เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 01-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ ส่วนบริเวณภาคตะวันออก ภาคกลางและภาคใต้ มีฝนฟ้าคะนอง บางพื้นที่ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2562

อนึ่ง พายุโซนร้อน "วิภา" บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน จะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ในวันที่ 2 สิงหาคม 2562 ซึ่งจะทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไหหลำ ประเทศจีนตอนใต้ และประเทศเวียดนามตอนบน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 1 - 6 ส.ค. 62 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงวันที่ 1 - 3 ส.ค. 62 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 1 - 3 ส.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 6 ส.ค. 62



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2562)" ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 01 สิงหาคม 2562

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (1 ส.ค. 62) พายุโซนร้อน "วิภา" มีศูนย์กลางอยู่บริเวณเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือที่ ละติจูด 20.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 111.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวค่อนมาทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าในวันที่ 2 สิงหาคม 2562 พายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ซึ่งจะทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไหหลำ ประเทศจีนตอนใต้ และประเทศเวียดนามตอนบน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 1 - 6 สิงหาคม 2562 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น จะทำให้ภาคใต้และภาคตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (104.1 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 01-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ชาวประมงบ้านน้ำเค็ม พบเต่าหญ้าเจ็บหนักอวนรัดคอ ส่งศูนย์ประมงฯ รักษา

เต่าหญ้าเพศเมีย หนักกว่า 50 กก. ถูกอวนรัดและถูกใบพัดเรือได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนถูกคลื่นซัดเข้าฝั่ง ชาวประมงบ้านน้ำเค็ม เร่งช่วยนำส่งให้เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงารักษาแล้ว



เมื่อวันที่ 31 ก.ค.62 นายมนัสศักดิ์ ยวนแก้ว ผู้ใหญ่บ้านน้ำเค็ม ม.2 ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ได้รับแจ้งจากนายศิลา พฤกครี ชาวบ้าน ม.2 ชาวประมงพื้นบ้านบ้านน้ำเค็ม ว่าพบเต่าหญ้า เพศเมีย มีขนาดความยาว 75 เซนติเมตร กว้าง 55 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณกว่า 50 กิโลกรัม

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเต้าหญ้าตัวนี้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณกระดองด้านหลังมีรอยแตก และบริเวณขาหน้าทั้ง 2 ด้าน และที่คอเริ่มมีแผลเน่า ลักษณะเหมือนกับถูกอวนรัด และที่กระดองถูกใบพัดเรือประมง ก่อนถูกคลื่นซัดเข้ามาบริเวณคลองน้ำเค็มลักษณะว่ายน้ำไม่ไหว จนทางชาวประมงที่กำลังขับเรือผ่านพบเจอ จึงได้ช่วยกันนำขึ้นเรือประมงพร้อมนำใส่ถังขนาดใหญ่ และตักน้ำใส่ช่วยนำส่งไปศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา เพื่อรักษาอาการที่ได้รับบาดเจ็บ

แต่จากการตรวจดูอาการแล้ว พบว่าเต่าหญ้าตัวดังกล่าวมีลักษณะอ่อนแรง ว่ายน้ำไม่ไหว และได้รับบาดเจ็บหลายจุด ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ฯ พังงา จึงต้องนำเต่าตัวนี้ส่งต่อไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต เพื่อให้สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตรวจรักษาอาการรับบาดเจ็บต่อไป.


https://www.thairath.co.th/news/local/south/1627261

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 01-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


สลด !!พบเศษซั้งเชือกเต็มกระเพาะซากเต่าตนุเพศเมีย เชื่อคิดเป็นอาหารจึงกินเข้าไปจนตาย

ระยอง - สลด!! พบเศษซั้งเชือกชาวประมงที่ใช้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อนในทะเล เต็มกระเพาะ ซากเต่าตนุเพศเมียถูกคลื่นซัดเกยหาดแม่รำพึง เชื่อคิดว่าเป็นสาหร่ายจึงกินเข้าไปจนเกิดการอุดตันจนตาย



วันนี้ (31 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายศิริบูรณ์ ทองนาค อายุ 41 ปี กลุ่มประมงพื้นบ้านเรือเล็ก บางกะเฌอ ม.9 ต.ตะพง อ.เมืองระยอง ว่าพบซากเต่าตนุถูกคลื่นซัดเกยหาดแม่รำพึง จนส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่ว หลังรับแจ้งจึงประสานไปยัง นายสุเทพ เจือละออง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (ระยอง) ที่ได้มอบหมายให้สัตวแพทย์หญิง อรณี จงกลแพทย์ สำนักงานศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลฯ เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบ

สัตวแพทย์หญิงอรณี กล่าวว่าซากเต่าตนุดังกล่าวเป็นเพศเมีย ขนาดกว้าง 53 เซนติเมตร ยาว 64 เซนติเมตร และไม่พบไมโครชิประบุตัวตน แต่จากการตรวจพิสูจน์ซากอย่างละเอียดพบว่ามีสภาพเน่ามากจนหัวหลุดจากตัว ซ้ำ ผิวหนังและเกล็ดกระดองลอกหลุด และจากการผ่าชันสูตรก็พบว่าอวัยวะภายในเน่าหมด โดยเฉพาะที่บริเวณ กระเพาะอาหารมีการอักเสบและเต็มไปด้วยสาหร่าย เปลือกเพรียง เศษซั้งเชือกและเอ็นอุดตันจนทั่ว



"ผลการชันสูตรคาดว่าเต่าตนุน่าจะตายจากการอุดตันของขยะในกระเพาะอาหาร จนส่งผลให้กระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างผิวหนังและตัวอย่างอาหารในกระเพาะ รวมถึงขยะที่พบในกระเพาะอาหารไปทำการพิสูจน์เพื่อหาแหล่งที่มาต่อไป" สัตวแพทย์หญิง อรณี กล่าว

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เศษเชือกที่พบในกระเพาะอาหารของเต่าตนุ เป็นเชือกที่ชาวประมงใช้ทำซั้งเชือกทิ้งในทะเลเพื่อเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน และเมื่อเศษเชือกแตกเป็นเส้นเล็กๆ จึงทำให้เต่าคิดว่าเป็นสาหร่ายทะเล เมื่อกินเข้าไปจึงเกิดปัญหาการอุดตันและทำให้ตายในเวลาต่อมา ซึ่งหลังจากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะต้องทบทวนเรื่องการทิ้งซั้งเชือกในทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้เต่ากินจนตายอย่างต่อเนื่อง


https://mgronline.com/local/detail/9620000072833


*********************************************************************************************************************************************************


นักวิจัยฝรั่งเศสจบภารกิจ 28 วันลงสำรวจใต้น้ำลึก 120 เมตร


(ซ้ายไปขวาบน) ยานนิค เกนทิล นักดำน้ำและช่างถ่ายภาพ, อังโตแนง กิลแบร์ นักชีววิทยาและนักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญ และ ธีโบลต์ รอบี ผู้ช่วยด้านแสงชาวฝรั่งเศส และ (ล่าง) โลรองต์ บัลเลสตา นักธรรมชาติวิทยาทางทะเล และนักถ่ายภาพใต้น้ำชาวฝรั่งเศส ระหว่างแถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นภารกิต 28 วัน (Boris HORVAT / AFP)

เป็นเวลา 28 วันที่ทีมนักวิจัยฝรั่งเศสดำดิ่งลงไปสำรวจโลกใต้น้ำลึก 120 เมตรของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน วันละ 8 ชั่วโมงโดยไม่ใช้เรือดำน้ำ แต่อาศัยอยู่ในตู้เหล็กปรับความดันสีเหลืองสดใส ภารกิจของพวกเขาลุล่วงด้วยดี หลังจากนี้มาลุ้นกันต่อว่าพวกเขาได้ค้นพบอะไรบ้าง

โลรองต์ บัลเลสตา (Laurent Ballesta) นักธรรมชาติวิทยาทางทะเลและนักถ่ายภาพใต้น้ำ นำทีมนักวิจัยรวม 4 คน ดำดิ่งลงสำรวจใต้ทะเลเมดิเตอเรเนียนที่ความลึก 120 เมตร นานวันละ 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 28 วัน

ทีมวิจัยเพิ่งกลับจากการเสร็จสิ้นภารกิจ และขึ้นสู่เหนือผิวน้ำเมื่อ 28 ก.ค.2019 ที่ผ่านมา ท่ามกลางการต้อนรับของครอบครัวและมิตร แต่ก่อนหน้านั้นพวกเขาต้องปรับความดันอยู่ภายในห้องปรับลดความกดอากาศ 3 วัน

ภารกิจดำสำรวจใต้ทะเลของทีมวิจัยทั้ง 4 คนนั้น ไม่ได้อาศัยเรือดำน้ำ แต่อาศัยตู้แคปซูลดำน้ำสีเหลืองสดใส เป็นยานพาหนะดำดิ่งสู่โลกใต้น้ำ ซึ่งเอื้อให้พวกเขาดำดิ่งอยู่ใต้น้ำได้วันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลต่อความเจ็บปวดเมื่อกลับขึ้นมาถึงผิวน้ำ

หลังจากเปิดแชมเปญฉลองส่งท้ายการออกสำรวจกับเพื่อนๆ แล้ว บัลเลสตาก็เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องสิ่งมีชีวิตในทะเล รวมถึงวิหารหินของผาใต้น้ำ ที่พวกเขาได้พบเห็น แต่ก็ตระหนักว่าการได้กลับคืนสู่พื้นดินนั้นมาค่ามากกว่าที่เขาเคยคิดเมื่อได้อุ้มลุกน้อยวัย 2 เดือนที่มารอต้อนรับพร้อมกับภรรยาของเขา

เบลเลสตาได้บันทึกภาพเคลื่อนไหวและภาพถ่ายอีกหลายหมื่นภาพ ระหว่างที่อยู่ใต้น้ำที่เหมาะกับการอาศัยอยู่ โดยน้ำหนักใต้น้ำที่ความลึกกว่าร้อยเมตรนั้นมากกว่าบนผิวน้ำถึง 13 เท่า

"เราทั้งหมดอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงเดียวกัน แต่ก็ยังมีโลกที่แตกต่างอีกมาก และเราก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ลงไปสำรวจอีกโลกหนึ่ง เกือบทุกๆ การดำดิ่งสู่ใต้น้ำ เราสามารถบันทึกวิดีโอหรือภาพถ่ายของสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยสำรวจได้ในสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ดำรงชีพอยู่" บัลเลสตากล่าว



สมาชิกที่ลงแคปซูลดำน้ำครั้งนี้ที่เหลือ ได้แก่ อังโตแนง กิลแบร์ (Antonin Guilbert) นักชีววิทยาทางทะเล , ธีโบลต์ โรบี (Thibault Rauby) ครูสอนดำน้ำและผู้เชี่ยวชาญด้านแสง และ ยานนิค เกนทิล (Yannick Gentil) นักดำน้ำและช่างถ่ายภาพ

ทุกๆ วัน แคปซูลเหล็กสีเหลืองสดใสที่มีขนาด 1 ตารางเมตร จะลดระดับลงใต้สู่ความมืดสลัวของเขตเมโสโฟติก (mesophotic zone) ที่มีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องถึงเพียง 1% โดยในการดำน้ำลึกแต่ครั้ง นักดำน้ำจะกลับเข้าสู่ตู้ในแคปซูลที่ตั้งความดันไว้ที่ 13 เท่าของความดันบรรยากาศ

เมื่อกลับคืนสู่ผิวน้ำหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน แคปซูลของพวกเขาจะเชื่อมต่อกับห้องโถง 2 ห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องอาบน้ำ อีกห้องไว้สำหรับทำครัว โดยมีโต๊ะเล็กๆ และช่องกักอากาศเข้าออกเพื่อเป็นช่องทางรับอาหาร

สถานีวิจัยที่มีแคปซูลดำน้ำนี้พ่วงอยู่กับเรือบรรทุกที่จอดอยู่ระหว่างเมืองมาร์แซย์ (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และราชรัฐโมนาโค ซึ่งติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเวลา 1 เดือน

ระหว่างการวิจัยอยู่ใต้น้ำ 4 สัปดาห์ ทีมวิจัยจะทำการทดลองที่ได้รับมอบหมายจากนักวิจัย ห้องปฏิบัติการและมหาวิทยาลัยต่างๆ และช่วง 3 วันสุดท้ายของภารกิจ ทีมวิจัยจะได้เข้าไปอยู่ในห้องที่ลดความดันความอากาศ

บัลเลสตาระบุว่าทั้งความหนาวเย็นและความกดอากาศ ทำให้การทำงานนั้นยากลำบากและอันตรายขั้นสุด ซึ่งทั้งเขาและธีโบลต์ยังคงมีอาการบาดเจ็บจากการเดียวกับหิมะกัดที่นิ้วของพวกเขา

ตลอดการทำงานของทีมดำน้ำสำรวจโลกใต้ทะเลที่มีชื่อทีมว่าเดอะพลาเนทเมดิเตอร์เรเนียน (The Planet Mediterranean team) นี้ ติดต่อกับโลกภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ผ่านบล็อกวิดีโอและการประชุมข่าวทางไกล โดยพวกเขาวางแผนที่จะจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายจากการปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งรายงานทางวิชาการในปีหน้า


https://mgronline.com/science/detail/9620000072092

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 01-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก BBCThai


สิงโตทะเลพลัดเข้าปากวาฬโดยบังเอิญขณะชุลมุนกินฝูงปลา


Image copyrightCHASE DEKKER

นายเชส เดกเคอร์ นักชีววิทยาทางทะเลชาวอเมริกันและช่างภาพผู้ชำนาญการถ่ายรูปสัตว์ในธรรมชาติ เผยถึงวินาทีที่เขาสามารถจับภาพสิงโตทะเลตัวอ้วนเข้าไปอยู่ในปากขนาดยักษ์ของวาฬหลังค่อมตัวหนึ่งโดยบังเอิญ ซึ่งเป็นภาพที่หาชมได้ยากและอาจเป็นภาพแรกของโลกที่บันทึกเหตุการณ์ประหลาดนี้เอาไว้ได้

นายเดกเคอร์ถ่ายภาพดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะนำกลุ่มนักท่องเที่ยวไปชมฝูงวาฬในธรรมชาติที่อ่าวมอนเทอเรย์ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ

หลังจากออกเรือไปไม่นาน พวกเขาก็ได้พบวาฬหลังค่อม 3 ตัว กำลังกินปลากะตักฝูงใหญ่เป็นอาหาร โดยมีสิงโตทะเลราว 200 ตัวเข้ารุมแย่งปลาไปกินกันอย่างชุลมุนอยู่ด้วย

แม้สิงโตทะเลจะไม่ใช่อาหารของวาฬหลังค่อม แต่การที่พวกมันเข้ามาหาปลากินโดยเฉียดเข้าใกล้วาฬตัวใหญ่ที่กำลังอ้าปากกว้างอยู่นั้น ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เหมือนกัน

สิงโตทะเลดูจะตกใจสุดขีด แต่เหตุระทึกขวัญนี้กลับคลี่คลายไปได้ด้วยดี หลังวาฬจมตัวลงในน้ำอีกครั้งเป็นเวลาราว 15 วินาทีซึ่งนานกว่าปกติ โดยปากของมันยังเปิดอ้าอยู่ตลอดเวลา เปิดทางให้สิงโตทะเลสามารถว่ายหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย

สิงโตทะเลดูจะตกใจสุดขีด แต่เหตุระทึกขวัญนี้กลับคลี่คลายไปได้ด้วยดี
นายเดกเคอร์เล่าว่า "เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นฝูงวาฬนับร้อยและฝูงสิงโตทะเลกว่าสามพันตัวรุมกินฝูงปลาขนาดใหญ่อย่างชุลมุนกว่านี้มาก แต่ก็ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น"

"ในทันทีที่เห็นว่าวาฬพุ่งตัวขึ้นจากน้ำโดยมีสิงโตทะเลอยู่ในปาก ผมมีเวลาตัดสินใจกดชัตเตอร์เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ถือเป็นชั่วขณะสุดยอดที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของคนเรา" นายเดกเคอร์กล่าว

วาฬหลังค่อมนั้นจัดเป็นวาฬบาลีน (Baleen) หรือวาฬที่ไม่มีฟัน พวกมันใช้อวัยวะพิเศษกรองกินอาหารในน้ำทะเลที่มีขนาดเล็กเท่านั้น หากวาฬหลังค่อมไม่หุบปากให้ปิดลง สิงโตทะเลที่พลัดเข้าไปก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือถูกกลืนลงท้องไปอย่างแน่นอน

นายเดกเคอร์บอกว่าสัตว์ผู้ล่าในมหาสมุทรอย่างวาฬ, โลมา, สิงโตทะเล และฉลาม มีวิวัฒนาการเชิงพฤติกรรมร่วมกันมานาน จนพวกมันออกล่าฝูงปลาชนิดเดียวกันเป็นอาหารด้วยกันเสมอ และต่างฝ่ายก็คุ้นเคยกับพฤติกรรมของกันและกันเป็นอย่างดี ดังนั้นเหตุการณ์ที่สิงโตทะเลจะพลัดไปเข้าปากวาฬน่าจะเกิดขึ้นได้ยากมากในธรรมชาติ

สำหรับนักดำน้ำที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใกล้ชิดวาฬตัวใหญ่ นายเดกเคอร์มีคำแนะนำว่าไม่ต้องกลัวจะเป็นแบบเดียวกับสิงโตทะเลโชคร้ายตัวนี้ เพราะวาฬนั้นแทบจะไม่อ้าปากขึ้นหากไม่ได้อยู่ระหว่างกินอาหาร สิ่งเดียวที่ต้องระวังก็คือ จู่ ๆ วาฬอาจจะพุ่งขึ้นเหนือน้ำทั้งตัว แล้วตกลงมากระแทกหรือชนเข้ากับกลุ่มนักดำน้ำที่อยู่ใกล้กันได้


https://www.bbc.com/thai/international-49182889

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 07:11


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger