เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 03-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is online now
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,807
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง รวมถึงฟ้าผ่า ควรอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.


คาดหมาย

ในระยะนี้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศร้อนโดยทั่วไปกับมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่ ในช่วงวันที่ 3 ? 6 พ.ค. 62 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงและภาคกลาง ส่วนภาคใต้มีฟ้าคะนองตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 7 ? 8 พ.ค. 62 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนลดน้อยลง ส่วนภาคอื่นๆ ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ส่วนภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 3 ? 6 พ.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงไว้ด้วย



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 3-6 พฤษภาคม 2562)" ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 03 พฤษภาคม 2562

ประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่รวมถึงฟ้าผ่าบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

โดยมีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ มีดังนี้


ในช่วงวันที่ 3-4 พฤษภาคม 2562

ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ ขอนแก่น ชัยภูมิ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด


ในช่วงวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2562

ภาคเหนือ: จังหวัดตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศเวียดนาม ลาวและทะเลจีนใต้แล้ว ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (86.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (98.6 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 03-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is online now
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,807
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


นครระยองประสบความสำเร็จติดตั้งตาข่ายดักขยะท่อระบายน้ำก่อนลงทะเล



เทศบาลนครระยอง ประสบความสำเร็จจากการติดตั้งตาข่ายที่ปากท่อระบายน้ำเพื่อดักขยะ แก้ไขปัญหาขยะเล็ดลอดลงทะเลและลดงบประมาณค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่เทศบาลนครระยองจะนำถุงตาข่ายที่ได้ติดตั้งไว้ ปากท่อระบายน้ำเพื่อดักขยะไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง ขึ้นมา นำขยะทั้งหมดออกอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเสียเวลา ลงน้ำเพื่อเก็บกวาด ลดปริมาณขยะ ทั้งเศษไม้ พลาสติก ไขมัน จากครัวเรือน ลงสู่แม่น้ำและทะเล ได้เป็นจำนวนมาก

นายธนิต อังควินิจวงศ์ รองนายกเทศมนตรีนครระยอง กล่าวว่า แนวคิดการติดตั้งตาข่ายดักขยะ เป็นการริเริ่มจากนายวรวิทย์ ศุภโชคชัย นายกเทศมนตรีนครระยอง ที่ไปเห็นตัวอย่างในโซเชียลมีเดียส์ เป็นการทดลองจากประเทศออสเตเลีย จึงขอให้ฝ่ายช่างได้ศึกษา และทดลองนำมาใช้ โดยไปซื้ออวนดักปลาทะเล มาเย็บปลาย แล้วนำส่วนหัวไปหุ้มไว้ที่ปากท่อระบายน้ำ พอขยะเต็มก็แค่เปิดที่ปลายอวนเพื่อนำขยะออก แต่ละจุดใช้งบประมาณ 2-3,000 บาท แต่ละวันเจ้าหน้าที่เก็บขยะจากปลายท่อระบายน้ำได้วันละ 2-3 ตัน



นายญชม (อ่าน ชะ-ยะ-ชม) ปลื้มวุฒิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายช่างสุขาภิบาล เทศบาลนครระยอง กล่าวว่า ปกติเจ้าหน้าที่จะทำการลอกท่อ ดูดท่อ จากท่อระบายน้ำ เป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อให้น้ำระบายได้สะดวก ป้องกันน้ำท่วมเวลาฝนตก แต่ก็จะมีขยะและไขมันจากบ้านเรือนที่เล็ดลอดออกไปที่ปากท่อระบายน้ำ แต่เมื่อมีการติดตั้งถุงตาข่ายที่ปลายท่อระบายน้ำ นับว่าได้ผลเป็นอย่างมาก เห็นได้จากปริมาณขยะจำนวนมากไหลมาติดในถุง เจ้าหน้าที่ไม่ต้องติดตามเก็บขยะในที่ต่างๆ และที่สำคัญลดภาระให้กับแม่น้ำลำคลอง จนถึงท้องทะเล ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามเทศบาลนคระยอง ยอมรับด้วยว่า การแก้ปัญหาด้วยการติดตั้งตาข่าย ดักขยะ แม้จะได้ผลดีที่ขยะไม่มีเล็ดลอดลงสู่แม่น้ำลำคลอง และท้องทะเล แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพราะถ้าประชาชน ไม่ทิ้งขยะลงท่อระบายน้ำ โดยเฉพาะไขมันที่ยากต่อการกำจัดก็ยิ่งจะเกิดผลดีกว่าทั้งเป็นการประหยัดงบประมาณและรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น



ด้าน น.ส.ประเทืองทิพย์ รวงผึ้ง อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 19/65 ชุมชนหลังวัดโขดทิมทาราม เขตเทศบาลนครระยอง กล่าวว่า ได้ติดตามการแก้ไขปัญหาขยะ ของทางเทศบาลฯ โดยเฉพาะการนำแนวคิดใช้ตาข่ายดักขยะมาทดลองทำ เห็นแล้วว่าได้ผลดีจริง เพราะมีขยะที่มาในท่อระบายน้ำจำนวนมากติดอยู่ในตาข่าย ขยะไม่เล็ดลอดลงคูคลอง จึงช่วยให้แม่น้ำลำคลอง และท้องทะเล ไม่มีขยะ หากทุกที่ได้ทำบ้างต่อไปสัตว์ทะเลคงไม่เสียชีวิตจากการกินขยะพลาสติกด้วย

สำหรับตาข่ายดักขยะได้แนวคิดจากประเทศออสเตรเลีย เทศบาลนครระยอง มีการทดลองติดตั้งตาข่ายขนาดยักษ์ไว้ปลายท่อระบายน้ำแล้วจำนวน 15 จุด และจะขยายเพิ่มให้ครบ 20 จุด ในพื้นที่ของเทศบาลฯ เพื่อป้องกันขยะไม่ให้หลุดรอดออกสู่ทางน้ำจนกลายเป็นวิกฤติขยะทะเลในที่สุด อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาสัตว์ทะเลเสียชีวิตจากการกินถุงพลาสติกเข้าไปอีกด้วย


https://www.naewna.com/likesara/411460

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 03-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is online now
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,807
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


ร่วมพลิกโฉมเกาะลิบง ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม สู่ความพร้อมปกป้อง 'พะยูน' ที่ยั่งยืน



จังหวัดตรังถือได้ว่าเป็นเสมือนเมืองหลวงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใต้น้ำที่หายากอย่าง พะยูน ด้วยในแง่ของจำนวนประชากรที่พบ รวมไปถึงความเหนียวแน่นผูกพันที่ผสานรวมกันกับวัฒนธรรมท้องถิ่นมานาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเกาะลิบง เกาะขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของจังหวัด ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อสำหรับใครก็ตามที่ต้องการมาเยี่ยมชมสัตว์ทะเลหายากชนิดนี้

ชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉายภาพสถานการณ์ที่ผ่านมาว่า จากการสำรวจในช่วงปี 2554 พบพะยูนในทะเลตรังประมาณ 120 ตัว โดยมีอัตราการตายที่สูงประมาณปีละ 10 ตัว ขณะที่ปีถัดมาก็เริ่มมีอัตราการตายเพิ่มขึ้นเป็น 11-12 ตัว ซึ่งอัตราการตายที่สูงกว่าการเกิดเช่นนี้ คือความเสี่ยงที่อาจทำให้สัตว์สูญพันธุ์ได้

จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดความพยายามในการหาสาเหตุการตายของพะยูน จนได้ทราบว่าภัยคุกคามหลักของพะยูนนั้นแท้จริงแล้วมาจากเครื่องมือประมงของชาวบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอวนประมง ที่มักจะทำให้ตัวพะยูนเข้าไปติดพันจนไม่สามารถลอยขึ้นมาหายใจได้และจมน้ำตายในที่สุด ซึ่งไม่เฉพาะกับพะยูนเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายกับสัตว์ทะเลหายากอย่างเต่าทะเลหรือโลมาอีกด้วย



ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้ในภายหลังได้มีการสร้างเครือข่ายรอบพื้นที่ เพื่อรณรงค์ในการกั้นเขตแนวหญ้าทะเล พร้อมสร้างกติกาชุมชนไม่ให้มีการวางเครื่องมือประมงทุกชนิดที่เป็นอันตรายกับสัตว์ทะเลหายาก แม้ระยะแรกจะมีผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมืออยู่บ้าง แต่เมื่อมีการยึดอวนและเรียกตัวเข้ามาตักเตือนมากขึ้น ระยะหลังจึงมีการวางอวนน้อยลงมาก จนพะยูนมีการตายน้อยลง และมีอัตราการเกิดที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกปี

จนการสำรวจในปี 2561 จึงพบว่าจำนวนประชากรพะยูนมีมากกว่า 210 ตัว พร้อมอัตราการตายปีละไม่เกิน 5 ตัว ซึ่งในอัตรานี้จะทำให้พะยูนรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ เพราะมีอัตราการเกิดที่สูงกว่า นั่นทำให้ได้รู้ว่าการอนุรักษ์นั้นเดินมาถูกทาง

นำมาสู่แผนงานล่าสุดที่หัวหน้าเขตฯ รายนี้เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มีการเชิญทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อวางกติกาชุมชนในการดูแลและอนุรักษ์พะยูนร่วมกัน โดยจะมีโครงการวางทุ่นแนวเขตอนุรักษ์หลัก คือบริเวณแนวหญ้าทะเลที่ห้ามไม่ให้เครื่องมือประมงทุกชนิดเข้า ขณะที่มีแนวเขตอนุรักษ์รองลงมา อนุญาตให้เครื่องมือขนาดเล็กที่ชาวบ้านใช้หากินตามปกติเข้าไปได้ ซึ่งในที่สุดจะเป็นแหล่งวิจัยด้วยว่าการฟื้นตัวของสัตว์และหญ้าทะเลในพื้นที่นี้จะดีเพียงใดหากไร้การรบกวน

นอกจากนี้อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการชมพะยูนของนักท่องเที่ยว ซึ่งในอดีตมักมีข่าวการนำเรือเข้าไปไล่ล้อมเพื่อดูสัตว์ แต่กติกาหลังจากนี้จะไม่สามารถแล่นเข้าไปดูพะยูนในบริเวณทุ่นแนวล้อมได้ และในอนาคตเมื่อมีการปรับปรุงหอชมพะยูนแล้ว ก็จะไม่มีการลงเรือไปดูพะยูนอีกต่อไป

"การจัดการที่ยั่งยืนจริงๆ คือต้องดูพะยูนจากที่สูงอย่างเดียว คือบนเขาบาตูปูเต๊ะซึ่งเป็นจุดดูพะยูนที่ดีที่สุด ซึ่งเรากำลังทำโครงการร่วมกับท้องถิ่นเพื่อปรับปรุงหอดูพะยูนให้เป็นไปตามมาตรฐาน เมื่อทำเสร็จเราจะไม่อนุญาตให้มีการลงเรือไปตามดูพะยูนอีก โดยสามารถที่จะดูพะยูนจากบนหอได้ด้วยสายตาเปล่าหรือใช้กล้องส่องก็ได้ ซึ่งวิธีนี้ยังจะเป็นการกระจายรายได้ที่ดี โดยมีชาวบ้านยอมรับร่วมกันเป็นกติกาชุมชน" ชัยพฤกษ์ ระบุ

อีกหนึ่งภาคส่วนที่สำคัญในความพยายามของการอนุรักษ์ฟื้นฟู เกิดจากฟากฝั่งความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ชุมชน เครือข่ายจิตอาสา และเอสซีจี ที่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้จากภูผาสู่มหานที ในจังหวัดตรังมานับตั้งแต่ปี 2559 โดยได้มีการปลูกหญ้าทะเลไปแล้วกว่า 14,000 ต้น และปลูกป่าชายเลนไปแล้วกว่า 1,400 ต้น ร่วมกับการวางบ้านปลาจำนวนรวม 320 หลัง

โดยล่าสุดในเดือนเมษายน 2562 ทางเครือข่ายฯ และเอสซีจียังได้มีการจัดกิจกรรม "เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ" เนื่องในมหามงคลสมัยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะทรงประกอบการพระราชพิธีบรมราชภิเษก ตามพระราชประเพณี ในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ด้วยการปลูกหญ้าทะเลเพิ่มอีก 2,000 ต้น ปลูกป่าโกงกาง 300 ต้น พร้อมกับวางบ้านปลาอีกจำนวน 20 หลัง ที่ชุมชนบ้านมดตะนอย ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง



สำหรับพื้นที่ชุมชนบ้านมดตะนอยแห่งนี้ แม้จะมีพื้นที่หญ้าทะเลอยู่หลายจุดบริเวณชายฝั่งทะเลโดยรอบ แต่ที่ผ่านมาก็มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ชุมชนต้องการขยายพื้นที่การปลูกให้มากขึ้น แต่ติดข้อจำกัดของจำนวนหญ้าทะเลที่มี และการต้องขอต้นหญ้าทะเลจากพื้นที่อื่นมาปลูก

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่เอสซีจีได้เข้ามาร่วมกับชุมชนในกระบวนการศึกษาดูงาน พร้อมกับนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ จนชุมชนสามารถสร้างเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หญ้าทะเล ด้วยการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์เอง รวมถึงสร้างกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชนตั้งแต่การเก็บพันธุ์หญ้าทะเล ทดลองปลูกในศูนย์เพาะพันธุ์ จนปัจจุบันได้เพาะพันธุ์หญ้าทะเลไว้กว่า 1,000 ต้น และมีอัตราการรอดตายระหว่างเพาะพันธุ์ 80%

ขณะเดียวกันชุมชนแห่งนี้ยังได้ทำความตกลงยกเลิกการประกอบอาชีพทำถ่าน เปลี่ยนมาเป็นการปลูกไม้โกงกางด้วยวิธีง่ายๆ คือเห็นลูกไม้จุดใดก็นำไปปลูกต่อในจุดนั้นเพื่อขยายพื้นที่ จนปัจจุบันมีป่าโกงกางรอบบ้านมดตะนอยประมาณ 3,000 ไร่ และตั้งเป็นกติกาชุมชนว่าสามารถนำไม้โกางกางไปใช้สอยในครัวเรือนได้ แต่ไม่สามารถนำไปขายได้ โดยต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการชุมชน

ผลจากการปลูกป่าโกงกางที่ผ่านมา ทำให้พบว่ามีกุ้ง หอย ปู ปลา เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากป่าโกงกางเป็นต้นกำเนิดของสัตว์ทะเล โดยชุมชนพบเห็นกุ้งเคย และปลิงทะเล ที่ไม่ได้พบมาเป็นระยะเวลานาน อีกทั้งยังพบว่าป่าโกงกางช่วยดูดซับลมร้อน ซึ่งเป็นผลเชิงประจักษ์ว่าป่าโกงกางช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ จนนำไปสู่การร่วมกันเพาะพันธุ์ไม้โกงกางขึ้นในชุมชน เพื่อให้มีต้นกล้าไม้ไปปลูกในพื้นที่รอบๆ ได้มากยิ่งขึ้น

เมื่อสัตว์ทะเลเพิ่มมากขึ้นจากการมีแหล่งเพาะพันธุ์และวางไข่ ในบริเวณหญ้าทะเลและป่าโกงกางรอบหมู่บ้าน ชุมชนบ้านมดตะนอยจึงคิดต่อยอดไปถึงการสร้างแหล่งหลบภัยและอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กเพิ่มเติม ในเส้นทางน้ำที่จะออกสู่ทะเล นั่นคือคลองบ้านมดตะนอย และคลองลัดเจ้าไหม จึงมีการจัดทำบ้านปลาจากก้านมะพร้าว หรือซั้งกอ ขึ้นเป็นแหล่งให้สัตว์น้ำขนาดเล็กหลบพักอาศัย แต่ด้วยวัสดุที่ไม่คงทน ทำให้ชุมชนได้หาวัสดุอื่นๆ มาทำบ้านปลาอีกหลายชนิด แต่ก็ไม่ตรงกับตามความต้องการ



ต่อมาหลังเอสซีจีได้เข้ามาพูดคุยกับชุมชนถึงการดูแลอนุรักษ์ชายฝั่งทะเล จึงได้มีการจัดหารูปแบบบ้านปลาที่ตรงตามความต้องการและลงมือทดลองทำ เกิดเป็นบ้านปลาที่ใช้นวัตกรรมปูนคนใต้ ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งแรงทนทาน ทนซัลเฟตและคลอไรด์จากน้ำทะเล มีอายุการใช้งานยาวนาน และไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมแม้อยู่ใต้ท้องทะเล ซึ่งเมื่อวางไปได้ประมาณ 3 เดือนจะมีเพรียงและสัตว์น้ำขนาดเล็กมาเกาะยึด ทำให้ปลาหลายชนิดเข้ามาหลบพักอาศัย ช่วยเพิ่มพื้นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเล และส่งผลดีต่ออาชีพประมง

ไม่เพียงความพยายามในการฟื้นฟูพื้นที่ใต้น้ำเท่านั้น แต่ในส่วนของบนบกเองชุมชนบ้านมดตะนอยก็มีความพยายามแก้ไขปัญหาขยะเรื่อยมา จากที่เคยมีกองขยะสะสมที่ลอยมาติดบริเวณชายฝั่งด้านต่างๆ จำนวนมาก จนเริ่มกำหนดให้มีการทำความสะอาดบ้านตัวเอง และร่วมกันทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะเป็นประจำ เมื่อหมู่บ้านเริ่มสะอาดมากขึ้น จึงเกิดเป็นความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านที่ขยายผลไปทั้งหมู่บ้าน

ในปี 2558 ชุมชนได้มีการคัดแยกขยะ โดยแยกไว้ขายรวมถึงรีไซเคิลในรูปแบบต่างๆ เช่น นำเศษอาหาร มาเป็นน้ำหมักชีวภาพ หรือล้อยางรถยนต์เก่า มาเป็นกระถางปลูกพืชผักสวนครัว ทำให้เกิดการส่งเสริมพืชผักสวนครัวเพิ่มเติมขึ้นในชุมชน และในปี 2559 ชุมชนก็ได้ประกาศเป็นหมู่บ้านปราศจากโฟม จนได้รับรองจากกรมอนามัย และในปี 2561 เอสซีจียังได้เข้ามาเพิ่มความรู้ด้านการจัดการขยะแบบองค์รวม และรณรงค์ใช้ถุงผ้าแทนพลาสติก นำมาสู่การจัดการขยะอย่างบูรณาการ เกิดการขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการทำดีได้ดาว เมื่อนำภาชนะมาใส่อาหารและเครื่องดื่ม การจัดการหลอดพลาสติก โดยนำมารีไซเคิลใส่เป็นหมอนให้ผู้สูงอายุ รวมทั้งการจัดการขยะในครัวเรือน โดยนำมาประดิษฐ์เป็นภาชนะต่างๆ และนำไปขาย เป็นต้น

แม้จุดเริ่มต้นของหลายโครงการจะไม่ได้เป็นเป้าประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูพะยูนอย่างเฉพาะเจาะจง บางโครงการเป็นไปเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน แก้ไขปัญหาการเกิดภัยแล้งทั่วประเทศ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลลัพธ์จากการฟื้นฟูทั้งหมด ในที่สุดจะส่งผลสะท้อนกลับเข้าสู่วงจรของระบบนิเวศที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ทำให้บ้านหลังขนาดใหญ่ของพะยูนแห่งนี้ กลายเป็นที่ปลอดภัยและอยู่อาศัยรอให้เราพบเห็นได้อีกนานแสนนาน


https://greennews.agency/?p=18945
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 03-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is online now
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,807
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


10ปี มติครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ไม่คืบหน้า

ในจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย มี 2 ชาติพันธุ์ใหญ่ๆ ที่มีมติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2553 ให้ฟื้นฟูวิถีชีวิต คือ กะเหรี่ยงและ ชาวเลมอแกน และอูรักลาโว๊ย มติครม.ที่ว่าระบุให้ฟื้นฟูวิถีชีวิต 5 ด้าน คือวิถีชีวิตวัฒนธรรม ความขัดแย้งเรื่องที่ดิน สัญชาติ สาธารณสุข และการศึกษา เกือบ 10ปีแล้วที่มีมติครม.นี้ แต่ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาต่างๆจะยังไม่มีความคืบหน้า



เมื่อวันที่ (1 พ.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สิบกว่าปีแล้ว ที่ชาวมอแกน ทำหน้าที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนที่อ่าวบอนใหญ่ ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา กรมอุทยานฯจัดสรรให้ชาวมอแกนอาศัยอยู่บริเวณนี้ ตั้งแต่ปี 2547 หลังเหตุการณ์สึนามิ

การท่องเที่ยวที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ชาวมอแกนเปลี่ยนวิถีชีวิต จากชนเผ่าอิสระ กลายเป็นลูกจ้างในระบบท่องเที่ยว ส่วนใหญ่รับจ้างทำงานให้กับอุทยานฯ และทำของที่ระลึกขาย



ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนชาวมอแกน แต่การอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ที่มีเงื่อนไขของกฎหมาย ทำให้พวกเขาต้องละทิ้งวิถีบางอย่างไป แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย หลังเกิดไฟไหม้ใหญ่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐก็เข้ามาสร้างให้แม้จะดูคล้ายแบบเดิม แต่ก็ไม่ใช่ของดั้งเดิมอีกต่อไป

เกือบ 10 ปีแล้วที่มีมติคณะรัฐมนตรีฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลเกิดขึ้น นักวิชาการและภาคประชาชน มองว่า ปัญหาของชาวเลทั้ง 5ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง วิถีชีวิต ที่ดิน สัญชาติ การศึกษา และสาธารณสุข ก็ยังไม่คืบหน้า ชุมชนชาวเลทั้งหมด 43 ชุมชน อยู่ในพื้นที่ของรัฐ 28 ชุมชน ที่เหลือขัดแย้งกับเอกชน ซึ่งปัญหาที่ดินเป็นปัญหาเริ่มต้นที่ส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/102358

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:13


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger