เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 06-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือ ด้วยความระมัดระวัง ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กงดออกจากฝั่งตลอดช่วง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 6 - 7 ส.ค. 62 ประเทศไทยยังมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ และด้านตะวันตกของภาคกลาง

ส่วนในช่วงวันที่ 8 - 11 ส.ค. 62 ภาคใต้และภาคตะวันออก จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 6 - 8 ส.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรืองดออกจากฝั่งตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (105.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (101.3 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 06-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


เลิกโทษธรรมชาติกันเสียที วิกฤติ "ภัยแล้ง" ไม่ใช่แค่ผลพวง เอลนีโญ แต่คือผลลัพธ์การบริหารจัดการน้ำ ................ ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม



มหันตภัยแล้ง!

สถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทย ปี 2562 ซึ่ง "แล้งที่สุด" ในรอบ 30 ปี

หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนไปเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2562 จากนั้นเป็นต้นมาหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะน้ำในพื้นที่ทำเกษตรกรรม เพราะปริมาณน้ำฝนอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ

ว่ากันว่า สาเหตุมาจากปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ย ทั้งประเทศสูงกว่าค่าปกติราว 1-2 องศาเซลเซียส และทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ดังนั้น ประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.จนถึงปัจจุบัน จึงทั้งร้อน ทั้งแล้ง

ดังนั้น ในช่วงฤดูฝนปีนี้ เราจึงเห็นภาพผลผลิตทางการเกษตรยืนแห้งตาย ภาพของชาวนาออกมาปิดถนนประท้วงภัยแล้ง ภาพของความสิ้นหวังของเกษตรกรที่ปลูกอะไรก็ไม่ได้เพราะไม่มีน้ำ ฯลฯ

ที่สำคัญ นับจากนี้อีกเพียง 80 กว่าวัน ก็จะสิ้นสุดฤดูฝน แต่ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักของประเทศ คือ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย และป่าสักฯ มีน้ำใช้การได้แค่ 1,071 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ประมาณการความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งและช่วงต้นฤดูฝนของปี 2563 ทั้งอุปโภค บริโภค การเกษตรและระบบนิเวศต้องการถึง 12,000 ล้าน ลบ.ม. นั่นหมายถึงต้องการน้ำเก็บกักเพิ่มอีก 10,929 ล้าน ลบ.ม.

หันมาทางปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำกักเก็บคงเหลือแค่ 33,924 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 48 เปอร์เซ็นต์ของความจุ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การ 10,381 ล้าน ลบ.ม.



โดยเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำกักเก็บแค่ร้อยละ 23 ที่สำคัญใช้น้ำใต้ระดับกักเก็บไปแล้วกว่า 30 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนจุฬาภรณ์ มีน้ำกักเก็บร้อยละ 26 เป็นน้ำใช้การได้แค่ร้อยละ 3 เขื่อนขุนด่านฯ มีน้ำกักเก็บร้อยละ เป็นน้ำใช้การได้แค่ร้อยละ 15 เป็นต้น ไม่ต้องพูดถึงอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 135 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของความจุเท่านั้น เรียกว่าสาหัสจริงๆ

ดังนั้น ต่อให้มีพายุวิภา ก็ช่วยแก้วิกฤติน้ำในเขื่อนไม่ได้มาก

"พายุวิภาช่วยได้ไม่มาก มีน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. ทำให้มีน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและอีก 2-3 วัน หลังสิ้นพายุวิภา จะมีอิทธิพลของลมตะวัน-ตกเฉียงใต้ตามมา ทำให้มีน้ำเข้าเขื่อนภูมิพล แต่ไม่มาก ในเดือน ส.ค. ภาคอีสานจะมีฝนมากขึ้น ส่วน ก.ย. ภาคเหนือมีฝนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้เล็กน้อย แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องระบายน้ำเพื่อใช้ด้วย ขณะนี้ได้แต่หวังว่าในช่วงปลายปีฝนน่าจะยืดไปถึงเดือน ต.ค.เท่านั้น แต่ยังเป็นความหวัง เพราะอย่าลืมว่าสถานการณ์ภัยแล้ง สถานการณ์ฝน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือลานีญา เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น ปีนี้มหาสมุทร อินเดีย เดิมเคยให้ฝนกับประเทศไทยก็ไม่ให้ ไปให้ประเทศอินเดีย จนน้ำท่วมใหญ่ หรือทะเลจีนใต้ เคยให้ฝนกับประเทศไทย ปีนี้ก็ไม่มี แต่ไปให้กับจีนและไต้หวัน เป็นต้น" ดร.รอยล จิตรดอน ที่ปรึกษาสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) และกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้ง

ดร.รอยล ยังขยายความให้เห็นภาพชัดเจนด้วยว่า ตอนนี้เราต้องการน้ำอีกประมาณ 4 พันล้าน ลบ.ม. สำหรับอุปโภค บริโภคและการเกษตร แต่ปัจจุบันมีแค่ 1,071 ล้าน ลบ.ม. จึงบอกได้แค่หวังและหวังว่าจะมีพายุเข้ามาและฝนจะตกยาวไปถึงเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งอาจจะมีปรากฏการณ์ลานีญาอย่างอ่อนในช่วงปลายปีนี้ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่ไม่เฉพาะแค่ทำนาเท่านั้น แต่ที่น่าห่วงคือพวกสวนผลไม้ ตลอดแนวติดอ่าวไทย ตั้งแต่ จ.นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี เป็นต้น พิจิตร ปทุมธานี ฯลฯ สวนพวกนี้ต้องการน้ำแค่ 1 ใน 5 ที่ระบายสำหรับทำนาข้าว แต่ยังไม่มีเลย ถ้าสวนผลไม้ตาย จะต้องใช้เวลาอีก 5-6 ปีในการฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลเสียหายมาก

"ถามว่าปัญหาอยู่ที่ไหน คำตอบก็คือการบริหารจัดการ" ดร.รอยล กล่าวตบท้าย

ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง-แวดล้อม (ทส.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. สั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เร่งช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อน โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภค รวมทั้งการขุดเจาะหาแหล่งน้ำเพิ่ม



ส่วน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ สสนก.ทำแผนแก้ภัยแล้งแบบถาวรด้วยการบริหารจัดการน้ำชุมชนเพิ่มเป็น 800 ชุมชน

สถานการณ์ภัยแล้งหนักกว่าที่คาด และถ้าภัยแล้งยังลากยาวเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน ซึ่งจะใช้เป็นน้ำเพื่อทำการเกษตรในฤดูแล้งถัดไปในปี 2563 คือ เดือน พ.ย.2562-เม.ย.2563 ซึ่งจะกระทบต่อพืชเกษตรหลักที่มีฤดูกาลเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งที่สำคัญ คือ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง อ้อย ก็จะยิ่งทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2563


"ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม" มองว่า ถึงวันนี้เราคงต้องร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อก้าวผ่านปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" หรือ "ลานีญา" เพราะนั่นคือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แม้แต่พระเจ้าก็ห้ามไม่ได้

แต่สิ่งที่จะช่วยให้การแก้ภัยแล้งสัมฤทธิผลต้องมาจากการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและพร้อมเพรียงกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้อมูลต่างๆที่ต้องตรงกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ภัยแล้งเกี่ยวโดยตรงกับชีวิตและความเป็นความตายของผู้คนบนแผ่นดินนี้ การแก้ปัญหาแบบปีต่อปี หรือรูทีน ช่วยชีวิตประชาชนไม่ได้

เลิกเสียทีเถอะกับการโทษธรรมชาติ แต่ไม่เคยโทษการบริหารจัดการของตัวเองกันสักครั้ง.


https://www.thairath.co.th/news/local/1630886

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 06-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


"ขยะอาหาร" ตัวการโลกร้อนที่เรามองไม่เห็น


ภาพการประกอบอาหารสไตล์เมริกัน ทั้งนี้การสูญเสียและทิ้งอาหารนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่มักถูกมองข้าม Carl Tremblay/Americas Test Kitchen via AP

รายงานจากคณะกรรมการด้านภูมิอากาศของสหประชาชาติ เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่าเราทิ้งอาหารวันละหลายพันล้านตัน โดยในช่วง 5 ปีมานี้เราทิ้งอาหารเพิ่มขึ้นึง 40% และเป็นปริมาณที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกถึง 8% จากการประเมินขององค์การอาหารและเกษตร

รายงานเรื่องการทิ้งอาหารนี้เป็นส่วนของรายงานเกี่ยวกับการใช้ที่ดินทำมาหากินของมนุษย์ โดยการประเมินทางวิทยาศาสตร์ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) หรือ IPCC ของสหประชาชาติ

เอเอฟพีอ้างถึงร่างสรุปรายงานของ IPCC ว่า มีปริมาณมากึง 20-30% ของอาหารที่มนุษย์ผลิตขึ้นมาเพื่อบริโภคทุกปีนั้นต้องสูญเสียหรือถูกทิ้งไป ซึ่งคิดเป็นปริมาณมากถึง 1.3 พันล้านตัน โดยนับจาก ปี ค.ศ.1970 เป็นต้นมา มีปริมาณถูกทิ้งเพิ่มมากขึ้นถึง 40% หรือเป็นปริมาณพลังงานที่คนบนโลกจะได้รับเพิ่มขึ้นคนละ 200 แคลอรี่ต่อวัน

จากการประเมินขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ปริมาณอาหารที่ถูกทิ้งดังกล่าวนั้นเป็นต้นทุนที่ต้องสูญเสียของเศรษฐกิจทั่วโลก คิดเป็นเงินที่สูญเสียไปปีละ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 30 ล้านล้านบาท อีกทั้งยังเป็นกลายเป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากฝีมือมนุษย์มากถึง 8%

รายงานจาก IPCC ยังเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างการผลิตอาหารและการทิ้งอาหารในประเทศที่ร่ำรวยและประเทสกำลังพัฒนา โดย FAO อาหารเหลือทิ้งของประเทศที่ร่ำรวยนั้นมีมากถึงปร 222 ล้านตัน ซึ่งเกือบเท่าอาหารที่ผลิตได้ทั้งหมดของประเทศในแอฟริกาใต้สะฮารา (sub-Saharan Africa) นั่นคือ 230 ล้านตัน

ทั้งนี้ คนในยุโรปและอเมริกาเหนือนั้นทิ้งอาหารเฉลี่ยคนละ 95-115 กิโลกรัมต่อปี ขณะที่คนในแอฟริกาใต้สะฮาราและเอเชียนั้นทิ้งอาหารกันคนละ 6-11 กิโลกรัมต่อปี โดยการทิ้งและสูญเสียอาหารนั้นแตกต่างกันไปตามการพัฒนาของประเทศนั้นๆ โดย 40% ของอาหารที่ถูกทิ้งหรือสูญเสียไปในประเทศกำลังพัฒนานั้นเกิดขึ้นในกระบวนการเก็บเกี่ยว ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมนั้นทิ้งหรือสญเสียอาหารไปในขั้นตอนการขายปลีกหรือขั้นตอนการบริโภค



เทเรซา แอนเดอร์สัน (Teresa Anderson) ผู้ปนะสานงานนโยบายภูมิอากาศจาก ActionAid ระบว่า ในประเทศกำลังพัฒนานั้นขาดกระบวนการถนอมอาหาร ขาดระบบขนส่งที่ดี อาหารที่ถูกผลิตขึ้นในหมู่บ้านไม่สามารถส่งไปถึงตลาดได้ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมักจะสูญเสียหรือทิ้งอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ต และห้างร้านต่างๆ ก็ทิ้งผักเพียงเพราะไม่สวยพอ หรือเพราะขนาดและรุปร่างของผักไม่ได้มาตรฐาน

ตอนนี้มีคนทั่วโลกกว่า 2 พันล้านคนที่มีภาวะอาหารเกิน (overnourish) หรืออ้วน ขณะที่มีคนอีกประมาณ 820 ล้านคน ที่เข้านอนพร้อมท้องที่หิวโหย ซึ่ง IPCC ก็มองว่า การบริโภคอาหารเกินความต้องการนี้ก็นับเป็นการสูญเสียอาหารอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นปริมาณมากพอๆ กับการสูญเสียในระบบแจกจ่ายอาหาร ซึ่งไม่ต่างจากการ "กินทิ้งกินขว้าง" เช่นกัน

ทว่าการทิ้งอาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ที่ IPCC พยายามชี้ให้เห็นนั่นคือการใช้พื้นที่ผลิตอาหารอย่างสิ้นเปลือง โดยระบบเกษตรในปัจจุบันนั้นใช้พื้นที่มากถึง 3 ใน 4 ในพื้นที่ทั้งหมด และยังใช้น้ำมากถึง 3 ใน 4 ของปริมาณน้ำจืดบนโลกด้วย ซึ่งเป็นที่กังวลว่าหากประชากรโลกพุ่งขึ้นไปถึง 1 หมื่นล้านคนในช่วงกลางศตวรรษนี้ ระบบเกษตรแบบที่เป็นอยู่จะถึงจุดล่มสลาย

นอกจากนี้จากการใช้ประโยชน์ที่ดียังพบว่า การเกษตรนั้นทำให้มีพื้นที่แห้งแล้งจนจะกลายเป็นทะเลทราย และทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมย่ำแย่มากขึ้น โดยทุกๆ ปีมีการสูญเสียพื้นที่ป่าเขตร้อนในขนาดเท่าๆ กับประเทศศรีลังกา


https://mgronline.com/science/detail/9620000074466


*********************************************************************************************************************************************************


แผ่นน้ำแข็ง "กรีนแลนด์" ละลาย 11 พันล้านตันในวันเดียว


แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายเร็วมาก ทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 0.5 มิลลิเมตร ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน (เครดิตภาพ Independent )

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ก.ค.2562) แผ่นน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ประสบวิกฤติละลายมากที่สุดถึงร้อยละ 60 ภายในวันเดียว คิดเป็นปริมาณถึง 11,000 ล้านตัน หรือเทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 4.4 ล้านสระ (ในภาพเปรียบเทียบปี 2018 กับ 2019 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สีเทาคือบริเวณไม่มีน้ำแข็ง)

ทั้งนี้ เคยมีปรากฏการณ์ละลายในวันเดียวสูงที่สุดมาก่อน ในปี 2012 คิดเป็นจำนวน 97% (ข้อมูลจาก washingtonpost )

โดยปกติแล้วน้ำแข็งกรีนแลนด์นั้นละลายในช่วงฤดูร้อน มักเริ่มละลายปลายเดือนพฤษภาคม แต่ปีนี้กลับเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมและคงละลายอย่างต่อเนื่อง คาดว่าอาจจะสิ้นสุดที่เดือนสิงหาคม

Ruth Mottram นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากสถาบันอุตุนิยมวิทยาเดนมาร์กกล่าวว่า "ละลาย" ในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมาซึ่งได้บันทึกอุณหภูมิสูงตลอดเวลา



ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว โลกต้องเผชิญกับคลื่นความร้อน (Heatwave ) จนคาดว่าอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นแบบผิดปกติโดยเฉพาะประเทศแถบยุโรประดับอุณหภูมิที่ ร้อนจนทำลายสถิติร้อนที่สุด ในระยะเวลาใกล้เคียงกันคลื่นความร้อนก็เคลื่อนตัวปกคลุมอาร์กติกจนทำให้กรีนแลนด์สูญเสียน้ำแข็งสูงถึง 197 พันล้านตัน หรือเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 80 ล้านสระ ซึ่งปกติในช่วงเวลานี้ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 พันล้านตันเท่านั้น

อย่างที่ทราบกันว่า ดินแดนอาร์กติก หลายพื้นที่ก็ประสบปัญหาไฟป่าอย่างรุนแรง อันเป็นผลมาจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ 10 กว่าองศาเซลเซียส มาตั้งแต่เดือน มิถุนายน Copernicus Atmosphere Monitoring Services ( CAMS) โดยตรวจพบไฟป่าถึง 100 แห่งใน Arctic circle

มนุษย์คงปฏิเสธยาก ว่าต้นเหตุที่สำคัญมาจากความเกี่ยวเนื่องและเริ่มส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตมนุษย์รุนแรงขึ้น เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่มนุษย์เองก็เป็นผู้ร่วมก่อปัญหาด้วย ดังนั้น สัญญาณอันตรายเหล่านี้ มนุษย์เองจะต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดการปล่อยคาร์บอน และควรให้ความร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและประชาชนรายบุคคล เรามีเวลาแค่ 10 ปี ในการคุมไม่ให้อากาศร้อนเพิ่มขึ้นเกิน1.5 เซลเซียส


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000074143

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 06-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


หมอกควันไฟป่าอินโดนีเซีย ระลอกใหม่ เข้าปกคลุมอำเภอเบตง จังหวัดยะลา



วันนี้ (5 ส.ค. 62) เกิดหมอกควันสีขาวเข้ามาปกคลุมทั่วท้องฟ้าในพื้นที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ทำให้ท้องฟ้าสลัว เบื้องต้นคาดว่าเป็นหมอกควันจากประเทศอินโดนีเซีย โดยทุกปีในช่วงนี้ อำเภอเบตงก็จะได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควัน บริเวณภูเขาถูกหมอกควันพัดปกคลุม โดยจะส่งผลกับประชาชนที่มีโรคทางเดินหายใจ หายใจไม่สะดวก และมีอาการแสบตา ประชาชนที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจจึงควรระมัดระวัง สวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน ขณะที่ทัศนวิสัยในการสัญจรยังคงสามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษมากขึ้น จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามสถานการณ์หมอกควันในภาคใต้อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมตัวรับมือ

ด้าน นายวงศ์วิทย์ อัครวโรทัย สาธารณสุขอำเภอเบตง กล่าวว่า สาเหตุของหมอกควัน เกิดจากหมอกควันข้ามแดน เนื่องจากไฟไหม้พรุ บริเวณเกาะสุมาตรา และบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย ประชาชน ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ถ้ามีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น สำหรับผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ถ้ามีอาการทางสุขภาพ เช่น ไอ หายใจลำบาก ตาอักเสบ แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์

สำหรับสถานการณ์คุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย วันที่ 5 สิงหาคม 2562 จากผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างในวันที่ 5 สิงหาคม 2562 พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 26 - 58 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปริมาณ ฝุ่นละออง PM10 เพิ่มสูงขึ้นกว่าวันก่อนหน้าเกือบทุกสถานี และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 7 - 43 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปริมาณ ฝุ่นละออง PM2.5 ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้ามากนัก คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับ คุณภาพอากาศดีมาก ถึง ปานกลาง


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90805195054382

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 06-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


พบวาฬหัวทุย แม่-ลูก เกยตื้นชายหาดบ้านในไร่พังงา

พบวาฬหัวทุย 2 ตัว เกยตื้นชายหาดในจังหวัดพังงา คาดถูกคลื่นลมแรงซัดหลงฝูง และบาดเจ็บ



วาฬหัวทุย 2 ตัวถูกคลื่นลมแรงซัดเกยตื้นที่ชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ชาวประมงพื้นบ้านช่วยกันนำวาฬทั้ง 2 ตัว ที่มีอาการบาดเจ็บมาอนุบาลที่กระชังเลี้ยงปลา เจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลฯ รีบประสานไปยังเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง และทหารทัพเรือภาค 3 เดินทางลงพื้นที่

ตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเป็น วาฬหัวทุยแคระ เพศเมีย จำนวน 2 ตัว ตัวที่ 1 ขนาดประมาณความยาวลำตัว 2.40 เมตร ตัวที่ 2 ขนาดความยาวลำตัว 1 เมตร คาดว่าน่าจะเป็นแม่ลูกกัน โดยทั้ง 2 ตัวมีบาดแผลบริเวณลำตัวและปาก ไม่สามารถว่ายน้ำได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงทำการปฐมพยาบาลช่วยชีวิตเบื้องต้น ก่อนจะเคลื่อนย้ายขึ้นรถบรรทุกนำไปที่ศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากภูเก็ตเพื่อให้การดูแลรักษาต่อไป


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/107974


*********************************************************************************************************************************************************


"ธรณ์" เตือน นทท.ระวัง "แมงกะพรุนกล่อง" ในทะเลเกาะเต่า
.
นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เตือนภัยนักท่องเที่ยว หลังพบแมงกะพรุนกล่อง ที่ทะเลเกาะเต่า พร้อมระบุว่า พิษร้ายแรง หากโดนเฉียดๆ อาจบาดเจ็บ แต่ถ้าโดนอย่างจัง หนวดพันไปมาและแพ้พิษ มีโอกาสเสียชีวิตได้



ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เตือนภัยว่า หลังมีคนเจอ "แมงกะพรุนกล่อง" ชนิด Chironex sp. มีหลายสาย พิษรุนแรงมาก ในพื้นที่อ่าวไทยบริเวณเกาะเต่า ซึ่งแต่ละตัวมีขนาดใหญ่ หากโดนเฉียดๆ อาจบาดเจ็บ แต่ถ้าโดนอย่างจัง หนวดพันไปมา และแพ้พิษ มีโอกาสเสียชีวิต ซึ่งในอดีตเคยมีผู้เสียชีวิตที่เกาะพะงันก็ชนิดนี้

ทั้งนี้ แมงกะพรุนชนิดนี้ว่ายน้ำเร็ว ชอบเข้ามาตอนกลางคืน จึงขอเตือนให้ทุกคนระวังไม่ควรลงไปเล่นน้ำกลางคืน หรือแม้แต่กลางวัน หากเป็นนักดำน้ำจะลงไนท์ไดฟ์ ต้องใช้ความระวัง โดยเฉพาะช่วงขึ้นจากน้ำ แมงกะพรุนอาจเล่นไฟอยู่ท้ายเรือ

สำหรับแนวทางป้องกัน คือใส่ชุดมิดชิดลงเล่นน้ำ หรือใช้ชุด stinger suit สำหรับใส่เล่นน้ำ หรือมีจุดเล่นน้ำแบบมีตาข่ายกั้น ซึ่งปัจจุบันเริ่มทำหลายพื้นที่ในไทย แต่หากโดนแมงกะพรุนกล่องจะรู้ตัวทันที เพราะเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต หรือแส้ฟาด ให้ตะโกนบอกคนอื่น และขึ้นจากน้ำให้เร็วที่สุด อาการรุนแรงอาจเกิดภายใน 5-6 นาที ทั้งนี้ให้น้ำส้มสายชูปริมาณมากราดบริเวณที่โดนพิษ และนำส่งแพทย์ให้เร็วที่สุด พร้อมบอกแพทย์ว่าโดนแมงกะพรุนกลุ่มนี้ เพราะโดยปกติ หากผู้ป่วยรอดเกิน 10 นาที โอกาสเสียชีวิตมีน้อยมาก


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/107956
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:16


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger