เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 22-12-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2561

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณประเทศไทยตอนบนมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาหลายพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย ส่วนภาคเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง แต่ยังคงมีอากาศเย็นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับภาคใต้มีปริมาณฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ในช่วงวันที่ 24-25 ธ.ค. ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังอ่อนลง

สำหรับในวันที่ 22 ธ.ค. ภาคเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (90.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (97.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (191.9 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 22-12-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ออสซี่ร่วมประณาม ญี่ปุ่นเตรียมหวนกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้า

รัฐบาลออสเตรเลียร่วมประณาม คัดค้าน ญี่ปุ่นเตรียมหวนกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้า และถอนตัวจากสมาชิกคณะกรรมาธิการวาฬระหว่างประเทศ



เมื่อ 21 ธ.ค. 61 เว็บไซต์ เดอะ การ์เดียน รายงานว่า รัฐบาลออสเตรเลีย และชาติต่อต้านการล่าวาฬออกมาประณาม หลังมีรายงานข่าว รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจะถอนตัวจากคณะกรรมาธิการวาฬระหว่างประเทศ (International Whaling Commission, IWC) และหวนกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้าในปีหน้า 2562

เมลิสซา ไพรซ์ รมว.กระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย กล่าวว่า 'รัฐบาลออสเตรเลียจะคัดค้านการล่าวาฬเพื่อเชิงพาณิชย์ทุกรูปแบบ ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นการล่าวาฬโดยมีวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์ และเราอยากให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นสมาชิก IWC ต่อไป'

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข่าวออกมาว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะถอนตัวจากสมาชิก IWC และหวนกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้า จนทำให้ชาวโลกส่วนใหญ่คัดค้านนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงของญี่ปุ่นคนหนึ่งได้ปฏิเสธรายงานข่าวของสำนักข่าวเกียวโด ที่เผยในเรื่องนี้ โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานประมงคนหนึ่งกล่าวกับนักข่าวการ์เดียนว่า รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการจะหวนกลับมาล่าวาฬเพื่อเชิงพาณิชย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ญี่ปุ่นจะไม่ถอนตัวจาก IWC ซึ่งรายงานข่าวดังกล่าวว่าญี่ปุ่นจะถอนตัวจาก IWC จึงไม่ถูกต้อง.


https://www.thairath.co.th/content/1450997

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 22-12-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


"เที่ยวคลีน" เทรนด์เที่ยวยุคใหม่ สนุกแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม


อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2561 กันแล้ว หลายคนน่าจะกำลังวางแผนฉลองเทศกาลและวันหยุดยาวปลายปีที่กำลังจะมาถึง โดยเชื่อว่าหนึ่งในกิจกรรมที่อยู่ในยอดฮิตก็คงจะหนีไม่พ้นการเตรียมตัวเดินทางรับอากาศดีๆ ณ สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติกับเพื่อนฝูง คนรัก และครอบครัว ในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องการการพักผ่อนจากการเรียนและทำงานหนักมาตลอดทั้งปี หากพูดถึงจุดหมายปลายทาง อุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศไทยก็ดูจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะสวยงามแล้ว ยังเดินทางสะดวก และในยุคที่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กำลังเป็นที่นิยม คงจะเป็นเรื่องดี ถ้าการไปเที่ยวในครั้งนี้จะทั้งสนุกและรับผิดชอบกับสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมๆ กัน

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วการเที่ยวที่ทั้งสนุกและรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมไปด้วยนั้นต้องทำอย่างไร บอกเลยว่าไม่ยาก ก่อนอื่นเลยมารู้จักกับเทรนด์ "เที่ยวคลีน" กันก่อน ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบใหม่ ร่วมปลุกกระแสโดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ที่ต้องการกระตุ้นจิตสำนึกการท่องเที่ยวแบบไร้ขยะ ลดภาระแก่สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ โครงการ "ทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม" ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยการจะร่วมเทรนด์เที่ยวคลีนนั้น ทำได้ง่ายๆ เพียงไม่นำบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นกล่องพลาสติกบรรจุอาหาร จานพลาสติก ขวดน้ำที่มีพลาสติกหุ้มฝาขวด แก้วพลาสติก หลอด และช้อนส้อมที่ทำจากพลาสติกแบบที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ถ้ายังนึกไม่ออกว่าต้องทำอย่างไร ลองนำเอาวิธีง่ายๆ เหล่านี้ไปลองใช้ดู



ก่อนเดินทาง เตรียมตัวเที่ยวคลีนได้ด้วยการเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ให้พร้อม เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อความสะดวกลองพกทัพเพอร์แวร์หลากหลายไซส์ติดตัว และใช้งานให้เป็นประโยชน์ โดยขนาดใหญ่อาจนำไปใส่อาหารสำหรับรับประทานหลายคน ในขณะที่ทัพเพอร์แวร์ขนาดเล็กก็สามารถนำมาใช้แทนจานแบ่งได้ อย่าลืมหยิบกระติกน้ำติดตัวไปด้วย เพียงเท่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อจานและแก้วกระดาษเข้าไปใช้ให้ธรรมชาติหนักใจอีกต่อไป แต่อย่าเผลอใช้ช้อน ส้อม และหลอดพลาสติกภายในอุทยานแห่งชาตินะ เพราะสิ่งเหล่านี้คือพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่สร้างปริมาณขยะมหาศาล ลองพกอุปกรณ์ไปเองหรือไม่ก็หาอุปกรณ์ที่ทำจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นชุดช้อนส้อมแบบพกพา ที่สามารถล้างและนำมาใช้ซ้ำได้แบบไม่รู้จบ ไปจนถึงหลอดดูดน้ำสแตนเลสที่กำลังเป็นที่นิยม และสามารถล้างและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และอีกหนึ่งคลาสสิคไอเท็มที่ควรมีติดตัวคือ ถุงผ้า นำของจากเหล่าร้านค้าและร้านสะดวกซื้อมาใส่ในถุงผ้าของคุณแทนการใช้ถุงพลาสติกก็ช่วยโลกได้มากแน่นอน ด้านเครื่องดื่มที่บรรจุอยู่ในขวดพลาสติก หากจะนำเข้าไป ควรเลือกแบบที่ไม่มีพลาสติกหุ้มฝาขวด และเมื่อนำเข้าไปในบริเวณอุทยานแห่งชาติแล้ว ไม่ควรทิ้งขยะเรี่ยราด ควรนำออกมาทิ้งให้ถูกถังและถูกที่ เพื่อที่บรรจุภัณฑ์เหล่านั้นจะได้ถูกนำไปรีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ต่างๆได้อย่างยั่งยืน


อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

หลังจากรู้จักเทรนด์ "เที่ยวคลีน" เที่ยวอย่างรักษาสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติกันไปแล้ว เพื่อให้การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติช่วงฤดูหนาวนี้มีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ลองนำเคล็ด (ไม่) ลับนี้ ไปใช้กันดู เริ่มต้นจาก เลือกอุทยานแห่งชาติที่เหมาะกับฤดูหนาว ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก และ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี หรือหากใครไม่สะดวกเดินทางไกล อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจ รับรองช่วงนี้อากาศดี ได้ภาพสวยๆ แน่นอน วางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ เช็คจุดแวะพักที่เหมาะสมกับการเดินทางของคุณ เตรียมอุปกรณ์ เตรียมเสื้อผ้าให้เหมาะสม อุปกรณ์กันยุงและเดินป่าอย่าให้พร่อง เพื่อที่จะได้ลุยทุกสถานการณ์ได้อย่างคล่องแคล่วไปถึงแล้ว ท้ายที่สุดอย่าลืมหามุมถ่ายรูปเก๋ๆ ระหว่างเที่ยว ลงโซเชียลได้ทันใจ โดยหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าที่ที่ไปมีมุมไหนเก๋ หรือมีมุมไหนที่จะต้องถ่ายมาให้ได้ และอย่าลืมชาร์จโทรศัพท์มือถือ หรือกล้องถ่ายรูปให้พร้อม จะได้ไม่พลาดเก็บภาพไว้เป็นความทรงจำ

ด้วยเทรนด์ "เที่ยวคลีน" เทรนด์ใหม่ล่าสุดที่เข้ามาช่วยจัดการขยะ รวมไปถึงเคล็ด (ไม่) ลับ เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศกับครอบครัว เพื่อนฝูง และคนรักอย่างได้อย่างมืออาชีพ เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถเที่ยวเมืองไทยได้อย่างรับผิดชอบ อินเทรนด์ และสนุกสนานไปพร้อมๆ กัน เพราะนอกจากคุณจะเตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อเที่ยวอย่างเต็มที่แล้ว ยังเป็นผู้นำเทรนด์ให้ผู้อื่นได้ เที่ยวคลีน เที่ยวอย่างไร้ขยะ ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย


https://mgronline.com/travel/detail/9610000126446

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 22-12-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ฝุ่นละอองกรุงเทพฯ : เหตุใดสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก จึงพุ่งสูงขึ้นมาอีกครั้ง



ฝุ่นละอองกรุงเทพฯ ? เช้าวันที่ 21 ธ.ค. ผู้ที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครคงจะได้เห็นสภาพอากาศขมุกขมัวและหายใจกับอากาศที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในระดับที่กรมควบคุมมลพิษ ออกมารายงานสถานการณ์ฝุ่นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลว่า มีพื้นที่ริมถนนอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ 20 พื้นที่ ขณะที่ในพื้นที่ทั่วไปอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ 14 พื้นที่

พื้นที่ริมถนน 20 พื้นที่ อาทิเช่น ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน แขวงบางนา เขตบางนา แขวงดินแดง เขตดินแดง ริมถนนพระราม 4 เขตปทมวัน แขวงพญาไท เขตพญาไท ตรวจวัดได้ระหว่าง 56-103 ไมโครกรัม ต่อ ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) มีสาเหตุมาจากสภาวะอากาศปิดและการจราจร ขณะที่เกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่เพียง 50 มคก./ลบ.ม.


ฝุ่นละอองกรุงเทพฯ : คุณควรกังวลแค่ไหน ?

ในจำนวนนี้ มี 3 พื้นที่ที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ระดับสีแดง คือ มีผลกระทบต่อสุขภาพ ค่า PM 2.5 เกิน 200 มคก./ลบ.ม. ได้แก่ ริมถนนดินแดง เขตดินแดง, ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ และริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

สภาพอากาศและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ดูคล้ายหมอกนี้ คาดว่าจะเกิดขึ้นไปจนถึงวันอาทิตย์ (23 ธ.ค.) ตามการเปิดเผยของ นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ ผอ. สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ที่บอกกับบีบีซีไทย

ผอ. สำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กล่าวกับบีบีซีไทยอีกว่า สิ่งที่รัฐพยายามดำเนินการอยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมควบคุมมลพิษและกรุงเทพมหานคร คือ การควบคุมแหล่งกำเนิดที่สร้างฝุ่นละออง อาทิ พื้นที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่ต้องกำชับดูแลเป็นพิเศษ การตรวจจับควันดำจากรถยนต์ และการฉีดน้ำตามท้องถนนเพื่อบรรเทาสถานการณ์

แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน พุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพขึ้นมาอีก


เพราะสภาพอากาศเปลี่ยน

กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า สาเหตุของระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กำลังเกิดขึ้น มาจากสภาพอากาศที่มีหมอกในตอนเช้า อากาศนิ่ง และมีสภาพอากาศปิด ทำให้มีการสะสมของฝุ่นละอองในอากาศเพิ่มขึ้น

นายเถลิงศักดิ์ อธิบายกับบีบีซีไทยว่า กรุงเทพมหานครมีแหล่งกำเนิดมลพิษตามปกติอยู่แล้ว ซึ่งเกิดจากมลพิษจากยานพาหนะและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ เช่น การก่อสร้างจำนวนมาก แต่ในสัปดาห์นี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศซึ่งอุณหภูมิอุ่นขึ้น ต่างจากสัปดาห์ก่อน เมื่ออากาศเย็นเจอเข้ากับอากาศอุ่น ทำให้เกิดภาวะที่สภาพอากาศนิ่ง ลมไม่พัด ประกอบกับมีหมอก ทำให้ไม่มีการหมุนเวียนของอากาศ

นั่นหมายความว่า ฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ ที่เรากำลังหายใจเข้าไปไม่ลอยตัวขึ้นสู่บรรยากาศ ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้ ทำให้ฝุ่นที่เล็กมากจนมองไม่เห็นเกาะตัวเป็นแพร่วมกับกลุ่มหมอก กลายเป็นหมอกที่มีสีน้ำตาลจาง ๆ เมื่อฝุ่นและหมอกรวมกัน จึงทำให้เราสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

"มันนิ่ง ไม่ลอย และสะสมมากขึ้น เลยเกินมาตรฐานขึ้นมา สอดคล้องกับสภาว]ะอากาศที่กำลังเปลี่ยน" นายเถลิงศักดิ์ กล่าวกับบีบีซีไทย "ลักษณะของ กทม. ที่มีตึกสูงมากพอสมควร การระบายอากาศทำได้น้อย ไปได้ทิศทางเดียวต้องลอยขึ้น รวมทั้งลักษณะอากาศนิ่ง การระบายอากาศยาก ทำให้มันสะสมมากขึ้น เราเป็นห่วงประชาชนพวกนี้ก็จะได้รับผลกระทบมากขึ้น"


สถานการณ์ฝุ่นละอองรอบนี้จะนานแค่ไหน ?

หากยังจำกันได้ สถานการณ์ปริมาณฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ เพิ่มสูงขึ้นเกินเกณฑ์มาตรฐาน ท้องฟ้ากรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เกิดขึ้นหลายสัปดาห์ในช่วงเดือน ก.พ.- มี.ค. ที่ผ่านมา ในครั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์ว่าคุณภาพอากาศจะอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอีก 1-2 วัน

ด้านนายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เห็นต่างออกไป เขามองว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือค่า PM 2.5 จะเกินค่ามาตรฐานประเทศไทยและขององค์กรอนามัยโลกไปเรื่อย ๆ ในช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2561 จนถึงเดือน ม.ค. ปีหน้า ด้วยเหตุที่ว่า ฤดูหนาวของปีนี้ที่มาช้ากว่าปีก่อน


ทางออกระยะสั้น

อ. สนธิ อธิบายว่า ฝุ่นละออง PM 2.5 เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเครื่องยนต์ดีเซล ส่วนฝุ่นละอองที่เกิดจากการก่อสร้างอยู่ในระดับค่าฝุ่นละออง PM 10 ในความเห็นของเขา มองว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน น่ากังวลกว่า เพราะสามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้

ทางออกในระยะสั้น ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ บอกกับบีบีซีไทยว่า กรมควบคุมมลพิษต้องรายงานสถานการณ์ตลอดเวลาทุกวัน ว่าถนนเส้นไหนมีปัญหารุนแรง ต้องเตรียมให้ประชาชนสวมใส่หน้ากากกรองอากาศ เอ็น 95 ซึ่งจะมีประสิทธิภาพการกรองได้ ร้อยละ 95-98 เปอร์เซ็น

"ถ้าสถานการณ์ฝุ่นละอองนาน 3-7 วัน ควรประกาศเป็น พื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ ตามกฎหมายของกระทรวงสาธารสุข หรือประกาศเขตควบคุมมลพิษ"

การประกาศนี้ก็เพื่อให้รัฐดำเนินการควบคุมกิจกรรมที่ก่อให้ฝุ่นละออง เช่น การควบคุมพื้นที่ก่อสร้าง เจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดให้มีการคลุมผ้า การตรวจระบบบำบัดมลพิษตามโรงงาน การห้ามกิจกรรมการเผา ปิ้ง ย่าง ในที่โล่ง รวมทั้งการควบคุมการขนส่งจราจรห้ามรถบรรทุกสิบล้อเข้าเมืองในเวลากลางวัน และจำกัดให้ใช้เพียงถนนเลี่ยงเมือง


แล้วระยะยาวควรทำอย่างไร ?

อ. สนธิ เห็นว่า การลดปริมาณรถยนต์เป็นสิ่งที่ต้องทำในระยะยาว ทางหนึ่งคือการเร่งก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนรองรับหรือการกำหนดว่า หากผู้ใดจะซื้อรถยนต์ต้องมีที่จอดรถ

นักวิชาการรายนี้ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทยทุกวันนี้ใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 3 ซึ่งมีค่ากำมะถันสูง ก่อให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ต่างจากรถยนต์ที่ใช้เบนซิน ที่ใช้น้ำมันยูโร 4 ในระยะยาวเขามองว่า ประเทศไทยควรเปลี่ยนมาใช้น้ำมันยูโร 4 หรือ 5 ทั้งหมด เพื่อลดการปล่อยมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์

นอกจากนี้เขายังเสนอว่า ต้องปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษ ทุกวันนี้ปล่อยเท่าไหร่ก็ไม่ห้าม โดยเปลี่ยนจากการกำหนดค่าปริมาณไอเสีย เป็นปริมาณการระบายแทน เข้มงวดการตรวจสภาพรถยนต์ และส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า


ฝุ่น PM2.5 คืออะไร

ฝุ่น PM2.5 คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือมีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์

ฝุ่นขนาดเล็กจิ๋วนี้ เกิดขึ้นจากกิจกรรมหลายชนิด อาทิเช่น การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และการก่อสร้าง ซึ่งเป็น 2 สาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่

ฝุ่น PM2.5 เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะสามารถเดินทางผ่านทางเดินหายใจสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย เพิ่มโอกาสของโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และต้องป้องกันด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานป้องกันฝุ่นขนาดเล็กโดยเฉพาะ

ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรือเกณฑ์สีส้ม (101-200 มคก./ลบ.ม.) ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงทางเดินหายใจ โรคปอด ที่อยู่ในพื้นที่ฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง PM2.5 ขณะอยู่กลางแจ้ง หากมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์


https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_1986432

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 22-12-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


กรมศุลฯ จับลอบนำเข้า 'ปลาไหลแก้ว' มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท

กรมศุลกากร แถลงจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าปลาไหลแก้ว สายพันธุ์ยุโรป น้ำหนักรวม 800 กก. มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท



เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 3 ตึก BC เขตปลอดอากรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมศุลกากร นายสรศักดิ์ มีนะโตรี รองอธิบดีกรมศุลกากร นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายเชาวน์ ตะกรุดเงิน ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร นายสุรพัศ สิขเรศ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม และนายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าปลาไหล ยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่อยู่ในบัญชีหมายเลข 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และชนิดสัตว์น้ำตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออก พร้อมของกลางปลาไหลแก้ว สายพันธุ์ยุโรป (The European eel species Anguilla anguilla) น้ำหนัก 800 กิโลกรัม รวมมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท

นายกฤษฎา กล่าวว่า กรมศุลกากรได้มีนโยบายสำคัญในการปราบปรามสินค้าลักลอบ หลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อจำกัด เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม และเข้มงวดพิเศษในการสกัดกั้นป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้า ส่งอออก นำผ่านสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์ ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 และอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) จึงได้สั่งการให้จับกุมผู้กระทำความผิด โดยเฝ้าติดตามข้อมูลข่าวสาร สำนักงานข่าวทั่วโลกและพยายามแกะรอยพฤติกรรมกลุ่มผู้ค้าที่มีความเสี่ยงจะนำเข้ามายังประเทศไทย พร้อมทั้งสืบสวนหาข่าวเชิงลึกจนพบว่ามีขบวนการลักลอบส่งออกปลาไหลยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่อยู่ในบัญชีหมายเลข 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และชนิดสัตว์น้ำตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออก จึงได้สั่งการให้เข้มงวดเฝ้าระวังตรวจสอบสินค้าประเภทปลาไหลยุโรปเป็นพิเศษ

นายกฤษฎา กล่าวว่า จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรมประมง ได้ตรวจสอบข้อมูลบัญชีสินค้าทางอากาศยาน (Manifest) ซึ่งบรรทุกมากับอากาศยานเที่ยวบินที่ QR830 พบว่ามีสินค้าต้องสงสัยสำแดงชนิดสินค้าเป็น COOL SHRIMPS จำนวน 3 หีบห่อ น้ำหนัก 357 กิโลกรัม โดยส่งจากประเทศต้นทางคือประเทศโรมาเนีย ส่งมายังผู้รับในประเทศไทย จึงได้ขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการนำตัวอย่างสินค้าไปตรวจสอบผลการตรวจสอบพบว่าสินค้าเป็นปลาไหลยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla และวันที่ 20 ธ.ค. ยังพบว่ามีข้อมูลการนำเข้าสินค้าตามบัญชีสินค้าทางอากาศยาน (Manifest) สำแดงชนิดสินค้าเป็น COOL SHRIMPS จำนวน 3 หีบห่อ น้ำหนัก 352 กิโลกรัม นำเข้ามาทางสายการบินกาต้าร์แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ QR838 ขนส่งจากประเทศต้นทางโรมาเนีย ปลายทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ตรวจสอบพบว่าสินค้าเป็นเป็นปลาไหลยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla เช่นเดียวกัน รวมมูลค่าสินค้าทั้งหมด 40 ล้านบาท

สำหรับปลาไหลยุโรป สายพันธุ์ Anguilla anguilla หรือ ปลาไหลแก้ว (Glass eels) กระจายพันธุ์อยู่ตามแถบชายฝั่งแม่น้ำในทวีปยุโรป และใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยที่ปลาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จะว่ายน้ำไปวางไข่ในทะเลซาร์กัสเพียงแห่งเดียว และเมื่อปลาวางไข่แล้วจะตาย สำหรับลูกปลาเมื่อฟักเป็นตัวอ่อน จะมีลักษณะโปร่งแสงใสเหมือนวุ้นเส้น และจะเดินทางกลับสู่แม่น้ำทางทวีปยุโรป โดยลอยไปตามกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อการถูกสัตว์น้ำชนิดอื่นจับกินเป็นอาหาร โดยตัวอ่อนใช้เวลานานถึง 2-3 ปี ในการเดินทางมาถึงชายฝั่งแม่น้ำในทวีปยุโรป และใช้เวลา 8-15 ปี ในการเจริญเติบโตเต็มวัย ปลาไหลยุโรปจัดเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของทวีปยุโรป โดยใช้บริโภคกันมาอย่างยาวนาน สามารถปรุงได้หลายวิธีและจัดเป็นอาหารราคาแพง จนกระทั่งกลางปี พ.ศ.2552 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ออกกฎหมายห้ามล่าปลาไหลยุโรปเพื่อการค้าระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน เพราะเกรงว่าจะสูญพันธุ์ ทั้งนี้มีจำนวนประชากรปลาไหลยุโรปลดลงกว่าร้อยละ 95 ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการกระทำผิดสินค้าเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้จับกุมผู้กระทำผิดตามอนุสัญญาฯ ที่พยายามลักลอบผ่านทางสนามบิน มีมูลค่าสินค้ารวมมากกว่า 1,000 ล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับปลาไหลมีทั้งหมด 15 สายพันธุ์ แต่มีเพียงหนึ่งสายพันธุ์คือ ปลาไหลแก้ว ที่เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เนื่องจากมีจำนวนลดลงและใกล้จะสูญพันธุ์ เพราะเนื้อปลาไหลแก้วมีราคาแพงมาก และเป็นอาหารจานโปรดของชาวยุโรป บางส่วนมีความเชื่อว่าเป็นยาที่เพิ่มพลังและบำรุงกำลัง ทำให้มีผู้ลักลอบส่งออกปลาไหลแก้วมีต้นทางจากยุโรป ก่อนที่จะส่งต่อลูกปลากไหลแก้ว แบบ elver เข้ามาหลายประเทศในแถบเอเชีย ซึ่งจะมีการนำลูกปลาไหลแก้วไปเลี้ยงให้โตเต็มที่ จากนั้นจึงส่งออกไปยังประเทศที่ 3 ในแถบเอเชีย อาทิ ฮ่องกง จีน ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าในประเทศไทยยังไม่มีสถานที่เพาะเลี้ยงปลาไหลแก้วเพื่อเพิ่มมูลค่าก่อนส่งออก แต่น่าจะถูกนำมาพักไว้ ก่อนส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 อย่างไรก็ตามอยู่ระหว่างการขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป


http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/821962
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 22-12-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


อวนลากเถื่อนทุบประมงพื้นบ้าน "ชาวสวนยาง-ปาล์ม" เลิกอาชีพโดดแจม

ประมงพื้นบ้านวิกฤตหนัก ชาวประมงแห่ใช้อวนลากที่เป็นเครื่องมือจับปลาผิดกฎหมาย เฉพาะสตูลจังหวัดเดียว 200 กว่าลำ จี้ทางการตรวจสอบเข้มงวดพร้อมเพิ่มบทลงโทษ ขณะที่ชาวสวนยาง-ปาล์มน้ำมัน เลิกอาชีพ หันไปทำประมงพื้นบ้าน



นายทวีศักดิ์ หวังสบู ชาวประมงพื้นบ้านและอดีตประธานองค์การบริหารส่วนตำบลปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงสถานการณ์การทำประมงในพื้นที่ จ.สตูล ช่วงนี้ว่า การทำประมงในเขตประมงพื้นบ้านหรือพื้นที่อนุรักษ์ในสตูลและอีกหลายจังหวัดชายทะเลกำลังเกิดวิกฤต เนื่องจากชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือไม่เกิน 10 ตันกรอส

ได้ใช้เครื่องมือทำลายล้างในการจับปลามากขึ้น โดยเฉพาะการใช้อวนลากขนาด 4 คูณ 4 หรือ 5 คูณ 5 เมตร ลักลอบจับปลาในช่วงกลางคืนตลอดทั้งคืน ซึ่งสามารถจับปลามีรายได้ได้ถึงวันละ 2-3 หมื่นบาท ขณะที่ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ที่ใช้เครื่องมือจับปลาตามกฎหมายจะจับได้เพียงวันละประมาณ 500-1,500 บาท ซึ่งรายได้ที่มากกว่าปกติ ทำให้ขณะนี้ในสตูลเพียงจังหวัดเดียวมีเรืออวนลากผิดกฎหมายมากกว่า 200 ลำ จึงน่าเป็นห่วงว่า ในอนาคตอันใกล้ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งจะวิกฤตหนัก

"อยากจะให้เจ้าหน้าที่กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจสอบจับกุมอย่างเข้มงวด รวมทั้งออกกฎหมายมาดำเนินการลงโทษให้หนักขึ้น ซึ่งช่วง พ.ย.-เม.ย.ของทุกปี ฝั่งทะเลอันดามันปลอดมรสุม เรือประมงพื้นบ้านกลายพันธุ์เหล่านี้จะออกลักลอบจับปลาโดยไม่เปิดไฟส่องสว่างกันจำนวนมาก เป็นการทำลายแหล่งทำกินกันเอง ปลาทรายที่เคยจับได้วันละ 20-100 กก. เดี๋ยวนี้จับได้เพียงวันละ 5-10 กก.เท่านั้น ในขณะที่เรือประมงพาณิชย์ตั้งแต่มีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และกฎหมายอีกหลายฉบับที่มีบทลงโทษรุนแรง แทบจะไม่มีการล่วงล้ำเข้ามาในเขตการทำประมงพื้นบ้าน"

ส่วนเรือประมงพื้นบ้านที่มาขึ้นทะเบียนเรือประมงกับหน่วยงานรัฐใน จ.สตูลนั้น มีประมาณ 5,000 ลำ และไม่มาขึ้นทะเบียนอีกไม่ต่ำกว่า 5,000 ลำ ส่วนใหญ่ที่ไม่ขึ้นทะเบียน เพราะซื้อขายโดยไม่มีเอกสารมาก่อนหน้านี้ ดังนั้น หากจะขึ้นทะเบียนชาวประมงจึงกลัวเกิดความยุ่งยากที่มาของเรือ โดยเฉพาะด้านเอกสารการซื้อขายไม่ครบ การเอาไม้มาสร้างเรือเป็นไม้ผิดกฎหมายหรือไม่ เป็นต้น การขึ้นทะเบียนเรือจนถึงทุกวันนี้จึงมีจำนวนเรือน้อยกว่าความเป็นจริงมาก นายทวีศักดิ์กล่าว

สำหรับการประชุมสมัชชาการทำประมงพื้นบ้านเมื่อต้นสัปดาห์นี้ที่กรมประมง ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ที่ประชุมกังวลค่อนข้างมาก เนื่องจากขณะนี้ชาวสวนยางพารา ปาล์มน้ำมันในภาคใต้เลิกอาชีพการทำสวนแห่ไปทำประมงพื้นบ้านกันจำนวนมากกว่าปกติ จากภาวะราคายางพาราและ

ปาล์มน้ำมันตกต่ำและต้องรอหลายวันจึงจะได้ขายมีรายได้ ในขณะที่อาชีพชาวประมงมีรายได้ทุกวัน ดังนั้น ควรจะมีการจำกัดจำนวนชาวประมงหรือไม่ เพื่อมิให้เกิดวิกฤตสัตว์น้ำในพื้นที่ทำมาหากินที่มีจำกัด แต่ประเด็นนี้ ที่ประชุมยังไม่มีบทสรุปว่าควรจะดำเนินการแก้ไขอย่างไร

ขณะที่นายบรรจง นะแส ประธานที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวถึงทิศทางการทำประมงในอนาคตว่า น่าเป็นห่วงเรื่องการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมาก ทำให้สัตว์น้ำที่โตเต็มวัยหายไปจำนวนมาก อาทิ การจับลูกปลาทู ทำให้ทุกวันนี้ปลาทูที่จับได้ในทะเลไทยน้อยลงมาก เห็นได้จากเรืออวนลากจับปลาเปิดและปลาวัยอ่อนมาทำปลาป่นถึงปีละ 5 แสนตัน หากคิดเป็นปลาสดตกปีละ 2 ล้านตัน ดังนั้น ภาครัฐควรจะมาตรวจสอบและดำเนินการกำหนดการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนขึ้นเรืออย่างจริงจัง และควรกำหนดจับขึ้นเรือได้ไม่เกินร้อยละเท่าใด แม้ว่าที่ผ่านมาการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนตัวเดียวก็มีความผิดตามกฎหมาย

ขณะที่นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า แม้กรมประมงจะเป็นผู้ดูแลการจับสัตว์น้ำตามกฎหมาย แต่หากมีปัญหาที่ควรดำเนินการแก้ไข ชาวประมงพื้นบ้านควรรวมตัวเพื่อหาทางออกร่วมกัน แล้วเสนอผ่านคณะกรรมการประมงจังหวัด เพื่อที่กรมประมงจะได้ช่วยแก้ปัญหานั้นต่อไป


https://www.prachachat.net/economy/news-267973

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 22-12-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ชาวกรุงเสี่ยง "ฝุ่นพิษ" PM 2.5 ทะลุมาตรฐาน 2 เท่า

เตือนค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่กทม.และปริมณฑล เกินค่ามาตรฐาน 2 เท่าสูงสุด 103 มีผลกระทบต่อสุขภาพ 3 พื้นที่คือริมถนนดินแดง เขตดินแดง และริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อ.เมือง จ.สมุทรปราการ และต.ทรงคนอง อ.พระประแดง แนะเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง



วันนี้ (21 ธ.ค.2561) สภาพอากาศกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เช้าวันนี้ ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยหมอกสีน้ำตาล ส่งผลต่อทัศนวิสัยการเดินทาง โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตรวจพบค่าระหว่าง 55 - 103 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พื้นที่ริมถนนอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ 20 พื้นที่ส่วนในพื้นที่ทั่วไปอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ 14 พื้นที่ โดยสาเหตุมาจากสภาพอากาศปิด

"สาเหตุมาจากสภาพอุตุนิยมวิทยา ที่มีหมอกในตอนเช้า อากาศนิ่ง และมีสภาพอากาศปิด ทำให้มีการสะสมของฝุ่นละอองในอากาศเพิ่มขึ้น คาดการณ์ว่าคุณภาพอากาศจะอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอีก 1-2 วัน"

โดยเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ-มีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงหรือลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยขณะอยู่กลางแจ้ง รวมทั้งยังขอความร่วมมือประชาชนและผู้ประกอบการงดใช้รถยนต์ที่มีควันดำอย่างเด็ดขาด งดการเผาในที่โล่งทุกประเภท และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล



3 พื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานจนกระทบสุขภาพแล้ว

โดย 3 พื้นที่มีฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน และมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว 3 พื้นที่ ได้แก่

ริมถนนดินแดง เขตดินแดง ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 140 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่น (ค่ามาตรฐาน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 98 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 126 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ริมถนนคู่ขนานพระราม 2 อ.เมือง ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 98 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 118 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร



ส่วนอีก 14 พื้นทีพบเกินมาตรฐาน และเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่

บริเวณริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 88 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 138 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 74 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 110 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 62 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 64 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไม่มีข้อมูล

ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 57ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 128 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 85 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 146 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 81 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 86 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ไม่มีข้อมูล PM 2.5 ไมครอน ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 126 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 58 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ต.ตลาด อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 65ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 84 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ต.ปากน้ำ อ.เมือง สมุทรปราการ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 73 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 66 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละออง PM 10 ไมครอน 94 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ต.นครปฐม จ.นครปฐม ฝุ่นละออง PM 2.5 ไมครอน 64 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศแบบ Realtime ทางแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์ air4thaihttps://m.facebook.com/story.phpstory_fbid=2008951235854920&id=174094709340591


https://news.thaipbs.or.th/content/276449

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 22-12-2018
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,674
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมปี 2561 ที่ไม่ควรพลาด

ปี พ.ศ.2561 มีเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมมากมายเกิดขึ้นในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก และนี่คือ 3 เรื่องที่ไม่ควรพลาดในมุมมองของเรา


มลพิษพลาสติก(Plastic Pollution)


กรุงเทพฯ, 3 มกราคม 2560 - ขยะพลาสติกจำนวนมากลอยอยู่ในคลองหัวลำโพงบริเวณหลังชุมชนคลองเตย

แม้จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการใช้พลาสติกอย่างเข้มข้น แต่วิกฤตมลพิษพลาสติกก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง กลางปี พ.ศ.2561 วาฬนำร่องครีบสั้นว่ายน้ำเกยตื้น ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลังยื้อชีวิต 5 วันแต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรพบขยะกว่า 8 กิโลกรัมในตัววาฬ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 วาฬหัวทุย (Sperm Whale) เข้ามาเกยตื้นตายที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย และพบทั้งแก้วพลาสติก ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก รองเท้าและเชือก

โศกนาฏกรรมของวาฬทั้งสองกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตมลพิษพลาสติก การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีสิ่งมีชีวิตในทะเล 700 สายพันธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร นกทะเล 9 ใน 10 ชนิดพันธ์ุ เต่าทะเล 1 ใน 3 ชนิดพันธุ์ ครึ่งหนึ่งของชนิดพันธุ์วาฬและโลมาทั้งหมด ต่างกินพลาสติกเป็นอาหาร

นี่คือความท้าทายในยุคมนุษย์ครองโลก(Anthropocene) ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตพลาสติกยักษ์ใหญ่ ผู้ก่อมลพิษ แนวร่วมของเสียเหลือศูนย์ ห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น จะต้องขึ้นมาอยู่ในเวทีระดับเดียวกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤต ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามผลักดันให้เกิด ความตกลงระหว่างประเทศ(International Agreement)แบบพหุภาคีที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษพลาสติก


มลพิษทางอากาศ


กรุงเทพฯ, 08 กุมภาพันธ์ 2561 - ภาพท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยหมอกควันพิษเหนือกรุงเทพฯ ในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลา 10.30 น. ค่าฝุ่นละออง PM2.5 สูงเกินมาตรฐานอยู่ในระดับที่ไม่ดีต่อสุขภาพ (Unhealthy) และไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก (very unhealthy) ผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายภายนอกอาคาร บุคคลทั่วไป โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ไม่ควรทำกิจกรรมภายนอกอาคารเป็นเวลานาน

องค์การอนามัยโลก(WHO)จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยมลพิษทางอากาศและสุขภาพ ครั้งแรกของโลกในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเผยแพร่แผนที่แสดงค่าเฉลี่ยต่อปีของความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ล่าสุด และแถลงว่าประชากรทั่วโลก 9 ใน 10 คนหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไป และแม้ว่ามีการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลก แต่มหานครหลายแห่งยังมีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนด

ในช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด ในจำนวนรวม 52 วัน บางพื้นที่มีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 40 วัน

ด้วยแรงผลักดันของสาธารณะชน ในที่สุดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2561 กรมควบคุมมลพิษประกาศ ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)ใหม่ที่รวมค่า PM2.5 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การรายงาน ดัชนีคุณภาพอากาศโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงนั้น ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษ ทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนได้ทันท่วงที จำเป็นต้องรายงานโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้น


ความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศ
กิจโลก(World Economic Forum)นำเสนอรายงาน the Global Risk Re
เวทีเศรษฐport ก่อนหน้าการประชุมประจำปีที่มีขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 โดยสะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายระดับโลกในเรื่องความเสี่ยงสำคัญที่โลกเผชิญ และเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว(extreme weather events)เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกอันดับต้น

เราสัมผัสถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรงมากขึ้น และประจักษ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันจากความแห้งแล้งไปถึงอุทกภัยทั่วโลก รวมถึง อุณหภูมิเย็นยะเยือกต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอมเริกา และหิมะตกในทะเลทรายซะฮาราในเดือนมกราคม คลื่นความร้อนในสหราชอาณาจักรในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม คลื่นความร้อนในญี่ปุ่นที่ทุบสถิติและตามมาด้วยพายุใต้ฝุ่นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ไฟป่าตามแนวเส้นวงรอบอาร์กติกในสวีเดนและในกรีซในเดือนกรกฏาคม อุทกภัยร้ายแรงในจีนและอินเดียช่วงเดือนสิงหาคม และการแผลงฤทธิ์ของซูปเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดในเดือนกันยายน


ต้นไม้ในฮ่องกงล้มโค่นทำลายทรัพย์สินชองประชาชน อันเนื่องมาจากพายุไต้ฝุ่นมังคุด

ปี พ.ศ.2561 ยังได้เห็นถึงการเรียกร้องให้ลงมือทำจากชุมชนวิทยาศาสตร์ โลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) เป็นคำเตือนที่นักวิทยาศาสตร์ประกาศในเอกสารสรุปการประชุมของ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences)ที่ตีพิมพ์ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2561 ว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นโลกอาจเข้าสู่ Hothouse state ซึ่งเป็นสภาวะอันตรายถาวร ส่วนที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่ซานฟรานซิสโกได้มี ข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้)

รายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ซึ่งเปิดตัวที่เกาหลีใต้ ระบุว่าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั่วโลกต้องลดการใช้ถ่านหินอย่างน้อย 2 ใน 3 ของการใช้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 และยุติการใช้ถ่านหินภายในปี พ.ศ.2593 อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24(COP 24) ที่เมืองคาโตวีตเซ(โปแลนด์) ก็มีสหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงาน IPCC ฉบับนี้

จุดไฮท์ไลท์ของ COP24 คือสุนทรพจน์ของเกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอายุ 15 ปีชาวสวีเดนที่หยิบยกประเด็น "ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ"



ถึงแม้อาจกล่าวได้ว่าการประชุม COP 24 จบลงโดยบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎกติกาต่างๆ ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2015 ? แต่ก็ยังไม่เข้มข้นพอที่จะทำให้โลกเข้าถึงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นครั้งแรกรอบ 4 ปี


http://www.greenpeace.org/seasia/th/...61/blog/62069/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 22-12-2018 เมื่อ 08:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:04


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger