เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 04-12-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,916
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2566

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีลมฝ่ายตะวันออกพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนบางแห่ง โดยภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังปานกลาง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร อ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ประชาชนในบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆบางส่วน และมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 3 ? 4 ธ.ค. 66 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีลมฝ่ายตะวันออกพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นในตอนเช้า และมีฝนบางแห่ง

โดยในช่วงวันที่ 5 ? 6 ธ.ค. 66 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 ? 2 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้า ในขณะที่ยังคงมีลมฝ่ายตะวันออกพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนเล็กน้อยบางแห่งเกิดขึ้นได้

ส่วนในช่วงวันที่ 7 ? 9 ธ.ค. 66 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิลดลง 1 ? 3 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง ในขณะที่ยังคงมีลมฝ่ายตะวันออกพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนเล็กน้อยบางแห่งเกิดขึ้นได้โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง
???
อนึ่ง ในช่วงวันที่ 3 ? 5 ธ.ค. 66 พายุดีเปรสชันที่ปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนล่างมีแนวโน้มจะมีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไซโคลน และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณด้านตะวันออกของประเทศอินเดียในช่วงวันที่ 4 ? 5 ธ.ค. 66 ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในช่วงวันและเวลาดังกล่าวไว้ด้วย


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 5 ? 6 ธ.ค. 66 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอก ส่วนในช่วงวันที่ 7 - 9 ธ.ค. 66 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย
???
ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ตลอดช่วง






__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 04-12-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,916
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


เร่งช่วยชีวิต "วาฬเบลน์วิลล์" น้ำหนัก 500 โล ถูกคลื่นซัดเกยตื้น คาดพลัดหลงฝูง บาดเจ็บ

ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาปะช้าง-แหลมขาม ช่วยชีวิต "วาฬเบลน์วิลล์" เพศเมียตัวใหญ่กว่า 4 เมตร น้ำหนักกว่า 500 กก. ถูกคลื่นซัดเกยตื้นริมหาดปากบาง-สะกอม อ.เทพา จ.สงขลา คาดอาจพลัดหลงฝูงหรือบาดเจ็บ



เมื่อวันที่ 3 ธ.คง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาปะช้าง-แหลมขาม อ.เทพา จ.สงขลา ได้ช่วยวาฬตัวหนึ่งที่ลอยมาเกยตื้นอยู่ที่บริเวณชายหาดปากบาง-สะกอม อ.เทพา โดยวาฬตัวนี้ถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยตื้นที่ชายหาดในช่วงเช้าของวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งชาวบ้านที่ไปพบและเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาปะช้าง-แหลมขาม ซึ่งดูแลพื้นที่ในบริเวณดังกล่าวได้ช่วยกันนำร่างวาฬลงสู่น้ำอีกครั้งในเวลาไม่นาน

หลังจากนั้นได้พยายามประคองวาฬไปยังบริเวณที่มีน้ำลึกพอสมควรเพื่อให้สามารถว่ายออกสู่ทะเลได้ แต่ปรากฏว่าวาฬตัวนี้ว่ายออกไปได้ราว 500 เมตร ก็วนกลับเข้าหาฝั่งอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะอ่อนแรงและอาจจะบาดเจ็บ ด้วยคลื่นลมในทะเลที่ยังค่อนข้างแรงเป็นระยะ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงมรสุมของภาคใต้ จึงถูกคลื่นซัดกลับเข้าหาฝั่งอีกครั้ง

และต่อมามีการประสานเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้ามาช่วยดูแลวาฬตัวนี้แล้ว โดยพบว่า เป็นวาฬเบลน์วิลล์ (Blainville?s beaked Whale) ชื่อวิทยาศาสตร์ Mesoplodon densirodtris เพศเมีย ความยาวลำตัว 4 เมตร ขนาดรอบลำตัว 2 เมตร น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม

ทางสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างได้ทำเปลผ้าใบพยุงวาฬให้ลอยอยู่ในน้ำได้ และใช้ผ้าชุบน้ำคลุมรักษาความชุ่มชื่นของผิวหนัง รวมทั้งคอยรดน้ำให้ความชื้นบริเวณครีบหลัง และลำตัว พร้อมกับสับเปลี่ยนกันเฝ้าดูอาการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจนถึงวันนี้ (3 ธ.ค.) อาการวาฬตัวนี้ยังทรงตัว และหากอาการดีขึ้นก็จะปล่อยกลับคืนสู่ท้องทะเลต่อไป

สำหรับวาฬเบลน์วิลล์นั้น ปกติจะอยู่เพียงลำพังหรืออยู่เป็นคู่ แต่อาจรวมฝูง 3-7 ตัว เหมือนกับฮาเร็ม โดยมีเพศผู้เพียงตัวเดียว และเพศเมียหลายตัว และมีการแพร่กระจายค่อนข้างกว้างในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ส่วนมากจะพบไกลฝั่งบริเวณที่มีน้ำลึกประมาณ 200-1,000 ม. โดยประเทศไทยพบเพียงตัวเดียวเกยตื้นที่บ้านอ่าวน้ำบ่อ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อเดือน พ.ย. 2554 หรือเมื่อ 12 ปี ที่ผ่านมา


https://www.dailynews.co.th/news/2961362/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 04-12-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,916
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


มาทุกปี! 'โลมาสีชมพู'โผล่เล่นน้ำอ่าวสัตหีบ ทะเลมีความอุดมสมบรูณ์



3 ธันวาคม 2566 จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Somprasong Mart ได้โพสคลิปวิดิโอ อ่าวสัตหีบอุดมสมบรูณ์สุดๆ เจอโลมาสีชมพูวอนเรือเร็วขับระวังน้องด้วยนะครับ

โดยคาดว่าน่าจะเป็น โลมาปากขวด สีชมพู ที่มักจะเข้ามาเล่นน้ำบริเวณอ่าวสัตหีบเป็นประจำทุกปี บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเลสัตหีบได้เป็นอย่างดีนั้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานจากชาวประมงชายฝั่งบริเวณ บอกว่าโลมามักจะเข้ามาเล่นน้ำบริเวณอ่าวสัตหีบเป็นประจำทุกปี และในหลายครั้งก็มักจะเข้ามาเล่นน้ำในพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก


https://www.naewna.com/likesara/773000

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 04-12-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,916
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


ความมั่นคงด้านน้ำ กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดย ฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย



การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 28 หรือ COP28 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นสัปดาห์นี้ระหว่างวันที่ 30 พ.ย. - 12 ธ.ค. ที่นครดูไบ จะเป็นการรวมตัวกันของประชาคมโลก

เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต่อการความร่วมมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลกที่เข้าสู่ช่วงเวลาวิกฤติแล้ว

สำหรับประเทศไทยนั้น ความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือการยกระดับมาตรการสร้างความมั่นคงด้านน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ที่เพิ่มสูงขึ้นจากอุทกภัยและภัยแล้ง

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ความเสี่ยงและความเปราะบางของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากสถิติข้อมูลพบว่า อุณหภูมิโลกสูงขึ้นนับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 ในขณะที่สถานการณ์ฝน แม้จะมีความถี่ลดลงแต่กลับทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้แบบจำลองยังบ่งชี้ ว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมเพิ่มขึ้นในหน้าฝน และเสี่ยงต่อภัยแล้งมากขึ้นในหน้าแล้ง โดยปัจจุบันประเทศไทยอยู่อันดับที่ 9 ของโลกตามดัชนีความเสี่ยงด้านอุทกภัย (INFORM Risk Index)

อุทกภัยถือเป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยมากที่สุด เหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2554 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 680 คน และผู้ได้รับผลกระทบเกือบ 13 ล้านคน อีกทั้งยังสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่าราว 46.5 พันล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 12.6% ของจีดีพี และสำหรับอุทกภัยครั้งรุนแรงในเมื่อเดือนต.ค. 2565 รัฐบาลต้องจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยสูงถึง 663 ล้านดอลลาร์หรือ0.13% ของจีดีพี

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยเกิดวิกฤติภัยแล้งรุนแรง ในปี 2522 2537 และ 2542 ทั้งนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีอัตราความยากจนสูงสุด มีความเปราะบางต่อปัญหาภัยแล้งเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ดี สถานการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2554 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ก่อให้เกิดความตระหนักถึงความจำเป็นในการลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน และการบูรณาการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบและเป็นเชิงรุก ซึ่งรวมถึงมาตรการด้านการปรับตัวต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและด้านการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ทำการศึกษาสาเหตุและผลกระทบอันเกิดจากอุทกภัย และจัดทำแผนหลักเพื่อการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จนมีผลออกมาเป็น "แผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผน"

แผนทั้ง 9 นี้ ครอบคลุมโครงการลงทุนด้านโครงสร้างระบบชลประทาน การกักเก็บน้ำและการระบายน้ำ รวมมูลค่าราว 3 แสนล้านบาท เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่มีมูลค่าผลผลิตครึ่งหนึ่งของประเทศไทย อีกทั้งยังมี เขตอุตสาหกรรม และชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นประชากรสูง

ขณะนี้ธนาคารโลกอยู่ระหว่างการหารือกับรัฐบาลไทย เพื่อสนับสนุนโครงการ 9 แผนฯ โดยเริ่มดำเนินการจากแผนบรรเทาอุทกภัยฯ แผนที่ 1 ในฝั่งเจ้าพระยาตะวันออกตอนล่าง ร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานเดิม 24 คลอง ความยาวรวม 464.3 กิโลเมตร และก่อสร้างปรับปรุงอาคารบังคับน้ำและสถานีสูบน้ำอีกจำนวนหนึ่ง แผนนี้ยังจะช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำในช่วงหน้าแล้งไว้ในคลองเพิ่มได้อีก 18 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และบรรเทาอุทกภัยให้กับพื้นที่ 276,000 ไร่ สามารถลดมูลค่าความเสียหายจากอุทกภัยได้ถึง 6,281 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพการส่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคให้ประชาชน รวมถึงการส่งน้ำไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระเพื่อภาคอุตสาหกรรมในเขต EEC อีกด้วย

แม้รัฐบาลไทยจะมีความคืบหน้าในการรับมือกับปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในทิศทางที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ยังคงมีความท้าทายบางประการที่ต้องดำเนินการต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเร่งการจัดการน้ำท่วมตามแนวพระราชดำริซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่ในการกักเก็บน้ำและสร้างระบบบริหารจัดการข้อมูลที่มั่นคง การเสริมสร้างประสิทธิภาพระบบคาดการณ์และเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันที่มีการใช้แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแผนที่ภัย การวางแผนการใช้ที่ดิน และการพัฒนาสีเขียว

"แผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผน" นี้ จะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยจำนวนหลายล้านคน อีกทั้งจะเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับประเทศที่ต้องการสร้างภูมิต้านทานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านมาตรการจัดการอุทกภัยที่มีประสิทธิภาพต่อไป


https://www.bangkokbiznews.com/environment/1101510

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:29


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2024, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger