เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 27-06-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 27 มิถุนายน 2566

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ภาคเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศลาวและประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และตกหนักบางแห่ง ในภาคตะวันออก โดยมีฝนตกหนักมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอให้ประชาชนในบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

สำหรับบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 26 - 27 มิ.ย. 66 ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน และอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย เริ่มมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือด้านตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

ส่วนในช่วงวันที่ 28 มิ.ย. ? 2 ก.ค. 66 ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ และประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน และอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้


สำหรับในช่วงวันที่ 27 ? 30 มิ.ย. 66 คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1 - 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยห่างฝั่ง ทะเลมีคลื่นสูง 1 ? 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 1 ? 2 ก.ค. 66 คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะเริ่มมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่ จ. กระบี่ ขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างตั้งแต่ จ. ตรัง ลงไป ทะเลมีคลื่นสูง 1 - 2 เมตร และอ่าวไทยห่างฝั่งทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 26 ? 27 มิ.ย. 66 ขอให้ประชาชนในบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วยตลอดช่วง









__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 27-06-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการ


อีกแล้ว! ปลาตายเกลื่อนหาดบางแสน เชื่อฝีมือประมงมักง่ายออกเรือลากอวนได้ปลาไม่มีราคาจับโยนทิ้งทะเล

ศูนย์ข่าว?ศรี?ราชา ?- อีกแล้ว! ปลาตายเกลื่อนหาดบางแสน เชื่อฝีมือประมงมักง่ายออกเรือเรือลากอวนได้ "ปลาหางโกย" ไม่มีราคาจับโยนทิ้งลงทะเลทำถูกคลื่นซัดเกยเต็มชายหาดส่งกลิ่นเหม็นคลุ้ง นักท่องเที่ยวบ่นอุบไม่กล้าลงเล่นน้ำ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (26 มิ.ย.)? เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองแสนสุข ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า พบปลาตายเกยชายหาดบางแสนเป็นระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร จึงรีบเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบ

พบเป็นซาก "ปลาหางโกย" จำนวนมากที่กำลังส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่วชายหาด จึงเร่งส่งพนักงานเข้าเก็บซากปลาตายใส่รถเพื่อนำไปฝังกลบถึง 2 รอบ และยังพบว่ามีปลาตายลอยเกยชายหาดอย่างต่อเนื่อง

ด้าน น.ส.พรทิพย์ (สงวนนามสกุล) เผยก่อนเกิดเหตุปลาตายลอยเกยชายหาดบางแสนตนได้เห็นมีเรือประมงเข้าล้อมจับปลากลางทะเลตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ และเมื่อถึงช่วงสายวันนี้มีซากปลาลอยมาติดชายฝั่ง

โดยเชื่อว่าปลาที่ตายน่าจะเป็น "ปลาหางโกย" ทั้งหมด เนื่องจากเป็นปลาที่มีก้างเยอะ และไม่มีราคา เมื่อชาวประมงจับได้จะทิ้ง ซึ่งที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์?เช่นนี้มาแล้ว ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ น้ำทะเลมีกลิ่นเหม็นคาวมากจนทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวกล้าเข้ามาพักผ่อนหรือเล่นน้ำ โดยเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เก็บซากปลาไปทิ้งแล้วประมาณ 7 ตัน

ขณะที่ น.ส.วราภรณ์ จันทวงศ์ อายุ 37 ปี นักท่องเที่ยวจาก จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า ตนเองตั้งใจพาลูกมาเที่ยวที่ชายหาดบางแสนในวันหยุด เมื่อมาเจอเช่นนี้รู้สึกเซ็ง เพราะบริเวณที่นั่งมีกลิ่นเหม็นมาก และมีปลาตายลอยเข้ามาเกยชายหาดอย่างต่อเนื่องจนทำให้ไม่กล้าลงเลนน้ำ

และจากการสอบถามนายพิสุทธิ์ พยุงวงษ์ อายุ 49 ปี ผู้ประกอบการเรือกล้วย ทราบว่าสาเหตุที่มีปลาตายเกยชายหาดบางแสนจำนวนมากน่าจะเกิดจากเรือประมงที่ล้อมจับปลาแล้วได้ "ปลาหางโกย" ซึ่งเป็นปลาที่ไม่มีราคาจึงปล่อยทิ้งลงทะเล และเหตุการณ์?นี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้แล้ว

"ขอฝากถึงชาวประมงว่าหากล้อมแล้วได้ปลาแบบนี้ให้เก็บให้หมดอย่าเอาไปปล่อยทิ้งทะเล เพราะพอปลาเน่าตายมีกลิ่นเหม็น หากเป็นแบบนี้บ่อยๆ จะกระทบถึงการท่องเที่ยวที่จะไม่มีนักท่องเที่ยว?เดินทางมาเที่ยวบางแสนอีก" ผู้ประกอบการ?เรือกล้วย กล่าว


https://mgronline.com/local/detail/9660000057893

รูปขนาดเล็ก
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name:	660627_Mgr_01.jpg
Views:	0
Size:	74.8 KB
ID:	22597  
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 27-06-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


ไขปริศนา 'เอลนีโญ' รุนแรงจริงหรือไม่ เปิดข้อมูลอาจอยู่ไม่นานถึง 5 ปี


ไขปริศนา 'เอลนีโญ' รุนแรงจะเริ่มรุ่นแรงช่วงไหน และจะอยู่ยาวนานเลยหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญเปิดข้อมูลปรากฏการณ์นี้กระทบฝนตกน้อยจริง ปีต่อไปไทยเผชิญปัญหาน้ำแล้ง แต่คาดการณ์ไม่ได้อยู่นานถึง 5 ปี

สัญญาณเตือนจากภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ที่ไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน โดยในช่วงเดือน มี.ค.ยาวจนถึงเดือนพ.ค. คนไทยเผชิญคำดัชนีความร้อน จนเริ่มมีปรากฏการณ์แปลกๆ อย่างคำว่า คลื่นความร้อน ปรากฏในข่าวมากขึ้นทั้งๆที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ห่างไกลจากคำว่า คลื่นความร้อน อยู่มาก

ประกอบช่วงที่ไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนมีผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศเริ่มออกมาทำนายถึงความรุนแรงของปรากฎการณ์ "เอลนีโญ" มากขึ้น สร้างความวิตกและกังวลให้กับคนไทยอย่างมาก เพราะมีการคาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ยาวถึง 5 ปี ซึ่งหากอยู่นานขนาดนั้นเท่ากับฝนก็จะตกน้อยลง และปริมาณน้ำในเขื่อนจะลดลงเรื่อยๆ ด้วย ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาได้มีการจัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ การส่งผ่านสภาพอากาศ ภูมิอากาศและน้ำ จากรุ่นสู่รุ่น และระบบการเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับทุกคน เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมอุตุนิยมวิทยา ปี 2566 เพื่อให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรากฏการณ์เอลนีโญไว้อย่างน่าสนใจ

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายถึงปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาในงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ การส่งผ่านสภาพอากาศ ภูมิอากาศและน้ำ จากรุ่นสู่รุ่น และระบบการเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับทุกคน เนื่องในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมอุตุนิยมวิทยา ปี 2566 ว่า ลักษณะอากาศที่เป็นอยู่ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องเรื่อง Climate Change ไม่ได้ ทุกสภาพเป็นไปในทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศทั้งสิ้น ที่ผ่านมาเจอปัญฝนตกเยอะเพราะลานีญา ทำให้ฝนตกเกิดนค่ามาตฐานทั้งปี 24% เท่ากับว่ามีฝนตกนอกฤดูมากขึ้น แต่ในปีนี้เราเจอกับ "เอลนีโญ" ซึ่งจะรุนแรงมากขึ้นในช่วงปลายปี 2566 ฤดูร้อนในปีนี้ฝนตกน้อยมาก แต่อากาศร้อนแบบที่คนไทยไม่เคยเจอมาก่อน 44.6 องศา เท่ากับค่าเฉลี่ยที่เคยเกิดขึ้นในรอบสถิติ 30 ปี

ที่ผ่านมาประเทศไทยเจอความกดอากาศต่ำด้านตอนบน ปกคลุมอย่างต่อเนื่องมีลมพัดมาตลอดเวลาจากแทบอินเดีย ทะเลทราย เมื่อปกคลุมหลายๆวันจะทำให้เกิดความร้อนสะสม จนเกิดคำถามว่าเป็นคลื่นความร้อนหรือไม่ แต่ประเทศไทยอุณภูมิสูงไม่เกินต่อเนื่องกันเกิน 5 วัน แต่ของประเทศไทยไม่ใช่คลื่นความร้อน ประกอบกับเรากำลังเปลี่ยนเข้าสู่ "เอลนีโญ" ด้วย จึงทำให้ประเทศไทยมีอากาศร้อนกว่าปกติ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแต่เกิดมานานแล้ว

แน่นอนว่า สมดุลความร้อนของโลกเปลี่ยนไป เพราะมนุษย์สร้างก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิยังเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Climate Change มีผลให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น นับจากนี้ภัยจะรุนแรงมากขึ้น สังเกตุจากพายุฤดูร้อนที่มีความรุนแรงมากขึ้นเกิดฟ้าผ่าจนคนเสียชีวิต ทำให้ปีนี้พายุฤดูร้อนมีความโหดร้ายมากขึ้น เพราะมีความร้อนสะสม

เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพูดถึง Monster Asian Heatwave มากยิ่งขึ้น ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยและพัฒนาอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า จากการศึกษาพบว่าอุณหภูมิสูงในพื้นที่ จ.ตาก และเลื่อนขึ้นไป จ.แม่ฮ่องสอน ทำให้เราทราบแล้วว่าเส้นความร้อนจะอยู่ในบริเวณตอนบนของประเทศไทย ที่ผ่านมาพบว่ามีประชาชนเป็นฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด ทำให้มีตัวเลขผู้เสียชีวิตมากกว่า 12 คน เหตุการณ์คลื่นความร้อนกระทบไปจนถึงประเทศญี่ปุ่นปกติในช่วงหน้าร้อนเม.ย. เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 12 องศาแค่ปีพุ่งไปที่ 30 องศา ด้านประเทศฟิลิปินส์มีเด็กเกิดภาวะฮีทสโตรกจำนวนมาก นอกจากนี้คลื่นความร้อนยังแพร่อิทธิพลไปจนถึงประเทศอินเดีย เนปาล เวียดนาม ลาว

หากย้อนกลับมาที่ประเทศไทยมีการเก็บข้อมูลไว้ว่าเจออุณภูมิสูงสูดเจอที่จ.ตาก อุณหภูมิเฉลี่ย 30 ปี อยู่ที่ 38.5 องศา ปี 2566 เก็บข้อมูลได้ที่ 44.6 องศา สูงเกิน 5 องศาแต่ไม่ได้ต่อเนื่องกันเกิน 5 วัน ต้องศึกษาต่อว่าประเทศไทยมีคลื่นความร้อนหรือไม่ เพราะเงื่อนไขคลื่นความร้อนระบุว่า อุณภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 5 องศาอย่างน้อยติดต่อกัน 5 วัน แต่ของไทยยังคลุมเครือ

ยังคงเกิดเป็นคำถามคาใจปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ฝนจะแล้งจริงหรือไม่ จะมีผลกระทบอย่างไรบ้างต่อภาคเกษตรกรของไทย โดยเฉพาะข้าว ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุเอาไว้ว่า ลักษณะประเทศไทยฝนจะน้อยลง "เอลนีโญ" เป็นความผันแปรของอากาศ ช่วงฤดูร้อนปกติฝนน้อยอยู่แล้ว "เอลนีโญ" ทำให้ฝนหายไปเลยในฤดูร้อน ในช่วงเข้าฤดูฝนยังไม่พบว่าฝนตกทุกวัน และตกทั่วพื้นที่ จากข้อมูลพบว่าฝนตกปริมาณน้อย และยังไม่น่าพอใจ เพราะบางพื้นที่ไม่มีฝนเลยโดยเฉพาะพื้นที่หลังเขา เขตเงาฝนบริเวณภาคตะวันตกของอีสาน ไปถึงตอนกลาง แต่จะมีฝนมากบริเวณอีสานตะวันออก อีสานตอนบนส่วนภาคกลางฝนน้อยลง ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลกระทบต่อการตกของฝน และทำให้ฝนตกน้อยงได้จริง ๆ

ส่วนความรุนแรงของ "เอลนีโญ" ปีนี้จะแรงขึ้นช่วงประมาณ ส.ค.-ก.ย. และปลายปี 2566 จะแรงมากขึ้น เพราะเข้าสู่ช่วง "เอลนีโญ" หากถามว่าจะแล้งหรือไม่นั้นปี 2566 จะยังไม่แล้ง เพราะมีน้ำต้นทุนในเขื่อนมากอยู่ แต่ปี 2567 น้ำจะยิ่งน้อยลง น้ำจืดจะมีน้อยลง จึงจะส่งผลกระทบอย่างชัดเจนว่าเกิดจาก "เอลนีโญ" และหมายถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ดังนั้นกรมอุตุฯ ต้องมีการวางแผนแจ้งเตือน แต่ภาวะการขาดน้ำจะยังไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามแต่ต้องประหยัดน้ำ แต่ปีต่อๆ ไปไทยจะเผชิญภาวะน้ำน้อย โดยเฉพาะนอกเขตพื้นที่ชลประทานที่จะเริ่มได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้กรมอุตุยังระบุขอเท็จจริงด้วยว่า "เอลนีโญ" จะอยู่ยาวนานเท่านั้น โดยจากการพยากรณ์จากแบบจำลองมีการคาดการณ์ว่า "เอลนีโญ" จะ มีลักษณะอุณภูมิร้อนขึ้นอยู่บริเวณประเทศไทย +1.5 และกำลังจะดิ่งลง โดยหากพิจารณาจากข้อมูลไม่เชื่อว่ามีค่ายาวนาน เพราะวัฏจักรเป็นระยะสั้น ไม่เคยเจอระยะยาว โอกาสที่จะเพิ่มมีแต่ไม่ได้ยาว และคาดการณ์ว่าต้นปี 2567 เอลนีโญน่าจะเป็นกลางและเข้าใกล้ลานีญา เพราะโลกมีความสวิงขึ้น ลง มีบวก และลบ แต่ลานีญา มีโอกาสเกิดยาวจริง แต่เอลนีโญโอกาสเกิดน้อยมาก เพราะโลกของเรามีขยับขึ้น-ลงต่อเนื่อง มีการปรับตลอดเวลาดังนั้นโอกาสที่จะอยู่ยาวจึงเกิดขึ้นไม่ได้มาก

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จะส่งผลให้ประเทศไทยบางส่วนจะจมอยู่ในทะเลภายในอีกไม่กี่ปี คำถามนี้อาจจะเกิดขึ้นกับหลายคน เพราะมีการรายงานอย่างต่อเนื่องว่า น้ำแข็งขั้วโลกเริ่มมีการละลายมากขึ้น จากภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงทางภสพภูมิอากาศ ส่งผลให้น้ำแข็งและหิมะบริเวฯขั้วโลกและบนแผ่นทวีป ละลายลงสู่ทะเล ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ 2562 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2549-2558 (30ปี) ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นประมาณ 100 มม. เฉลี่ยประมาณ 3.3 มม.ต่อปี

โดยข้อมูล คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าระดับน้ำมหาสมุทรทั่วโลกโดยเฉลี่ยอาจะเพิ่มขึ้นถึง 84 ซม.ในระหว่างปี 2562-2643 ตามความสูงทางภูมิศาสตร์ ถ้าระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตร จะเริ่มส่งผลในจังหวัด สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ และกรุงทพมหานคร ก่อน เร็วที่สุดประมาณ ปี 2100 (เพิ่มขึ้น 2-4 องศา) ช้าที่สุดประมาณปี 2300 เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศา ดังนั้นกว่าที่ไทยจะจมทะแลอาจจะใช้เวลานานพอสมควร

โดยสรุป คือ ปีไหนที่เกิด "เอลนีโญ" ฝนตกน้อยทุกปี ถ้ารุนแรงและต่อเนื่อ 2-5 ปีจะกระทบต่อการกักเก็บน้ำ น้ำท่วมโลกไม่มี แต่ถ้าน้ำท่วมประเทศ น้ำท่วมบางพื้นที่จะมีแน่นอน แต่น้ำท่วมโลกไม่มีเพราะโลกหมุนตลอดเวลา มีการปรับขึ้น-ลง ดังนั้การที่น้ำจะท่วมโลกไม่มีแน่นอน ต้องสร้างความตระหนักรู้ และให้ข้อมูลแก่ประชาชน


https://www.komchadluek.net/quality-...ronment/552085

รูป
 
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 27-06-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


กองทุนสิ่งแวดล้อม กับการบริหารจัดการทรัพยากรฯ อย่างยั่งยืน

26 มิ.ย. ? ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย มีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ประชากรสัตว์ป่าลดลง พื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย ขณะที่การเพิ่มขึ้นของประชากร การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน กระบวนการผลิตที่ทำลายสภาพแวดล้อมและการดึงเอาทรัพยากรไปใช้มากจนเกินไป ทำให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมีความซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้น รัฐบาลจึงได้กำหนดให้มีกลไกทางการเงินที่มั่นคง ที่จะมาทำหน้าที่สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน และมีธรรมาภิบาล ที่เรียกว่า "กองทุนสิ่งแวดล้อม"


กองทุนสิ่งแวดล้อมคืออะไร

"กองทุนสิ่งแวดล้อม" เป็นทุนหมุนเวียน จัดตั้งขึ้นในกระทรวงการคลังตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เพื่อเป็นกลไกทางการเงินที่สร้างแรงจูงใจในการสนับสนุนหน่วยงานเป้าหมายต่าง ๆ ทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม (NGOs) ในการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ภายใต้การบริหารของคณะกรรมการกองทุนสิ่งแวดล้อม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในการจัดการหรือจัดให้มีระบบบำบัดอากาศ น้ำเสีย และระบบกำจัดของเสีย สำหรับควบคุม บำบัด และกำจัดมลพิษ รวมทั้งการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามหลักการผู้ก่อให้เกิดมลพิษเป็นผู้จ่าย โดยให้การสนับสนุนเงิน ทั้งในลักษณะเงินอุดหนุนและเงินกู้ ซึ่งกรมบัญชีกลางเป็นผู้เก็บรักษาเงินและทรัพย์สินของกองทุน และดำเนินการเบิกจ่ายเงินกองทุนสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัตินี้

"กองทุนสิ่งแวดล้อม" มีเงินทุนเริ่มแรก 5,000 ล้านบาท จากเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิต จำนวน 500 ล้านบาท และเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 4,500 ล้านบาท และในช่วงปี พ.ศ. 2536-2538 รัฐบาลได้จัดสรรให้อีก 1,250 ล้านบาท และ 350 ล้านบาท รวมทั้งขอรับการสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation: JBIC) จำนวน 2,718 ล้านบาท นอกจากนี้ กองทุนสิ่งแวดล้อมยังมีรายได้หมุนเวียนจากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม และเงินค่าบริการ หรือ ค่าปรับที่จัดเก็บได้จากการดำเนินการระบบน้ำเสียรวม หรือระบบกำจัดของเสียรวมของราชการที่จะได้รับในแต่ละปี (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับสนับสนุนเงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อมต้องส่งคืน) เป็นส่วนหนึ่งของรายรับที่จะนำไปใช้ประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นอีกด้วย


กองทุนสิ่งแวดล้อมมีรายได้จากไหน

กองทุนสิ่งแวดล้อมมีรายได้มาจากเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิต เงินค่าบริการและค่าปรับที่จัดเก็บตามพระราชบัญญัตินี้ เงินอุดหนุนจากรัฐบาล เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากภาคเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินจากดอกผลและประโยชน์ใดๆ ที่เกิดจากกองทุนนี้


ผลงานสำคัญของกองทุนสิ่งแวดล้อมในรอบ 3 ปี

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา "กองทุนสิ่งแวดล้อม" ได้สนับสนุนเงินแก่กลุ่มเป้าหมายทั้งในลักษณะเงินอุดหนุนและเงินกู้ เพื่อดำเนินโครงการด้านการจัดการมลพิษ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้


ปีงบประมาณ 2564

สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 75 จังหวัด รวมเป็นจำนวน 632 แห่ง ดำเนินโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพื่อให้เกิดชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะที่ต้นทาง อย่างน้อยจำนวน 1 หมู่บ้าน/ชุมชน และปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด หลังจากการดำเนินโครงการลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน/ชุมชนต้นแบบก่อนเริ่มดำเนินโครงการ


ปีงบประมาณ 2565

-แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยสนับสนุนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) 17 จังหวัดภาคเหนือ และ 3 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 69 โครงการ ดำเนินโครงการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ?ชิงเก็บ ลดเผา? วงเงินรวมกว่า 66 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี (1 กุมภาพันธ์ 2564 ? 31 มกราคม 2565) เพื่อจัดเก็บเชื้อเพลิงนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่น้อยกว่า 1,300 ตัน และลดจุดความร้อน (Hot Spot) ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20

-สนับสนุนเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) 47 แห่ง ในพื้นที่ 16 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ทสม. ในการจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควัน วงเงินรวม 23.4 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี 6 เดือน (1 มีนาคม 2564 ? 31 สิงหาคม 2565) เพื่อดูแลจัดการไฟป่าและหมอกควัน จำนวน 300,000 ไร่ เกิดแนวกันชน จำนวน 600 กิโลเมตร ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว จำนวน 70,000 ต้น เกิดเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่า จำนวน 190 เครือข่าย และเกิดแผน กฎ กติกา ด้านการจัดการไฟป่า จำนวน 130 ฉบับ


ปีงบประมาณ 2566

-สนับสนุนเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ทั่วประเทศ รวม 95 พื้นที่ วงเงินรวม 47.5 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมเครือข่าย ทสม. ในการดำเนินงาน โคก หนอง นา โมเดล และการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 ปี (1 ตุลาคม 2565 ? 30 กันยายน 2567) เพื่อให้เกิดพื้นที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนที่สอดคล้องกับโคก หนอง นา โมเดล จำนวนรวม 1,548 ไร่ รวมถึงเกิดพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นจากการปลูกต้นไม้จำนวน 174,575 ต้น เกิดพันธุ์สัตว์น้ำ และสัตว์บก จำนวนรวม 474,675 ตัว สร้างความหลากหลายทางชีวภาพในไร่นา เกิดความอุดมสมบูรณ์ในระบบนิเวศเกษตร คุณภาพดิน น้ำ และอากาศ ดีขึ้น จากการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรกว่า 101 ตัน เกิดการฟื้นฟู/บำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยอินทรีย์กว่า 477 ตัน

-สนับสนุนองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศระดับจังหวัด วงเงินรวม 88.9 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 ปี (1 พฤศจิกายน 2565 ? 31 ตุลาคม 2567) เพื่อจัดทำรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด และจัดทำรายงานสภาพการณ์ความเสี่ยง (Risk Profile) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการปรับตัวและจัดทำแผนปฏิบัติการในระดับพื้นที่ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากรของ ทสจ. เพื่อให้สามารถติดตามประเมินผลมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดและสามารถจัดทำรายงานสภาพการณ์ความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

ตลอดระยะเวลา 31 ปีที่ผ่านมา กองทุนสิ่งแวดล้อมได้ทำหน้าที่เป็นกลไกทางการเงินของประเทศไทย ในการส่งเสริมและสนับสนุนการป้องกันและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งรูปแบบการปฏิบัติงานในเชิงรับ ตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐในเชิงรุก ทั้งยังได้ปรับทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และสนับสนุนนโยบายสำคัญๆ ของประเทศ ปรับกระบวนการพิจารณาโครงการ และช่วยให้คำแนะนำต่อการพัฒนาโครงการ เพื่อให้โครงการสามารถเดินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้บรรลุเป้าหมายในการจัดการมลพิษรวมทั้งสามารถเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับพื้นที่ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนที่เข้มแข็งและมั่นคง เพื่อสร้างฐานในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศในระยะยาว.


https://tna.mcot.net/business-1196352

รูปขนาดเล็ก
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

Name:	660627_Thainews_01.jpg
Views:	0
Size:	58.6 KB
ID:	22599  
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:48


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2024, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger