เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > Main Category > ห้องรับแขก

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #21  
เก่า 09-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


“อย่าประมาท!...โรคมือ เท้า ปาก วายร้ายใกล้ตัว” (ตอน 2)


จากสถานการณ์การระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็ก ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา พบผู้ป่วยทั่วประเทศจำนวน 12,155 คน ตั้งแต่ 1 ม.ค.-22 ก.ย.54 อัตราป่วยคิดเป็น 19.13 ต่อประชาการแสนคน มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ส่วนใหญ่เกิดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มักระบาดในช่วงหน้าฝน

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อทางปาก ไอ จามรดกัน แม้ความรุนแรงของโรคไม่สูง แต่เนื่องจากติดกันง่ายจึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พบว่าต้นเหตุน่าจะเป็นเพราะเด็กเล่นคลุกคลีกันและติดเชื้อ เมื่อเด็กติดเชื้อผู้ปกครองก็ไม่ได้แจ้งให้ทางโรงเรียนทราบ เด็กจึงนำเชื้อไปติดเด็กคนอื่น ดังนั้น ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัย อาหาร ให้มีสุขอนามัยที่ดีเพราะเป็นวิธีการป้องกันโรคนี้ดีที่สุด

จากตอนที่ 1 ของเรื่องนี้ได้บรรยายให้ความรู้ไปแล้ว 3 ข้อ ในตอนที่ 2 นี้ จะขอตอบคำถามของโรคนี้ต่อเป็นข้อต่อไปดังนี้

4.หากติดเชื้อแล้วจะเริ่มแสดงอาการเมื่อใด

ส่วนใหญ่อาการป่วยจะแสดงภายใน 3-5 วัน หลังได้รับเชื้อ โดยไข้เป็นอาการแสดงเริ่มแรกของโรค

5.อาการของโรคเป็นอย่างไร

เริ่มด้วยมีไข้ (อาจเป็นไข้สูงในช่วง 1-2 วันแรก และลดลงเป็นไข้ต่ำๆ อีก 2-3 วัน) มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบในปาก มักพบที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม ทำให้เจ็บปากไม่อยากรับประทานอาหาร จะเกิดผื่นแดง ซึ่งจะกลายเป็นตุ่มพองใสรอบๆ แดงที่บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่อื่น เช่น หัวเข่า ก้น เป็นต้น ผื่นนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส รอบๆ แดง (maculo-papular vesicles) มักไม่คัน แต่เวลากดจะเจ็บ ต่อมาจะแตกออกเป็นหลุมตื้นๆ (ulcer) อาการจะดีขึ้นและแผลหายไปใน 7-10 วัน

ในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากยังไม่มีภูมิต้านทาน จึงมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากกว่าเด็กโต พบว่าบางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (aseptic meningitis) ก้านสมองอักเสบ (brain stem encephalitis) ตามมาด้วยปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ระบบหัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตได้ สัญญาณอันตราย ได้แก่ ไข้สูง (ไม่ลดลง) ซึม อาเจียนบ่อย หอบ และแขนขาอ่อนแรง เกิดภาวะอัมพาตคล้ายโปลิโอ

6.ผู้ใหญ่สามารถติดโรคมือ เท้า ปาก จากเด็กได้หรือไม่

ผู้ใหญ่มักมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้จากการได้รับเชื้อขณะเป็นเด็ก ซึ่งภูมิต้านทานนี้ จะจำเพาะกับชนิดของไวรัสที่เคยได้รับ หากได้รับเชื้อชนิดใหม่ที่ยังไม่มีภูมิต้านทานก็สามารถเป็นโรคได้อีก ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย แต่สามารถแพร่เชื้อไปสู่เด็กหรือผู้อื่นได้

7.หญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสผู้ป่วยโรคมือ เท้า ปาก เสี่ยงติดโรคหรือไม่

ส่วนใหญ่หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับเชื้อจะไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากมีอาการป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลแสดงว่าการติดเชื้อมีผลต่อการแท้งบุตร ความพิการ หรือเด็กเสียชีวิตในครรภ์ อย่างไรก็ตาม เด็กอาจได้รับเชื้อขณะคลอด หากมารดาป่วยในช่วงใกล้คลอด เด็กแรกเกิดที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่มีอาการเล็กน้อย ไม่รุนแรง การป้องกันทำได้โดยการปฏิบัติสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อในระหว่างตั้งครรภ์ และระหว่างคลอด

ข้อมูลจาก แผนกควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลพญาไท 2 http://www.phyathai.com




จาก ...................... บ้านเมือง คอลัมน์ ชีวิตและสุขภาพ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #22  
เก่า 09-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


'โรคผิวหนัง' จากน้ำท่วม



ปัญหาอุทกภัยกำลังลุกลามไปในหลายพื้นที่ของประเทศ จนเกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะพื้นที่ที่น้ำท่วมขังนานๆ ส่งผลให้ผู้ประสบภัยต้องพบเจอกับปัญหาโรคผิวหนังที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ล่าสุด บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด จับมือกับ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย นำทีมแพทย์และอาสาสมัครลอรีอัลลงพื้นที่เข้าไปตรวจและรักษาโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม ในพื้นที่ชุมชนวัดบางกะดี อ.เมือง จ.ปทุมธานี ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างหนักกว่า 17 ชุมชน 5 หมู่บ้าน รวมกว่า 1 หมื่นคน

"เชอร์รี่" ชลธิชา วงษ์โสภา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "เวลเนสส์ ทูเดย์ ฟอร์ บิวตี้ฟูล ทูมอร์โรส์ สุขภาพดีวันนี้ ชีวิตสวยงามในวันพรุ่งนี้" ซึ่งเป็นโครงการอาสาดูแลสุขภาพและเติมกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด จับมือกับพันธมิตรต่างๆ เข้าไปจัดกิจกรรมดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม อาทิ กิจกรรมดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด และกายภาพบำบัด รวมถึงนำถุงผลิตภัณฑ์มอบแก่ผู้ประสบภัย

นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรคผิวหนังเป็นปัญหาสำคัญที่มากับน้ำท่วม จึงได้ขอความร่วมมือประกาศรับอาสาสมัครมาร่วมทีมลงพื้นที่ในครั้งนี้ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากแพทย์ผิวหนังจากโรงพยาบาลต่างๆ เข้าร่วมทีมจำนวนมาก โดยทีมแพทย์จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการตั้งศูนย์ให้คนไข้เข้ามารับการรักษา และการนั่งเรือเข้าไปตามบ้านเพื่อรักษาผู้ป่วยที่ไม่สามารถเดินทางออกมาพบแพทย์ได้

"โรคที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นกันมากคือผื่นคัน เชื้อราตามซอกนิ้ว และหนังเท้าเปื่อย ซึ่งในช่วงแรกจะเกิดการระคายเคืองก่อน หลังจากนั้นจะเกิดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เป็นตุ่มหนองและเกิดความเจ็บปวดตามมา วันนี้ทีมแพทย์จึงนำยาที่เกี่ยวกับโรคผิวหนังประเภทนี้มาให้ผู้ป่วย อย่างผู้ที่มีอาการคัน แพทย์จะจัดยาทาแก้คันให้ ส่วนผู้ที่เป็นเชื้อราจะให้ยาฆ่าเชื้อซึ่งต้องทาติดต่อกัน ทั้งบางคนยังได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบของมีคม ทีมแพทย์ก็จะจัดยาฆ่าเชื้อและยาปฏิชีวนะให้ ซึ่งมีทั้งแบบทาและแบบรับประทาน" นายกสมาคม กล่าว

นอกจากนี้ นพ.นภดล ยังได้แนะนำวิธีการดูแลตัวเองท่ามกลางสภาวะน้ำท่วมว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือหลังลุยน้ำทุกครั้งต้องล้างตัวด้วยน้ำสะอาดในปริมาณมาก หลังจากนั้นควรเช็ดร่างกายโดยเฉพาะง่ามนิ้ว ข้อพับ ขาหนีบ ให้แห้งสนิทเพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อราที่มักจะชอบอยู่ตามที่ชื้นแฉะ ส่วนรองเท้าและถุงเท้าที่เปียกจากการลุยน้ำควรตากให้แห้งก่อนนำกลับมาสวมใส่ และสำหรับผู้ที่ต้องตากแดดนานๆ ผิวอาจไหม้ได้ ดังนั้นควรใส่หมวกและสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด

ด้าน อิศรา กิจพลไพบูลย์ หนึ่งในชาวบ้านกว่า 800 คนที่เข้ารับการรักษา กล่าวว่า บริเวณนี้ประสบภัยน้ำท่วมมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ทำให้ต้องลุยน้ำไปทำงานแทบทุกวัน บางวันเดินทางด้วยเรือแต่ขณะขึ้น-ลงเรือก็ต้องลุยน้ำ จนตอนนี้เริ่มเกิดอาการคันที่ขา ทีมแพทย์จึงให้ยาแก้คันมาทาบรรเทาอาการ ซึ่งก็ไม่ต่างกับ ทรงศิลป์ ปทุมแก้ว ที่มาพบคุณหมอด้วยอาการคันเช่นกัน เผยว่า ต้องลุยน้ำไปตลาด 2 วันครั้ง เริ่มแรกเกิดอาการคันบริเวณขาไล่มาจนถึงเอวจนตอนนี้ลุกลามไปถึงในร่มผ้า วันนี้คุณหมอจึงจัดยาแก้คันให้ พร้อมทั้งแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำจนกว่าจะหายคันด้วย




จาก ...................... คม ชัด ลึก วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #23  
เก่า 09-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


เทคนิคล้างเท้าแก้เมื่อย เลือดไหลเวียนดี



การเดินลุยน้ำ ไหนจะต้องพยายามทรงตัวไม่ให้ลื่นล้ม ใช้เท้าค่อยๆคลำพื้นทางใต้น้ำให้รู้ระดับสูงต่ำ การก้าวเดินก็ต้องต้านแรงน้ำ จึงใช้เวลามากกว่าเดินบนพื้นแห้งปกติ ส่งผลให้ผิวหนังที่เปียกน้ำมีสภาพเปื่อยเหี่ยวย่นและสกปรก ดังนั้นหลังจากเดินลุยน้ำจำเป็นต้องรีบล้างทำความสะอาดเท้า ซึ่ง ‘มุมสุขภาพ’ มีเทคนิคที่ช่วยคลายความเมื่อยล้า และกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดี

เริ่มจากล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด และฟอกสบู่ให้ทั่วทุกซอกนิ้วเท้า แล้วใช้นิ้วมือประสานกับนิ้วเท้านวดวนช่วงนิ้วเท้าจากซ้ายไปขวาและขวาไปซ้าย แล้วจึงนวดวนไปให้ทั่วทั้งฝ่าเท้า ใช้เวลานวดราว 2 นาที จากนั้นล้างสบู่ออกให้หมดจด เช็ดให้แห้งสนิท ทั้งนี้เทคนิคการล้างและนวดเท้าหากทำเป็นประจำยังช่วยลดอาการปวดเมื่อย ลดโอกาสเกิดก้อนแข็งๆ จากการเสียดสีของเท้ากับรองเท้าด้วย

อย่างไรก็ตาม การล้างเท้าให้สะอาดหลังลุยน้ำเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะหากปล่อยให้แห้งโดยไม้ล้างไม่เช็ด อาจเป็นโรคนำกัดเท้าเพราะติดเชื้อรา มีอาการคันลุกลามไปทั่ว นอกจากนี้ยังเสี่ยงป่วยด้วยโรคฉี่หนู เพราะติดเชื้อเลปโตสไปโรสิส ที่มาจากฉี่ของสัตว์ เช่น หนู สุนัข วัว ควาย แพะ แล้วปนเปื้อนมากับน้ำ โดยอาการจะเกิดขึ้นหลังได้รับเชื้อ 2-10 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องกับโคนขา เยื่อบุตาแดง เจ็บคอ เบื่ออาหาร มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน ตัวเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน ถ้าไม่พบแพทย์อาจรุนแรงถึงเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเสียชีวิตในที่สุด.




จาก .................... เดลินิวส์ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #24  
เก่า 10-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


“อย่าประมาท!...โรคมือ เท้า ปาก วายร้ายใกล้ตัว” (ตอน 3)


จากตอนที่ 2 ของเรื่องนี้ได้บรรยายให้ความรู้ไปแล้ว 7 ข้อ ในตอนที่ 3 นี้จะขอตอบคำถามของโรคนี้ต่อเป็นข้อต่อไปดังนี้

8.หากบุตรหลานมีอาการป่วยควรทำอย่างไร
แยกเด็กป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่นๆ ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดรักษาตัวที่บ้านประมาณ 5-7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น หรือหากเด็กมีอาการแทรกซ้อน เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ เป็นต้น ต้องรีบพากลับไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

ไม่ควรพาเด็กไปสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ตลาด และห้างสรรพสินค้า ควรอยู่ในที่ที่มีอากาศระบายถ่ายเทได้ดี ใช้ผ้าปิดจมูก-ปากเวลาไอจาม และระมัดระวังการไอจามรดกัน และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย

9.ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคมือ เท้า ปาก ที่รุนแรง โดยทั่วไปโรคมือ ปาก เท้า เป็นโรคที่ไม่อันตราย ในประเทศไทยพบโรคนี้ได้บ่อยแต่ไม่มีความรุนแรง ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการของโรค ผู้ป่วยมักมีอาการป่วยเล็กน้อย หายได้เองภายใน 7-10 วัน และแทบไม่มีผู้เสียชีวิตเลย แต่เด็กอ่อนและเด็กเล็กมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากกว่าเด็กโต

10.วินิจฉัยโรคมือ เท้า ปาก ได้อย่างไร โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติ อายุ อาการ และอาการแสดง โดยสังเกตลักษณะผื่นหรือตุ่มแผลต่างๆ ที่ปรากฏ รวมถึงวินิจฉัยแยกจากโรคที่มีอาการแผลในปากอื่นๆ เช่น โรคติดเชื้อเริมในช่องปาก

สำหรับการส่งตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการมักไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น เพราะต้องใช้เวลานาน 2-4 สัปดาห์ เพื่อแยกและยืนยันเชื้อที่เป็นสาเหตุ จึงทำในเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง หรือยืนยันการระบาดเท่านั้น

11.โรคนี้รักษาได้หรือไม่ รักษาได้ตามอาการ โดยทั่วไปใช้การรักษาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น การใช้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด แต่ยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ โรคนี้หากผู้ป่วยรับประทานอาหารและพักผ่อนได้เพียงพอ ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงและหายได้เองในช่วง 7-10 วัน

สำหรับผู้ดูแลเด็กควรดูแลเด็กป่วยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กทารก เด็กเล็ก และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพื่อสังเกตอาการแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงถึงชีวิต และส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที

12.จะป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ได้อย่างไร การป้องกันโรคนี้ที่สำคัญคือ แยกผู้ป่วย และรักษาสุขอนามัยของสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโรคมักระบาดในเด็กเล็ก ซึ่งอยู่รวมกันในโรงเรียน หรือสถานเลี้ยงดูเด็ก จึงควรเน้นเรื่องการล้างมือ ทำความสะอาดของเล่นและสิ่งแวดล้อม และเน้นความสะอาดของน้ำ อาหาร และทุกๆ อย่างที่เด็กอาจนำเข้าปาก เด็กป่วยควรให้อยู่บ้านไม่ให้มาเล่นกับเด็กคนอื่น บางครั้งอาจมีความจำเป็นต้องปิดโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็กชั่วคราวหากมีการระบาดเกิดขึ้นมาก ในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้

ข้อมูลจาก แผนกควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลพญาไท 2 http://www.phyathai.com




จาก ...................... บ้านเมือง คอลัมน์ ชีวิตและสุขภาพ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #25  
เก่า 11-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


“อย่าประมาท...โรคมือ เท้า ปาก วายร้ายใกล้ตัว” (ตอน 4)


จากตอนที่ 3 ของเรื่องนี้ได้บรรยายให้ความรู้ไปแล้ว 12 ข้อ ในตอนที่ 3 นี้จะขอตอบคำถามของโรคนี้ต่อเป็นข้อต่อไปดังนี้

13.จะทำลายเชื้อได้อย่างไร

เชื้อนี้ถูกทำลายโดยการต้มที่ 50-60°c นาน 30 นาที ถูกทำลายโดยน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของน้ำยาฟอกขาว (20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลิตร) หรือผงปูนคลอรีน หรือโซเดียมไฮโปคลอไรท์ เจือจาง 1 ส่วนผสมกับน้ำ 50 ส่วน หรือน้ำยาที่มีส่วนผสมของกลูตาราลดีไฮด์ (Glutaraldehyde) หรือฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) หรือน้ำยาทำความสะอาดที่ใช้ตามบ้านเรือน เช็ดและล้างด้วยน้ำสะอาด

14.ความเสี่ยงต่อผู้ที่จะเดินทางไปยังประเทศที่เกิดโรคระบาดมีมากน้อยเพียงใด ไม่มีข้อห้ามการเดินทางระหว่างประเทศ เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ หากจำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีรายงานว่ากำลังเกิดโรคระบาด ผู้ปกครองควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด รักษาสุขอนามัยที่ดี หรือน้ำยาทำความสะอาดที่ใช้ตามบ้านเรือน เช็ดและล้างด้วยน้ำสะอาด

15.โรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยง ควรดำเนินการอย่างไรหากมีเด็กป่วยจากโรค มือ เท้า ปาก

แจ้งการระบาดไปที่หน่วยงานบริการสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สอบสวนการระบาดของโรค เฝ้าระวังโดยตรวจเด็กทุกคน หากพบคนใดที่มีอาการโรคมือ เท้า ปาก ต้องรีบแยกออกและให้หยุดเรียน 7-10 วัน หรือจนกว่าจะหายป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปยังเด็กคนอื่นๆ

หากพบว่ามีการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ในโรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก ควรพิจารณาให้ปิดชั้นเรียนที่มีเด็กป่วยมากกว่า 2 ราย หากมีการป่วยกระจายในหลายชั้นเรียนแนะนำให้ปิดโรงเรียนเป็นเวลา 5-7 วัน พร้อมทำความสะอาดห้องเรียน ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์รับประทานอาหาร, ของเล่นเด็ก, ห้องน้ำ, สระว่ายน้ำ และให้มั่นใจว่าน้ำที่ใช้ต้องมีระดับคลอรีนที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน (0.2 ppm)

ทำความสะอาดเครื่องเล่น เครื่องใช้ของเด็ก ด้วยการซักล้างแล้วผึ่งแดดให้แห้ง

หยุดใช้เครื่องปรับอากาศ เปิดประตู หน้าต่าง ผ้าม่าน ให้แสงแดดส่องให้ทั่วถึง

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของบุตรหลานอันเป็นที่รัก การป้องกันในเรื่องความสะอาด อาหาร เป็นสิ่งสำคัญ และหากไม่จำเป็นก็ไม่ควรให้เด็กไปในสถานที่แออัด ซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อเป็น “การป้องกัน” ไว้ก่อน ที่สำคัญอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด!!! หากมีอาการที่น่าสงสัยให้รีบนำไปพบแพทย์ และแจ้งให้สถานที่รับเลี้ยงหรือโรงเรียนทราบโดยทันที

ข้อมูลจากแผนกควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลพญาไท 2 http://www.phyathai.com




จาก ...................... บ้านเมือง คอลัมน์ ชีวิตและสุขภาพ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #26  
เก่า 11-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


สายรัดข้อมือ "UP" เตือนภัยสุขภาพ



บริษัทจอว์โบน ผู้ผลิตหูฟังบลูทูธชื่อดัง เปิดตัวผลิตภัณฑ์ชื่อว่า UP เป็นสายรัดข้อมือดิจิตอลที่ช่วยดูแลสุขภาพ ด้วยการเก็บรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ ของ ผู้สวมใส่ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การดื่ม การนั่ง ตลอดจนการออกกำลังกาย โดยจะคอยปรับพฤติกรรมเพื่อให้ผู้สวมใส่มีสุขภาพดีขึ้น

สายรัดข้อมือดิจิตอล UP ราคา 100 ดอลลาร์ หรือราว 3,000 บาท ทำงานด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับแอพพลิเคชั่น บนไอโฟน ภายในมีเซ็นเซอร์ที่คอยนับคำนวณการเผาผลาญพลังงานจากกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้สวมใส่ทำ เช่น การเตะฟุตบอล การเดิน และการวิ่ง และแจ้งหน่วยเป็นแคลอรี โดยจะคอยตรวจจับกิจกรรมต่างๆ ของผู้สวมใส่ เช่น หากนั่งนานเกินไปสายรัดจะสั่น

นอกจากนี้ ยังเก็บข้อมูลการนอนหลับด้วยว่านอนนานเท่าไร พลิกตัวกี่ครั้ง จากนั้นมันจะวิเคราะห์และหาเวลาปลุกที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้ใช้งานนอนหลับได้อย่างเพียงพอ




จาก ...................... ข่าวสด วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #27  
เก่า 11-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


มีแผลในลำไส้ 'แครอต-กะหล่ำปลี' ช่วยแก้



หากรู้ตัวว่าเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ อาหารดีมีประโยชน์ที่ 'มุมสุขภาพ' อยากแนะนำให้ผู้ที่ปัญหาดังกล่าวคือ 'แครอต' และ 'กะหล่ำปลี' ที่มีสรรพคุณรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทั้งยังช่วยบำรุงลำไส้อีกด้วย

โดยแครอต อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ตัวการก่อโรคแก่ลำไส้ใหญ่ ทำลายอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ส่วนกะหล่ำปลี ช่วยทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบของแผลในลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้ท้องผูก ทั้งยังมีผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า กินกะหล่ำปลีสามารถลดอัตราการป่วยเป็นมะเร็งได้

ดังนั้น การกินแครอตและกะหล่ำปลีจึงดีต่อลำไส้ ระบบขับถ่าย และต้านมะเร็ง โดยเฉพาะแครอต การจะได้รับสารอาหารเต็มเปี่ยมควรเลือกผลใหญ่ แก่จัด สีเข้ม ทว่ากินน้ำกะหล่ำปลีเขียวมักจะพบว่ามีกลิ่นรสที่ไม่ชวนรับประทาน ก็แก้ไขให้กินง่ายขึ้นได้ เพียงกินพร้อมกับน้ำแครอต น้ำแอปเปิ้ล น้ำขิง

ส่วนสัปดาห์นี้พบกับสูตรเครื่องดื่มสุขภาพ ให้คุณประโยชน์อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้...

แครอต 2 ถ้วย
กะหล่ำปลีเขียว 1 ถ้วย
น้ำแข็งป่นพอประมาณ


วิธีทำ ล้างผักให้สะอาด แล้วนำแครอตขูดเป็นเส้นเล็กๆ ส่วนกะหล่ำปลีให้หั่นเป็นชิ้นหยาบ ได้แล้วนำไปสกัดพร้อมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักผลไม้ เสร็จแล้วดื่มทันที หรือจะเติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่นก็ย่อมได้.




จาก .................... เดลินิวส์ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #28  
เก่า 11-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


วิธีป้องกันข้อเข่าเสื่อม



ข้อเข่าของเราทุกคนจะมีการเสื่อมตัวตามอายุ แต่มิได้หมายความว่าทุกคนจะมีอาการเจ็บปวดจนทำให้เดินหรือออกกำลังกายไม่ได้เป็นปกติ

ข้อเข่าของเราทุกคนจะมีการเสื่อมตัวตามอายุ แต่มิได้หมายความว่าทุกคนจะมีอาการเจ็บปวดจนทำให้เดินหรือออกกำลังกายไม่ได้เป็นปกติ ผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากไม่มีปัญหาเรื่องปวดข้อเข้าจนถึงกับต้องรับประทานยาหรือไปพบแพทย์เพื่อรักษาแต่ก็มีผู้สูงอายุอีกไม่น้อยที่ต้องทรมานจากอาการข้อเข่าเสื่อม

ศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์อำนวย อุนนะนันทน์ โรงพยาบาลธนบุรี กล่าวว่าสาเหตุที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมมีหลายอย่างด้วยกัน สาเหตุสำคัญๆ ที่พบบ่อยๆ คือ

1. น้ำหนักตัว ในการเดินพื้นราบตามปกติ ข้อเข่าแต่ละข้างจะรับน้ำหนักประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้าเดินขึ้นลงบันไดก็จะรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นไปอีกถึง 4 เท่าน้ำหนักตัว ดังนั้นถ้าน้ำหนักตัวมากเกินไป แรงกดดันในข้อเข่าระหว่างการเดินก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการชำรุดหรือสึกหรอของกระดูกอ่อนซึ่งเป็นผิวข้อได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเสื่อมตัวของผิวข้อก่อนวัยอันสมควร

2. บาดเจ็บเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นในข้อเข่า เช่น การเล่นกีฬาหนักๆ เช่น รักบี้, ฟุตบอล ที่มีแรงกระแทกในข้อเข่ามากๆ หรือมีการฉีกขาดของกระดูกอ่อนหรือเส้นเอ็นภายในข้อเข่า ทำให้ความมั่นคงแข็งแรงของข้อเข่าเสียไปตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ผิวข้อชำรุดและเกิดการเสื่อมตัวของข้อเข่าโดยยังไม่ถึงวัยชรา

3. โรคต่างๆที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุข้อเรื้อรัง มีผลทำให้ผิวข้อเสื่อมตัวเร็วกว่าปกติ


วิธีป้องกันไม่ให้เกิดการเสื่อมตัวของข้อเข่าเร็วเกินไป

1. พยายามลดน้ำหนักตัว อย่าให้อ้วน พยายามบริหารกล้ามเนื้อของข้อเข่าให้แข็งแรง เวลาเดินหรือวิ่ง น้ำหนักตัวที่ผ่านข้อเข่านั้น กล้ามเนื้อรอบๆ ข้อเข่าจะทำหน้าที่ดูดซึมหรือรับน้ำหนักที่ผ่านข้อเข่าไว้ก่อน น้ำหนักที่เหลือหรือเกินขีดความสามารถของกล้ามเนื้อที่จะดูดซึมหรือรรับไว้แล้วจึงจะถูกปล่อยให้ผ่านเข้าไปในข้อเข่า โดยกระดูกอ่อนที่เป็นผิวข้อจะเป็นตัวรับน้ำหนักที่เหลือผ่านเข้ามา

ดังนั้นน้ำหนักที่ผ่านเข้าผิวข้อมากน้อยเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับสภาพของกล้ามเนื้อรอบๆข้อเข่า ถ้ากล้ามเนื้อรอบๆข้อเข่าแข็งแรงมาก แรงที่จะผ่านเข้าผิวข้อก็จะน้อยมาก แต่ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรงน้อย แรงที่ผ่านเข้าผิวข้อก็จะมีมาก ถ้าแรงที่ผ่านผิวข้อมากถึงระดับหนึ่งก็จะเป็นการทำลายกระดูกอ่อนที่เป็นผิวข้อทำให้ชำรุดเสียหายไป เป็นผลทำให้เกิดการเสื่อมของข้อได้ ดังนั้นการบริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าให้แข็งแรงจึงมีความสำคัญมากต่อการเสื่อมตัวของข้อเข่า

มีผู้ถามเสมอว่าการวิ่งทำให้เกิดแรงกระแทกในข้อเข่าอันส่งผลทำให้เกิดการเสื่อมตัวของข้อเข่าเร็วขึ้น ความคิดนี้ไม่เป็นความจริง การวิ่งมีประโยชน์ต่อข้อเข่า คือทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง น้ำหนักตัวลด ดังนั้นทำให้แรงที่ผ่านเข้าไปในผิวข้อลดลง แต่ถ้าเกิดการเสื่อมตัวของข้อเข่าแล้ว และมีอาการเจ็บปวดในข้อเข่าจนไม่สามารถวิ่งได้ ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการบริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าโดยไม่ให้เกิดผลเสียต่อผิวข้อ

2. หลีกเลี่ยงลักษณะการใช้ข้อเข่าที่ทำให้เกิดแรงกดดันหรือเสียดสีในข้อเข่ามากเกินไป เช่นการนั่งยองๆ คุกเข่า พับเพียบ หรือขัดสมาธิ เป็นต้น

ข้อเข่าเทียมข้อเข่าที่มีการเสื่อมตัวจนถึงขนาดที่มีอาการเจ็บปวดและไม่สามารถให้การรักษาทางยาหรือกายภาพบำบัดได้แล้ว

ในปัจจุบันเราสามารถทำการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อใหม่หรือที่เรียกว่าผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียม หลักการคือทำผ่าตัดเอาผิวข้อที่เสียไปแล้วออกให้หมดแล้วใส่ผิวข้อใหม่ซึ่งทำมาจากโลหะและพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ ในแง่ของความแข็งแรงทนทานและเข้ากับเนื้อเยื่อของร่างกายได้ ข้อเทียมนี้พยายามทำให้มีการเคลื่อนไหวได้เหมือนข้อจริง ข้อเทียมในปัจจุบันมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ และหลายรูปแบบด้วยกัน

โดยสรุปแล้วใช้ได้ผลดีพอๆกัน การทำผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียมจะได้ผลดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ

1. ประสบการณ์และความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้ทำผ่าตัด

2. สภาพของข้อเข่าของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ถ้าข้อเข่าติดแข็งหรือข้อเข่าที่ผิดรูปมากๆ เช่น เข่าโก่ง หรือกล้ามเนื้อข้อเข่าลีบไม่แข็งแรง หลังผ่าตัดก็ไม่สามารถจะทำให้กลับสู่สภาพที่ปกติได้ทีเดียวต้องอาศัยการบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัดเป็นเวลายาวนาน

3. ความร่วมมือของผู้ป่วยหลังผ่าตัดในเรื่องของบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัด

ใช้ Computer ในการผ่าตัดข้อเข่าเทียม (Computer Assisted Surgery) ปัจจุบันมีการนำ computer มาช่วยในการทำผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียม เพียงแค่ช่วยทำให้การวางตำแหน่งการใส่ข้อเข่าเทียมให้ถูกต้องแม่นยำขึ้นเท่านั้นเอง ถ้าศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญมากพอแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ computer มาช่วยในการทำผ่าตัด การทำผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery)

ปัจจุบันมีศัลยแพทย์บางกลุ่มพยายามประดิษฐ์เครื่องมือใช้ช่วยทำผ่าตัด โดยพยายามทำแผลผ่าตัดให้เล็กที่สุดเพื่อหวังผลของการเจ็บปวดหลังผ่าตัดลดลงและใช้ข้อเข่าได้เร็วขึ้น วิธีนี้มีขีดจำกัดในการทำผ่าตัด ถ้าผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสื่อมหรือผิดรูปมากๆ หรือผู้ป่วยที่อ้วนมากๆ ไม่สามารถจะนำวิธีการผ่าตัดชนิดนี้มาใช้ได้




จาก .................... กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #29  
เก่า 13-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


เมื่อสาวๆลุยน้ำสกปรก



มีสาวๆหลายคนสงสัยและเป็นกังวลว่า น้ำท่วมสูงมากเกินระดับเอว ถ้าต้องเดินลุยน้ำสกปรก ที่เต็มไปด้วยขยะและสิ่งปฏิกูล แถมบางคนเป็นช่วงที่มีประจำเดือนด้วยจะเป็นอันตรายต่ออวัยวะเพศหรือไม่?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.ธีระพงศ์ เจริญวิทย์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การที่ผู้หญิงต้องเดินลุยน้ำสกปรก แช่น้ำนานๆ ทำให้เกิดความชื้นบริเวณอวัยวะเพศ อาจมีปัญหาเชื้อราบริเวณขาหนีบ เป็นสังคังเหมือนกับผู้ชาย นอกจากนี้อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในช่องคลอด และลามไปที่ปีกมดลูก ทำให้เกิดการอักเสบหรือฝีที่ปีกมดลูกได้ โดยเฉพาะคนที่มีประจำเดือนยิ่งมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ง่ายเพราะประจำเดือนจัดว่าเป็นอาหารอย่างดีของเชื้อโรค

เพราะฉะนั้นผู้หญิงที่มีประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำจริงๆ นอกเหนือจากการใส่ผ้าอนามัยตามปกติแล้ว ควรใส่ชุดป้องกันน้ำสวมทับชุดปกติ ถ้าไม่มีชุดป้องกันน้ำ เมื่อขึ้นจากน้ำให้รีบทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้แห้งโดยเร็วแต่ทางที่ดีควรใส่ชุดลุยน้ำป้องกันจะดีกว่า

สำหรับผู้หญิงที่เดินลุยน้ำจนเปียกแล้วต้องไปทำงานต่อ แนะนำว่า ควรหากระโปรงยาวๆไปเปลี่ยน เมื่อชำระล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่กางเกงในก็ได้ เพื่อให้บริเวณดังกล่าวแห้งสนิทส่วนกางเกงในที่เปียกควรซักให้สะอาดผึ่งให้แห้งก่อนนำมาสวมใส่ กรณีที่เดินลุยน้ำจนเปียกแล้วไม่ยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นใน ยังใส่เสื้อผ้าชุดเดิมทั้งที่ยังเปียกอยู่จนแห้งคาตัว นอกจากปัญหาเชื้อรา การติดเชื้อแล้ว อาจมีปัญหาผื่นคันโดยเฉพาะบริเวณแคมด้านนอก ซึ่งช่วงนี้พบได้บ่อย เพราะในน้ำนอกจากจะมีเชื้อโรคแล้ว อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีต่างๆ เช่น น้ำมัน สารพิษ โลหะหนัก ซึ่งผู้หญิงหลายคนอาจแพ้สารเหล่านี้และเกิดผื่นคัน

นอกจากนี้บริเวณอวัยวะเพศอาจติดเชื้อเริมได้ แม้โอกาสจะน้อยก็ตาม ดังนั้นเวลาเดินลุยน้ำไม่ควรสวมใส่กางเกงที่รัดแน่นจนเกินไป เพราะคนที่เคยเป็นเริมมาก่อน การใส่กางเกงที่รัดแน่นอาจเกิดการเสียดสีทำให้บริเวณนั้นอ่อนแอและทำให้เชื้อเริมกลับมาเป็นได้อีก ยิ่งช่วงนี้หลายคนอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ แถมมีความเครียดด้วย ก็มีโอกาสกลับมาเป็นโรคเริมได้ง่ายขึ้น

ในกรณีที่มีผื่นคันบริเวณอวัยวะเพศหรือมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยามาทาหรือซื้อยามารับประทานเอง เพราะสาเหตุของปัญหาอาจไม่ใช่อย่างที่คิด ควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยจะดีกว่า เนื่องจากหลายคนไปซื้อยาเชื้อรามาทา หรือ รับประทานแล้วไม่หาย กว่าจะมาพบแพทย์ปรากฏว่าอาการลุกลามเป็นผื่นเต็มไปหมด

อีกปัญหาที่ต้องระวังและพบในผู้หญิง คือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น ถ้าลุยน้ำนานๆ อาจติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ อีกทั้งการลุยน้ำนานๆ บางคนกลั้นปัสสาวะ ดังนั้นถ้าคิดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางนานๆ ควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว

ส่วนผู้ชายที่เดินลุยน้ำสกปรกนานๆ เสื้อผ้าเปียกชื้น ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน คือ มีปัญหาเชื้อรา เป็นสังคัง ผื่นคัน และเริม ขณะเดียวกันบริเวณอวัยวะเพศชายมีรูเปิดท่อปัสสาวะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกันแต่น้อยกว่าผู้หญิง

ดังนั้นหลังการลุยน้ำผู้ชายควรทำความสะอาดอวัยวะเพศให้แห้งสนิทถ้าเป็นไปได้ควรใส่ชุดกันน้ำเช่นเดียวกับผู้หญิง ที่สำคัญอย่าให้อวัยวะเพศแช่น้ำนานๆ

ในกรณีที่สามีภรรยาคนใดคนหนึ่งติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือ เริม ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ ถ้าต้องการมีเพศสัมพันธ์จริงๆ อย่างน้อยควรใส่ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่สามารถป้องกันเชื้อราบริเวณขาหนีบหรือเริมที่บริเวณภายนอกของอวัยวะเพศได้.




จาก .................... เดลินิวส์ คอลัมน์ x-ray สุขภาพ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 13-11-2011 เมื่อ 07:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #30  
เก่า 13-11-2011
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 12,642
Default


วิธีปฐมพยาบาลผู้ถูกไฟดูด



ภาวะน้ำท่วมแบบนี้ หากมีผู้ถูกไฟดูด คนใกล้เคียงควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำไปส่งแพทย์อย่างไร มีมาบอก

ท่ามกลางวิกฤติอุทกภัยขณะนี้ นอกจากต้องดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงปลอดภัยจากโรคต่างๆที่อาจเกิดจากน้ำไม่สะอาด เช่น น้ำกัดเท้า หรือไม่ก็สัตว์ร้ายที่มากับน้ำ รวมถึงของมีคมที่อาจถูกบาดได้หากลุยน้ำโดยไม่ระวัง อันตรายที่เกิดจากการถูกไฟดูดก็นับได้ว่ามีความเสี่ยงสูงด้วยเช่นกัน หากพบคนข้างๆถูกไฟดูด จะมีวิธีช่วยเหลือหรือปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนถึงมือหมออย่างไร วันนี้มีมาแนะนำ

หากทราบว่ามีกระแสไฟฟ้าอยู่ในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ต้องหาทางเขี่ยสายไฟฟ้าออกให้พ้นหรือตัดกระแสไฟฟ้าให้เรียบร้อยก่อนทำการช่วยเหลือผู้ถูกไฟดูด แล้วค่อยใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผ้า ไม้ ยาง พลาสติก เป็นต้น ผลักหรือดันตัวผู้ถูกไฟดูดให้หลุดออกมาอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง และรวดเร็ว

ขั้นต่อไปให้หยุดการไหลของไฟที่ผ่านตัวคนถูกไฟดูด ด้วยการนำวัตถุที่เป็นโลหะขนาดใหญ่ เช่น แผ่นสังกะสี วางลงพื้นดินแล้วนำตัวผู้ประสบเหตุนอนลงบนสิ่งนั้น เสร็จแล้วใช้น้ำลดผู้ถูกไฟดูดและบริเวณพื้นโดยรอบเพื่อให้ร่างกายได้คลายประจุไฟฟ้า วิธีนี้จะสามารถทำให้ผู้ป่วยฟื้นขึ้นมาได้ แล้วค่อยนำส่งโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ดูอาการ แต่ถ้าในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว หรือไม่หายใจ ให้ปฐมพยาบาลโดยการเป่าปากหรือปั๊มหัวใจทันที ก่อนนำส่งโรงพยาบาลต่อไป.


ขั้นตอนการเป่าปากหรือปั๊มหัวใจช่วยเหลือผู้ถูกไฟดูด






จาก .................... เดลินิวส์ คอลัมน์เกร็ดความรู้ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2554
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:22


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2024, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger