เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตราย จากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กงดออกจากฝั่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 8 - 11 ส.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในบริเวณด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 12 - 14 ส.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคตะวันออก สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 9-11 ส.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้และภาคตะวันออก (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 9?11 สิงหาคม 2562)" ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 09 สิงหาคม 2562

ในช่วงวันที่ 9-11 สิงหาคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

โดยมีผลกระทบตามภาคต่างๆดังนี้


วันที่ 9 สิงหาคม 2562 มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี


ในช่วงวันที่ 10-11 สิงหาคม 2562 มีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคตะวันออก: จังหวัดจันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร


สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (101.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (100.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Warning.jpg (72.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (106.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ช็อก สาวโดนฉลามขย้ำแขนขาด พยายามกลับขึ้นเรือ โดนอีกตัวกัดซ้ำ ดับสลด

สาวอเมริกันเคราะห์ร้าย โดนฉลาม 2 ตัวขย้ำ เสียชีวิตสลด ขณะลงดำน้ำแบบสน็อกเกิล ที่บาฮามาส พ่อแม่สุดเศร้า เล่านาทีเห็นฉลามทำร้ายลูกต่อหน้าต่อตา ดับคาอ้อมแขน



เมื่อ 8 ส.ค.62 เว็บไซต์ มิร์เรอร์ รายงานเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจ จอร์แดน ลินด์ซีย์ วัย 21 ปี สาวชาวอเมริกัน จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ถูกฝูงฉลามรุมทำร้าย กัดแขนขาจนเสียชีวิตสลด ขณะที่จอร์แดนและครอบครัวพ่อ-แม่ พากันไปเที่ยววันหยุด ที่บาฮามาส ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันออกของรัฐฟลอริดา

จอร์แดนได้ลงดำน้ำแบบสน็อกเกิลในทะเลใกล้กับเกาะโรส แต่แล้วเกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อมีฝูงฉลามว่ายมาอย่างช้าๆ และล้อมจอร์แดนเอาไว้ โดยฉลามตัวแรก ได้พุ่งเข้าขย้ำแขนขวาของจอร์แดนจนขาดทันที ขณะนางแคมี ผู้เป็นแม่ ซึ่งดำน้ำแบบสน็อกเกิลกับลูกด้วย ต้องกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด ที่เห็นลูกสาวกำลังโดนฉลามล้อมเอาไว้ แต่ก็ไม่อาจช่วยเหลือลูกสาวได้

ภาพฉลามหนึ่งใน2 ตัว ที่ทำร้าย จอร์แดน ลินด์ซีย์ ถ่ายโดยนักท่องเที่ยว-แพทย์ ชาวรัฐเท็กซัส ซึ่งอยู่บนเรือท่องเที่ยว (Cr ภาพ: Avery Holton/Twitter)

ไมเคิล ลินด์ซีย์ พ่อของจอร์แดน เล่าถึงนาทีสยองที่เกิดขึ้นในรายการ Good Morning America ว่า เขาและภรรยาเห็นลูกสาวของตนเองโดนฉลามทำร้ายแบบต่อหน้าต่อตา โดยฉลามตัวแรก ได้ขย้ำแขนข้างขวาของจอร์แดนจนขาดเกือบหมด และลูกได้แต่พยายามประคองร่างว่ายน้ำด้วยแขนที่เหลืออีกข้างกลับขึ้นเรือ โดยแคมี ภรรยาของเขาได้รีบว่ายเข้าไปหาลูก และตะโกนว่า 'จอร์แดนว่ายมาหาแม่ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าแขนขวาของลูกถูกฉลามขย้ำขาดไปแล้ว'

ไมเคิล เล่าว่า วินาทีนั้น จอร์แดน ได้บอกกับนางแคมีว่า 'แม่ มีฉลามอีกตัวกำลังมา' จากนั้นฉลามตัวที่สองก็ปรี่เข้ามาทำร้าย ขย้ำ กัดขาส่วนล่างของจอร์แดน โดยนางแคมีพยายามที่จะต่อยไล่ให้ฉลามไปจากลูกสาว ก่อนที่เธอพยายามจะดึงร่างลูกสาวขึ้นจากน้ำทะเล ว่ายไปยังโขดหินใกล้ที่สุด และเธอกับลูกสาวรอเรือลำหนึ่งให้มารับกลับเข้าฝั่ง

ไมเคิล ซึ่งไม่ได้ลงไปในทะเลดำน้ำกับภรรยาและลูก บอกว่า แคมี ภรรยาได้เฝ้าดูวินาทีสุดท้าย ลูกสาว 'จากไป' เสียชีวิตในอ้อมแขนของเธอด้วยความเสียใจอย่างที่สุด เธอได้จูบลาลูกที่บริเวณหน้าผาก และบอกว่า 'แล้วพบกันใหม่นะลูก, จอร์แดน' โดยไมเคิล ซึ่งเสียใจอย่างหนักบอกว่า เขาร้องไห้ทุกคืน นับตั้งแต่เกิดโศกนาฏกรรมกับลูกสาว

ด้านตำรวจที่บาฮามาส กล่าวว่า แพทย์ที่โรงพยาบาล ในกรุงแนสซอ เมืองหลวงของบาฮามาส ได้แจ้งว่า จอร์แดน เสียชีวิต จากการถูกฉลามทำร้าย เมื่อ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ขณะที่เจซ ฮอลตัน แพทย์หญิงชาวอเมริกันจากรัฐเทกซัส ซึ่งอยู่บนเรือท่องเที่ยวลำเดียวกับครอบครัวของจอร์แดน ได้ถ่ายรูปฉลาม หลังทำร้ายจอร์แดนไว้ได้ โดยเจซ เล่าว่า ระหว่างนั่งเรือเที่ยว ทางไกด์ ได้นำนักท่องเที่ยวมายังบริเวณนี้เพื่อให้นักท่องเที่ยวดำน้ำ และหลังจากนั้นจะพาไปดูหมูป่า ซึ่งอยู่อีกด้านของเกาะ ทว่าได้เกิดเหตุร้ายกับจอร์แดนอย่างไม่คาดคิด


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1633391


*********************************************************************************************************************************************************


วิจัยธารน้ำแข็งหิมาลัยกำลังละลาย


ภาพ : NASA, Jeff Schmaltz, MODIS Rapid Response Team, Goddard Space Flight Center.

มีงานวิจัยใหม่ใน AGU?s Journal of Geophysical Research : Atmospheres เผยว่า พบสารเคมีที่ใช้ในยาฆ่าแมลงสะสมอยู่ในธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งหรือที่เรียกว่าธารน้ำแข็งภาคพื้นทวีปในทั่วโลกเมื่อราว 80 ปีที่แล้ว และพบว่ามีการปล่อยออกมาเพราะธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยเกิดการละลาย อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เสี่ยวผิง หวัง นักธรณีเคมีจากสภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ผู้ทำการวิจัยเผยว่า ภาวะโลกร้อนมีส่วนทำให้ธารน้ำแข็งหิมาลัยเกิดการละลายในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน และปล่อยมลพิษมาหลายสิบปีเข้าสู่ระบบนิเวศ สารที่เป็นมลพิษได้สะสมในทะเลสาบบนเทือกเขาหิมาลัย สร้างความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำและการสะสมทางชีวภาพในสัตว์อย่างปลา ในระดับที่อาจเป็นพิษต่อการบริโภคของมนุษย์

การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่พื้นที่ห่างไกลที่สุดของโลกก็ยังสามารถเป็นแหล่งเก็บกักมลพิษได้ อีกทั้งเปิดประตูให้นักวิทยาศาสตร์ล่วงรู้ถึงการกระจายตัวของสารที่เป็นพิษทั่วโลก ซึ่งธารน้ำแข็งหิมาลัยนั้นมีระดับมลพิษในชั้นบรรยากาศสูงกว่าธารน้ำแข็งในส่วนอื่นๆของโลก เพราะอยู่ใกล้กับเอเชียใต้ที่นักวิจัยระบุว่าเป็นภูมิภาคมีมลพิษมากที่สุดในโลก.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1632470
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


กรมประมง นำเรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์ กลับคืนสู่ประเทศไทย หลังปฏิบัติภารกิจกระชับความสัมพันธ์สำรวจแหล่งทำประมงให้ "ติมอร์-เลสเต" ที่จังหวัดสมุทรปราการ



ที่ท่าเทียบเรือศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ กรมประมงนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชม "เรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์" กลับคืนสู่ประเทศไทย หลังออกไปปฏิบัติงานสำรวจทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมน่านน้ำสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ภายใต้ความร่วมมือทางการประมงระหว่างประเทศไทย ติมอร์-เลสเต และ FAO โดยมีนายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง นำคณะเยี่ยมชมเรือ พร้อมด้วยนายคมน์ ศิลปาจารย์ เลขาธิการศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) นายมานพ หนูสอน ประมงจังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า "เรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์" กลับเข้าฝั่งหลังได้มีการออกไปสำรวจทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเลในน่านน้ำสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านวิชาการและเศรษฐกิจระหว่างไทยและติมอร์ฯ ว่า ขณะนี้ภารกิจดังกล่าวได้สำเร็จเสร็จสิ้นเรียบร้อยและทีมนักวิชาการ นักสำรวจและเจ้าหน้าที่เรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์ของกรมประมง ได้เดินทางกลับถึงประเทศ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมาโดยสวัสดิภาพ

สำหรับการเดินทางไปติมอร์ในครั้งนี้ เป็นการสำรวจในทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของติมอร์-เลสเต มีวัตถุประสงค์เพื่อไปหาแหล่งทำประมงสำรวจและประเมินทรัพยากรสัตว์น้ำ เนื่องจากทางประเทศติมอร์ต้องการจะพัฒนาธุรกิจการประมงในประเทศ แต่ยังไม่ทราบว่าแหล่งทรัพยากรที่เอื้อต่อการทำประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะมีสถานภาพอย่างไร และยังขาดความรู้ทางวิชาการด้านประมง เพื่อนำมาบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืน รวมถึงไม่ได้มีอุปกรณ์ และเครื่องมือในการสำรวจในเขตทะเลลึก จึงได้ขอความร่วมมือมายังประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความรู้ด้านวิชาการและมีประสบการณ์การสำรวจประมงทะเลลึก

นอกจากนี้ยังมีการลงนามความร่วมมือ MOU แบบทวิภาคีต่อกัน ด้วยเหตุนี้ เรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์ จึงได้เดินทางไปสำรวจวิจัยด้านทรัพยากรประมงและสิ่งแวดล้อมทางทะเลลึกในน่านของติมอร์-เลสเต ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 27 กรกฎาคม 2562 รวม 61 วัน เป็นการศึกษาองค์ประกอบชนิด ขนาด ความชุกชุม และการแพร่กระจายของสัตว์น้ำขนาดใหญ่เพื่อการบริโภค รวมถึงลูกสัตว์น้ำวัยอ่อน แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ ด้วยเครื่องมือประมงประเภทเบ็ดราวปลาผิวน้ำ เบ็ดราวหน้าดินแนวตั้ง ลอบปลา และอวนลากกลางน้ำสำหรับสัตว์น้ำขนาดใหญ่ ใช้ถุงลากเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำวัยอ่อนและแพลงก์ตอน นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจสมุทรศาสตร์ มลพิษทางทะเลและความปลอดภัยทางอาหาร มีการศึกษาลักษณะทางกายภาพของน้ำทะเลตามระดับความลึกน้ำ เช่น ค่าความเค็ม อุณหภูมิ ค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ และยังได้ทำการเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำเพื่อวิเคราะห์หาปริมาณไมโครพลาสติกและโลหะหนัก รวมทั้งศึกษาปริมาณขยะทะเลและไมโครพลาสติกในน้ำทะเลด้วย

โดยจากผลการสำรวจศึกษาทรัพยากรประมงเบื้องต้นในน่านน้ำติมอร์-เลสเต พบว่าทรัพยากรปลาผิวน้ำและกลางน้ำส่วนใหญ่ เป็นปลาในเขตทะเลลึก เช่น ปลาเขี้ยวกาง รองลงมา คือ ปลากระเบน ปลาสาก และปลาจะละเม็ดน้ำลึก เป็นต้น ส่วนสัตว์น้ำวัยอ่อนและสัตว์น้ำขนาดเล็กพบมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ได้แก่ กลุ่มปลาไหล ปลาสีกุน ปลาหมึกกล้วยน้ำลึก นอกจากนี้ ทรัพยากรสัตว์น้ำหน้าดิน ที่พบมาก ได้แก่ ปลากะพง ปลาฉลาม ปลาเก๋า ปลากด และหอยงวงช้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์น้ำหน้าดินขนาดใหญ่ และเป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ พบอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Sahul Banks ทางด้านทิศใต้ของติมอร์

ดังนั้นการเดินทางไปตามภารกิจการสำรวจในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นความร่วมมือด้านวิชาการในการสำรวจทรัพยากรประมงให้กับประเทศติมอร์-เลสเตแล้ว อีกหนึ่งความมุ่งหมายสำคัญ คือ ประเทศติมอร์ฯ ต้องการที่จะพัฒนาอาชีพประมงในประเทศและเปิดสัมปทานใหม่ ๆ ให้แก่ต่างประเทศเข้าไปลงทุนในการทำประมง และธุรกิจต่อเนื่องทางการประมง ซึ่งเป็นโอกาสอันดีของผู้ประกอบการไทยในการแสวงหาแหล่งทำประมงใหม่ และใช้เป็นแนวทางในการประกอบการพิจารณาการลงทุนด้านอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมห้องเย็น โรงน้ำแข็ง การแปรรูปสินค้าประมง ฯลฯ



ส่วนภารกิจต่อไปที่จะเกิดขึ้น ประเทศติมอร์-เลสเต จะส่งเจ้าหน้ามายังประเทศไทยในการมาร่วมทำการวิเคราะห์ข้อมูลทรัพยากรที่ไปสำรวจมาร่วมกับกรมประมง รวมถึงจะมีการจัดฝึกอบรมความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการทำประมงพาณิชย์อย่างถูกกฎหมายไม่เป็น IUU และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับเจ้าหน้าที่ของติมอร์ เพื่อนำความรู้ที่ได้กลับไปประยุกต์ใช้และพัฒนาการประมงที่ติมอร์ต่อไป อีกทั้ง ในปีหน้าจะมีการนำเรือไปสำรวจพื้นที่การทำประมงชายฝั่งให้กับประเทศติมอร์อีกด้วย ซึ่งความร่วมมือทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เชื่อมั่นว่าจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเตได้เป็นอย่างดี และแสดงถึงบทบาทการเป็นประธานอาเซียนของประเทศไทยในปีนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะแสดงถึงความเป็นผู้นำด้านการป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย ประเทศไทยยังเป็นผู้นำด้านความร่วมมือทางการสำรวจและวิจัยทางวิชาการแก่ประเทศสมาชิกของอาเซียน ซึ่งแสดงถึงบทบาทการเป็นผู้นำด้านการประมงในผู้ภูมิภาคอาเซียนอย่างชัดเจน

อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีของกรมประมง ที่จะสร้างนักสำรวจทะเลลึกรุ่นใหม่มาทดแทนบุคลากรที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว จึงถือว่าการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ เป็นการช่วยพัฒนาบุคลากรที่มีหน้าที่ในการสำรวจแหล่งประมงทะเลลึกให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งเชื่อมั่นว่านักสำรวจรุ่นใหม่นี้จะช่วยเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาการประมงต่อไป ซึ่ง "เรือสำรวจประมงจุฬาภรณ์" เป็นเรือสำรวจประมงทะเลลึกของกรมประมง มีขนาดความยาว 67.25 เมตร ขนาดน้ำหนัก 1,424 ตันกรอส ระยะทำการประมง 12,000 ไมล์ทะเล ภารกิจที่ผ่านมาใช้ในการสำรวจแหล่งทำการประมงนอกน่านน้ำในหลายพื้นที่ เช่น ประเทศมัลดีฟส์ ศรีลังกา เซเชลส์ เมียนมา และในมหาสมุทรอินเดีย เป็นต้น


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90809063840577

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


เชฟรอนรื้อถอนแท่นปิโตรเลียม ความท้าทาย และโอกาสครั้งใหม่ของประเทศ


"เอราวัณ" แหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งแรกในอ่าวไทย เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524

การผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยซึ่งดำเนินมาเกือบ 4 ทศวรรษ กำลังก้าวสู่ความท้าทายครั้งใหม่นั่นคือการรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมและสิ่งติดตั้งอื่นๆ เพื่อใช้ในการผลิตปิโตรเลียมที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาเอกชนผู้รับสัมปทานมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามความรับผิดชอบในการรื้อถอนตามที่ได้ตกลงไว้ในสัญญาสัมปทาน โดยได้ดำเนินการต่างๆ ตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กิจกรรมการรื้อถอนมีความปลอดภัยและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสูงสุด ควบคู่ไปกับภารกิจสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง อาทิ การศึกษานำร่องการนำส่วนบนของแท่นปิโตรเลียมไปจัดการบนฝั่ง และการนำขาแท่นไปทำเป็นปะการังเทียม ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการรื้อถอนซึ่งเป็นเรื่องใหม่ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ประเทศไทยจะได้จากกิจกรรมการรื้อถอน


ทำไมต้องรื้อถอน

ประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์ได้เป็นครั้งแรก จาก "เอราวัณ" แหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เมื่อปี พ.ศ. 2524 ช่วยให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองทางพลังงานได้มากขึ้น ลดปริมาณการนำเข้าพลังงาน นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศสู่ยุค "โชติช่วงชัชวาล" ที่มีความมั่นคงทางพลังงาน สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมรุดหน้ามาจนถึงทุกวันนี้

หลังจากการดำเนินการกว่า 4 ทศวรรษ แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและแหล่งปิโตรเลียมใกล้เคียงในพื้นที่แปลงสำรวจปิโตรเลียมหมายเลข 10,11, 12 และ 13 กำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมตามสัญญาสัมปทานในปี พ.ศ. 2565 บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และผู้รับสัมปทานร่วม มีความมุ่งมั่นในการดำเนินการรื้อถอนแท่นและสิ่งติดตั้งอื่นๆ ที่รัฐระบุว่าไม่สามารถใช้ประโยชน์ในกิจการปิโตรเลียมได้อีกต่อไป ตลอดจนส่งมอบสิ่งติดตั้งที่ยังใช้ประโยชน์ได้ให้แก่ภาครัฐ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของอุตสาหกรรมพลังงานไทย และเมื่อพิจารณาจากแท่นปิโตรเลียมที่มีอยู่ในอ่าวไทยทั้งหมดกว่า 400 แท่น ที่อาจต้องทยอยรื้อถอนนับจากนี้ไป การรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมจึงเป็นความท้าทายบทใหม่ของประเทศ


รื้อถอนด้วยความรับผิดชอบ

การรื้อถอนสิ่งติดตั้งและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในกิจการปิโตรเลียมที่ดำเนินงานกันอยู่ทั่วโลก เชฟรอนเองก็ดำเนินกิจกรรมการรื้อถอนสิ่งติดตั้งทั้งบนบกและในทะเลมาอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก โดยมี Environmental Management Company ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะของเชฟรอนคอร์ปอเรชั่นที่สหรัฐอเมริกา ที่มีความรู้และประสบการณ์ คอยสนับสนุนให้การดำเนินงานรื้อถอนของเชฟรอนเป็นไปอย่างปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด

สำหรับประเทศไทยเองนั้น มีกฎหมายเกี่ยวกับการรื้อถอนที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยผู้รับสัมปทานจะต้องปฏิบัติตามกระบวนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอน ได้แก่ การจัดทำรายงานและแผนต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่ การประเมินด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอนโดยในระหว่างการดำเนินการมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาวิธีการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เหมาะสมที่สุด ไปจนถึงการจัดทำแผนงานการรื้อถอนโดยละเอียดและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน เพื่อยื่นต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาอนุมัติเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งเชฟรอนเองก็ได้ดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ มาโดยตลอด ตลอดจนมีความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามความรับผิดชอบในการรื้อถอนตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาสัมปทาน โดยเริ่มวางแผนและดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินกิจกรรมการรื้อถอน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง


ส่วนบนของแท่นผลิตปิโตรเลียมที่ต้องทำการรื้อถอน


อนุรักษ์ควบคู่พัฒนา

สำหรับสิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย อาจแบ่งได้เป็นสองส่วน คือสิ่งติดตั้งที่อยู่เหนือน้ำ เช่น ส่วนบนของแท่นผลิตปิโตรเลียม และสิ่งติดตั้งที่อยู่ใต้น้ำ เช่น ขาแท่นปิโตรเลียม ท่อขนส่งใต้ทะเล เป็นต้น ซึ่งมีทางเลือกในการจัดการได้หลายวิธี โดยที่ผ่านมาเชฟรอนได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการศึกษาทางเลือกในการรื้อถอนที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้พบว่าการรื้อถอนก็สามารถช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจได้อีกด้วย ดังเช่น การนำส่วนบนของแท่นปิโตรเลียมกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) ในพื้นที่สัมปทานบริเวณอื่นซึ่งช่วยลดการนำเข้าวัสดุ อุปกรณ์ และเป็นการอนุรักษ์พลังงานอีกทางหนึ่ง สำหรับส่วนบนที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้วก็นำมาจัดการบนฝั่งซึ่งนำไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ซึ่งเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สำหรับขาแท่นสามารถนำมาจัดทำเป็นปะการังเทียมเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้คงความอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยว ชาวประมง และผู้ใช้ประโยชน์ทางทะเลอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


เสริมแกร่ง EEC

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน และบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ดำเนินโครงการนำร่องการนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตไปจัดการบนฝั่ง ศึกษาการนำแท่นหลุมผลิตสี่แท่นที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในกิจการปิโตรเลียมได้แล้ว โดยได้ดำเนินการทำความสะอาดขั้นต้น ตัดส่วนบนของแท่นหลุมผลิต แล้วขนส่งทางเรือไปยังสถานที่แยกชิ้นส่วนและจัดการวัสดุและของเสียจากการรื้อถอน (Dismantling Yard) ในจังหวัดชลบุรี ในระหว่างปี พ.ศ. 2560-2561 ซึ่งการดำเนินโครงการประสบความสำเร็จตามแผนที่วางไว้

การดำเนินโครงการนี้ทำให้พบว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการบริหารจัดการสถานที่แยกชิ้นส่วนและจัดการวัสดุและของเสียจากการรื้อถอน ตามมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่กฎหมายกำหนด นับเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ให้กับประเทศ เฉพาะในประเทศไทยเองก็มีแท่นผลิตอยู่เกือบ 400 แท่น ซึ่งอาจต้องทยอยรื้อถอนต่อไป โดยแต่ละแท่นมีน้ำหนักเป็นพันตัน นอกจากนั้นในประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ก็ยังไม่มีกระบวนการรื้อถอนด้วยวิธีนี้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะรับรื้อถอนแท่นผลิตของประเทศอื่นได้อีกด้วย นอกจากนั้นชิ้นส่วนต่างๆ ของแท่นผลิตที่ยังใช้ประโยชน์ได้ยังสามารถนำไปใช้ซ้ำ หรือแยกชิ้นส่วนออกมารีไซเคิลในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจหลอมเหล็ก ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกมาก

โดยล่าสุด กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ในระหว่างหารือกับสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางการจัดตั้งโรงงานแยกชิ้นส่วน ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงการแยกชิ้นส่วนและจัดการวัสดุและของเสียจากการรื้อถอนจะกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่ช่วยสร้างงานทั้งทางตรงและในธุรกิจต่อเนื่องได้อีกมหาศาล


ปะการังเทียมขาแท่นเพื่อการอนุรักษ์


โครงการศึกษาการนำโครงสร้างเหล็กมาวางเป็นปะการังเทียม

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการนำร่องการใช้ขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมจำนวน 8 ขาแท่นไปจัดวางเป็นปะการังเทียม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล บริเวณเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำปะการังเทียมจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในกิจการปิโตรเลียมได้แล้ว ในบริเวณพื้นที่อ่าวไทย โดยได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างทั้งสามหน่วยงานไปเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2562

ทั้งนี้ การจัดทำและจัดวางปะการังเทียมมีความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยปะการังเทียมจะทำหน้าที่คล้ายแนวปะการังธรรมชาติเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและหลบภัยของสิ่งมีชีวิต ซึ่งการนำขาแท่นหลุมผลิตมาใช้ทำปะการังเทียม มีการดำเนินงานอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยเอง มูลนิธิเพื่อสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้ศึกษาการใช้โครงสร้างเหล็กชนิดเดียวกับขาแท่นมาจัดวางเป็นปะการังเทียมในบริเวณพื้นที่เกาะพะงัน และพบว่ามีความเหมาะสมในการเข้าอยู่อาศัยของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมทั้งการใช้ประโยชน์ทางด้านการท่องเที่ยวเป็นแหล่งดำน้ำและการประมง จึงเป็นที่มาของการดำเนินโครงการนี้

โดยเชฟรอนจะมอบขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมจำนวน 8 ขาแท่น ให้แก่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อจัดวางเป็นปะการังเทียม ในปี พ.ศ. 2562 และทำการศึกษาตามขอบเขตการศึกษาของโครงการต่อไป ขาแท่นเหล่านี้ทำจากเหล็กกล้าสำหรับการใช้งานในทะเล มีน้ำหนักประมาณ 500 ? 1,200 ตัน จึงมีความมั่นคงแข็งแรง และด้วยลักษณะโครงสร้างที่ซับซ้อนและไม่มีส่วนใดสัมผัสกับปิโตรเลียมมาก่อน ทำให้สามารถเป็นพื้นที่ผิวในการลงเกาะของปะการังและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้ โดยเมื่อจัดวางแล้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะศึกษา ติดตามและตรวจสอบสภาพแวดล้อมด้านกายภาพและชีวภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการวางแผนงานและการจัดการปะการังเทียมจากขาแท่นเพื่อการอนุรักษ์ให้กับประเทศต่อไป


สิ่งมีชีวิตบริเวณขาแท่นผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย

อุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย ได้ก้าวสู่ยุคแห่งการรื้อถอน ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐและผู้ประกอบการได้ทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการกิจกรรมการรื้อถอนในอนาคตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสในการสร้างและถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน


https://www.prachachat.net/csr-hr/news-358755
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ไลฟ์การ์ดอุทยานฯ ธารโบกขรณี ช่วยนักท่องเที่ยวหวิดจมน้ำ

เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ เข้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวจีนที่กำลังหมดแรงขณะดำน้ำ ซึ่งสามารถช่วยไว้ได้ทันเวลาจนปลอดภัย



วันนี้ (8 ส.ค.2562) นายวีระศักดิ์ ศรีสัจจัง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. เกิดเหตุนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนคนหนึ่งที่กำลังเล่นน้ำทะเล หมดแรงและกำลังจะจมน้ำ ซึ่งเจ้าหน้าที่ประจำจุดไลฟ์การ์ด อุทยานฯ ธารโบกขรณี สังเกตเห็นจึงรีบว่ายน้ำเข้าไปช่วยเหลือ

โดยเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดคนหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่บนหอสูงที่ใช้สังเกตการณ์ ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของนักท่องเที่ยว แสดงอาการตกน้ำขณะดำน้ำดูปะการัง จึงรีบว่ายน้ำไปยังจุดเกิดเหตุ พร้อมบ่วงชูชีพ เพื่อช่วยเหลือ ก่อนนำตัวกลับขึ้นมาบนหาดทรายได้อย่างปลอดภัย ขณะนั้นนักท่องเที่ยวชาวจีนมีสติและรู้สึกตัว จึงไม่ต้องทำ CPR



ต่อมา เจ้าหน้าที่นำนักท่องเที่ยวขึ้นเรือสปีดโบ๊ทเพื่อส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลกระบี่ ล่าสุด นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวปลอดภัยแล้ว รู้สึกตัวดี พูดสื่อสารได้ แพทย์จึงอนุญาตให้กลับที่พัก


https://news.thaipbs.or.th/content/282642

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


5 เหตุผลที่เราควรดูแลผืนดินของเราให้มากขึ้น ................. โดย ดร. เรเยส ทีราโด


เขาหัวโล้นในจังหวัดน่านเกิดจากการใช้พื้นที่ป่าปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่นข้าวโพด หรือถั่วเหลืองเพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารไก่

การปฏิบัตืที่ดีต่อผืนดินเป็นส่วนสำคัญในการเอาตัวรอดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

หากเราต้องการรักษาให้ทั้งร่างกายและโลกของเรามีสุขภาพดี เราต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีดูแลผืนดิน

การทำเกษตรกรรมเชิงนิเวศและปรับเปลี่ยนผืนดินคืนสู่ธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การจัดหาอาหารให้เพียงพอสำหรับทุกคน และการรับรองความปลอดภัยให้กับชุมชนท้องถิ่น

น่าเสียดายที่รายงานสำคัญชิ้นใหม่จากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่จัดทำการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เผยว่า ผืนดินทุกประเภท (ป่าทุ่งหญ้าและพื้นที่ชุ่มน้ำ นับเป็นตัวอย่างส่วนหนึ่ง) กำลังถูกใช้ในทางที่ผิด ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

วิธีที่เราผลิตอาหารกำลังทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้เป็นจำนวนมาก การเกษตรเชิงอุตสาหกรรมได้ขยายไปทั่วโลกในอัตราที่น่าตกใจ อีกทั้งได้กลืนกินป่าไม้และพื้นที่ทางธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อผลิตพืชเกษตรและเนื้อสัตว์ในราคาถูก

และนี่คือห้าเหตุผลหลักที่เราควรดูแลรักษาผืนดินให้มากขึ้น


1. การใช้ที่ดินอย่างชาญฉลาดจะต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้

ป่าไม้เป็นตัวช่วยสำคัญในการป้องกันความเสียหายในสภาพภูมิอากาศ ป่าไม้ที่มีขนาดใหญ่และมีสุขภาพดีมีความสำคัญหากเราต้องการให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ขึ้นสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นเพื่อที่จะสามารถควบคุมสภาพอากาศเอาไว้ได้ เช่นเดียวกับพื้นที่ทางธรรมชาติอื่น ๆ เช่น ทุ่งหญ้าและพื้นที่ชุ่มน้ำที่ช่วยดึงคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศลงมาเพื่อล็อคมันไว้ในต้นไม้และดิน ดังนั้นป่าที่เหลือจะต้องได้รับการปกป้อง ป่าที่เสียหายต้องมีการปล่อยให้ฟื้นฟู และต้องปลูกต้นไม้พื้นเมืองนับล้านต้นเพื่อฟื้นฟูป่าในธรรมชาติต่าง ๆ (แทนที่จะสร้างสวนต้นไม้เชิงพาณิชย์ที่ไม่ให้ผลกระทบใกล้เคียงกับการลดการปล่อยมลพิษเลย)

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ป่าไม้และทุ่งหญ้ากำลังถูกทำลายในอัตราที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยส่วนใหญ่มาจากการเกษตรอุตสาหกรรม ความต้องการการผลิตเนื้อสัตว์ราคาถูกเป็นตัวผลักดันให้พื้นที่ป่าอันกว้างใหญ่ถูกแทนที่ด้วยฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่และไร่ถั่วเหลืองและข้าวโพดเพื่อเลี้ยงวัว หมู และไก่ การแปลงผืนป่าเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เกือบหนึ่งในสี่ของการปล่อยมลพิษทั่วโลกมาจากการเกษตร การทำป่าไม้ และการใช้ที่ดินในรูปแบบอื่น ๆ รวมถึงการผลิตเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมต่างมีบทบาทสำคัญต่อสัดส่วนเหล่านั้น

การลดปริมาณเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมที่เราผลิตและรับประทานจะช่วยลดปริมาณของป่าที่ถูกแปลงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมได้ การลดการบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกให้ลดลงร้อยละ 50 ภายในอีก 30 ปีข้างหน้า (และมากกว่านั้นในภูมิภาคที่มีการบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่สูงกว่าที่อื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น ยุโรปและอเมริกาเหนือ) มีความสำคัญต่อการลดการปล่อยก๊าซและการต่อสู้กับปัญหาสภาพภูมิอากาศ


ป่าฝนบนจังหวัดปาปัวของอินโดนีเซียที่ถูกทำลายเพื่อใช้ในการปลูกปาล์มน้ำมัน


2. การดูแลรักษาผืนดินหมายถึงการดูแลรักษาสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

การที่ผืนป่า ทุ่งหญ้า และพื้นที่ธรรมชาติอื่น ๆ เป็นสวรรค์สำหรับสัตว์ป่าและพันธุ์พืชไม่ใช่เรื่องใหม่ จุดรวบรวมความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้มีสายพันธุ์ต่าง ๆ อยู่มากมายหลายพันสายพันธุ์ ซึ่งหลายสายพันธุ์เหล่านั้นยังไม่ได้มีการศึกษาหรือค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์

เหตุเนื่องมาจากภูมิประเทศทางธรรมชาติเหล่านี้ถูกแปรสภาพเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม ความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้จึงถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีเพียงไม่กี่สายพันธุ์ ซึ่งเป็นปศุสัตว์และพืชไร่ต่าง ๆ เช่น น้ำมันปาล์มและถั่วเหลือง สัตว์ป่าหลายชนิดกำลังถูกกดดันจนเสี่ยงจะสูญพันธุ์และรายงานล่าสุดจากหน่วยงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและการให้บริการของระบบนิเวศ (IPBES) ของสหประชาชาติเตือนว่า หนึ่งล้านสายพันธุ์กำลังจะเผชิญกับการสูญพันธุ์โดยมีเหตุมาจากฝีมือของมนุษย์

เพื่อป้องกันสิ่งนี้ การขยายตัวของการเกษตรอุตสาหกรรมอย่างไม่หยุดหย่อนจะต้องหยุดลงโดยทันที และฟื้นฟูพื้นที่ทางธรรมชาติเพื่อให้สามารถค้ำจุนความหลากหลายของชีวิตที่น่าพิศวงที่พบบนโลกของเราได้ ไม่เพียงเท่านั้น ทางออกคือเกษตรกรรมเชิงนิเวศที่ช่วยลดการใช้สารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับผึ้งและแมลงอื่น ๆ ที่กำลังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว


3. ? และรับประกันความอยู่รอดของชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมือง

ชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชนพื้นเมืองทั่วโลกกำลังถูกริดรอนสิทธิ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพวกเขา ไม่เพียงเท่านั้น ชนพื้นเมืองยังต้องเผชิญกับการถูกข่มขู่ ความใช้ความรุนแรง และแม้กระทั่งการฆาตกรรม เนื่องจากมีความขัดแย้งกับบริษัทและรัฐบาลที่พยายามใช้ประโยชน์จากที่ดินของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการทำเหมือง การตัดไม้ หรือการเกษตรเชิงอุตสาหกรรม


การลอบตัดไม้ในพื้นที่ของชนเมืองเมืองของบราซิล

ชนพื้นเมืองเหลืออยู้น้อยกว่าร้อยละ 5 ของประชากรโลก ถึงกระนั้นก็ตาม ดินแดนของพวกเขารวมกันเป็นหนึ่งในสามของพื้นที่ทางธรรมชาติที่เหลือทั้งหมด และพวกเขากำลังอยู่ในแนวหน้าที่ต่อสู้เพื่อปกป้องป่าไม้และพื้นที่ทางธรรมชาติอื่น ๆ การศึกษามากมายได้แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ ๆ ปกครองโดยชนพื้นเมืองมีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าที่อื่น รายงานที่ดินของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ฉบับใหม่ชี้แจ้งอย่างชัดเจนว่าการเคารพและสนับสนุนชนพื้นเมืองมีความสำคัญมากต่อการทำให้ป่าไม้และพื้นที่ทางธรรมชาติอื่น ๆ มีสุขภาพดีและมีการจัดการที่ดี


4. ผืนดินที่สุขภาพดีหมายถึงดินที่อุดมสมบูรณ์

การกำจัดพืชพรรณธรรมชาติเพื่อการเกษตรอย่างหนักหน่วงเป็นข่าวร้ายสำหรับดิน การใช้ที่ดินผืนเดียวกันในการผลิตพืชหลายชนิดในแต่ละปีและการใช้สารเคมีในปริมาณมาก ทำให้เกิดความเสียหายต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน จากข้อมูลของสหประชาชาติพบว่า หนึ่งในสามของผืนดินทั้งหมดมีความเสื่อมโทรมและเรากำลังสูญเสียดินที่อุดมสมบูรณ์ 24 พันล้านตันในทุก ๆ ปี เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตอาหารของเรา

วิถีเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนสามารถช่วยฟื้นฟูหน้าดินและปกป้องฝืนดินจากสารเคมี
การลดการรับประทานเนื้อสัตว์และปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จะลดความกดดันต่อผืนดินและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ และดินก็ยังเป็นพื้นที่กักเก็บคาร์บอนที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่ง ดังนั้นการรักษาดินให้อยู่ในสภาพดีจึงเป็นทางออกทางธรรมชาติในการรับมือกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ


5. สุขภาพของเราเองก็ดีขึ้นด้วย

หนึ่งในเก้าคนบนโลกนี้กำลังประสบกับความหิวโหยเพราะการเข้าถึงด้านอาหาร ดังนั้นจึงไม่มีความหมายที่จะใช้พืชผลมากมายในการเลี้ยงสัตว์หรือผลิตพลังงานชีวภาพ การใช้ที่ดินปลูกพืชให้ผู้คนแทน จะเป็นการจัดหาอาหารให้เพียงพอสำหรับทุกคน แต่เราต้องลดปริมาณการผลิตและลดการรับประทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นมเพื่อที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น


ลดการกินเนื้อและหันมากินผักให้มากขึ้นจะช่วยให้พื้นที่ในการทำการเกษตรเชิงอุตสาหกรรมเพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ลดลง

การปลูกพืชเพื่อให้คนรับประทานเป็นการใช้ผืนดินที่จะมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอย่างมาก การเปลี่ยนไปรับประทานอาหารที่มีพืชเป็นหลัก โดยมีผัก ผลไม้ ถั่ว และเมล็ดพืชที่กินได้มากขึ้น จะหมายถึงความจำเป็นในการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรจะน้อยลงและสามารถให้สิ่งต่าง ๆ กลับคืนสู่ป่าได้อีกมากมาย การลดปริมาณการรับประทานเนื้อสัตว์ลงสามารถลดความเสี่ยงของอาการป่วยได้อีกด้วย เช่น โรคหัวใจและเบาหวานชนิดที่ 2 และในที่สุดก็จะสามารถยืดอายุผู้คนได้นานขึ้นอีกถึงสามปีครึ่ง

การสร้างความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับสุขภาพของเรา แต่ยังเพื่อสุขภาพของดาวเคราะห์ดวงนี้อีกด้วย


https://www.greenpeace.org/thailand/...fter-our-land/
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,710
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


รายงาน IPCC ระบุต้องเปลี่ยนวิถีการใช้ผืนดิน เพื่อกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ



เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์, 8 สิงหาคม 2562 ? การปกป้องและฟื้นฟูผืนป่า รวมถึงปรับเปลี่ยนระบบอาหารของโลกอย่างเร่งด่วนผ่านการบริโภค คือทางออกของการคืนความสมบูรณ์ของผืนดินและหยุดยั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ตามข้อมูลรายงานของสหประชาชาติ

รายงานจากคณะกรรมการ ระหว่างรัฐบาล ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ IPCC เผยว่า ตั้งแต่ยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในภาคพื้นดินได้เพิ่มสูงขึ้น 1.53 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่วัดจากทั้งผืนดิน อากาศและมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้น 0.87 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นนี้กำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ผืนดินกลายเป็นทะเลทราย และความอุดมสมบูรณ์ของดินถดถอย

ก่อนหน้าวันเปิดตัวรายงานนี้ นักกิจกรรมกรีนพีซ สวิตเซอร์แลนด์ได้ออกมารณรงค์ด้านหน้าสถานที่จัดประชุมของสหประชาชาติ พร้อมกับถือป้ายผ้าระบุว่า 'Less Meat = Less Heat. Climate Action NOW!' หรือ 'เนื้อสัตว์น้อยลง = ร้อนน้อยลง เร่งลงมือกู้สภาพภูมิอากาศ'

"การปกป้องและฟื้นฟูผืนป่า ประกอบกับการปรับเปลี่ยนระบบอาหารไปสู่การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลงนั้น คือการช่วยกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ยังคงมีหวัง เพื่อทั้งสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ ผืนดินและความหลากหลายทางชีวภาพกำลังอยู่ภายใต้ความกดดันอันใหญ่หลวง ดังเช่นที่เราเห็นจากไฟป่าที่รุนแรงของไซบีเรีย เราจำเป็นต้องเลือกลงมือในทางเลือกที่แม้จะยาก เพราะเราไม่อาจใช้ผืนดินต่อไปหากสิ้นความสมบูรณ์ไปแล้ว และขณะนี้เรากำลังใช้ผืนดินจนเกินขีดจำกัด" ดร. คริสตอฟ ติเอส ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้และสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเยอรมนี กล่าว

"ในการปกป้องสภาพภูมิอากาศและผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงโลก เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและเพิ่มมาตรการเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ตามคำแนะนำของรายงาน IPCC"

รายงานพิเศษของ IPCC ในประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผืนดินนี้ ได้เตือนว่า กว่า 1 ใน 4 ของผืนดินนั้น "เสื่อมสภาพเนื่องจากการกระทำของมนุษย์" แต่ยังมีวิธีการแก้ไขหลายทางเลือกเพื่อฟื้นฟูและปรับสภาพ ซึ่งยังเป็นวิธีที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

นอกจากนี้ รายงาน IPCC ยังเผยว่า พลังงานชีวภาพ (bioenergy) หรือ การผลิตพลังงานชีวภาพควบคู่กับการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ดิน (BECCS) คือปัจจัยที่คุกคามความมั่นคงทางอาหาร และความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทางออกที่ดีที่สุดเพื่อต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ คือ การปกป้องฟื้นฟูผืนป่าและระบบนิเวศตามธรรมชาติ รวมถึงลดการผลิตและบริโภคเนื้อสัตว์

"ประเด็นหลักของผลกระทบที่อาจยังไม่เป็นที่รู้มาก่อนที่กำลังเกิดขึ้นกับผืนดินนั้นเกิดขึ้นมาจากการขยายตัวของเกษตรเชิงอุตสาหกรรม และการผลิตเนื้อสัตว์เชิงอุตสาหกรรม สังคมเราได้บริโภคเกินขนาดมาหลายสิบปี ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนวิถึไปสู่เกษตรกรรมเชิงนิเวศที่เน้นการเพาะปลูกพืชผัก วิกฤตนี้เป็นความท้าทางอันใหญ่หลวง แต่ก็มีทางออกมากมาย การเปลี่ยนวิถึการผลิตอาหารและการกินของเราจะช่วยปกป้องสภาพภูมิอากาศและเสริมความมั่นคงทางอาหาร เราสามารถคืนพื้นที่ปลูกพืชสำหรับอาหารสัตว์อุตสาหกรรมไปเพื่อปลูกอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น อีกทั้งเกษตรกรรมเชิงนิเวศนั้นยังช่วยกักเก็บคาร์บอนในผืนดิน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ" ดร.เรเยส ติราโด นักวิทยาศาสตร์อาวุโส หน่วยวิจัยของกรีนพีซ มหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์

"การลดการบริโภคและการผลิตเนื้อสัตว์และนมให้น้อยลง คือทางเลือกที่จะช่วยลดผลกระทบจากระบบอาหารต่อสุขภาพของเรา และสุขภาพของโลก"


นอกจากนี้ รายงาน IPCC ยังพบว่า

- ร้อยละ 23 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ เกิดจากการทำลายป่า การเผาไหม้ และเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม แต่ผืนดินนั้นสามารถช่วยกักเก็บคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

- การใช้งานผืนดินที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถหยุดยั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ และการผ่อนผันการยุติการใช้พลังงานฟอสซิลและผลักภาระให้กับผืนดินนั้น จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับการเกิดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางอาหาร

- การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบอาหาร ทั้งจากการผลิตและการบริโภค มีปริมาณมากถีงร้อยละ 37 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด

- อัตราการบริโภคเนื้อสัตว์ทวีเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 60 ปีที่แล้ว ขณะที่ผืนดินก็ได้ถูกแปรสภาพให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเกษตรมากขึ้น ในปริมาณที่สูงสุดในประวัติศาตร์มนุษย์

- มีประชากรราย 2 พันล้านคนที่มีน้ำหนักเกิน หรือภาวะโรคอ้วน ขณะที่มีประชากรจำนวน 821 ล้านคนที่กำลังขาดสารอาหาร ตัวเลขนี้บ่งชึ้ถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิวิติระบบอาหารของโลก


https://www.greenpeace.org/thailand/...nd-use-change/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:41


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger