแข็งในอาร์คติก รวมทั้งแผ่นน้ำแข็งถาวร (Permafrost) ซึ่งจะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเธน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนมากกว่าคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ถึง 30 เท่า กลายเป็นวงจรที่เร่งให้เกิดสภาวะโลกร้อนเร็วขึ้นไปอีก

ในปีนี้ภูมิภาคไซบีเรียมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 10 องศาเซลเซียส อีกหนึ่งผลกระทบที่ชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยงานวิจัยเมื่อปี 2013 คาดการณ์ว่าไฟป่าในภูมิภาคอาร์คติกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง และรุนแรงที่สุดในรอบ 10,000 ปี

ทั้งนี้ อาร์กติก (Arctic) เป็นพื้นที่ในบริเวณขั้วโลกเหนือ ประกอบไปด้วยพื้นที่บางส่วนของประเทศต่างๆ เช่น แคนาดา, กรีนแลนด์ (ดินแดนของ เดนมาร์ก), รัสเซีย, สหรัฐ ( รัฐอะแลสกา), ไอซ์แลนด์, นอร์เวย์, สวีเดน และ ฟินแลนด์ รวมถึงบริเวณของมหาสมุทรอาร์กติกด้วย บริเวณพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาร์กติกจะเป็นพื้นที่กว้าง มหาสมุทรปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง พื้นที่รอบๆ ปราศจากพืชพันธุ์ และผืนดินก็ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งแต่ก็อุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งที่อาศัยอยู่ในน้ำแข็งและบนพื้นดิน ได้แก่ ปลา,แมวน้ำ หมีขาว ,นก รวมถึงมนุษย์ด้วย


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000073525

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


วิกฤติชีวิตของปลาในทะเลที่มีมลภาวะ .................. โดย สุทัศน์ ยกส้าน


ขยะพลาสติกในก้นทะเลที่กรีซ (REUTERS/Stelios Misinas)

ในอดีตเวลาใครเอ่ยถึงภัยที่กำลังคุกคามสัตว์น้ำ (โดยเฉพาะปลา) ในทะเล หลายคนจะนึกถึงขยะพลาสติกที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ การระดมจับปลาอย่างไร้สติของชาวประมงที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและหลากหลายรูปแบบในการจับ ทั้งที่ตัวใหญ่ กลาง และเล็ก ทั้งที่เพิ่งเกิดใหม่ และที่กำลังวางไข่ รวมถึงการทำลายและฟอกขาวปะการังซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของปลา โดยการทำให้น้ำทะเลเป็นกรดด้วยการดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน

แต่เมื่อถึงวันนี้ นักชีววิทยากำลังมีความกังวลเรื่องใหม่คือคุณภาพชีวิตของสัตว์น้ำที่เป็นผลกระทบโดยตรงจากคุณภาพของน้ำทะเลที่สัตว์น้ำต้องอาศัยอยู่ในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านความใส ซึ่งถ้าขุ่นจะทำให้มันมองไม่เห็นศัตรู หรือเห็นศัตรูเป็นมิตร และเห็นมิตรเป็นศัตรู หรือไม่เห็นเนื้อคู่ เวลาต้องการจะสืบพันธุ์ และถ้าสภาพน้ำขุ่นมาก มันจะหาเส้นทางกลับบ้านที่มันอยู่ไม่ได้

นอกเหนือจากความใสสะอาดของน้ำแล้ว การรบกวนด้วยเสียงแปลกปลอมต่างๆ ในทะเล ก็มีผลกระทบเช่นกัน เสียงเหล่านี้อาจเกิดจากเรือโดยสาร อุปกรณ์ขุดเจาะหาแหล่งแร่ และน้ำมันในทะเล เสียงดังนี้สามารถทำให้การสื่อสารระหว่างปลาเป็นไปอย่างยากลำบาก เช่น เวลาปลาตัวหนึ่งเห็นศัตรู มันจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อนปลาให้รีบหนี แต่สัญญาณอาจถูกกลบเสียง หรือเวลาจ่าฝูงปลานำลูกน้องปลาอพยพ การสื่อสารระหว่างปลาหลายตัวอาจทำไม่ได้ ซึ่งมีผลทำให้ปลาพลัดหลงฝูงได้

แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างจริงแท้แน่นอน คือภาวะโลกร้อน ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน เพราะทะเลมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น เมื่อปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์สร้างได้เพิ่มขึ้นและได้ถูกซึมซับลงในทะเลมากขึ้นทุกวัน

การศึกษาผลกระทบที่เกิดจากปัญหาเหล่านี้จึงกำลังเป็นที่สนใจของนักชีววิทยาสัตว์น้ำในปัจจุบัน เพราะถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับปลา และนักวิทยาศาสตร์ไม่รู้วิธีแก้ไข พลโลกนับพันล้านคนก็จะเผชิญภาวะอาหารขาดแคลนทันที

ในปี 2010 Danielle Dixson แห่งมหาวิทยาลัย Delaware ที่เมือง Lewes ในรัฐ Delaware สหรัฐอเมริกาได้เสนองานวิจัยในวารสาร Ecology Letters ว่า สภาพความเป็นกรดของทะเลที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาได้ทำให้ประสาทสัมผัสในการได้กลิ่นของปลาเสื่อมสภาพ จนทำให้ปลาการ์ตูนที่มีจมูกไวในการรับกลิ่นของศัตรู แทนที่เวลาได้กลิ่น มันจะว่ายน้ำหนี กลับว่ายน้ำเข้าหาศัตรู ส่วนปลาฉลามที่ชอบกินปลาอื่นๆ ความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นของน้ำทะเลจะให้ผลตรงกันข้าม คือแทนที่ปลาจะพุ่งเข้าหาเหยื่อ ประสาทสัมผัสที่บกพร่องของมันจะทำให้มันว่ายน้ำหนีเหยื่อ โดย Dixon ได้ทดลองเรื่องนี้ หลังจากที่ให้ปลาฉลามอยู่ในน้ำที่มี CO2 ความเข้มข้นสูงเพียง 5 วัน

ข้อสังเกตหนึ่งที่พึงระวังในการทดลองเกี่ยวกับสัตว์ทะเล คือนักทดลองมิสามารถใช้ทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลเป็นสนามทดลองในการติดตามปลาได้ ดังนั้น จึงต้องสร้างอ่างทดลองขึ้นแทนสถานการณ์จริง และก็ได้พบว่า ปลาการ์ตูนอายุ 11 วันที่มีขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวสาร ชอบใช้จมูกของมันในการแสวงหาที่อยู่ตามปะการัง และใช้จมูกดมกลิ่นเพื่อเดินทางกลับบ้าน หลังจากที่ออกไปหากินในสถานที่ไกลๆ มันยังใช้จมูกในการดมกลิ่นศัตรู เพื่อหนีเอาตัวรอดด้วย เมื่อ Dixon ได้เพิ่มปริมาณ CO2 ในน้ำ แล้วสังเกตดูพฤติกรรมของปลาการ์ตูนที่เปลี่ยนไปก็พบว่า เวลาเอาวัสดุขนาดใหญ่ขวางเส้นทางว่ายน้ำของปลา มันจะว่ายน้ำหนี แต่เมื่อน้ำมีสภาพกรดเพิ่มขึ้น ปลาจะว่ายกลับออกมาจากที่ซ่อนด้วยความขุ่นเคือง และพุ่งเข้าสู่วัสดุนั้นเหมือนกับมันไม่รู้ตัวว่า มันกำลังทำอะไร


อาสาสมัครเก็บขยะพลาสติกที่ถูกซัดขึ้นชายหาดบนเกาะแฮนเดอร์สันในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ (Iain McGregor / STUFF / AFP )

ในการอธิบายเหตุการณ์ที่เห็นนี้ Dixson ได้เสนอแนะว่า น้ำกรดอ่อนๆ มิได้ทำร้ายประสาทการรับรู้กลิ่นของปลา แต่ได้เปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของเซลล์สมองในการตอบสนองต่อกรด gamma-amino butyric acid (หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า GABA) เพราะสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทุกชนิดมีหน่วยรับความรู้สึก (receptor) ดังนั้นเวลาหน่วยรับความรู้สึกได้รับสารพิษคือถูกรบกวน พฤติกรรมของมันจะเปลี่ยน เธอกับคณะได้รายงานผลการค้นพบนี้ในวารสาร Nature Climate Change เมื่อปี 2012

สภาพความเป็นกรดของน้ำทะเลยังมีผลกระทบต่อสมรรถภาพในการเห็น และการได้ยินเสียงของปลาด้วย โดย Dixon ได้ทดลองนำศัตรูของปลาบรรจุลงในถุงพลาสติก แล้วนำไปหย่อนลงในน้ำที่มีปลาการ์ตูนอยู่ โดยน้ำนั้นมีความเข้มข้นของ CO2 ค่อนข้างมาก ดังนั้น ปลาการ์ตูนจะเห็น แต่ไม่ได้กลิ่นของศัตรู

ตามปกติถ้าน้ำทะเลไม่เป็นกรดมาก ทันทีที่เห็นศัตรู ปลาการ์ตูนจะว่ายลงท้องน้ำ เพื่อไม่ให้ศัตรูเห็น แต่เวลามันอยู่ในน้ำที่มีสภาพกรดอ่อนๆ มันกลับว่ายเข้าหาศัตรูที่อยู่ในถุงพลาสติก หรือเวลาเปิดเทปบันทึกเสียงปลาศัตรูให้ปลาการ์ตูนที่อยู่ในน้ำที่มีสภาพกรดอ่อนๆ ได้ยิน มันก็ไม่ได้ว่ายน้ำหนีแต่อย่างใด

นักชีววิทยาที่สนใจเรื่องประสาทรับรู้ในการได้ยินของปลาได้พบว่า ในบริเวณส่วนลึกของหูสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทุกชนิดเวลาอยู่ในน้ำที่มีสภาพกรดอ่อนๆ จะมีผลึกของหินปูน (calcium carbonate) เข้าไปเกาะ ซึ่งจะรบกวนสมรรถภาพในการได้ยินเสียงของปลา และการแสวงหาทิศในการว่ายน้ำของมัน

เพราะอวัยวะในการรับรู้ของปลาแต่ละสปีชีส์มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ดังนั้น เวลาความเข้มข้นของ CO2 มีประมาณ 700 ส่วนในล้านส่วน (ppm: parts per million) ระบบการรับรู้ของปลาการ์ตูน 50% จะถูกกระทบกระเทือน และที่ความเข้มข้น 850 ppm ประสาทการรับรู้ของปลาชนิดอื่นๆ ทุกชนิดจะถูกกระทบกระเทือน ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้าอัตราการเพิ่ม CO2 ในบรรยากาศเป็นไปอย่างในปัจจุบัน ก่อนจะสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 ปลาในทะเลจะต้องปรับตัวถ้าจะให้อยู่ให้รอด ตามทฤษฎีของ Charles Darwin แต่อาจทำไม่ได้ เพราะมันมีเวลาน้อย ดังนั้นมันก็อาจจะเป็นปลาตา ?บอด? ?หูหนวก? และจมูกบอด คือไม่ได้กลิ่นอะไรเลย

สถานการณ์ของน้ำทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติกก็กำลังสร้างปัญหาเช่นกัน ตามปกติปลาค็อด (cod) เวลาต้องการหาคู่ผสมพันธุ์ มันจะส่งเสียงคำรามเบาๆ ขณะว่ายน้ำ เสียงของฝูงปลา cod เวลารวมกับเสียงร้องเพลงของวาฬ เสียงแมวน้ำ เสียงฝนตก เสียงคลื่น เสียงเรือโดยสาร เสียง sonar ที่ชาวประมงใช้ในการจับปลา รวมถึงเสียงเครื่องขุดหาน้ำมันในทะเล ฯลฯ ได้ชักนำให้ Jenni Stanley แห่ง National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) พยายามวัดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงต่างๆ ต่อการสื่อสารด้วยเสียงของฝูงปลา cod และปลา haddock ในทะเลที่อ่าว Massachusetts


ขยะพลาสติกที่ถูกซัดขึ้นชายหาดบนเกาะแฮนเดอร์สันในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ (Iain McGregor / STUFF / AFP )

ในวารสาร Scientific Reports ปี 2012 Stanley ได้พบว่า เวลาไม่มีเสียงใดๆ รบกวน สัญญาณเสียงจากปลา cod และปลา haddock จะสามารถสื่อสารถึงกันได้ไกลกว่า 20 เมตร แต่เมื่อทะเลมีเสียงอื่นๆ มารบกวน ระยะทางการสื่อสารของปลาทั้งสองชนิดจะลดลงไม่ถึง 1 เมตร เมื่อสัญญาณหาคู่ที่ส่งไปไม่ถึงผู้รับ Stanley จึงคิดว่านี่อาจมีผลกระทบต่อจำนวนประชากรของปลาในระยะยาว ยิ่งเมื่อนักชีววิทยารู้ว่ามีปลาอย่างน้อย 800 สปีชีส์ที่ใช้เสียงทั้งหาคู่ หลบหลีกศัตรู และหาที่อยู่อาศัย เสียงรบกวนมากๆ จากสภาพแวดล้อมจึงต้องมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของปลาอย่างแน่นอน

ในรายงานวิจัยที่ลงพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Global Change Biology ปี 2015 โดยนักวิจัยชื่อ Kieran Cox จากมหาวิทยาลัย Victoria ในแคนาดา นักวิจัยได้พบว่า เสียงรบกวนได้บั่นทอนความสามารถของปลาในการหาอาหาร ลดทอนความสามารถในการสืบพันธุ์ และเพิ่มโอกาสให้มันถูกศัตรูฆ่าเป็นอาหาร

ไม่มีใครในโลกรู้ชัดว่า ปลาชนิดต่างๆ มีความสามารถระดับใดในการได้ยินเสียง ผลที่ได้เป็นข้อสรุปล้วนมาจากการทดลองในห้องปฏิบัติการที่มีขนาดจำกัด หาได้มาจากมหาสมุทรจริงๆ ไม่ เงื่อนไขนี้อาจจะมีผลกระทบต่อการสรุปเกี่ยวกับพฤติกรรมของปลาที่ทำให้แตกต่างจากพฤติกรรมจริงขณะมันอยู่ในทะเลกว้าง แต่ความจริงหนึ่งที่รู้ชัดคือ เสียงที่ดังมากอาจทำให้เนื้อเยื่อในระบบประสาทหูของปลาแตก ซึ่งจะทำให้ปลาตาย ดังที่มีการพบปลาตายเป็นจำนวนมากในบริเวณที่มีการขุดหาน้ำมัน โดยเฉพาะในบริเวณใกล้สว่านขุดเจาะ

และในกรณีปลา stickleback ตัวผู้ ซึ่งตามปกติท้องมีสีซีด แต่เมื่อถึงฤดูสืบพันธุ์ ท้องของมันจะมีสีส้มสวยสดใสสะดุดตา ยิ่งเวลามันเห็น ?เนื้อคู่? สีที่ท้องจะยิ่งเข้ม และเพื่อให้ความประสงค์จะสืบพันธุ์บรรลุเป้าหมาย มันจะว่ายน้ำรี่เข้าไปหาตัวเมีย แล้วว่ายน้ำซิก-แซกอย่างมีลีลา ไปขวาที-ซ้ายที สไตล์ที่ฉวัดเฉวียนนี้จะทำให้ตัวเมียพึงพอใจและว่ายตามมันไปเพื่อผสมพันธุ์ ดังที่ Ulrika Candolin จากมหาวิทยาลัย Helsinki ในฟินแลนด์ได้ศึกษาวิถีชีวิตของปลาชนิดนี้ในทะเล Baltic และพบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ระดับความเข้มข้นของไนโตรเจน และฟอสฟอรัสในทะเลได้เพิ่มขึ้นจนปริมาณสาหร่ายในทะเลได้เจริญพันธุ์มากอย่างผิดปกติ ซึ่งมีผลทำให้ปลาตัวผู้ และตัวเมียเห็นตัวกันยากขึ้น และตัวผู้จะใช้เวลานานผิดปกติในการเต้นรำ และตัวเมียก็ใช้เวลานานมากขึ้นเช่นกันในการตกลงปลงใจ คงเพราะมันไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เห็นนั้นคือของจริงหรือเป็นภาพที่เกิดจากอาการหูตาลายของมัน เพราะระบบประสาทในการเห็นอาจถูกทำร้ายด้วยพิษกรด carbonic อ่อนๆ

ครั้นเมื่อปลาต้องทนอยู่ในน้ำทะเลที่ขุ่นมัวด้วยสาหร่าย การเลือกคู่ผสมพันธุ์ของมันก็จะมีปัญหา เพราะการเห็นไม่ชัดอาจทำให้ตัวเมียเลือกคู่ผิด หรือได้คู่ที่ไม่เหมาะสม ผลที่ตามมาคือ หลังการผสมพันธุ์ลูกปลาจะไม่แข็งแรง และตายง่าย เหตุการณ์นี้จึงมีผลกระทบต่อจำนวนประชากรปลาในระยะยาว


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


วิกฤติชีวิตของปลาในทะเลที่มีมลภาวะ ......... (ต่อ)


ขยะพลาสติกที่ถูกซัดขึ้นชายหาดบนเกาะแฮนเดอร์สันในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ (Iain McGregor / STUFF / AFP )

นอกจากสมรรถภาพในการเห็นของปลาจะถูกกระทบกระเทือนด้วยสาหร่ายแล้ว สมรรถภาพในการได้กลิ่นก็ถูกลดทอนด้วย เพราะปลา stickleback ต้องอาศัยกลิ่นในการเลือกคู่ และกลิ่นดอกสาหร่ายที่บานสะพรั่งในทะเลอาจบดบังกลิ่นของปลาตัวผู้ จนตัวเมียไม่รู้ว่า เนื้อคู่มันมีสุขภาพสมบูรณ์เพียงใด

แต่การมองไม่เห็นเนื้อคู่ที่เหมาะสมอาจจะเป็นความผิดพลาดของปลาตัวเมียที่ไม่รุนแรงนักเท่าการตัดสินใจจับคู่ผิดกับปลาต่างสปีชีส์ ที่ทะเลสาบ Victoria ในทวีปแอฟริกามีปลา cichlid จำนวนหลายร้อยสปีชีส์ ตามปกติปลาตัวเมียมักอาศัยสีที่สดใสของปลาตัวผู้เป็นเกณฑ์ในการเลือกคู่ที่มีคุณภาพ การเกษตรและการตัดไม้ทำลายป่าโดยชาวบ้านในบริเวณรอบทะเลสาบที่ได้เพิ่มขึ้นในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้น้ำในทะเลสาบขุ่นขึ้นๆ จนปลาตัวเมียมีปัญหาในการเห็นปลาตัวผู้สปีชีส์เดียวกัน ถ้ามีการจับคู่ผิดสปีชีส์มันจะได้ลูกปลาผสมที่มีสีไม่เด่นชัด และลูกปลาที่เกิดใหม่มักเป็นหมัน มีผลทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพของมันลดลง

น้ำจากการทำเกษตรกรรมหรือจากโรงงานมักมีสารเคมีที่อาจขัดขวางการทำงานของระบบดมกลิ่นของปลาได้ ตามปกติเวลาปลาตกใจ มันจะถ่ายปัสสาวะ และโมเลกุลบางตัวในปัสสาวะจะบอกปลาตัวอื่นๆ ให้รู้ว่าขณะนี้มีศัตรูอยู่ใกล้ๆ ด้วยเหตุนี้ถ้าน้ำไม่บริสุทธิ์ (เช่น มีปุ๋ยไนโตรเจนที่ได้จากการทำเกษตรกรรม หรือปุ๋ยจากสารเคมีอื่นๆ เช่น sulfate และ nitrate) กลิ่นสารเคมีอาจกลบกลิ่นของศัตรูปลาจนหมด มีผลทำให้มันตกเป็นเหยื่อของปลาศัตรู และนักวิจัยได้ทดลองพบว่า ปลา salmon ซึ่งมีจมูกไวมาก แต่จมูกของมันเวลาอยู่ในน้ำที่มีมลภาวะ แทบจะหมดสมรรถภาพในการได้กลิ่น จนมันไม่รู้ว่ามีปลา trout ที่คอยกินมันว่ายรออยู่ใกล้ๆ

โดยสรุป นักวิจัยสัตว์น้ำกำลังศึกษาผลกระทบที่เกิดจากมลภาวะในทะเลที่มีต่อคุณภาพชีวิตของปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ เช่น หอย ปู ฯลฯ และกำลังหาวิธีปกป้อง ไม่ให้มันได้ยินเสียงรบกวนมาก จนเกินไป และให้ทะเลมีความสะอาด แต่ในการจะลดสภาพกรดของน้ำทะเลนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะมันเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก แม้มนุษย์จะพยายามสักปานใด ความสำเร็จที่จะได้ก็ต้องมาจากปลาด้วย โดยการปรับตัว และปรับพฤติกรรม เช่น รู้เวลาที่ศัตรูออกหาเหยื่อ และพยายามอาศัยอยู่ในที่ๆ มีมลภาวะน้อย

การปรับตัวของปลา เมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยน และความเข้าใจของมนุษย์ในเรื่องเหล่านี้ จึงมีความสำคัญมากในการจะทำให้มันอยู่รอด


https://mgronline.com/science/detail/9620000072904

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


วาฬสเปิร์มแคระ "สุดหายาก" เกยตื้น ผ่าพบ "ถ้วยพลาสติก" อุดตัน-หิวตาย


The 200 kg whale was dehydrated and emaciated when it was found. A marine biologist post that the pygmy sperm whale?s stomach and intestines were found to be empty.
File Photo: Pygmy Sperm Whale /Bob Pitman/


วันที่ 2 ส.ค. เวิลด์ออฟบัซ รายงานข่าวความสูญเสียในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความมักง่าย ทิ้งขยะ ไม่เลือกที่ของมนุษย์ เมื่อชาวบ้านใน ประเทศฟิลิปปินส์ พบซาก "วาฬสเปิร์มแคระ" วาฬขนาดเล็กหายากและเสี่ยงสูญพันธุ์ เกยตื้นตายอย่างน่าอนาถบนชายหายใกล้หมู่บ้านมาติน่า อาพลายา ในเมืองดาเวา

ด้านนายดาร์เรล แบลชลีย์ นักชีววิทยาทางทะเล เปิดเผยผลชันสูตรผ่าซากว่า วาฬตัวดังกล่าวตายเพราะถ้วยพลาสติกและเชือกไนล่อนอุดตั้นภายในลำไส้ และปิดกั้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทั้งในกระเพาะ และลำไส้


Darrell Blatchley, a marine biologist, said that the sperm whale died because ?a plastic cup was blocking its intestine along with a nylon rope?.

นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเจ้าหน้าที่จึงไม่พบอาหารในร่างกาย และส่งผลให้วาฬสเปิร์มตัวนี้มีน้ำหนักเพียง 200 กิโลกรัม น้อยกว่าน้ำหนักปกติของวาฬสเปิร์มแคระที่ราวๆ 420 กิโลกรัม

ทั้งนี้ วาฬสเปิร์มแคระมีถิ่นที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำอุ่นของมหาสมุทรแอตแลนติก แปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าเหลือประชากรกี่ตัวบนโลก


https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2765362

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


ปลาคาร์พเอเชียที่รัฐเคนตักกีต้องกำจัดมากมายขนาดไหน

หน่วยงานประมงรัฐเคนตักกีช็อตไฟฟ้าเพื่อจับปลาคาร์พเอเชีย สัตว์ต่างถิ่นรุกรานระบบนิเวศ ไปศึกษา เผยคลิปที่แสดงให้เห็นว่าเป็นศึกหนัก



ปลาจำพวกปลาไนจากเอเชีย หรือ คาร์พเอเชีย ( Asian Carp) เป็นภัยคุกคามปลาท้องถิ่นในรัฐเคนตักกี ทำให้ทางการต้องหาวิธีการจำกัดการแพร่พันธุ์ หลังจากที่ปลาไนเหล่านี้ขยายพันธุ์จนมีจำนวนนับล้าน แย่งอาหารปลาอื่นๆในระบบนิเวศ

สำนักงานทรัพยากรสัตว์ป่าและประมงรัฐเคนตักกี เผยคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่หน่วยงาน 3 คนบนเรือติดอุปกรณ์ช็อตไฟฟ้าในแม่น้ำคัมเบอร์แลนด์ ไปยังเขื่อนบาร์คลีย์ รอนับถอยหลังก่อนปล่อยกระแสไฟฟ้าลงไป พลันปลาคาร์ปเอเชียมากมายนับไม่ถ้วนกระโดดขึ้นมา

รอน บรูกส์ ผู้อำนวยการสำนักงานประมง ฯ อธิบายว่าการช็อตปลาด้วยไฟฟ้า ไม่ทำให้ปลาทั่วไปตาย แค่ช็อกไปทั่วขณะ และเป็นวิธีการปกติที่ใช้จับและจับจำนวนประชากรปลา หรือติดแทก การจับปลาพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา จากนั้นจะนำไปขายให้กับผู้ซื้อเพื่อนำไปทำปุ๋ย เหยื่อตกปลาหรือผลิตภัณฑ์อาหารของคนต่อไป

บรูกส์ กล่าวว่า ปลาคาร์ปเอเชีย และคาร์ปซิลเวอร์ ถูกเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาจำพวกปลาดุก หรือ แคท ฟิช นำเข้าไปในสหรัฐเพื่อใช้กำจัดสาหร่ายที่มีมากเกินไปในฟาร์มเลี้ยงปลาเชิงพาณิชย์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 70 จากนั้นก็ขายให้ตลาดชุมชนชาวจีน แต่พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่า ปลาอาจหลุดจากฟาร์มไปยังแม่น้ำ ต่อมา ก็แพร่พันธุ์จนมีจำนวนนับล้านตัว แย่งอาหารปลาอื่นๆในระบบนิเวศ

คาร์พเอเชีย 4 ชนิด มีขนาดแตกต่างกันไป น้ำหนักหนักเฉลี่ย 3.5 -10.5 ก.ก. ปลาเพศเมียเต็มวัย 1 ตัว ออกไข่ปีละ 1 ล้านตัวต่อปี

ปลาชนิดนี้อ่อนไหวกับเสียงกับสิ่งรบกวนมาก หากได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือ มันอาจกระโดดขึ้นมาเหนือน้ำ คาร์พเงินอาจกระโดดสูงถึง 3 เมตร เวลาได้ยินข่าวปลาขนาดใหญ่กระโดดขึ้นมาชนเรือเรือประมง หรือเครื่องมือจับปลาเสียหาย หรือชาวเรือบาดเจ็บ ก็คือปลาชนิดนี้

รัฐเคนตักกี และเทนเนสซี กำลังพยายามดึงอุตสาหกรรมประมงเชิงพาณิชย์ร่วมกำจัดคาร์พเอเชีย และที่เห็นในคลิปก็คือโครงการล่าสุด เพื่อปกป้องทะเลสาบเคนตักกีและทะเลสาบบาร์คลีย์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเรือและตกปลาที่สำคัญ สร้างรายได้กว่าพันล้านดอลลาร์แก่สองรัฐ ขณะนี้ สำนักงานฯยังเตรียมทดลองวางแนวกั้นที่จะใช้ทั้งฟอง เสียงและแสง สกัดปลาคาร์ปเอเชียที่อ่อนไหวกับเสียงและสิ่งรบกวน ไม่ให้เข้าไปในทะเลสาบบาร์คลีย์


http://www.komchadluek.net/news/foreign/382000

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:45


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger