เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,068
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน 2561

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย สำหรับภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 7-10 พฤศจิกายน 2561 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวไทยตอนกลางจะเคลื่อนเข้ามาปกคลุมภาคใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในบริเวณภาคใต้ระมัดระวังอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในวันที่ 7 พ.ย. บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ แต่ยังคงมีอากาศเย็นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้

ส่วนในช่วงวันที่ 8-12 พ.ย. บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น สำหรับภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในวันที่ 7 พ.ย. ขอให้ประชาชนในบริเวณประเทศไทยตอนบน ระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย ส่วนในช่วงวันที่ 8-10 พ.ย. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "ฝนตกหนักถึงหนักมากในบริเวณภาคใต้" ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 06 พฤศจิกายน 2561

หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง คาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านภาคใต้ลงสู่ทะเลอันดามัน ในช่วงวันที่ 7-10 พฤศจิกายน 2561 โดยส่งผลกระทบต่อภาคใต้ ดังนี้

วันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2561 มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2561 มีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทย จะมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (94.0 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (95.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (101.3 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,068
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ช็อก หนุ่มออสซี่ เล่นน้ำทะเลกับเพื่อน โดนฉลามขย้ำ เลือดสาด ดับสลด

หนุ่มออสเตรเลีย วัย 33 ลงเล่นน้ำทะเลกับเพื่อนๆ ในรัฐควีนส์แลนด์ เคราะห์ร้าย โดนฉลามขย้ำ กัดแขน-ขา บาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล



เมื่อ 6 พ.ย.61 สำนักข่าวบีบีซี รายงานเกิดเหตุสะเทือนขวัญ หนุ่มออสเตรเลีย วัย 33 ปี โดนฉลามจู่โจมกัดขย้ำ จนเสียชีวิต ขณะลงเล่นน้ำทะเลบริเวณอ่าวซิด ที่เกาะ Whitsunday ในรัฐควีนส์แลนด์ นับเป็นผู้เคราะห์ร้ายรายที่ 3 ที่ถูกฉลามกัดในบริเวณนี้ตั้งแต่เดือนกันยายน ที่ผ่านมา เพียงแต่ 2 รายแรก ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต

จากการเปิดเผยของตำรวจในพื้นที่ ระบุว่า หนุ่มเคราะห์ร้ายรายนี้ ถูกฉลามทำร้ายขณะลงเล่นน้ำกับเพื่อนๆ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยได้ถูกนำตัวขึ้นจากทะเล ในสภาพที่แขนและขาถูกฉลามขย้ำจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ร่างกายสูญเสียเลือดมาก และได้ถูกนำขึ้นเฮลิคอปเตอร์กู้ชีพ ส่งโรงพยาบาลในเมืองแมคเคย์ รัฐควีนส์แลนด์ ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่การแพทย์ เร่งนำหนุ่มเคราะห์ร้าย ถูกฉลามกัดส่งโรงพยาบาล
ข่าวแจ้งว่า เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา มีเด็กหญิงวัย 12 ขวบ และหญิงอายุ 46 ปี ถูกฉลามกัดในบริเวณอ่าวซิด ภายในช่วง 24 ชั่วโมง โดยต่อมา เด็กหญิงต้องถูกตัดขาทิ้ง เพื่อรักษาชีวิต ทั้งนี้ตามรายงานของข้อมูลฉลามทำร้ายคนในออสเตรเลีย ระบุว่าตั้งแต่ต้นปี 2561 จนถึงวันจันทร์ที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา มีคนเสียชีวิตจากการถูกฉลามทำร้ายในออสเตรเลีย 1 ราย และบาดเจ็บถึง 16 ราย


https://www.thairath.co.th/content/1413705

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,068
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


อุโมงค์เชื่อมผืนป่าสัตว์มารอใช้แล้ว

คืบทางเชื่อมผืนป่า กบินทร์บุรี ? อ.ปักธงชัย ?ระยะทาง 3.45 กม. สร้่วงป็นอุโมงค์คู่ ?2 ?แห่งอยู่ระหว่างถมดินเหนืออุโมงค์เป็นทางให้สัตว์ป่าเดินข้ามบนอุโมงค์ ล่าสุดพบรอยเท้าสัตว์บริเวณนี้แล้ว


?
นายบัญชา สุทัยบำรุง ผู้อำนวยการสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวง(ทล.)เปิดเผยความคืบหน้าโครงการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข304 และการก่อสร้างทางเชื่อมผืนป่าบริเวณ กม.191+860.000 ? 195+465.000และ กม.207+760 ? 223+269.000 ?จาก 2 ช่องจราจรเป็น 4 ช่องระยะทางรวม 19 กม.ว่า ?ทั้ง3 โครงการ ได้แก่ 1) สายอ.กบินทร์บุรี ? อ.ปักธงชัย (ทางเชื่อมผืนป่าเป็นอุโมงค์และทางยกระดับ) ?3.45กม. ?ได้ผลงาน 92% ล่าช้า 5%กำหนดแล้วเสร็จม.ค.62 ? 2) สายอ.กบินทร์บุรี ? อ.วังน้ำเขียว ตอน 3 (ส่วนที่ 1) ?8.8 กม. คืบหน้า 60% ช้ากว่าแผน5% ?กำหนดแล้วเสร็จก.ค. 62 และ 3) สาย อ.กบินทร์บุรี ? อ.วังน้ำเขียวตอน 3 (ส่วนที่ 2) ?6.7 กม. คืบหน้า 32% ช้ากว่าแผน13 %กำหนดแล้วเสร็จ พ.ย. 62 ? เนื่องจากติดปัญหาช่วงฤดูผล แต่จะเร่งงานทั้ง3โครงการอย่างเต็มที่ให้แล้วเสร็จตามแผน

นายบัญชา กล่าวต่อว่า ? สำหรับช่วงอ.กบินทร์บุรี ? อ.ปักธงชัย (ทางเชื่อมผืนป่า) ?ระยะทาง 3.45 กม. ที่เป็นอุโมงค์คู่ ?2 ?แห่ง ?คู่แรกยาว 250 เมตร ?และคู่ที่2 ยาว 180 เมตร ?ห่างกัน 300-500เมตร ขนาด 4ช่อง ขาไป2 ช่องและขากลับอีก2 ช่อง ?อยู่ระหว่างถมดินเหนืออุโมงค์ทำเป็นทางให้สัตว์ป่าเดินข้ามบนอุโมงค์ โดยดินที่ถมนั้นต้องมีความหนา1-2เมตรเพื่อเชื่อมพื้นป่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลานเข้าด้วยกัน งานส่วนนี้ค่อนข้างล่าช้า เนื่องจากหลายเดือนที่ผ่านมาความยากลำบากของการทำงานต้องสู้กับฤดูฝนเนื่องจากก่อสร้างกลางผืนป่าขนาดใหญ่ปัจจัยการเกิดฝนมีมาก

อย่างไรก็ตามหมดฤดูฝนแล้วทางผู้รับเหมาจะเร่งให้แล้วเสร็จตามกำหนด เพื่อให้ทางอุทยานแห่งชาติเข้ามาจัดสรรระบบนิเวศบนอุโมงค์ต่อไป เพราะสัตว์ป่าบางส่วนเริ่มเข้ามาหากินใกล้ที่ก่อสร้างแล้วเริ่มพบมูลสัตว์และรอยเท้าสัตว์ อีกทั้งคนงานก่อสร้างยังพบเห็นเลียงผาช้าง แล้วด้วย ?ถือว่าโครงการนี้สามารถเชื่อมผืนป่าได้จริงๆ ? ทล.จะก่อสร้างกำแพงกั้นตลอดแนวถนนเพื่อกั้นคนทิ้งขยะริมทางและไม่ให้รบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ป่าด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า ? เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาได้เปิดใช้อุโมงค์คู่เชื่อมพื้นป่าฝั่งวังน้ำเขียวไปกบินทบุรีแล้วโดยเปิดให้รถวิ่งสวนกัน ?เพื่อระบายรถช่วงเทศกาลสงกรานต์ ? เช่นเดียวกับสะพานยกระดับเชื่อมพื้นป่ายาว570เมตรสำหรับรถยนต์ข้ามและให้สัตว์ป่าเดินลอดใต้สะพานด้วยนั้น ก็เปิดให้ประชาชนใช้ฝั่งวังน้ำเขียวไปกบินทร์บุรีเช่นกัน ส่วนอุโมงค์และสะพานยกระดับอีกฝั่งอยู่ระหว่างเก็บรายละเอียดโดยถมดินอุโมงค์ ?ได้เร่งรัดผู้รับเหมาเร่งงานให้ประชาชนได้ใช้ทันก่อนปีใหม่เพื่อระบายรถหรือถ้าไม่ทันก็ต้องเป็นช่วงหลังปีใหม่ตามกำหนดสัญญาก่อสร้างที่จะสิ้นสุดในเดือนม.ค.62


https://www.dailynews.co.th/economic/675652

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,068
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


หลังจีนแบนขยะพลาสติก! จับตา "อาเซียน" แหล่งรับฟอกขยะรายใหญ่ของโลก



ปัญหาขยะพลาสติกและการระบายออกไปสู่ประเทศที่ 3 จากที่เคยดำเนินการแบบเงียบๆ ในทางลับๆ ไม่เป็นที่เปิดเผยมานานหลายสิบปี แต่ด้วยปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และการใส่ใจสิ่งแวดล้อมของผู้คน เรียกว่าเมื่อประชาชนตั้งข้อรังเกียจกับการดำเนินงานแบบไร้ธรรมาภิบาล โดยเฉพาะกับประเทศผู้ทิ้งขยะรายใหญ่ของโลก

ล่าสุดที่เพิ่งเป็นข่าวใน Malay Mail เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่ามาเลเซียกลายเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายปลายทางของขยะพลาสติกของโลกเพื่อทำการรีไซเคิลขยะ โดยประเทศต่างๆ ขนส่งขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลไปยังมาเลเซีย อย่างเช่น ข้อมูลจาก Guardian ระบุว่า สหรัฐอเมริกาขนส่งขยะพลาสติกกว่า 157,299 เมตริกตันไปยังมาเลเซีย ในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นกว่าปีละ 273% จากระยะเดียวกันปีที่แล้ว

ที่เป็นเรื่องราวขึ้นมาสำหรับมาเลเซีย เพราะแนวโน้มของสถานการณ์เช่นนี้ นับวันจะรุนแรงขึ้น จนประเทศที่เป็นเป้าหมายปลายทางได้รับผลกระทบหากไม่เตรียมตั้งรับให้ดี ทั้งนี้ เนื่องจากปีนี้ประเทศจีนเพิ่งจะประกาศยุติการรับขยะพลาสติกเข้ามาในประเทศอย่างเป็นทางการแล้ว

นอกจากมาเลเซียแล้ว ประเทศเวียดนามและไทยเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ลงในฐานะประเทศปลายทางของขยะพลาสติกไม่แตกต่างจากมาเลเซียมากนัก เพราะเวียดนามรับขยะพลาสติกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ไป 71,220 เมตริกตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 46% และไทยเองก็มีอัตราการเพิ่มขึ้นของการเป็นประเทศรองรับขยะไม่น้อยกว่าสองประเทศดังกล่าว



คำถามที่น่าสนใจก็คือ ประเทศที่เป็นฝ่ายต้องรับขยะพลาสติกจากประเทศผู้ทิ้งรายใหญ่เหล่านี้ดูเหมือนจะตกเป็นเหยื่อของสงครามขยะพลาสติกเหล่านี้หรือไม่

ประการแรก จากข้อมูลของกลุ่มกรีนพีชพบว่า เฉพาะสหรัฐเคยส่งออกขยะพลาสติกไปยังจีนในสัดส่วนมากถึง 92% ของขยะพลาสติกทั้งหมดของประเทศ การตัดสินใจของรัฐบาลจีนที่ห้ามการนำเข้าขยะพลาสติกจากต่างประเทศทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ในการผ่องถ่ายขยะพลาสติกจากประเทศเจ้าของขยะพลาสติกรายใหญ่ๆ ของโลกในทันที โดยไม่มีประเทศใดเตรียมพร้อมรองรับปัญหานี้ทดแทนได้และขาดแนวทางเลือกอื่นที่ยืดหยุ่นจัดการขยะพลาสติกที่เคยส่งไปยังจีนได้อย่างครบถ้วน

ประการที่สอง ผู้บริโภครายย่อยที่ทำให้เกิดขยะพลาสติกแต่ละคน ไม่มีโอกาสรับรู้กับปัญหาใหญ่เหล่านี้ เพราะเข้าใจว่าทันทีที่ตนทิ้งขยะพลาสติกลงในถังขยะที่ระบุไว้บนถังขยะว่า ?รีไซเคิล? หมายความว่าขยะพลาสติกเหล่านี้จะถูกนำไปรีไซเคิล 100%

นั่นคือ ไม่มีผู้บริโภคคนใดรับรู้เบื้องหลังการถ่ายทำว่า จริงๆ แล้วขยะพลาสติกที่จะรีไซเคิลได้จะต้องถูกส่งไปยังจีนหรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ก่อนเพื่อผ่านเข้ากระบวนการรีไซเคิล ซึ่งในความเป็นจริงประเทศเป้าหมายปลายทางเหล่านั้นอาจจะไม่ได้รีไซเคิลขยะพลาสติกทั้ง 100% แต่นำไปทิ้งฝังกลบใต้ดินที่ใดที่หนึ่งก็ได้ และยังใช้วิธีการเผาที่ทำให้เกิดมลพิษ

ประการที่สาม ความวิตกถึงประเด็นการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างมีธรรมาภิบาล และประเด็นการปฏิบัติจริงที่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย กติกา หลักเกณฑ์ หรือความตกลงที่ประเทศนั้นๆ กำหนดไว้ จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแสดงการดำเนินงาน รายงานผลอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้หรือไม่



ประการที่สี่ กรณีของมาเลเซีย พบว่ามีอย่างน้อย 4 ประเทศต้นทางขยะแล้วที่มีข้อมูลเปิดเผยออกมาว่าจะใช้มาเลเซียเป็นเป้าหมายปลายทางของขยะพลาสติกสำหรับการรีไซเคิล คือ อังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ทดแทนช่องทางการส่งออกขยะพลาสติกไปจีน

นอกจากนั้น กรณีของอังกฤษมีข้อมูลที่เปิดเผยว่าการส่งออกขยะพลาสติกราว 250,000 เมตริกตัน อยู่ในรูปแบบของหีบห่อสินค้าปกติ (Product packaging) และราว 17% มีปลายทางที่มาเลเซีย เทียบกับในอดีตที่ส่งออกทั้งหมดไปจีน ขณะที่นิวซีแลนด์ได้ส่งออกขยะพลาสติกไปมาเลเซียในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 3 เท่า

ประการที่ห้า สิ่งที่น่าวิตกไม่ใช่เพียงการรองรับปริมาณขยะพลาสติกมหาศาลจากประเทศอื่น หากแต่เป็นความกังวลว่าความเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้ส่วนบุคคล โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวม จะทำให้เกิดการลักลอบเปิดโรงงานรับจัดการขยะพลาสติกเถื่อนที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย ที่รับเงินค่ารีไซเคิลขยะพลาสติกมา แต่เอาเข้าจริงกลับนำมาฝังกลบในดินหรือเผาทิ้งแทน ซึ่งทำให้สังคมที่อยู่รอบๆ โรงงานที่ว่าเดือดร้อนด้านสุขอนามัย เพราะสารพิษจากการเผาขยะเหล่านั้น

ประการที่หก ประเทศเป้าหมายปลายทางยังไม่ตื่นตัว หรือทำการปรับเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมปัญหาที่จะเกิดขึ้นดังกล่าวในเชิงนโยบายอย่างเพียงพอ หรือเป็นรูปธรรมที่จะทำให้เกิดความสบายใจในเรื่องมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนดังกล่าว และหากจะมีการควบคุมทางด้านกฎหมายที่เข้มงวด รัดกุมมากขึ้นจริง ก็จะทำให้ปัญหาการผ่องถ่ายขยะพลาสติกของประเทศต้นทางไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9610000110984

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,068
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ย้อนรอยขยายถนนผ่านป่า



ไทยพีบีเอสออนไลน์ รวบรวมบางโครงการ "ถนนผ่านป่า" ที่เคยถูกคัดค้านการก่อสร้าง เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นการรักษาชีวิตสัตว์ป่า

กรณีโครงการปรับปรุงพื้นผิวจราจรถนนสาย "บ้านกร่าง-พะเนินทุ่ง" ให้เป็นทางคอนกรีต ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ถูกคัดค้านและขอให้ชะลอโครงการ เพราะเกรงว่าจะกระทบการขึ้นทะเบียนมรดกโลกและส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า แต่ก่อนหน้านี้ก็มีอีกหลายโครงการตัดถนนผ่านป่าถูกคัดค้านเช่นกัน บางโครงการถูกระงับ ขณะที่บางโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ




ขยายถนน 304 ผ่านป่าเขาใหญ่-ทับลาน

โครงการขยายถนน 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) ตัดผ่านป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน ก่อนหน้านี้ใช้เวลาพิจารณาก่อสร้างนาน 10 ปี เนื่องจากกรมทางหลวงยึดมติ ครม.เรื่องการขยายถนน เมื่อปี 2538 และปี 2547 ซึ่งเป็นมติที่เกิดขึ้นก่อนการเสนอให้ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติในปี 2548 จึงทำให้เกิดเสียงคัดค้านจากกลุ่มนักอนุรักษ์ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับความเป็นมรดกโลก หากมีการก่อสร้างและขยายเส้นทาง

แต่โครงการนี้เดินหน้าต่อในปี 2557 เมื่อ คสช.เห็นชอบโครงการขยายเชื่อมผืนป่ามรดกโลก ถนนสาย 304 (กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) โดยกรมทางหลวงรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์เชื่อมป่าทั้ง 2 แห่งในจุดที่เป็นคอขวด ให้เป็นถนน 4 เลน ส่วนบนอุโมงค์เป็นทางเชื่อมทางเดินของสัตว์ป่า และภายหลังที่ คสช.อนุมัติโครงการนี้ ก็มีเสียงคัดค้านจากกลุ่มนักอนุรักษ์ที่มองว่าจะส่งผลกระทบกับผืนป่าและระบบนิเวศ แต่ก็ยังคงมีการดำเนินการก่อสร้างมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปลายปี 2561 และจะถือเป็นต้นแบบในการเชื่อมผืนป่าแห่งแรกในประเทศไทย

กระทั่งเดือนเมษายน 2561 แขวงทางหลวงปราจีนบุรี ได้ทดลองเปิดใช้อุโมงค์เชื่อมผืนป่าแห่งนี้ให้กับผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์ เป็นการชั่วคราว เนื่องจากถนนเส้นนี้เป็นทางคมนาคมหลักเชื่อมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก


ถนนผ่านป่าน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

จากมติ ครม.ในปี 2538 ที่ให้มีการขยายถนน 4 เลนทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมต่อด้านเศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวครอบคลุมถึงป่าน้ำหนาวที่จะขยายเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 ระยะทาง 43 กิโลเมตร เส้นทางระหว่างหล่มสัก-ชุมแพ ผ่านกลางอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เพื่อใช้เป็นทางเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โครงการนี้ถูกคัดค้านอย่างหนักจากเครือข่ายองค์กรและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้เหตุผลว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ขาดความน่าเชื่อถือและไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และยังเป็นการทำลายป่าน้ำหนาวให้แยกออกเป็น 2 ส่วน ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งสภาพเส้นทางมีความสูงชัน ไม่เหมาะกับการคมนาคมขนส่งสินค้า และสุดท้ายโครงการนี้ขัดมติ ครม.เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2550 ที่ไม่ให้ขยายช่องจราจรในเส้นทางสาธารณะเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ให้ปรับปรุงผิวจราจรหรือชะลอความเร็วแทน พร้อมเสนอให้ยุติดำเนินการ

ในปี 2559 โครงการนี้ถูกระงับจากที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เนื่องจากเห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มป่าน้ำหนาว-ภูเขียว ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า โดยให้กรมทางหลวงไปหาเส้นทางใหม่อ้อมพื้นที่อนุรักษ์ กระทั่งในปี 2561 โครงการถนนผ่านป่าน้ำหนาวก็ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ดสิ่งแวดล้อม




ถนนสาย 1117 คลองลาน-อุ้มผาง

ในปี 2528 มีการก่อสร้างเส้นทางสายคลองลาน-อุ้มผาง เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงในการปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง การก่อสร้างเส้นทางสายนี้จึงยุติที่กิโลเมตรที่ 115 ตามมติ ครม.ในปี 2530 โดยเหลือระยะทางอีกเพียง 28 กิโลเมตรที่เส้นทางดังกล่าวจะทะลุถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จ.ตาก

เมื่อปี 2547 มีโครงการต่อขยายเส้นทางคลอง-อุ้มผาง หรือทางหลวงเลข 1117 โดยเส้นทางนี้จะตัดผ่านป่าอุทยานแห่งชาติคลองลาน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่เป็นระบบนิเวศต่อเนื่องกันของผืนป่าตะวันตก แต่ถูกคัดค้านจากองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เห็นว่าจะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงหากมีการก่อสร้างถนนตัดผ่านผืนป่าตะวันตก จนกระทั่งสามารถยับยั้งโครงการก่อสร้างถนนสายคลองลาน-อุ้มผาง ได้สำเร็จ

นอกจากนี้ในปี 2556 ชาวบ้าน อ.อุ้มผาง จ.ตาก ได้เรียกร้องให้รัฐบาลก่อสร้างถนนสาย 1117 มุ่งสู่ อ.อุ้มผาง ตามแผนเดิม แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้าน เนื่องจากโครงสร้างถนนเดิมไม่สามารถใช้งานได้และเปลี่ยนสภาพเป็นป่าที่สมบูรณ์ทั้งหมดแล้ว




ถนน 3259 เขาอ่างฤาไน

ถนน 3259 มีระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อปี 2532 โดยกรมการทหารช่าง กองทัพบก กระทั่งโอนให้กรมทางหลวงดูแลในปี 2540 และประกาศเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3259

เส้นทางสายนี้ผ่านพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดยมีช่วงที่ตัดผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จ.ฉะเชิงเทรา ป็นระยะทาง 17 กิโลเมตร ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าภาคตะวันออกทำให้มีสัตว์ป่าหลายชนิดอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช้างป่า

แต่เนื่องด้วยถนนสายนี้เป็นทางลัดจากภาคกลางสู่ภาคตะวันออก จึงทำให้มีรถยนต์แล่นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้สัตว์ป่าล้มตายจากการถูกรถชนเป็นจำนวนมาก จากการสำรวจพบว่าปี 2541-2542 มีรถแล่นผ่านถนนสายนี้ 299,298 คัน และในช่วงเวลาเดียวกันมีสัตว์ป่าถูกรถชนตาย 14,408 ตัว

เหตุสูญเสียสัตว์ป่าจากการถูกรถชนครั้งแล้วครั้งเล่า นำมาสู่การเสนอปิดถนนสายนี้เป็นการถาวร แต่ไม่ผ่านมติ ครม.จึงมีการบังคับใช้มาตรการปิดถนนเป็นช่วงเวลา เพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์


https://news.thaipbs.or.th/content/275522

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,068
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


ไม่ยืนยัน ฉลามหูดำตายในกระสอบปุ๋ย พบที่อ่าวมาหยา



หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี จ.กระบี่เผยกรณีแชร์ภาพซากฉลามหูดำติดในกระสอบ บริเวณอ่าวมาหยา มีการตรวจสอบจากทีมดำน้ำบริษัทเอกชนเกาะพีพีแล้ว ไม่สามารถยืนยันได้ว่าพบที่อ่าวมาหยาคาดว่าน่าจะเป็นภาพจากที่อื่น ยืนยันหลังมีการประกาศปิดชั่วคราวก็มีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าดูแลตลอด ไม่สามารถลักลอบเข้าได้

จากรณีที่มีการเผยแพร่ภาพ ซากฉลามหูดำหรือฉลามครีบดำ ในโลกโซเชี่ยล ฯ อยู่ในกระสอบปุ๋ยส่วนหัวโผล่ออกมา ลำตัวและหางอยู่ในกระสอบ ซึ่งระบุว่า ลูกฉลามหูดำตัวนี้ถูกพบขึ้นมาลอยติดอยู่บนหาดทราย อ่าวมาหลง ใกล้ๆ ปากทางเข้าอ่าวมาหยาเขตอุทยานแห่งชาตอหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่โดยทีมนักดำน้ำจากBarracuda Divingซึ่งเป็นร้านสอนดำน้ำบนเกาะพีพีเมื่อประมาณ 9 โมงเช้าวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา

ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์ต่างๆนานาว่ามีการเข้าไปลักลอบจับฉลามหูดำที่อ่าวมาหยา ได้อย่างไรทั้งที่มีการประกาศห้ามเขาทำกิจกรรม ท่องเที่ยว อ่าวมาหยาชั่วคราว ห้ามทำกิจกรรมท่องเที่ยว หรือเรือนำเที่ยวเขาไปเพื่อฟืนฟูทรัพยากรธรรามชาติ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รวมเวลากว่า5 เดือนขณะที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพีสั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

(6 พ.ย.61) นายวรพจน์ล้อมลิ้มหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพีได้เปิดเผยว่าจากการตรวจกับบริษัทดำน้ำ ของบริษัมดังกล่าว ยังไม่มีใครยืนยันว่าพบซากฉลามหูดำที่อ่าวมาหยา แต่อย่างใด อาจเป็นไปได้ว่าภาพฉลามหูดำอาจจะมาจากที่อื่นก็เป็นได้เนื่องจากภาพมีเพียงภาพเดียวที่นำมาแชร์ต่อกัน เชื่อว่าไม่ใช่พบที่บริเวณอ่าวมหยา ในยุคโซเชียลข่าวสารมีการเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการตรวจสอบจะต้อง หาข้อมูลจะต้องเป็นไปอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ทุกคนให้ความสนใจและขอย้ำว่าภาพที่เห็นไม่ได้บ่งบอกถึงอาณาบริเวณที่พบว่าที่ไหน อย่างไร และซากฉลามหูดำอยู่ในสภาพอย่างไร



อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ประกาศปิดอ่าว และเป็นไปได้ยากที่จะมีคนลักลอบเข้ามาได้ เรือสักลำก็ไม่สามารถเข้ามาได้ อีกทั้งในพื้นที่เองก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานคอยดูแลตลอดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติฯ ต้องขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่หวงแหนทรัพยากรทางธรรมชาติ ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ทั้งนี้หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถแจ้งเข้ามายังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่ได้นิ่งเฉย และจะรีบดำเนินการเรื่องอย่างเร็วที่สุดอยู่แล้ว นายวรพจน์กล่าว

ขณะที่เพจ นักอนุรักษ์ ชื่อ"Rereef" ระบุว่า เบื้องต้นยังไม่อาจสรุปได้ว่า ปลาฉลามดังกล่าวถูกจับแล้วนำมาใส่ถุงเพื่อลักลอบเอาออกไป หรือลูกฉลามตัวดังกล่าว โชคร้ายว่ายเข้าไปติดกับเศษขยะทะเลโดยไม่ตั้งใจ จนทำให้เสียชีวิตไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็นับเป็นความสูญเสียที่ไม่น่าเกิดขึ้น เพราะเพิ่งจะมีข่าวดีที่พบลูกฉลามเป็นจำนวนมากเข้ามาใช้พื้นที่อ่าวมาหยา และสามารถพบเห็นได้ไม่ยากบริเวณใกล้ชายหาด


http://www.nationtv.tv/main/content/378668056/#cxrecs_s

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,068
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


"นักวิชาการ" ชี้ทำถนนตัดป่า ต้องมีแผนรองรับ

นักวิชาการระบุเสือดาวเดินถนนเป็นเรื่องปกติ ชี้ทำถนนตัดป่าต้องมีแผนรองรับ เผยหากมีการสัญจรมาก รถใช้ความเร็วทำสัตว์ไม่กล้าข้ามถนน แยกป่าออกจากกัน



ดร.ดุสิต งอประเสริฐนักวิจัยประจำกลุ่มนิเวศวิทยาการอนุรักษ์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้ซึ่งเคยทำงานวิจัยผู้เคยทำวิจัยเรื่องผลกระทบของการจราจรของที่ถนนที่ตัดบนเขาพะเนินทุ่งกับพฤติกรรมของสัตว์ป่า กล่าวถึงกรณีที่มีเสือดาวมาปรากฏตัวบนถนนทางลงจากแคมป์บ้านกร่าง อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจานว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เพราะพฤติกรรมของเสือไม่ว่าจะเป็นเสือดาว เสือโคร่งมีพฤติกรรมที่เดินตามด่านและตามถนนที่โล่งๆอยู่แล้ว ก็เหมือนคนที่ไม่อยากเดินในทางที่รก เดินในทางโล่งๆสะดวกกว่า

ส่วนการเรียกร้องคัดค้านการตัดถนนขึ้นเขาพะเนินทุ่งนั้น ดร.ดุสิตระบุว่าต้องดูรายละเอียดของโครงการว่าถนนที่จะตัดขึ้นนั้น กว้างยาวขนาดไหน หากมีการสัญจรมากๆก็ย่อมกระทบต่อพฤติกรรมและการดำรงชีวิต เพราะหากมีรถยนต์สัญจรบ่อยๆ สัตว์ก็จะหนีห่างออกไป นอกจากนี้อาจจะไม่ข้ามถนนในช่วงเวลาที่สัญจรมากๆเป็นการแยกผืนป่าออกจากกัน นอกจากนี้หากรถวิ่งเร็วก็อาจจะกระทบกับสัตว์ป่า แต่หากวิ่งไม่เร็วผลกระทบก็น้อยลง ซึ่งตามปกติรถที่วิ่งบนไหล่เขาก็จะไม่ใช้ความเร็วมาก แต่ถ้าวิ่งทางราบก่อนขึ้นก็อาจจะเร็วจนมีผลกระทบได้ ซึ่งเรื่องรถชนสัตว์นั้นสัตว์ขนาดใหญ่อาจไม่กระทบมาก แต่สัตว์ขนาดเล็กก็คงมีบ้าง

ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่มั่นใจว่ากรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้มีการเตรียมแผนไว้อย่างไรหรือไม่ มีการจำกัดความเร็วหรือทำอุปกรณ์ควบคุมความเร็วไว้หรือไม่

ดร.ดุสิต เล่าว่า งานวิจัยของเขานั้นดูที่พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเสือเมื่อมีถนนตัดผ่าน ซึ่งทำให้เสือดางมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป หากมีการสัญจรมาก เสือก็จะหลีกเลี่ยงการเดินใกล้ๆถนนในช่วงที่กลางวันหรือช่วงที่มีการสัญจรมากๆ และเลือกที่จะเข้าไปหากินในพื้นที่ด้านในเข้าไป และจะออกมาเฉพาะเวลาที่รถเบาบางหรือในเวลากลางคืนเท่านั้น การเคลื่อนที่ระหว่างผืนป่าก็จะน้อยลง

อย่างไรก็ตามการลงมาเดินของเสือดาวนั้นไม่สามารถบอกได้ว่าผืนป่าสมบูรณ์หรือไม่ เพราะต้องมีการวิจัยเรื่องประชากรอีกครั้ง ดังนั้นการเดินของเสือดาวบนถนนจึงเป็นเรื่องปกติ


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/92595


*********************************************************************************************************************************************************


"อินเดีย" ยังวิกฤติปริมาณฝุ่นละอองขาดเล็กสูงเกินมาตราฐาน

สภาพอากาศทางภาคเหนือของอินเดียยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติ โดยพบว่าปริมาณฝุ่นละอองขาดเล็กสูงเกินกว่าระดับมาตราฐานถึง 24 เท่า



หลายพื้นที่ทางภาคเหนือของอินเดีย รวมถึงกรุงนิวเดลี ซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาหมอกควัน ตรวจพบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน อยู่ในระดับที่สูงกว่า 400 ขณะที่ในบางจุดมีระดับที่สูงกว่า 600 หรือเกือบ 24 เท่าของค่ามาตราฐานความปลอดภัยที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก

โดยทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับกระทบระบุว่าปัญหาหมอกควันทำให้หายได้ลำบากและต้องลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง



อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อาจเลวร้ายลงไปอีกเพราะในวันพรุ่งนี้จะเป็นวันทิวาลี หรือวันแห่งแสงสว่าง ซึ่งผู้นับถือศาสนาฮินดูจะจุดปะทัดเพื่อฉลองเทศกาลดังกล่าว

ขณะที่เมื่อเดือน ต.ค ที่ผ่านมา ศาลฎีกาของอินเดียอนุญาตให้ประชาชนสามารถใช้ปะทัดเพื่อฉลองเทศกาลทิวาลีได้ แต่ต้องเป็นปะทัดที่ไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าคำตัดสินของศาลได้จะถูกบังคับใช้ด้วยวิธีใด


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/92556

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:22


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2018, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger