เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับภาคตะวันออกและภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กงดออกจากฝั่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 10 - 11 ส.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องกับมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางแห่งบริเวณภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร สำหรับอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 12 - 15 ส.ค. 62 ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคตะวันออก สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 10-11 ส.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กงดออกจากฝั่งตลอดช่วง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้และภาคตะวันออก (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2562)" ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2562

ในช่วงวันที่ 10-11 สิงหาคม 2562 บริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

โดยมีผลกระทบตามภาคต่างๆดังนี้


วันที่ 10 สิงหาคม 2562 มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี


วันที่ 11 สิงหาคม 2562 มีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคตะวันออก: จังหวัดจันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร

สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กงดออกจากฝั่ง

ทั้งนี้เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ประกอบกับ ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศลาวตอนบน

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (97.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (107.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


บัญชีออมไข่...ธนาคารทะเล (1)



ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบ 3 น้ำ ที่มีขนาดใหญ่ในลำดับต้นๆของประเทศ สำหรับ ทะเลสาบสงขลา คือมีพื้นที่ราว 974 ตารางกิโลเมตร กว้างจากทิศตะวันตกไปตะวันออกสัก 20 กิโลเมตร และยาวจากทิศเหนือยังทิศใต้อีก 75 กิโลเมตร และพื้นที่รอบลุ่มทะเลสาบอีก 1,040 ตารางกิโลเมตร เป็นทะเลสาบที่มีทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบ โดยขึ้นชื่อในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีอยู่มากกว่า 700 ชนิด ทั้งปลา กุ้ง ปู ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หล่อเลี้ยงชุมชนมากกว่า 150 ชุมชน

ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทรัพยากรสัตว์น้ำโดยเฉพาะ ปู ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์สำคัญเลี้ยงปากท้องของชาวบ้าน และมีราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากในช่วง 10 ปีก่อน ที่ราคาปูม้าอยู่ที่กิโลกรัมละ 90 บาท มาถึงวันนี้ หากซื้อตรงจากชาวประมง ปูม้าขนาด 3-4 ตัวกิโลฯ ราคาดีดตัวขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 350 บาท ถ้าซื้อผ่านแม่ค้าในตลาด ราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 500 บาท

เรียกว่า...จะกินทีต้องนับแบงก์ในกระเป๋ากันเลยทีเดียว...

และเพราะความที่ราคาปูม้าสูงขึ้นอย่างมากนี่เอง ที่ส่งผลให้จำนวนของประชากรปูลดลงอย่างต่อเนื่องจากการถูกจับขายอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ธรรมชาติจะทดแทนได้ทัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่ากลัวเกินกว่าจะคิดต่อว่าจะเป็นอย่างไร หากสภาพของทะเลสาบเปลี่ยนแปลง และสัตว์เศรษฐกิจหมดทะเล เพราะคงไม่เพียงชาวประมงรุ่นปัจจุบันที่ลำบาก ลูกหลานก็อาจหมดอาชีพไปด้วย

นั่นจึงเป็นจุดพลิกผันสำหรับ อนันต์ มานิล ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้าน ป.ทรัพย์อนันต์ ตัดสินใจรวมกลุ่มชาวประมงราว 200 คน ที่ใช้เครื่องมืออวนจมและลอบดักปูหากินในน่านน้ำทะเลสาบสงขลา เขตอำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ และอำเภอระโนด ร่วมกันอนุรักษ์ปูด้วยการศึกษาเรื่องการเพาะฟักลูกปู

"แรกเริ่มที่นี่ใช้ระบบจัดการเดียวกับธนาคารปูทั่วไป คือชักชวนให้สมาชิกนำปูที่มีไข่นอกกระดอง (บริเวณหน้าท้อง) มาให้ยี (เขี่ยไข่) แทนการรับเลี้ยงแม่ปูจนไข่ฟักออกเป็นตัวอ่อนเพื่อร่นเวลาคืนแม่ปูแก่เจ้าของ ก่อนจะหันมาใช้วิธีอบรมการยีไข่แก่สมาชิกเพื่อให้เจ้าของปูทำเอง แล้วเพียงนำไข่ที่ยีเสร็จมาบริจาคให้ทางกลุ่มขยายพันธุ์ต่อจนกว่าจะถึงระยะลูกปูวัยอ่อนที่พร้อมคืนสู่ทะเล" อนันต์บอก คล้ายฝากสินทรัพย์ไว้กับธรรมชาติ ให้มีชีวิตเติบโตต่อ เพื่อย้อนเป็นดอกเบี้ยไม่รู้จบแก่ชาวประมงในอนาคต

ธนาคารปูแห่งนี้มีการเติบโตขึ้นจากความร่วมมือของชุมชนและเอกชนอย่างน่าสนใจ ซึ่งจะเล่าต่อไป...ในตอนหน้า...!!


https://www.thairath.co.th/news/local/south/1629246


*********************************************************************************************************************************************************


บัญชีออมไข่...ธนาคารทะเล (2)



บัญชีออมไข่ และธนาคารทะเล เกิดจากการที่ชาวบ้านนำประสบการณ์เพาะเลี้ยงกุ้งแชบ๊วยมาปรับใช้กับปู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกรองน้ำชายฝั่ง การฆ่าเชื้อ การควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม รูปแบบโรงเพาะฟักไข่ ฯลฯ โดยอาศัยการเรียนรู้ผสานกับองค์ความรู้ใหม่ เช่น นำไข่ที่ยีจากแม่พันธุ์ปูมาเพาะฟักในบ่อน้ำเค็มคุณภาพดีที่นำน้ำมาจากทะเลไกลจากฝั่งราว 10 กิโลเมตร ในค่าความเค็มเหมาะสม อนุบาลลูกปูต่ออีกระยะแล้วจึงค่อยนำลูกปูไปปล่อยกลางทะเลบริเวณที่มีค่าความเค็มที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกปูปรับตัว ผลคือไม่เพียงได้ลูกปูที่มีอัตรารอดตายสูงขึ้น กลุ่มประมงยังได้เรียนรู้ชีววิทยาของปูแต่ละช่วงวัยระหว่างกระบวนการเพาะฟักด้วย

เพราะมองเห็นความตั้งใจจริงและความสำเร็จเบื้องต้นจากการเรียนรู้ของชุมชน ปตท.สผ. ซึ่งมีฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียม ท่าเทียบเรือ และคลังสินค้า ที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา จึงเริ่มสนับสนุนงบประมาณในการสร้างอาคาร บ่อปูนเก็บน้ำและอนุบาลลูกปูในพื้นที่ของกลุ่มประมงพื้นบ้าน แล้วช่วยประสานกับสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา (NICA) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นำวิชาการมาเสริมภูมิปัญญาธนาคารปู แล้วส่งเสริมให้ธนาคารปูของกลุ่มประมงพื้นบ้าน ป. ทรัพย์อนันต์ พัฒนาเป็น "ศูนย์การเรียนรู้เพาะฟักลูกปูบ้านหัวเขา" อย่างเต็มรูปแบบ

อาคารที่สร้างขึ้นได้มอบให้ทางกลุ่มประมง โดยชั้นบนออกแบบให้เป็นห้องจัดอบรม ส่วนชั้นล่างเป็นพื้นที่นิทรรศการมีชีวิตควบกับโรงเพาะฟักและอนุบาลลูกปู เปิดให้มีผู้เข้ามาเยี่ยมชม ซึ่งนอกจากจะได้ทั้งข้อมูลความรู้แล้วยังได้มีโอกาสชมลูกปูจากบ่อเพื่อศึกษาของจริงไปพร้อมกัน

ในโรงเพาะฟักนั้นเพียงหนึ่งคืนก็ได้ลูกปูมหาศาล จากแต่ละวันชาวประมงจับแม่ปูได้ 10?50 ตัว คละสายพันธุ์อย่างปูม้า ปูเสือ ปูดาว มีบ้างที่จับได้ปูดำซึ่งเป็นปูน้ำกร่อย เพียงแม่ปูหนึ่งตัว หากมีน้ำหนัก 1?2 ขีด จะผลิตไข่ได้ 700,000?1,000,000 ฟอง

หากแม่ปูมีสุขภาพดีจะยิ่งผลิตไข่ที่แข็งแรง ไข่จะแยกเป็นเม็ดเดี่ยว และมีอัตราการฟักเป็นตัวอ่อนสูงเฉลี่ย 600,000 ตัว หรือหากแม่ปูมีน้ำหนัก 2-3 ขีด จะผลิตไข่ได้ราว 1,800,000 ฟอง และมีอัตราการฟักเป็นตัวอ่อนสูงเฉลี่ย 1,000,000 ตัว

ถือว่าไม่ธรรมดาเลยสำหรับการเพาะฟักลูกปูที่บ้านหัวเขา...แห่งนี้.


https://www.thairath.co.th/news/local/1634013

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


นักล่าแห่งท้องทะเลยุคแคมเบรียน 506 ปี



นักบรรพชีวินวิทยาจากพิพิธภัณฑ์รอยัล ออนทาริโอ และมหาวิทยาลัยโตรอนโต ในแคนาดา รายงานการค้นพบซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil) สายพันธุ์สัตว์ทะเลชนิดใหม่มีขนาดใหญ่จากยุคแคมเบรียน (Cambrian) โดยพบในหินเก่าแก่อายุ 506 ปีจากอุทยานแห่งชาติคูเทเนในเทือกเขาร็อกกี้ รัฐบริติช โคลัมเบีย ประเทศแคนาดา



สัตว์สายพันธุ์ใหม่นี้มีชื่อว่าแคมโบรราสเตอร์ ฟัลคาทัส (Cambroraster falcatus) ขนาดตัวประมาณ 30 เซนติเมตร และจากการวิเคราะห์ลักษณะกรงเล็บที่คล้ายหนาม ปากก็เหมือนตะไบ ก็คาดได้ว่าสัตว์ทะเลโบราณชนิดนี้ดูจะเป็นนักล่าแห่งท้องทะเลที่ดุร้ายไม่น้อยทีเดียว พวกมันอาศัยอยู่ที่พื้นทะเลและเคลื่อนตัวด้วยการพุ่งตัวผ่านทรายเพื่อหาอาหาร นักบรรพชีวินวิทยาระบุว่า แคมโบรราสเตอร์ ฟัลคาทัส เป็นญาติอันห่างๆของกลุ่มอโนมาโลคาริส (Anomalocaris) นักล่าตัวฉกาจที่อาศัยอยู่ในทะเลยุคแคมเบรียนเช่นกัน



แคมโบรราสเตอร์ ฟัลคาทัส มีลักษณะที่โดดเด่นคือมีกระดองขนาดใหญ่ทรงคล้ายโล่คลุมตั้งแต่หัวลงมาถึงด้านล่าง ดูคล้ายแมงดาทะเลในปัจจุบัน นักบรรพชีวินวิทยาเผยว่า การค้นพบนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการล่าเหยื่อเป็นเรื่องใหญ่ในช่วงเวลานั้น ที่ทำ ให้เกิดการดัดแปลงทางสัณฐานวิทยาของสัตว์หลายชนิด.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1633665

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ทีมสัตวแพทย์ ทช.ตรวจสุภาพเต่ากระที่เกาะทะลุ น้ำหนักเกือบ 40 กิโลกรัม ก่อนปล่อย

ประจวบคีรีขันธ์ - ทีมสัตวแพทย์ และนักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทย ตอนกลาง จ.ชุมพร ตรวจสุขภาพเต่ากระ 4 ตัว ซึ่งมีอายุ 8 ปี น้ำหนักเกือบ 40 กิโลกรัม พร้อมฝังไมโครชิปก่อนปล่อยคืนสู่ท้องทะเล ยืนยันว่ามีสุขภาพสมบูรณ์ ขณะที่ลูกเต่ากระที่ฟักแล้ว 204 ตัว สุขภาพดีทุกตัว



วันนี้ (9 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทย ตอนกลาง จ.ชุมพร (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทช.) น.ส.พิมพ์ชนก ประจำค่าย นายสัตวแพทย์ พร้อมด้วยนายรัตชัย ทรัพย์ครองชัย และนายฐิติวัฒน์ ประทุมเทือง ผู้ช่วยนักวิจัย ได้เดินทางไปยังเกาะทะลุ ต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปตรวจสุขภาพเต่ากระ 4 ตัว ซึ่งทางมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม ได้นำออกจากบ่อที่เลี้ยงไว้ในโรงเรือนอนุบาลเต่ากระ ย้ายมาเลี้ยงไว้ในกระชังแทน หลังจากที่ นายเผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เลขานุการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เนื่องจากเต่ากระเจริญเติบโต มีอายุถึง 8 ปีแล้ว ขณะนี้มีน้ำหนักเกือบ 40 กิโลกรัมทุกตัว โดยมีตัวผู้ 3 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว

โดยทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม และพนักงานของเกาะทะลุโฮแลนด์ รีสอร์ท ได้ช่วยกันเคลื่อนย้ายเต่ากระทั้ง 4 ตัวออกจากกระชัง ขึ้นมาบริเวณชายหาดให้นายสัตวแพทย์ และผู้ช่วยนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทย ตอนกลาง จ.ชุมพร ได้ดำเนินการตรวจสุขภาพของเต่ากระทั้งหมด

โดยทางเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างเลือดเต่ากระทั้ง 4 ตัวแยกใส่หลอด พร้อมทั้งทำการฉีดวิตามินให้เต่ากระ และทำการวัดขนาดตัวของเต่ากระ และฝังไมโครชิปทุกตัว พร้อมจดบันทึกข้อมูลไว้ทั้งหมด ก่อนที่จะนำกลับลงไปใส่ในกระชังเพื่อรอการปล่อยคืนสู่ท้องทะเลต่อไป

ในขณะเดียวกัน นายเผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เลขานุการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม ได้พานายสัตวแพทย์ และผู้ช่วยนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทย ตอนกลาง จ.ชุมพร ไปดูสภาพพื้นที่ของชายหาดเกาะทะลุ ซึ่งเป็นแหล่งที่ขึ้นมาวางไข่ของเต่ากระ ร่วมทั้งยังดูหลุมเพาะฟักซึ่งในปัจจุบันมีข้อมูลซึ่งทางมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม ได้จัดทำข้อมูลเอาไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 2 เดือนครึ่ง พบมีแม่เต่ากระขึ้นมาวางไข่แล้ว จำนวน 4 แม่ รวมไข่กว่า 1,938 ฟอง ซึ่งอยู่ในหลุมเพาะฟัก 10 หลุม และ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีลูกเต่าฟักออกจากรังมาแล้ว 2 รัง รวม 204 ตัว และได้เคลื่อนย้ายไปใส่ภาชนะและนำไปใส่ในบ่ออนุบาลไว้ในโรงเรือน

อย่างไรก็ตาม จะมีลูกเต่ากระทยอยฟักอย่างต่อเนื่องหลังจากนี้เป็นต้นไป โดยลูกเต่าที่ฟักออกจากไข่จะใช้เวลาประมาณ 60-65 วัน นอกจากนั้น คาดว่าในปีนี้จนถึงช่วงเดือนตุลาคม จะมีแม่เต่ากระขึ้นมาวางไข่เพิ่มเติมอีก



น.ส.พิมพ์ชนก ประจำค่าย นายสัตวแพทย์ และผู้ช่วยนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทย ตอนกลาง จ.ชุมพร (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทช.) กล่าวว่า หลังจากตรวจสุขภาพเต่ากระทั้ง 4 ตัว พบว่า มีสุขภาพที่สมบูรณ์มากและอยู่ในวัยเจริญพันธุ์แล้ว ซึ่งเห็นดีด้วยกับทางมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม ที่จะปล่อยคืนสู่ท้องทะเล เพียงแต่ตอนนี้ระหว่างการรอการปล่อยควรลดการให้อาหารลง และรอผลเลือดที่จะนำไปตรวจดูเม็ดเลือดขาวและแดง ดูผลค่าตับไต และค่าโปรตีนในเลือด มีอะไรผิดปกติ ซึ่งใช้เวลา 1-3 วัน หากไม่พบปัญหาอะไรก็สามารถปล่อยได้ทันที

ส่วนสุขภาพของลูกเต่าที่เพิ่งฟักออกทั้ง 2 รัง โดยรังแรกสามารถให้อาหารเป็นสัตว์น้ำได้แล้ว อาจจะเป็นปลาก็ได้ ส่วนอีกรังที่เพิ่งออกมาให้ทางเจ้าหน้าที่ดูแลคอยสังเกตดูจากถุงไข่แดง ซึ่งแรกเกิดไม่ต้องให้อาหารเพราะมีสารอาหารอยู่ และเริ่มให้อาหารเมื่อครบ 4-5 วันไปแล้ว

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า อย่างไรก็ตามจากสภาพพื้นที่โดยรอบของเกาะทะลุ น่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีแหล่งอาหารสมบูรณ์ ทั้งปะการังอ่อน และสัตว์น้ำหลายชนิดที่เป็นอาหารของเต่ากระ รวมไปถึงสภาพชายหาด และพื้นที่เงียบสงบ มีแสงไฟน้อยจึงทำให้เต่ากระ ขึ้นมาวางไข่เป็นประจำในทุกปี

ถือเป็นเรื่องที่ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทย ตอนกลาง จ.ชุมพร จะได้ร่วมมือกับทางมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม และ อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม เพื่อติดตามและเก็บข้อมูลของแม่เต่ากระที่ขึ้นวางไข่ที่นี่ รวมทั้งการตรวจสุภาพของลูกเต่ากระเป็นระยะต่อไป โดยสิ่งสำคัญถือเป็นเรื่องที่ดีของที่นี่ซึ่งมีการดูแลเต่ากระจนสมบูรณ์ อายุ 8-12 เดือน และมีการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในทุกปี ซึ่งจะทำให้มีปริมาณเต่ากระในท้องทะเลเพิ่มมากขึ้น


https://mgronline.com/local/detail/9620000076049

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


ทำไมปีนี้? 'ไฟป่าพรุควนเคร็ง?'? รุนแรง



การดับไฟป่าพรุนั้นมีความยากลำบากกว่าการดับไฟป่าทั่วไปหลายเท่าตัว เพราะต้องต่อสู้กับไฟทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง หาขอบเขตที่แท้จริงของไฟได้ยากเนื่องจากไฟมีควันมหาศาลแต่แทบจะไม่มีเปลวไฟให้เห็น ในขณะที่ไฟจะคุกรุ่นคืบคลานไปเรื่อยๆ ดังนั้นไฟที่คิดว่าดับลงแล้วจึงกลับคุขึ้นใหม่ได้โดยง่าย จนดูประหนึ่งว่าไฟป่าพรุเป็นไฟปีศาจที่ไม่มีวันตาย

ในปีที่อากาศแห้งแล้งจัด มีการระบายน้ำออกจากป่าพรุ จนระดับน้ำในป่าพรุลดต่ำลงกว่าระดับผิวดิน ทำให้ดินพรุแห้งและกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ก่อให้เกิดปัญหาไฟไหม้ป่าพรุตามมา

ไฟที่ไหม้ป่าพรุครั้งใหญ่ในประเทศอินโดนีเซียในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม ของปี 2540 ซึ่งพื้นที่ป่าพรุถูกไฟไหม้หลายแสนไร่ ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะข้ามพรมแดน โดยหมอกควันจากไฟป่าพรุลอยปกคลุมไปถึงประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศพิลิปปินส์ ประเทศบรูไนดารุซาลาม และหมอกควันไฟส่วนหนึ่งลอยมาปกคลุมภาคใต้ประเทศไทย

สำหรับในประเทศไทย ก็เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าพรุหลายครั้ง โดยครั้งสำคัญเกิดในปี 2540 ที่ป่าพรุบาเจาะ ซึ่งมีพื้นที่พรุถูกไฟไหม้ประมาณ 7,000 ไร่ และในระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของปี 2541 ซึ่งเกิดไฟไหม้ป่าพรุโต๊ะแดง เสียหายไปถึง 14,837 ไร่ โดยต้องใช้ระยะเวลาเกือบสองเดือนและเสียงบประมาณไปจำนวนหลายล้านบาทกว่าที่จะควบคุมไฟเอาไว้ได้

ปี 2562 ช่วงเดียวกันกับวิกฤตไฟป่าพรุในช่วงที่ผ่านมา วันนี้ยังยากที่จะควบคุมไฟเอาไว้ได้ และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าไฟไหม้พื้นที่ไปกี่ตารางกิโลเมตร แต่ที่แน่ๆลามไปถึงสวนปาล์มของชาวบ้านในพื้นที่ สร้างความเสียหายอย่างมาก

ป่าพรุ เป็นป่าไม้ผลัดใบที่ขึ้นในบริเวณที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง ดินในป่าพรุ เรียกว่าดินพรุ หรือดินอินทรีย์ (Peat soil) ดินชนิดนี้แหละที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เกิดจากการตกสะสมของใบไม้ กิ่งไม้

พื้นป่าพรุที่มีน้ำท่วมขังทำให้ขบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุเป็นไปอย่างเชื่องช้า จึงมีการสะสมของใบไม้และกิ่งไม้เล็กๆ อยู่ในปริมาณมหาศาลและทับถมกันจนเป็นชั้นหนา ส่วนชั้นดินพรุมีความหนาโดยเฉลี่ยประมาณ 0.5 เมตร ในขณะที่ชั้นดินพรุโต๊ะแดงมีความหนาโดยเฉลี่ย 0.5-1.0 เมตร

การดับไฟป่าพรุจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไฟที่ไหม้ป่าพรุ มีลักษณะพิเศษ คือเป็นไฟกึ่งผิวดินกึ่งใต้ดิน (Semi-Ground Fire) ที่ไหม้ในสองมิติ

ส่วนหนึ่งจะไหม้ในแนวระนาบไปตามผิวพื้นป่าเช่นเดียวกับไฟผิวดิน ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะไหม้ในแนวดิ่งลึกลงไปในชั้นดินพรุ แม้ชั้นดินพรุบางแห่งจะหนาหลายเมตรก็ตาม แต่ไฟในแนวดิ่งจะไหม้ลึกลงไปได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

ลักษณะเฉพาะของไฟป่าพรุที่แตกต่างไปจากไฟป่าบกโดยทั่วไป ทำให้วิธีการและกลยุทธในการดับไฟป่าพรุมีความแตกต่างไปจากการดับไฟป่าบกด้วยเช่นกัน

การดับไฟป่าพรุนั้นมีความยากลำบากกว่าการดับไฟป่าทั่วไปหลายเท่าตัว เพราะต้องต่อสู้กับไฟทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง หาขอบเขตที่แท้จริงของไฟได้ยากเนื่องจากไฟมีควันมหาศาลแต่แทบจะไม่มีเปลวไฟให้เห็น ในขณะที่ไฟจะคุกรุ่นคืบคลานไปเรื่อยๆ ดังนั้นไฟที่คิดว่าดับลงแล้วจึงกลับคุขึ้นใหม่ได้โดยง่าย จนดูประหนึ่งว่าไฟป่าพรุเป็นไฟปีศาจที่ไม่มีวันตาย

ผู้ที่มีประสบการณ์ในการดับไฟป่าพรุตระหนักดีว่า การดับไฟให้ได้อย่างเด็ดขาดแทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าทำได้ก็จะต้องใช้เวลานานนับเดือนและต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาลเกินกว่าที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนได้

ข้าราชการ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เคยเขียนไว้ว่า ขอให้ผู้รับผิดชอบการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ป่าพรุพึงสังวรณ์ไว้ "รีบดับไฟป่าพรุตั้งแต่ไฟเริ่มเกิด มิเช่นนั้นไฟป่าพรุจะดับอนาคตของท่าน"


https://www.nationtv.tv/main/content/378731523/
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


ทีมสัตวแพทย์เตรียมปล่อยเต่ากระ 4 ตัวสู่ท้องทะเล

ทีมสัตวแพทย์ และ นักวิจัยได้ตรวจสุขภาพเต่ากระ 4 ตัว ซึ่งมีอายุ 8 ปี พร้อมฝังไมโครชิพ ก่อนปล่อยคืนสู่ท้องทะเล ส่วนลูกเต่ากระที่ฟักแล้ว 204 ตัว มีสุขภาพแข็งแรง



วันที่ 9 ส.ค. 2562 เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทย ตอนกลาง จ.ชุมพร ได้เดินทางไปยังเกาะทะลุ ต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจสุขภาพเต่ากระ 4 ตัว ที่ทางมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม และ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวสยามได้นำออกจากบ่อที่เลี้ยงไว้ในโรงเรือนอนุบาลเต่ากระ แล้วย้ายมาเลี้ยงไว้ในกระชังแทน หลังจากนายเผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เลขานุการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม เตรียมปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เนื่องจากเต่ากระทั้ง 4 ตัว มีอายุถึง 8 ปีแล้ว โดยมีตัวผู้ 3 ตัวและตัวเมีย 1 ตัว

โดยทางเจ้าหน้าที่ได้เก็บเลือดเต่ากระทั้ง 4 ตัวแยกใส่หลอด พร้อมฉีดวิตามินให้เต่ากระ และทำการวัดขนาดตัวของเต่า จากนั้นได้ฝังไมโครชิฟทุกตัว พร้อมจดบันทึกข้อมูลไว้ทั้งหมด ก่อนจะนำกลับลงไปใส่ในกระชังเพื่อรอการปล่อยคืนสู่ท้องทะเลต่อไป



จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ไปดูสภาพพื้นที่ของชายหาดเกาะทะลุ ซึ่งเป็นแหล่งที่ขึ้นมาวางไข่ของเตากระ รวมทั้งยังดูหลุมเพาะฟักซึ่งในปัจจุบัน มีข้อมูลที่ทางมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยามได้จัดทำข้อมูลเอาไว้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 2 เดือนครึ่ง พบมีเต่ากระขึ้นมาวางไข่แล้ว จำนวน 4 ตัว รวมไข่ได้กว่า 1,938 ฟอง อยู่ในหลุมเพาะฟัก10 หลุม และ1 สัปดาห์ที่ผ่านมามีลูกเต่าฟักออกจากรังมาแล้ว 2 รัง รวม 204 ตัวมีสุขภาพแข็งแรง เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายไปใส่ภาชนะอนุบาลไว้ในโรงเรือนโดยลูกเต่าจะใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 60-65 วัน นอกจากนั้นคาดว่าในปีนี้จนถึงช่วงเดือนต.ค.จะมีแม่เต่ากระขึ้นมาวางไข่เพิ่มเติมอีก


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/108271

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:38


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger