เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 16-19 พ.ค. 62 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง ส่วนภาคใต้ยังคงฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 20 - 21 พ.ค. 62 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 2-3 เมตรตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 20 ? 21 พ.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (85.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (102.0 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ปลาทะเลน้ำลึกสามารถมองเห็นสีในความมืด



เมื่อเร็วๆนี้ชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ในกรุงปราก แห่งสาธารณรัฐเช็ก ได้รายงานลงในวารสารวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการวิจัยปลาทะเลน้ำลึกบางชนิด ที่อาจมองเห็น สีคมชัดในความมืดมิดใต้ท้องทะเล เพื่อสามารถเจริญเติบโตได้ในความมืดที่มีสภาพแวดล้อมรุนแรง เนื่องมาจากการดัดแปลงทางพันธุกรรมที่ไม่เหมือนกับสัตว์อื่น

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดหรือจีโนม (gnome) ของปลาจำนวน 101 ชนิด พบว่าปลาทะเล 3 ตระกูล ที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกประมาณ 1,500 เมตร มีระบบการมองเห็น ที่พิเศษสามารถมองเห็นสีในความมืดสนิท ทั้งนี้ ปลาจัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีกระดูกสันหลัง ซึ่งสัตว์ประเภทนี้จะใช้เซลล์รับแสง 2 ตัวที่อยู่ในจอประสาทตาสำหรับการมองเห็น เซลล์ที่มีคุณสมบัติไวแสงนี้คือเซลล์รูปแท่ง (rods cell) จะรับแสงได้ดี มองเห็นที่ที่มีแสงน้อย และเซลล์รูปกรวย (cone cell) ที่จะไวต่อแสงและสีต่างกัน คือไวต่อสีเขียว แดง น้ำเงิน

นักวิจัยเผยว่า ปลา 13 สายพันธุ์จาก 3 ตระกูลปลาทะเลน้ำลึก มีการขยายจำนวนยีนควบคุมสารโรดอฟซิน (rhodopsin) เป็นสารสีม่วงพบที่เซลล์รูปแท่งไวแสงในเรตินา เพื่อช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ และการมองเห็นแบบฉับพลันนั้นเป็นประโยชน์กับปลาเหล่านี้อย่างมาก ในช่วงการหาอาหารและผสมพันธุ์ ทำให้หลีกเลี่ยงการกลายเป็นอาหารนักล่าชนิดอื่นในพื้นที่มืดๆ ที่ความลึกของมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยที่ใหญ่ที่สุดของโลก.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1567463

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


กรุงเทพฯ-9 เมืองใหญ่จมบาดาล ผลโลกร้อน-น้ำแข็งละลาย ..................... คอลัมน์พุ่มไม้ใบบัง โดย ร่มธรรม ขำนุรักษ์

สัปดาห์นี้ชวนดูภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และน้ำแข็งบนแผ่นดินละลายหมด ระดับน้ำสูงขึ้น จนหลายเมืองอาจจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงกรุงเทพและหลายเมืองในไทย หากเราไม่ลงมือทำอะไรเลย


?
รายงานจากคณะกรรมการของสหประชาชาติ (UN) ด้านความร่วมมือระหว่างรัฐบาล เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (IPCC) เตือนว่า จากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศในปัจจุบัน ในปี 2573 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มสูงขึ้น 1.5 องศาฯ เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และจะทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ เช่น ภาวะแห้งแล้งจากไฟป่า อากาศร้อนจัด หนาวจัด พายุรุนแรง ขาดแคลนอาหารทั่วโลก ผู้คนล้มตาย หลายล้านสายพันธุ์ถึงแก่การสูญพันธุ์ และที่สำคัญ "น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งกรุงเทพ และหลาย ๆ เมืองทั่วโลก ที่อาจจะจมอยู่ใต้น้ำ"
?
โดยการละลายของน้ำแข็งบนพื้นดิน มีส่วนสำคัญที่จะเพิ่มระดับน้ำในทะเล ซึ่งการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นผลมาจากการละลายของน้ำแข็งที่อยู่บนบก บนทวีป 2/3 ส่วน อีก 1/3 ส่วนเกิดจากการขยายตัวของปริมาตรน้ำในมหาสมุทรตามอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น
?
ผลการศึกษาของ Christian aid NGO ในอังกฤษระบุว่า มี 8 เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ชายฝั่งเสี่ยงจมใต้ทะเล ได้แก่ ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ จาการ์ต้า ฮิวส์ตัน มะนิลา ธากา ลากอส และกรุงเทพฯ ซึ่งในประเทศไทยนั้น หากน้ำแข็งแผ่นดินกรีนแลนด์ละลายหมด น้ำทะเลจะสูงขึ้น 7 เมตร ทำให้นอกจากกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่จะจมไปด้วย เช่น อยุธยา สระบุรี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรสาคร
?


ไม่นานมานี้ อินโดนีเซียได้ประกาศครั้งสำคัญเตรียมย้ายเมืองหลวง หนีน้ำท่วม และความแออัด จาการ์ตาตั้งอยู่บนจุดที่แม่น้ำ 13 สายมาบรรจบกัน มีประชากรหนาแน่นที่กว่าครึ่งต้องอาศัยขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้ เมืองหลวงแห่งนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก โดยมีอัตราการจมลงของเมืองอยู่ที่ 25 ซม. ทุกปี มีการคาดการณ์ว่าปี 2593 เมืองอาจจมอยู่ใต้น้ำ
?
ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร จะได้รับผลกระทบจากน้ำที่เพิ่มขึ้น เกินครึ่งของเมืองอาจจมน้ำในอีก 15 ปีข้างหน้า เนื่องจากการขยายตัวของเมือง สิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้นกดน้ำหนักลงพื้นดิน และการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น ผลการศึกษาของ Emerging Markets Forum เผยว่า จากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกในปัจจุบัน จะทำให้ในปี 2643 อุณหภูมิโลกอาจสูงถึง 4.9 องศาฯ ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นกว่า 50 ซม. ส่งผลให้ประมาณ 20 เมืองอาจจมใต้น้ำ ซึ่ง 15 เมืองในจำนวนนี้อยู่ในทวีปเอเชีย
?
เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะโลกร้อน เกิดจากที่การกระทำของมนุษย์ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น เช่น การเผาไหม้ การปล่อยควัน ก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ และการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลกระทบให้เราได้เห็นแล้วในปัจจุบันนี้ ทั้งปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน คลื่นความร้อน ความหนาวจัด? หมอกควันพิษ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลสูงขึ้นและอุณหภูมิสูงขึ้น ฝนและพายุแรงขึ้น ที่ส่งผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิต และมนุษย์อย่างมาก?
?


อุณหภูมิของโลกเฉลี่ยในปัจจุบันเพิ่มขึ้นไปแล้วประมาณ 1 องศาฯ เหนือระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรมและและจากคำเตือนของ UN ถ้าหากอุณหภูมิโลกเฉลี่ยร้อนเกินกว่า 1.5 องศาฯ เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม โลกจะต้องเกิดภัยพิบัติหลาย ๆ อย่างตามมา จึงต้องเร่งอาศัยความร่วมมือของทุกประเทศทั่วโลก
?
ข้อตกลงที่เกี่ยวกับการแก้ไขสภาพอากาศ คือ ข้อตกลงปารีส ที่กำหนดว่าแต่ละประเทศจะต้องช่วยกันควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาฯ เหนือระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม IPCC เสนอว่า เราควรรักษาอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาฯ เพราะ 2 องศาฯ นั้นถือว่ารุนแรงมากเกินไป และอาจทำให้ปะการังตายหมดทั่วโลก ถือเป็นเรื่องช็อกเมื่อ "ทรัมป์" ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนี้ โดยอ้างว่าข้อตกลงนี้ไม่เป็นธรรมแก่สหรัฐฯ
?


การแก้ไขปัญหาโลกร้อนและลดก๊าซเรือนกระจก จะต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงในการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม การอยู่อาศัยในเขตเมือง การเร่งเพิ่มต้นไม้ละพื้นที่สีเขียว หยุดใช้เชื้อเพลิงและพลังงานที่ก่อก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอน เช่น ฟอสซิล พลังงานถ่านหิน และน้ำมัน และเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น
?
ทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย จะต้องร่วมมือกันเร่งมาตรการแก้ไข และให้ความสำคัญปัญหาโลกร้อนเหนือสิ่งอื่นใด ให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะสายเกินไป และทำให้หลายเมืองในโลกและในไทยจมอยู่ใต้น้ำ.


https://www.dailynews.co.th/article/709140

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


เผยภาพ "จะนะ" เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ตั้งเป็นศูนย์กลางภาคใต้ตอนล่าง



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ศอ.บต.ส่งคลิปรายละเอียดพื้นที่ "จะนะ เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต" ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางโครงการรวมในพื้นที่เดียวกัน ทั้งท่าเรือน้ำลึก 6 ท่า ส่วนโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า ส่วนที่อยู่อาศัย และพาณิชยกรรม หวังสร้าง อ.จะนะ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาคใต้ตอนล่าง

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม มีมติเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ให้ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต ซึ่งเป็นการขยายผลจากโครงการเมืองต้นแบบ "สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อ.จะนะ ตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เสนอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการพัฒนา 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ อ.จะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย และให้ อ.จะนะ ยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนล่าง ที่เชื่อมโยงไปยังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านนั้น



ในสาระสำคัญของเรื่อง กำหนดกรอบแผนงานโครงการของภาคเอกชน ระหว่างปี 2562-2566 จำนวน 5 แผนงานโครงการ คือ
(1) การพัฒนาท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 เป็นท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2
(2) การวางแผนและลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า [พลังงานไฟฟ้าทางเลือก (Energy Complex)]
(3) การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมจะนะ
(4) การบริหารจัดการด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม และ
(5) การจัดตั้งกองทุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้

วันนี้ (15 พ.ค.) ศอ.บต.ได้ทำคลิปวิดีโอแสดงรายละเอียดของโครงการส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยในส่วนของโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 นั้น จะมีท่าเรือยื่นออกไปในทะเลทั้งสิ้น 3 ท่า แต่ละท่ารับเรือกินน้ำลึกได้ 13 เมตร (รูปที่ 1) ถัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นท่าเรือคอนเทนเนอร์ อู่ซ่อมบำรุงและต่อเรือ และท่าเรือน้ำมันและเชื้อแพลิงแอลเอ็นจี (รูปที่ 2) ด้านหลังเป็นพื้นที่หลังท่าและโลจิสติกส์ (รูปที่ 3) ถัดเข้าไปในด้านในเป็นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ กินพื้นที่จำนวนมาก รองรับอุตสาหกรรม 3 ด้าน คือ
(1) อุตสาหกรรมเกษตร เช่น อาหารฮาลาล ยางพารา น้ำมันปาล์ม
(2) อุตสาหกรรมหนัก มีการผลิตหัวรถจักร ตู้รถไฟ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และ
(3) อุตสาหกรรมปิโตรเคมี



พื้นที่ถัดมาด้านข้างนิคมอุตสาหกรรมเป็นโรงไฟฟ้า ทั้งพลังงานขยะ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และก๊าซธรรมชาติ และพื้นที่สุดท้าย คือ พื้นที่พักอาศัยและพาณิชยกรรม โดยจะสร้างเป็นตึกสูงจำนวนมาก และบ้านเดี่ยวจำนวนหนึ่ง




https://mgronline.com/south/detail/9620000046587

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


กรมอุทยานฯปิดห้ามเที่ยว 'เกาะสิมิลัน-เกาะสุรินทร์' ยาว 5 เดือน



กรมอุทยานแห่งชาติฯประกาศปิดเกาะสิมิลัน เกาะสุรินทร์ ตั้งแต่ 16 พ.ค.- 14 ต.ค.62 เป็นระยะเวลา 5 เดือนตามหลักวิชาการและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ ขณะที่นักท่องเที่ยวยังใช้เวลาวันสุดท้ายเดินทางไปเที่ยวก่อนหมู่เกาะสิมิลันจะปิดพักฟื้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนจำนวนมากได้เดินทางไปชมความงดงามของ หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ อ.คุระบุรี จ.พังงา เป็นวันสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นสุดฤดูท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อท่องเที่ยวก่อนที่กรมอุทยานฯจะประกาศปิดเกาะ เนื่องจากจะเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม คลื่นลมแรง เพื่อป้องกันอันตรายจากการท่องเที่ยวที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน และเพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัว

โดยจะเริ่มปิดการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.- 14 ต.ค.เป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 5 เดือน ตามที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตามหลักวิชาการและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ จึงได้ประกาศปิดพื้นที่บนเกาะ ชายหาด แนวปะการังรอบ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งเป็นเขตสงวนสภาพธรรมชาติ ตามแผนแม่บทการจัดการพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน



โดยทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มีการประกาศปิดหมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.- 14 ต.ค.ของทุกปี รวมเป็นระยะเวลา 5 เดือน เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ประกอบช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทำให้ ฝั่งทะเลอันดามันมีคลื่นสูง ไม่เหมาะแก่การเดินทางด้วยเรือ

หลังจากประกาศปิดเกาะไปแล้ว ทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จะจัดเจ้าหน้าที่ เดินทางออกไปตรวจสอบ และเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบนำนักท่องเที่ยวเสี่ยงอันตรายเข้าไปในเขตอุทยานฯ นอกจากนี้ ก็จะมีการจัดกำลังนำเรือตรวจการณ์ ออกไปตรวจสอบป้องกันการลักลอบทำประมงผิดกฎหมายในเขตอุทยานฯ โดยเฉพาะบริเวณเกาะบอน ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ระหว่างเกาะสิมิลัน และเกาะตาชัย ในช่วงฤดูมรสุม มักจะมีกลุ่มชาวประมงลักลอบเข้าไปจับสัตว์น้ำบริเวณดังกล่าว ทำให้ทรัพยากรได้รับความเสียหายและเสื่อมโทรม


https://www.naewna.com/likesara/413729

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ทุบสถิติ ! ขยะพลาสติก จมจุดลึกสุดก้นสมุทรมาเรียนา 11 กม.

นักสำรวจชาวอเมริกัน ทำสถิติขับเรือดำน้ำลงจุดลึกที่สุด บริเวณร่องลึกที่เรียกว่ามาเรียนา ของมหาสมุทรแปซิฟิกเกือบ 11 กิโลเมตร แต่ต้องเจอขยะพลาสติก จมอยู่ก้นทะเล แสดงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่วิกฤตขึ้น



วันนี้ (15 พ.ค.2562) มีรายงานว่า วิคเตอร์ เวสโคโว นักสำรวจ และนักลงทุนชาวอเมริกัน จากรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำสถิติขับเรือดำน้ำลงจุดลึกที่สุด บริเวณร่องลึกที่เรียกว่า มาเรียนา (Mariana Trench) ซึ่งจุดที่ลึกที่สุดในโลกของมหาสมุทรแปซิฟิก

โดยวิคเตอร์ ทำลายสถิติที่เคยมีคนดำลงไปลึกที่สุด 10,994 กิโลเมตร ทุบสถิติเดิมเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว ที่ระดับความลึก 10,927 กิโลเมตร

"นอกจากจะพบสิ่งมีชีวิตหลากหลายใต้ท้องทะเลแล้ว ยังพบขยะพลาสติก กระจายตัวอยู่ที่ก้นทะเล เช่น ถุงพลาสติก ห่อขนม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างมาก"
เนื่องจากขยะพลาสติกกำลังสร้างมลภาวะไปทั่วท้องสมุทร ไม่เว้นแม้แต่ในจุดที่ลึกที่สุด ที่มนุษย์ยากจะมีโอกาสลงมาถึง

ทั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่มีมนุษย์ดำลงมาในจุุดที่ลึกที่สุดของท้องทะเล หลังมีการดำลงมาครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2503 โดยดอน วอลช์ (Don Walsh) ทหารกองทัพเรือสหรัฐฯ และเพื่อนนักสำรวจชาวสวิส ก่อนที่เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับหนังชื่อดัง จะดำลงมาเป็นครั้งที่ 2 ด้วยเรือดำน้ำสีเขียวสด

ทั้งนี้ในรายงานขององค์การสหประชาชาติประเมินว่า ขยะพลาสติก ที่กระจายตัวอยู่ในท้องทะเลทั่วโลกมีน้ำหนักรวมกันถึง 100 ล้านตัน ซึ่งกลายเป็นปัญหามลพิษ ที่นับวันยิ่งวิกฤต และส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อสภาพแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตในทะเล




https://news.thaipbs.or.th/content/280071
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


ประเทศไทยจะรอดพ้นจากการเป็นถังขยะพิษของโลกหรือไม่? ......................... โดย ธารา บัวคำศรี


การขนส่งขยะพลาสติกในอ่าวมะนิลา ฟิลิปปินส์ ? Jilson Tiu / Greenpeace ? Jilson Tiu / Greenpeace

นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าพลาสติกรีไซเคิลผสมในเดือนมกราคมปี พ.ศ.2561 นอกจากส่งผลสะเทือนต่อระบบรีไซเคิลพลาสติกทั่วทั้งโลกและเผยให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นอันตรายและสิ้นเปลืองของระบบการค้าขยะรีไซเคิลแล้ว ผลที่ตามมาคือ การค้าขยะพลาสติกส่วนใหญ่เปลี่ยนเส้นทางไปยังประเทศที่ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งขาดมาตรการที่รัดกุมเพื่อยุติการนำเข้าหรือไม่มีขีดความสามารถอย่างแท้จริงในการจัดการของเสีย

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง(พ.ศ.2559-2561) การส่งออกพลาสติกทั้งหมดทั่วโลกลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง ผู้ส่งออกรายเดิมต้องจัดการกับขยะตกค้างทั้งส่วนที่ไม่แปรรูปและกึ่งแปรรูปในประเทศของตน แรงกดดันยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น หากการผลิตพลาสติกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามท่ีคาดการณ์ไว้ร้อยละ 40ในอีกทศวรรษหน้า

มาเลเซีย เวียดนามและไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆ ของการค้าขยะพลาสติกหลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนห้ามนำเข้าขยะพลาสติก ช่วงกลางปี พ.ศ.2561 รัฐบาลทั้งสามประเทศออกมาตรการควบคุมทำให้การส่งออกขยะพลาสติกทั่วโลก(ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น) เปลี่ยนเส้นทางไปยังอินโดนีเซียและตุรกี


กราฟแสดงการนำเข้าเศษพลาสติกระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2559-พฤศจิกายน พ.ศ.2561 มายังประเทศไทยจากประเทศผู้ส่งออก 10 อันดับแรก (ที่มา : ข้อมูลการค้าขยะพลาสติกโลกปี พ.ศ. 2559-2561 และผลกระทบจากนโยบายห้ามนำเข้าของเสียของสาธารณรัฐประชาชนจีน, กรีนพีซ เอเชียตะวันออก)

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 รัฐบาลกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา เห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน หรือรู้จักกันในชื่อว่า "อนุสัญญาบาเซล(Basel Convention)" เพื่อทำให้การค้า "ขยะพลาสติก(plastic waste)" มีความโปร่งใสและยกระดับการควบคุมการนำเข้า ส่งออก และนำผ่านขยะพลาสติกระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน รับประกันว่าจะมีการจัดการขยะพลาสติกที่ปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์

การแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญโดยมุ่งหมายที่จะลดมลพิษพลาสติก ภายใต้กลไกของอนุสัญญาบาเซลนี้บรรลุข้อตกลง ณ การประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาทั้งสามในเวลาพร้อมๆ กัน ได้แก่ อนุสัญญาบาเซล อนุสัญญาร็อตเตอร์ดัมและอนุสัญญาสต็อกโฮล์มที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-10 พฤษภาคม 2562 ในหัวข้อร่วม "Clean Planet, Healthy People : Sound Management of Chemicals and Waste"


ขยะบรรจุภัณฑ์อุปโภคบริโภคพลาสติกถูกพบในบริเวณใกล้กับโรงงานรีไซเคิลขยะ Wespack ซึ่งเป็นโรงงานรีไซเคิลขยะในมาเลเซีย ? Greenpeace

นี่คือโอกาสของประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกอนุสัญญาบาเซล (ไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 24 พฤศิจกายน 2540 อนุสัญญาบาเซลมีผลบังคับใช้สำหรับไทยตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2541) สามารถใช้สิทธิตามกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศนี้ในการปฏิเสธนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติม(Amendment)ว่าด้วยขยะพลาสติกภายใต้อนุสัญญาบาเซลนี้ส่งสัญญานทางการเมืองที่ชัดเจนต่อประชาคมโลก ต่อภาคธุรกิจ และต่อตลาดผู้บริโภคว่าถึงเวลาต้องจัดการกับปัญหาการค้าขยะพลาสติกอย่างจริงจัง ข้อตกลงครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้เป็นเครื่องมือสำคัญของประเทศในซีกโลกใต้ในการยุติการทิ้งขยะพลาสติกระหว่างประเทศ และปกป้องประเทศของตนมิให้กลายเป็นถังขยะและกากของเสียเป็นพิษของโลก

ประเทศที่ริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดข้อตกลงว่าด้วยขยะพลาสติกคือ นอร์เวย์ ซึ่งเดินหน้าไปเร็วกว่ากระบวนการเจรจาตามมาตรฐานของสหประชาชาติ ส่วนสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ได้ลงนามในข้อตกลงนี้ แต่ยังรับรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกขยะพลาสติกที่ต้องดำเนินตามพันธกรณีของอนุสัญญาบาเซล สภาอุตสาหกรรมเคมีแห่งสหรัฐอเมริกาและสถาบันอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษวัสดุถือเป็นกลุ่มผู้เล่นหลักในเวทีเจรจาของอนุสัญญาบาเซลโดยมีจุดยืนคัดค้านข้อตกลงเพื่อควบคุมการส่งออกและนำเข้าขยะพลาสติก

ข้อตกลงควบคุมขยะพลาสติกนี้ยังนำไปสู่การที่หน่วยงานศุลกากรจะต้องทำการตรวจตราขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายให้ละเอียดรอบคอบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยจะมีระบบที่มีความโปร่งใสและมีการตรวจสอบย้อนกลับของการนำเข้าและส่งออกขยะพลาสติก นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นจังหวะที่ก้าวหน้าในการผลักดันให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้จัดการกับขยะที่เกิดขึ้นในประเทศ ตลอดจนปรับปรุงระบบการกำจัดของเสียที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


ขยะพลาสติกบริเวณชายหาดวอนนภา จังหวัดชลบุรี ? Chanklang Kanthong / Greenpeace

แต่การจัดการขยะพลาสติกในสังคมไทยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติโรงงานในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา เนื้อหาสำคัญของกฎหมายคือ การให้เอกชนไม่ต้องขออนุญาตต่ออายุใบประกอบกิจการโรงงาน (รง. 4) จากเดิมที่ต้องต่ออายุใหม่ทุก 5 ปี เป็นผลให้ 60,000 โรงงานทั่วประเทศได้ประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าว ขณะที่เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แย้งว่าเนื้อหาสาระสำคัญดังกล่าว จะนำไปสู่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษในสิ่งแวดล้อมกระจายออกไปโดยขาดการควบคุมที่รัดกุม ซึ่งจะนำไปสู่การลดทอนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

ที่สำคัญ โรงงานขนาดเล็กกว่า 50 แรงม้าส่วนใหญ่ประกอบกิจการเป็นประเภทโรงงานหล่อหลอมโลหะ รีไซเคิล คัดแยกขยะ ฝังกลบขยะ ถือเป็นกลุ่มโรงงานที่อันตรายต่อชุมชนหากไม่มีมาตรฐานการดำเนินกิจการ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร สมุทรปราการ และเขตลาดกระบัง ในขณะที่ การยกเลิกระบบต่ออายุใบอนุญาตยิ่งเปิดช่องให้การกำกับดูแลจากรัฐอ่อนแอลงหรือแทบไม่มีเลย

ในขณะที่เรามีสิทธิทางกฎหมาย(ระหว่างประเทศ)ที่จะปฏิเสธการนำเข้าขยะพลาสติกที่เป็นปัญหา พ.ร.บ.โรงงานฉบับใหม่กลับเปิดประตูกว้างเพื่อให้ประเทศไทยเป็นถังขยะพิษของโลกต่อไป!


https://www.greenpeace.org/thailand/...rade-thailand/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


150 ปีประวัติศาสตร์มลภาวะและปัญหาโลกร้อน ... นับถอยหลังจุดจบมนุษยชาติ



"โฮโม เซเปียนส์" ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 200,000 ปีมาแล้ว พัฒนาจนกลายเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แบบเราๆ เมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว เริ่มแสดงภูมิปัญญาด้วยการเริ่มปฏิวัติเกษตรกรรมเมื่อราว 7,000-10,000 ปีที่แล้ว ก่อกำเนิดอารยธรรมแรกของโลกแถบเมโสโปเตเมีย เมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว

หลังจากนั้นมนุษยชาติก็ใช้ชีวิตอยู่ในยุคเกษตรกรรมเรื่อยมา จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (ครั้งแรก) ระหว่างปี ค.ศ.1760-1820 ซึ่งมนุษย์เริ่มใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ถ่านหิน เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการผลิตแบบมหาศาลด้วยโรงงาน และการขนส่งมวลชนที่ใช้พลังไอน้ำ การเผาผลาญเพื่อการเกษตรที่มีวงจำกัด กลายเป็นการเผาผลาญที่ไร้ขีดจำกัดเพื่อผลิตสินค้าและบริการ

นี่คือจุดเริ่มต้นของลัทธิบริโภคนิยมที่จะผลักดันการผลิต และการผลิตผลักดันการเผาผลาญพลังงาน และการเผาผลาญพลังงานผลักดันการสร้างมลภาวะ ในปริมาณมหาศาลแบบที่มนุษยชาติไม่เคยประสบมาก่อน นับตั้งแต่การถือกำเนิดของโฮโม เซเปียนส์

ในปี ค.ศ.1850-1890 หรือหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมผ่านพ้นมาได้ระยะหนึ่ง และโลกเข้าสุ่ยุคโมเดิร์นที่การผลาญพลังงานเริ่มจะถีบตัวเพิ่มขึ้นมา ตอนนั้นอุณหภูมิค่ากลางของโลกอยู่ที่ 13 องศาเซลเซียสเท่านั้น


1859

แม้จะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของการเผาผลาญพลังงานและสร้างมลภาวะ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มตระหนักแล้วว่า การปล่อยก๊าซจะส่งผลกระทบต่อโลก เช่น John Tyndall นักฟิสิกส์ชาวไอริช ที่ระบุไว้ในปี ค.ศ.1859 ว่าก๊าซบางประเภทที่ปล่อยออกมา ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก นั่นเป็นข้อสันนิษฐานเมื่อ 150 ปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ยังไม่มีใครสนใจในสิ่งที่ Tyndall ตั้งข้อสังเกตไว้


1896

อีก 40 ปีต่อมาหลังจากที่ Tyndall ตั้งสมมติฐานเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกจากการปล่อยก๊าซบางประเภท ในปี ค.ศ.1896 นักเคมีชาวสวีดิช Svante Arrhenius ตีพิมพ์รายรายงานการคำนวณภาวะโลกร้อนที่จะเกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของมนุษย์ โดยชี้ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 5-6 องศาเซลเซียส แม้ในปีนั้นอุณหภูมิเฉลี่ยยังห่างไกลจากคำว่าโลกร้อน แต่ประจวบเหมาะกับที่ในปีนี้มีอุณหภูมิสูงอย่างผิดปกติ จนทำให้เกิดปรากฎการณ์คลื่นความร้อนทั้งในซีกโลกเหนือ (สหรัฐอเมริกา) และในซีกโลกใต้ (ออสเตรเลีย) โดยมีผู้เสียชีวิตมากเป็นประวัติการณ์


1870

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1870 การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่การใช้พลังงานไอน้ำจากถ่านหิน ซึ่งเพียงเท่านี้ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกอย่างมากมายแล้ว แต่การปฏิวัติรอบ 2 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของพลังงานไฟฟ้า และการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน ที่ยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมเสียหายหนักมากขึ้น


1920

การปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบ 2 สิ้นสุดวิวัฒนาการในปี ค.ศ.1910 แต่อีก 10 ปีต่อมา (ค.ศ.1920) คือการเริ่มต้นของยุคพลังงานฟอสซิลอีกชนิดนั่นคือ น้ำมัน ทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ค้นพบแหล่งน้ำมันดิบในเท็กซัสและตะวันออกกลาง จึงทำการกลั่นเป็นปิโตรเลียม ทำให้โลกรู้จักพลังงานรูปแบบใหม่ที่ราคาถูกและไม่ปล่อยฝุ่นควันได้ชัดเจนเท่ากับถ่านหิน กอปรกับในช่วงเดียวกันนั้นเป็นยุคของยานยนต์ราคาถูก ที่ผลิตแบบอุตสาหกรรมครั้งแรก เช่น รถรุ่น T ของบริษัทฟอร์ด กลายเป็นจุดเริ่มของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์มหาศาลจากน้ำมัน


1938

แม้ว่าชาวโลกยังไม่ตระหนักถึงผลพวงจากการเผาลาญพลังงานมหาศาล แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มตระหนักนั่นคือ Guy Stewart Callendar ที่รื้อฟื้นทฤษฎีโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เสนอไว้โดย Svante Arrhenius ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.1896 โดย Callendar แสดงหลักฐานว่าทั้งอุณหภูมิและระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ.1938 คนในวงการวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงโต้เถียงถึงความเป็นไปได้หรือแม้แต่เพิกเฉยต่อทฤษฎีนี้


1958

กว่าที่ทฤษฎีก๊าซเรือนกระจกจะเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ ก็ปาเข้าไปปี ค.ศ.1958 แต่เป็นเรื่องที่ยอกย้อน เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เริ่มสนใจปรากฏการณ์เรือนกระจกบนโลกของเราก่อน แต่พบว่าเรือนกระจกที่เกิดจากก๊าซบนดาวศุกร์ ทำให้อุณหภูมิของดาวเคราะห์ดวงนั้นเพิ่มสูงขึ้น


1960

อีก 2 ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน Charles Keeling ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์เรื่องการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และเขาผู้นี้เป็นเจ้าของชื่อ Keeling Curve หรือกราฟซึ่งลงจุดการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลก และในเวลาเดียวกันนั้น นักวิทยาศาสตร์เริ่มคาดการณ์ปริมาณสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคต เช่นในปี ค.ศ.1959 คาดการณ์ว่าคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้น 25% เมื่อถึงปี ค.ศ.2000


1963

ในการประชุมที่จัดโดย Conservation Foundation เป็นครั้งแรกที่ในการประชุมของนักวิทยาศาสตร์แสดงความกังวลเรื่องปัญหาโลกร้อน ที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจนท่วมชายฝั่งอย่างหนักหน่วง และในเขตร้อนสิ่งมีชีวิตเป็นจำนวนมากจะถูกทำลาย หากการปล่อยมลพิษไม่ถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง


1968

John Mercer นักวิทยาศาสตร์ด้านธารน้ำแข็งวิทยาเตือนว่า มีโอกาสที่แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกฝั่งตะวันตกจะแตกอยางรวดเร็ว และทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เมตร และ Mercer คิดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 40 ปีข้างหน้า ซึ่งสิ่งที่เขาทำนายกำลังเกิดขึ้นจริงอยู่ในเวลานี้ เพียงแต่อัตราการคาดการณ์น้ำทะเลที่จะเพิ่มขึ้นได้ปรับลงมาอยู่ที่ราว 3-4 เมตร


1976

Syukuro Manabe นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นพัฒนาโมเดลสภาวะอากาศโลกแบบ 3 มิติ และเมื่อคำนวณอัตราการเพิ่มของคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้น 2 เท่า ก็พบว่าจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส นอกจากนี้การศึกษาในปี ค.ศ.1975 และ 1976 แสดงให้เห็นว่าสาร CFCs ก๊าซมีเธน และโอโซน มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก


1985

ทีมงานของ V. Ramanathan นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ประกาศว่าภาวะโลกร้อนอาจเกิดเร็วขึ้นสองเท่าจากที่คาดไว้ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของมีเธนและก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CFCs


1987

โลกเริ่มตื่นกลัวและตื่นตัวมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1980 และทศวรรษนี้มีความก้าวหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เช่น ปัญหาการลดลงของโอโซน ซึ่งประชาคมโลกแก้ปัญหานี้ด้วยการผ่านอนุสัญญาเวียนนา และพิธีสารมอนทรีออล เพื่อกำหนดข้อจำกัดในระดับสากลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซทำลายโอโซน


1990

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC ฉบับแรก (First Assessment Report) ระบุว่าโลกกำลังร้อนขึ้น และมีโอกาสที่ภาวะโลกร้อนในอนาคตจะเลวร้ายยิ่งขึ้น โดยเนื้อหาสรุปส่วนหนึ่งของรายงานระบุว่า ?การปล่อยก๊าซที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์นั้น เพิ่มความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศอย่างมาก การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์, มีเธน, CFCs และไนตรัสออกไซด์ จะยิ่งเพิ่มภาวะเรือนกระจก ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของพื้นผิวโลกร้อนขึ้น?


1992

ประชาคมโลกจัดการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC ขึ้นที่นครริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล นับเป็นก้าวย่างสำคัญในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนในเวทีสากล แต่การประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่มีความก้าวหน้า เพราะสหรัฐอเมริกาขัดขวางมิให้ที่ประชุมกำหนดมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และหลังจากนี้สหรัฐฯ จะขัดขวางความพยายามที่จะวางกรอบลดมลภาวะมาโดยตลอด


1995

รายงาน IPCC ฉบับที่สอง เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า "คาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการคาดการณ์เรื่องการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในอนาคต และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นเครื่องยืนยันถึงผลกระทบจากมนุษย์ที่ยังผลให้เกิดเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ"


1997

ลงนามพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป้าหมายหลักของพิธีสารเกียวโตคือการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ โดยอิงกับปริมาณการปล่อยก๊าซของแต่ละประเทศ, ระดับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และศักยภาพของแต่รายที่จะลดการปล่อยก๊าซ


1998

เกิด "ซูเปอร์เอลนีโญ" (Super El Ni?o) ซึ่งทำให้ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยรู้จักปรากฎการณ์นี้ เพราะตามปกติเอลนีโญจะเกิดขึ้นในแถบแปซิฟิกของอเมริกาใต้เป็นหลัก ในปีนั้นอากาศร้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก


2001

รายงาน IPCC ฉบับที่สามระบุว่า ภาวะโลกร้อนที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มาก ด้วยผลกระทบจะที่สร้างความเสียหายอย่างมากในอนาคต ทั้งนี้ อุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20 ประมาณ 0.6 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นในชั้นบรรยากาศระดับต่ำสุด 8 กิโลเมตร ในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา อีกทั้งปริมาณหิมะและน้ำแข็งปกคลุมลดลง


2005

พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ ประเทศอุตสาหกรรมหลักเกือบทุกประเทศลงนามรับรองจนหมด ยกเว้นสหรัฐอเมริกา แต่ทว่ารัฐบาลท้องถิ่นของสหรัฐฯ ที่เล็งเห็นถึงภัยจากโลกร้อน ได้ดำเนินการลดการปล่อยมลภาวะด้วยตัวเองโดยไม่รอการตัดสินใจของรัฐบาลกลาง


2014

รายงาน IPCC ฉบับที่สี่ระบุว่า แม้ว่าจะหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในทันที แต่ภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไปอีกนับร้อยปี โดยเนื้อหาในรายงานระบุว่า "อุณหภูมิพื้นผิวจะยังคงอยู่ในระดับคงที่โดยประมาณเป็นเวลาหลายศตวรรษ หลังจากหยุดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยมนุษย์" ซึ่งเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศได้เตือนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 และถึงกับชี้ว่าภาวะโลกร้อนจะดำเนินต่อไปอีกนับพันปี


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


150 ปีประวัติศาสตร์มลภาวะและปัญหาโลกร้อน ... นับถอยหลังจุดจบมนุษยชาติ ..... (ต่อ)


2016

ให้กำเนิดความตกลงปารีส หรือ Paris Agreement เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเริ่มในปี ค.ศ.2020 โดยเป้าหมายระยะยาวคือการหยุดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส อันเป็นระดับก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม จากนั้นจึงค่อยจำกัดการเพิ่มให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งอัตรานี้จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมาก


2018

สหรัฐอเมริกา ประเทศซึ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกถอนตัวออกจากความตกลงปารีส และความร่วมแรงร่วมใจของประชาคมโลกที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อนตกอยู่ในความมืดมน

นี่คือประวัติศาสตร์สังเขปของปัญหาโลกร้อน เป็นความสังเขปที่น่ากังวล เพราะในประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 200,000 ปีของโฮโม เซเปียนส์ แต่เพียงส่วนเสี้ยวกระจิดริดของยุคสมัยเท่านั้นที่กำลังนำพาพวกเขาไปพบกับจุดจบ ส่วนเสี้ยวนี้มีระยะเวลาเพียง 150 ปี หากเทียบกับ 200,000 ปีแล้วมีอัตราส่วนเพียง 0.08 เท่านั้น

และหากยังอยู่ในเทรนด์นี้ต่อไป ปัญหาโลกร้อนจะกู่ไม่กลับ ซึ่งหมายความว่ามนุษยชาตินับถอยหลังจุดจบของประวัติศาสตร์โฮโม เซเปี้ยนส์ไว้ได้เลย

สำหรับประวัติศาสตร์ของการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ คงสรุปได้ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า "ปัญหายืนยาว ชีวิตสั้น" เพราะต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าที่โลกจะปกติได้อีกครั้ง ? สมมติว่าหากจะกลับมาปกติได้


https://greennews.agency/?p=19021

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 16-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,679
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


ปฏิบัติการช่วยชีวิตเต่ากระ ณ แท่นขุดเจาะบงกช

เฟซบุ๊ก PTTEP ของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. เผยแพร่คลิปช่วยชีวิตเต่ากระ 2 ตัวติดเศษอวนขยะทะเลบริเวณแท่นขุดเจาะบงกช



โดยใน เฟซบุ๊ก PTTEP ระบุว่า นอกจากภารกิจผลิตก๊าซธรรมชาติกลางอ่าวไทยแล้ว พี่น้องชาวแท่นของเรายังมีภารกิจที่ทำด้วยใจในการช่วยดูแลเพื่อนร่วมท้องทะเลของเราด้วยครับ

เมื่อเย็นวานนี้ พี่ ๆ ชาวแท่นบงกชเหนือ พบน้องเต่าทะเล 2 ตัวติดเศษเชือกอวนลอยมา จึงโรยตัวลงไปช่วยเหลือ และปล่อยน้องเต่ากลับคืนสู่ท้องทะเลไป น้องเต่า 2 ตัวนั้นเป็นเต่ากระ อายุประมาณ 3-4 ปี และอีกตัวอายุประมาณ 1-2 ปีครับ

พร้อมกับบอกด้วยว่า "ขยะที่ถูกทิ้งลงในทะเลส่งผลไม่น้อยต่อสัตว์ทะเล หากพวกเราตระหนักและช่วยกันดูแล งดทิ้งเศษขยะและสิ่งของต่าง ๆ ลงทะเล ก็จะช่วยให้ท้องทะเลเป็นบ้านที่น่าอยู่และปลอดภัยกับเพื่อนใต้ทะเลของเราอย่างแน่นอนครับ"


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/103035

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:39


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger