เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 20-11-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,979
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2566

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงที่ปกคลุมประเทศไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อยกับมีหมอกในตอนเช้า แต่ยังคงทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาวในตอนเช้า ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน มีอากาศเย็นในตอนเช้า ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น รวมถึงให้ระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากอากาศแห้งและระมัดระวังการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนบริเวณอ่าวไทย ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร และทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ประชาชนในบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากโดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย
อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 19 ? 20 พ.ย. 66 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงยังคงปกคลุมประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาวและมีลมแรง ส่วนภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน มีอากาศเย็นในตอนเช้า สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ ทำให้ภาคใต้ตอนล่าง มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1 - 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ส่วนช่วงวันที่ 21 ? 25 พ.ย. 66 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนเริ่มมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2 - 4 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้า โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในตอนเช้า ส่วนภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน มีอากาศเย็นในตอนเช้า ในขณะที่จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างเคลื่อนเข้าใกล้ปลายแหลมญวน ส่งผลให้มีลมตะวันออกพัดปกคลุม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้จะมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคง มีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 19 ? 20 พ.ย. 66 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น กับมีลมแรง ส่วนประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย






__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 20-11-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,979
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ฮือฮา ฝูงโลมาอิรวดีว่ายอวดโฉม เล่นน้ำข้างเรือนำเที่ยว เกาะช้าง

ฮือฮา ฝูงโลมาอิรวดีว่ายอวดโฉม เล่นน้ำข้างเรือนำเที่ยว อยู่ระหว่างเกาะช้างกับเกาะง่าม อ.เกาะช้าง จ.ตราด



วันที่ 19 พ.ย. 66 เวลา 12.00 น. มีรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Hatchakorn Suntornprasert โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมภาพถ่ายฝูงโลมาอิรวดีจำนวน 5 ตัว กำลังว่ายน้ำอวดโฉมอยู่ข้างเรือนำเที่ยว อยู่ระหว่างเกาะช้างกับเกาะง่าม อ.เกาะช้าง จ.ตราด ซึ่งช่วงนี้ฝูงโลมาจะเข้ามาว่ายน้ำอวดโฉมที่ทะเลตราดอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวบนเรือเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปสอบถามทราบว่า คลิปดังกล่าวถูกถ่ายโดย นายหัชชากร สุนทรประเสริฐ อายุ 30 ปี เป็นเจ้าของเพจทัวร์นำเที่ยวตราด Travel Navigator โดยนายหัชชากร เล่าว่า ขณะตนกำลังออกเรือไปเซอร์วิสคอยดูแลกลุ่มเซิร์ฟสกีตราด อยู่บริเวณหน้าอนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะช้างกับเกาะง่าม ระหว่างทางมีฝูงโลมาอิรวดี ว่ายอยู่ใกล้ๆ และอวดโฉมอยู่นานกว่า 30 นาที จนตนและเจ้าหน้าที่คนอื่นบนเรือต้องหยิบโทรศัพท์และโดรนขึ้นมาบันทึกภาพไว้

นายหัชชากร กล่าวอีกว่า ทะเลตราดมีความอุดมสมบูรณ์มาก อีกทั้งจุดนี้เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงโลมาอิรวดีอยู่แล้วด้วย ซึ่งครั้งนี้ตนได้ถ่ายภาพเก็บไว้และแชร์ลงเฟซบุ๊กดังกล่าว

สำหรับ โลมาอิรวดี หรือโลมาหัวบาตรมีครีบหลัง เป็นโลมาชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์โลมามหาสมุทร พบกระจายอย่างกว้างขวางในบริเวณใกล้ชายฝั่งทะเล และในบริเวณปากน้ำและแม่น้ำบางส่วนของอ่าวเบงกอลและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีลักษณะเด่นคือ หัวที่มนกลมคล้ายบาตรพระ ลำตัวสีเทาเข้ม แต่บางตัวอาจมีสีอ่อนกว่า ตามีขนาดเล็ก ปากอยู่ด้านล่าง ครีบข้างลำตัวแผ่กว้างเป็นรูปสามเหลี่ยม ครีบบนมีขนาดเล็กมาก มีรูปทรงแบนและบางคล้ายเคียว มีขนาดประมาณ 180?275 เซนติเมตร น้ำหนัก 3.21 กิโลกรัม ออกลูกได้ครั้งละ 1 ตัว


https://www.thairath.co.th/news/local/2741880


******************************************************************************************************


ไขข้อสงสัย "พลาสติกที่ย่อยสลายได้" แก้ปัญหา "ขยะพลาสติก" ได้จริงหรือ



หลายคนคงทราบกันดีว่า "พลาสติก" ถือเป็นตัวการร้าย ที่สร้างมลพิษมากมายมหาศาล ให้กับโลกของเราในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการทิ้งขยะของมนุษย์ ประกอบกับการจัดการกับขยะพลาสติก ที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ สะสมตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะล้นเมือง มลพิษในมหาสมุทร การปนเปื้อนของไมโครพลาสติก ที่มีการวิจัยว่าส่งผลกระทบต่อชีวิตสัตว์ป่า รวมถึงมนุษย์เราเอง

ดังนั้นปัญหา "ขยะพลาสติก" จึงเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทั่วโลก จะต้องหาทางแก้ไขให้ได้เพื่อผลักดันไปสู่ความยั่งยืน โดยหนึ่งในทางเลือกที่ได้ถูกคิดค้น และพัฒนาขึ้นมานั่นก็คือ นวัตกรรม "พลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้"


"พลาสติกที่ย่อยสลายได้" คืออะไร

พลาสติกย่อยสลายได้ คือ พลาสติกที่ถูกออกแบบมา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่กำหนดไว้เฉพาะ ทำให้เกิดการสูญเสียคุณสมบัติบางประการ จึงสามารถย่อยสลายได้ในเวลาที่น้อยกว่า พลาสติกแบบทั่วไป ที่อาจใช้เวลาหลายร้อยปี

โดยระยะเวลาในการย่อยสลายดังกล่าว แม้จะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยในเรื่องของวัสดุเฉพาะ และสภาวะแวดล้อม แต่ถือได้ว่าเป็นทางเลือก ที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากมองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และจะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกลงได้


รู้จักประเภทของ "พลาสติกที่ย่อยสลายได้"

หากพูดถึงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ในปัจจุบัน จะมีหลายชนิด จึงเราได้รวบรวมพลาสติกประเภทใหญ่ๆ ที่เป็นรู้จักกันในวงกว้างมานำเสนอ ดังนี้


พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics)

พลาสติกชีวภาพ หรือ "ไบโอพลาสติก" คือ พลาสติกที่มักจะผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง มันเทศ ข้าวสาลี ฯลฯ และวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ ด้วยจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ หรือที่เรียกกันว่า สามารถสลายตัวได้ทางชีวภาพ (Bio Compostable) จนเหลือเพียงน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และสารปรับปรุงดิน (Humus)

ส่วนใหญ่ "ไบโอพลาสติก" จะมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องของการย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติ นั่นก็คือ เมื่อวัสดุส่วนใหญ่จากไบโอพลาสติกถูกทิ้งให้กลายเป็นขยะ และอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม จะทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรีย และเอนไซม์ต่างๆ จนทำให้พลาสติกจากพืชเหล่านี้ สามารถย่อยสลายเองได้ เมื่อย่อยสลายหมดแล้ว ก็จะกลายเป็นน้ำมวลชีวภาพ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซมีเทน โดยไม่ทิ้งสารตกค้างต่อสิ่งแวดล้อม ที่ล้วนแล้วมีความจำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของพืชอีกด้วย


พลาสติกย่อยสลายได้ในสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ (Environmentally Degradable Plastics : EDP)

เป็นถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ ผ่านสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น กรด ด่าง น้ำ ออกซิเจน แสงแดด แรงปะทะจากน้ำฝนและแรงลม รวมถึงเอนไซม์ในจุลินทรีย์ โดยพลาสติก EDP นี้ โดยจะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (biodegradable plastic)

พลาสติกที่แตกตัวออก ผ่านกิจกรรมของจุลินทรีย์ หรือสิ่งมีชีวิต ซึ่งหากจะให้เกิดการย่อยอย่างสมบูรณ์ (น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ หรือมีเทน และชีวมวล) จะต้องมีสภาวะที่เหมาะสม (เช่น จุลินทรีย์ ความชื้น และความร้อน เป็นต้น) แต่ถ้าพลาสติกนี้ ถูกทิ้งในสภาวะแวดล้อมทั่วไป ไม่ว่าจะในหลุมฝังกลบ หรือรั่วไหลลงทะเล ก็จะแตกออกเป็นชิ้นเล็ก จนกลายเป็นไมโครพลาสติก ไปสะสมในธรรมชาติมากขึ้น และอยู่เป็นระยะเวลานาน

พลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ (compostable plastic)

พลาสติกที่สามารถสลายตัวได้ เป็นแร่ธาตุ และสารประกอบในธรรมชาติ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และชีวมวล พลาสติกชนิดนี้สามารถสลายตัวทางชีวภาพในสภาวะควบคุมที่เหมาะสม ในการหมักปุ๋ยระดับอุตสาหกรรม หรือเครื่องหมักปุ๋ยจากเศษอินทรีย์ แต่เมื่อพลาสติกประเภทนี้ อยู่ในธรรมชาติปกติ ก็จะไม่สามารถสลายตัวได้


ประโยชน์ของ "พลาสติกที่ย่อยสลายได้" ที่หลายคนนึกถึง

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่หลายคนเลือกใช้พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เนื่องจากมองว่ามีประโยชน์หลายในการช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก ที่จะลงเอยด้วยการฝังกลบ และมหาสมุทร เนื่องจากสามารถสลายตัวๆ ได้จากกระบวนการทางธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยังมองว่าสามารถช่วยลดมลพิษ และอันตรายต่อสัตว์ป่าได้ เพราะเมื่อย่อยสลายแล้ว จะไม่ปล่อยสารเคมี หรือไมโครพลาสติกที่เป็นอันตราย ทำให้ไม่เกิดการปนเปื้อนในดิน และน้ำ

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้หลายคนมองว่า การใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ จะมีส่วนช่วยให้สภาพแวดล้อมสะอาดขึ้น และดีต่อสุขภาพมากขึ้น


พลาสติกที่ย่อยสลายได้ ช่วยจัดการปัญหา "ขยะ" และไม่ทำร้ายโลกจริงหรือ

แต่ในทางกลับกัน Greenpeace เคยได้วิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "พลาสติกที่ย่อยสลายได้" โดยระบุว่า ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า พลาสติกประเภท Biodegradable Plastic จะสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้หมดจดอย่างสมบูรณ์ ท้ายสุดแล้ว มันกลับกลายเป็นเพียงแค่การแตกตัวออก เป็นไมโครพลาสติก ที่สามารถดูดซึมสารเคมีอันตรายชนิด DDT (dichlorodiphenyltrichloroethane) และ PCBs (polychlorinated biphenyls) รวมทั้งโลหะหนักอื่นๆ ที่อยู่ในดิน ในทะเล หรือถูกสะสมเข้าไปอยู่ในสิ่งมีชีวิต และอาจส่งผลต่อร่างกายมนุษย์เรา เช่น สารก่อมะเร็ง เป็นต้น

ในขณะที่พลาสติกที่ผลิตจากพืช แม้จะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แต่ถ้าหากใช้เป็นจำนวนมาก และจัดการไม่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นขยะที่ถูกทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ อาจทำให้น้ำเน่าเสียได้ เนื่องจากก่อให้เกิดจุลินทรีย์จำนวนมาก คล้ายๆ กับการลอยกระทง หากมีจำนวนมากเกินก็สามารถทำให้น้ำเน่าได้ ถึงแม้จะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติก็ตาม


ปัจจัยที่ต้องคำนึง เมื่อเลือกใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าแม้จะคนจะหันมาใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ก็ยังไม่แน่ว่าจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณา และคำนึงนั่นก็คือ เรื่องของเงื่อนไขในการย่อยสลาย และทรัพยากร ดังนี้

1. พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ต้องมีเงื่อนไขเฉพาะในการย่อยสลายอย่างมีประสิทธิภาพ หากพวกมันถูกทิ้งในหลุมฝังกลบ ที่ไม่มีสภาวะความอบอุ่น ออกซิเจน และความชื้นที่จำเป็น ก็ไม่อาจไม่สลายตัวเร็วอย่างที่ตั้งใจไว้ เผลอๆ อาจทำให้คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้นไปอีก

2. การผลิตพลาสติก ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มักใช้พลังงาน และทรัพยากรมากกว่า เมื่อเทียบกับพลาสติกแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้น และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในระหว่างกระบวนการผลิต

3. นอกจากนี้ พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพบางชนิด อาจปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายเมื่อสลายตัว ส่งผลเสียต่อคุณภาพดินและน้ำ หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

4. ต้นทุนในการผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ โดยทั่วไปจะสูงกว่าพลาสติกแบบดั้งเดิม สิ่งนี้อาจทำให้มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจน้อยลง สำหรับการใช้งานในวงกว้าง ขัดขวางการยอมรับ และการจำกัดความพร้อมในตลาด

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ แม้ว่าพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ จะให้ประโยชน์ที่เป็นไปได้ แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อเพิ่มประสิทธิผลสูงสุด และลดข้อเสียให้เหลือน้อยที่สุด.

ขอบคุณข้อมูลจาก chulazerowaste, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอลจำกัด (มหาชน), Greenpeace


https://www.thairath.co.th/news/sust...0xJnJ1bGU9MQ==

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 20-11-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,979
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


'รหัสลับจากเลขาธิการ UN' เมื่อมนุษยชาติได้แง้มประตูสู่นรกอเวจี



เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา Antonio Guterres เลขาธิการ UN ได้ขึ้นกล่าวในที่ประชุมนานาชาติว่า "The Era of Global Boiling has arrived" หรือ หมดยุคของโลกร้อนแล้ว และจากนี้ไปเรากำลังเข้าสู่ยุคโลกเดือด

ซึ่งข้อความดังกล่าวถอดรหัสได้ว่า ที่ผ่านมาถึงแม้มวลมนุษยชาติต่างตระหนักในเรื่องวิกฤติของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับพบว่า "เราล้มเหลวในการแก้ปัญหา" เพราะปัญหาต่าง ๆ ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยอัตราเร่งสู่หายนะโดยที่เราไม่รู้ตัว ประหนึ่งเรากำลังเป็นเสมือนกับกบที่ถูกต้มอยู่ในนํ้าอุ่น ๆ ที่กำลังร้อนขึ้นอย่างช้า ๆ จนวันหนึ่งเมื่อถึงจุดเดือด กบก็จะสุกพร้อมรอยยิ้ม โดยไม่กระโดดหนีไปไหน แต่ถ้าเราโยนกบตัวใหม่เข้าไปในหม้อเดียวกัน มันก็จะโดดหนีออกจากหม้อนั้น เพราะว่าร้อนมาก และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เราไม่มีเวลาเหลือแล้ว

ต่อมาในเดือนกันยายนปีเดียวกัน เลขาธิการ UN ก็ได้กล่าวยํ้าในที่ประชุมนานาชาติอีกครั้งว่า "Humanity has opened the gates of Hell" หรือ มวลมนุษยชาติได้แง้มประตูสู่ขุมนรกอเวจีแล้ว ที่ถอดรหัสได้ว่านรกมีจริง และกำลังเข้ามาในชีวิตประจำวันของมวลมนุษยชาติแล้ว ดูได้จากเรื่องของภัยพิบัติจากวิกฤติโลกร้อนทั่วโลกซึ่งเกิดขึ้น ที่ไม่เพียงเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่ยังเผาไหม้ลุกลามไปก่อปัญหาให้กับสังคม และสร้างหายนะให้กับเศรษฐกิจทั่วโลกลุกเป็นดั่งไฟในอเวจี ดังนั้นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อ จึงสำคัญมาก ๆ ว่าอนาคตของลูกหลานของเรานั้นต่อไปนี้ จะเป็นนรกหรือสวรรค์ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็จะขึ้นกับสิ่งที่เราทุกคนกำลังทำในวันนี้ และที่ท่านเลขาธิการ UN พูดบ่อยมาก ๆ จนผู้นำประเทศต่าง ๆ ต้องนำไปขยายต่อคือ ?Decade of Action? หรือ ทศวรรษแห่งการลงมือทำ ซึ่งถอดรหัสได้ว่า ที่ผ่านมา เราพูดกันเยอะแล้ว ซึ่งก็ดีระดับหนึ่ง เพราะดีกว่าการที่ไม่สนใจหรือไม่พูดถึงเลย แต่เรายังลงมือทำไม่มากพอ และเราก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งถอดรหัสต่อได้ว่า ยังมีบางคนที่ยังไม่ได้พูดเรื่องนี้เลย ดังนั้นคงต้องเริ่มพูดเรื่องนี้ หรือบางคนที่พูดแล้ว แต่พบว่ายังไม่ได้ลงมือทำ ฉะนั้นก็ถึงเวลาหันมาทำให้มือเปื้อนฝุ่นกันบ้าง ส่วนคนที่พูดแล้วทำแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลดีนัก ก็ต้องรีบปรับปรุงพัฒนา หรือหานวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วย และที่สำคัญ การลงมือทำนั้นจะต้องมีความร่วมมือในหลากหลายมิติของ SDG 17 ข้อ รวมถึงจะต้องเป็นความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งองค์กรใหญ่ ๆ ที่เป็นผู้นำ ก็จะต้องมาช่วยเป็นพี่เลี้ยง หรือชวนพันธมิตรตลอดห่วงโซ่ธุรกิจให้เข้ามาทำเรื่องนี้ด้วยกัน จากต้นนํ้าถึงปลายนํ้า รวมถึงชวนผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ตั้งแต่คู่ค้า ลูกค้า ชุมชนรอบข้าง หน่วยงานราชการ ผู้ลงทุน แม้แต่คู่แข่งให้เข้ามาร่วมมือกันด้วย

นอกจากนี้ ผมยังถอดรหัสได้อีกว่า สิ่งที่เลขาธิการ UN อยากเห็น คือ ความรู้สึกถึงความสำคัญเร่งด่วนแบบไม่มีข้ออ้าง และไม่มีความคิดว่าจะเป็นไปไม่ได้ รวมถึงต้องการเห็นว่าทุกคนช่วยกัน ร่วมมือกัน ซึ่งผู้คนที่ฟังท่านเลขาธิการ UN พูดเช่นนี้ ต่างก็อยากเห็นว่าองค์การสหประชาชาติสามารถแสดงบทบาทของผู้นำ ด้วยการลงมือทำเป็นตัวอย่างมากขึ้น รวมถึงอยากเห็น UN เป็นเจ้าภาพ เพื่อเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ตลอดจนอยากเห็นเวทีแห่งการร่วมมือกันที่นำไปสู่การปฏิบัติมากขึ้น นอกเหนือจากการขึ้นเวทีพูดสุนทรพจน์ที่เป็นวาทกรรมอันสวยหรู ที่นอกจากจะถอดรหัสแล้ว ควรมาช่วยกันถอดชนวนระเบิดเวลาของหายนะด้วย เพื่อจะช่วย UN ปิดประตูสู่ห้วงอเวจี ที่พวกเราได้เผลอแง้มเอาไว้


https://www.dailynews.co.th/news/2905458/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:23


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2024, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger