เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะนี้ โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือจะมีลมกระโชกแรงบางพื้นที่ สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือระวังอันตรายจากลมกระโชกแรง และประชาชนในภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 25 ? 28 ต.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อากาศเย็นในตอนเช้าและมีลมแรง สำหรับภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 28 ? 30 ต.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้า ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 25
-28 ต.ค. 62 ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมและฝนที่ตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (95.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Bangkok Rain.jpg (231.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (102.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


ปลาตายเกลื่อนหาดเกาะนาคาใหญ่ คาดเรือประมงเททิ้ง

ประมงภูเก็ต แจงข่าวปลาตายเกลื่อนหาด เกาะนาคาใหญ่ จ. ภูเก็ต คาดเรือประมงเททิ้งปลาแป้น ลงทะเลลอยตายมาติดชายหาด เพราะเป็นปลาที่ไม่ต้องการ



เมื่อวันที่ 24 ต.ค.นายศิริพงษ์ พนาสนธิ์ ประมงจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า จากกรณีภาพที่ปรากฎทางสื่อต่างๆ เกี่ยวกับปลาจำนวนมากตายเกยตื้นบริเวณด้านตะวันออกของเกาะนาคาใหญ่ (ด้านที่หันเข้าเกาะยาว) จ.ภูเก็ต นั้น สำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ต ได้ติดตามข่าวและสืบหาข้อมูลพบข้อเท็จจริงว่า ปลาที่ตายเกยตื้นจำนวนมากดังกล่าว คือกลุ่มปลาขนาดเล็กที่เรียกชื่อว่า ปลาแป้น ส่วนสาเหตุการตาย จากการสอบถามผู้เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ น่าจะเกิดจากการที่มีกลุ่มชาวประมงที่ทำอวนล้อมปลากะตักกลางวัน? ได้ทำประมงปลากะตัก แต่กลับได้ฝูงปลาแป้นจำนวนดังกล่าว และคาดว่าไม่มีที่จัดเก็บบนเรือ ดังนั้น จึงอาจเททิ้งในทะเลทำให้ตายและลอยมาติดชายหาด ตามภาพที่ปรากฎ ส่วนอีกข้อมูลแจ้งว่าอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า ขี้ปลาวาฬ ทำให้น้ำทะเลเสียและปลาตายได้ ซึ่งในส่วนนี้ และวิเคราห์ว่า หากเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ก็น่าจะมีปลาเล็กๆ อื่นตายปนมาด้วย แต่ตามภาพพบกลุ่มปลาแป้น จำนวนมาก ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

ดังนั้น สาเหตุการตายจึงน่าจะเกิดจากกรณีแรก คือการใช้อวนล้อมทำประมงปลากะตัก แล้วปล่อยทิ้งปลาแป้นออกมา ส่วนการตายอาจบอบช้ำจากการถูกล้อมจับตาย แล้วตายลอยอืดมายังฝั่งเกาะนาคาใหญ่? ข้อมูลปัจจุบันทราบว่า ชาวบ้านได้ดำเนินการเก็บกวาดและฝังกลบไปบางส่วนแล้วเนื่องจากปลาที่ตายส่งกลิ่นเหม็น ทั้งนี้ สำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ตจะตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป


http://www.dailynews.co.th/politics/738247

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


คึกคัก!!ชาวประมง 'บ้านท่าเสา' จับกั้งตัวโต สัตว์น้ำหายากทะเลสาบสงขลา สร้างรายได้ต่อวันหลายพันบาท



24 ตุลาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านท่าเสา ม. 2 ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ในช่วงนี้ชาวประมงพื้นบ้านซึ่งออกทำการประมงในทะเลสาบสงขลา โดยใช้วิธีการวางอ้วนและการยกไซนั่ง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวประมงในทะลสาบสงขลา ซึ่งปกติจะเป็นพวกกุ้งหางแดง ปลาขี้ตังลาทา ปลายอดมะม่วง ปลากระพงแดง ปลากรดหัวโม่ง และสัตว์น้ำประจำฤดู เช่นปลากระบอก ปลาท่องเที่ยว



แต่ในปีนี้ ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่บ้านท่าเสาคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากสามารถจับกั้ง ตัวโตๆขนาดตัวละ 2 - 3.5 ขีด ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่หายากและได้หายไปจากทะเลสาบสงขลาไปนาน และในปีนี้เป็นปีแรกที่กั้งกลับมามีชุกชุมในทะเลสาบสงขลาอีกครั้ง ซึ่งมีราคาขายตั้งแต่กิโลกรัมละ 800- 1000-1200 บาท สร้างรายได้ให้กับชาวประมงพื้นบ้านเพิ่มขึ้นจากปกติที่จับได้แค่กุ้งหอยปูปลาเท่านั้น

โดยกั้งที่ชาวประมงจับได้จะมีพ่อค้าคนกลางมารอรับซื้อก่อนที่จะนำไปส่งไปขายต่อให้กับร้านอาหารในจังหวัดสงขลาและต่างจังหวัด



นายหร่อหีม สุราตะกู ชาวประมงพื้นบ้านท่าเสา เปิดเผยว่า ทุกปีในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม น้ำในทะเลสาบสงขลาจะไม่เค็มจัด ทำให้มีกั้งจากทะเลนอก หรือทะเลอ่าวไทย เข้ามาอาศัยในทะเลสาบสงขลา แต่ขนาดของกั้งที่จับได้ตัวไม่ใหญ่มากนัก

แต่ในปีนี้ทะเลสาบมีความสมบูรณ์มากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่บ้านท่าเสา สามารถจับกั้งได้ตัวใหญ่ เป็นผลมาจากการที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลและกำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์โดยทำซั้งปลาเพื่อเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำ ทำให้กั้งมีเวลาในการเจริญเติบโตและเข้ามาอาศัยอยู่ในทะเลสาบสงขลามากขึ้น


https://www.naewna.com/likesara/449425
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


'กรมประมง' แจงปลาเกยตื้นภูเก็ต คาดชาวประมงเททิ้งกลางทะเล

'กรมประมง' แจ้งเหตุพบปลาจำนวนมากเกยตื้นภูเก็ต คาดชาวประมงเททิ้งกลางทะเล



ตอบไลฟ์สไตล์ได้ทุกด้าน ทั้งเทคโนโลยี ความกว้างและฟังก์ชันแห่งความสะดวก
มองเห็นรอบคันด้วยกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (IAVM) ห้องโดยสารกว้างขวางพับ ปรับ เปลี่ยนได้ตามต้องการ สนุกทุกเส้นทางด้วยฟังก์ชัน Apple

จากกรณีภาพที่ปรากฎทางสื่อต่างๆ เกี่ยวกับปลาจำนวนมากตายเกยตื้นบริเวณด้านตะวันออกของเกาะนาคาใหญ่ (ด้านที่หันเข้าเกาะยาว) จ.ภูเก็ต นั้น

นายศิริพงษ์ พนาสนธิ์ ประมงจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า สำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ต ได้ติดตามข่าวและสืบหาข้อมูลพบข้อเท็จจริงว่า ปลาที่ตายเกยตื้นจำนวนมากดังกล่าว คือ กลุ่มปลาขนาดเล็กที่เรียกชื่อว่า ปลาแป้น ส่วนสาเหตุการตาย จากการสอบถามผู้เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ น่าจะเกิดจากการที่มีกลุ่มชาวประมงที่ทำอวนล้อมปลากะตักกลางวัน ได้ทำประมงปลากะตัก แต่กลับได้ฝูงปลาแป้นจำนวนดังกล่าว และคาดว่าไม่มีที่จัดเก็บบนเรือ

ดังนั้น จึงอาจเททิ้งในทะเลทำให้ตายและลอยมาติดชายหาด ตามภาพที่ปรากฎ ส่วนอีกข้อมูลแจ้งว่าอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า ขี้ปลาวาฬ ทำให้น้ำทะเลเสียและปลาตายได้ ซึ่งในส่วนนี้ และวิเคราะห์ว่า หากเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ ก็น่าจะมีปลาเล็กๆ อื่นตายปนมาด้วย แต่ตามภาพพบกลุ่มปลาแป้น จำนวนมาก ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

รวมทั้ง สาเหตุการตายจึงน่าจะเกิดจากกรณีแรก คือการใช้อวนล้อมทำประมงปลากะตัก แล้วปล่อยทิ้งปลาแป้นออกมา ส่วนการตายอาจบอบช้ำจากการถูกล้อมจับตาย แล้วตายลอยอืดมายังฝั่งเกาะนาคาใหญ่

ข้อมูลปัจจุบันทราบว่า ชาวบ้านได้ดำเนินการเก็บกวาดและฝังกลบไปบางส่วนแล้ว เนื่องจากปลาที่ตายส่งกลิ่นเหม็น
ทั้งนี้ สำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ตจะตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป


https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/852027

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก บ้านเมือง


คืนชีพป่าชายเลน ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งปากแม่น้ำเวฬุ

ความเขียวขจีของต้นไม้นานาพันธุ์ที่ขึ้นทึบ ต้นโกงกางใบเล็กใหญ่พลิ้วไหวตามแรงลม รากของโกงกางที่กอดรัดกันอย่างแน่นหนาแผ่คลุมผืนดินไว้ พื้นดินและพื้นน้ำเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด อาทิ ปูแสม ปูทะเล ปลาตีน ท้องฟ้าเหนือผืนป่าชายเลนมีเหยี่ยวแดงบินโฉบไปมาอาศัยป่าชายเลนเป็นแหล่งหากิน แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าชายเลนปากแม่น้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรีในปัจจุบัน



หากย้อนเวลาไปราว 5 ปีก่อน สภาพผืนป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรีแตกต่างจากปัจจุบันราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ เนื่องด้วยการบุกรุกถางป่าของกลุ่มนายทุนและชาวบ้านนำมาทำเป็นบ่อเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลา ทำนากุ้ง อีกทั้งเมื่อทำแล้วขาดทุนบ้าง ไม่คุ้มทุนบ้าง หรือพื้นที่เดิมที่ทำอยู่หมดประโยชน์ก็ทิ้งร้าง เวียนไปทำในพื้นที่อื่น จนมองเห็นเป็นพื้นที่โล่งเตียนไกลสุดลูกตา น้ำจากบ่อกุ้งยังสร้างมลภาวะเป็นน้ำเสียทำลายระบบนิเวศรอบ ๆ จนเสียหาย สัตว์ทะเลเริ่มหายไปเนื่องจากขาดพื้นที่ป่าชายเลน ซึ่งสัตว์ทั้งหลายใช้เป็นบ้านพักเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ กระทบไปถึงชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมง พวกเขาเริ่มจับสัตว์น้ำได้ปริมาณน้อยลง เหล่านี้เป็นสิ่งที่ กฟผ. ได้พบหลังเข้าไปสำรวจพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าชายเลนปากแม่น้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรีเมื่อราวปี 2557 แม้จะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่สภาพป่าชายเลนนั้นถูกบุกรุกทำลายจนเสื่อมโทรม การฟื้นคืนสภาพป่าตามธรรมชาติจึงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากพันธุ์ไม้หลักของป่าชายเลน เช่น โกงกาง โปรง พังกา ฯ หลงเหลืออยู่ในพื้นที่น้อยมาก หากยิ่งปล่อยไว้นานวันจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมหาศาล

ปี 2558 กฟผ. จับมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ดำเนินการพลิกฟื้นคืนผืนป่าชายเลนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ปากแม่น้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรี รวมจำนวน 6,000 ไร่ แบ่งเป็น บริเวณท้องที่ตำบลบ่อ และตำบลบางชัน อำเภอขลุง ในปี 2558 จำนวน 1,000 ไร่ บริเวณท้องที่บ้านทองหลาง บ้านแหลมผี และบ้านอิเทพ ตำบลบางชัน อำเภอขลุง ในปี 2559 จำนวน 2,000 ไร่ และในปี 2560 จำนวน 3,000 ไร่ บริเวณท้องที่ตำบลบ่อ ตำบลบางชัน อำเภอขลุง และตำบลหนองชิ่ม อำเภอแหลมสิงห์ โดยเป็นการปลูก 1 ปี บำรุงรักษา 2 ปี แล้วจึงส่งมอบพื้นที่ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติคืนให้กับ ทช.



ภารกิจฟื้นฟูป่าชายเลนของ กฟผ. ไม่เพียงต้องการพลิกฟื้นผืนป่าเท่านั้น แต่ต้องการพลิกฟื้นจิตใจของชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งอยู่ร่วมกับป่าชายเลน ให้พวกเขาเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและรักษาป่าไว้อย่างยั่งยืนตลอดไป โดยเริ่มจากการทำประชาคมเพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านพร้อมขอคืนพื้นที่จากชาวบ้านเพื่อนำมาปลูกป่า (เนื่องจากมีชาวบ้านบางส่วนเข้ามาทำกินในพื้นที่เขตป่าสงวนฯ) สร้างจิตสำนึกให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการรักษาป่าชายเลน ชี้ให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลระหว่างคนกับป่า สร้างการมีส่วนร่วมให้ชาวบ้านได้ร่วมปลูกและดูแลเพื่อให้เกิดการหวงแหนรักษาป่า โดยไม่ได้ห้ามให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า เพียงแต่ต้องไม่ทำลายป่า

และในวันนี้ได้มีโอกาสกลับไปดูพื้นที่ปลูกป่าชายเลนของ กฟผ. บริเวณเขตป่าสงวนแห่งชาติ ปากแม่น้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรีอีกครั้ง พบว่ามีแต่ความอุดมสมบูรณ์ ป่าชายเลนมีการเติบโตเป็นอย่างดี และมีสัตว์น้ำวัยอ่อน เช่น ลูกกุ้ง หอย ปู ปลา เข้ามาพักพิงอาศัยป่าชายเลนแห่งนี้กันอย่างชื่นอุรา ไม่เพียงเท่านี้ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์นี้ยังมีประโยชน์ต่อยอดถึงการสร้างชีวิตและสร้างอาชีพให้กับชุมชนประมงชายฝั่งที่อยู่อาศัยในพื้นที่ ได้ทำมาหากินแบบเอื้อประโยชน์ต่อกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการประมง การท่องเที่ยว รวมถึงการสร้างผลผลิตจากป่าชายเลนให้กลายเป็นสินค้าชุมชน

คงไม่มีใครจะรู้ซึ้งถึงประโยชน์ของป่าไม้ชายเลนได้ดีเท่ากับชาวบ้านซึ่งอยู่อาศัยในพื้นที่ คุณชูชาติ ฉายแสง เครือข่ายอนุรักษ์ป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ เล่าว่า แต่ก่อนตนเคยประกอบอาชีพประมงและทำนากุ้งรายได้ไม่ค่อยดี หากินไปวัน ๆ ต่อมาพอมีโครงการปลูกป่าของ กฟผ. เกิดขึ้น หลังจากปลูกป่าก็มี กุ้ง หอย ปู ปลามาอาศัยทำให้การทำมาหากินดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ตนจึงเปลี่ยนใจมาสนับสนุนและคอยช่วยดูแลพื้นป่าตรงนี้ไปด้วย ซึ่งแต่ก่อนนั้นก็ไม่ได้เต็มใจกับนโยบายขอคืนพื้นที่ป่าเท่าไหร่ ทั้งนี้อยากจะขอบคุณ กฟผ. ที่ได้มาช่วยเหลือปลูกป่า



ด้าน คุณธนวัฒน์ รักร่วม ชาวบ้านตำบลหนองชิ่ม อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เล่าว่า ก่อนจะกลับมาอยู่บ้านที่จันทบุรีนี้ อาชีพเดิมเป็นพนักงานโรงงาน ที่ไปทำงานไกลบ้านเพราะว่าไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน ป่าธรรมชาติทรัพยากรมันน้อย ทำให้ทำมาหากินลำบาก ที่ตนกลับมาอยู่ที่บ้านอีกครั้งก็เพราะมีการปลูกป่าแล้วธรรมชาติก็ดีขึ้น ทรัพยากรก็มีพวก ปู ปลา กุ้ง หอย ทำให้หากินได้ง่ายขึ้น ก็พอสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ อยากให้ขอบคุณทาง กฟผ. ที่ทำให้มีพื้นที่ทำมาหากินและทำให้มีธรรมชาติคืนสู่บ้านเรา

การพลิกฟื้นป่าใหญ่กว่า 6,000 ไร่ ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งราวกับร่ายเวทมนต์มหัศจรรย์ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความตั้งใจจริงของ กฟผ. ทั้งการปลูกที่ป่าและการปลูกที่ใจชาวบ้าน ทำให้ธรรมชาติกลับมาสดใสอีกครั้ง ก่อเกิดเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างมหาศาล


https://www.banmuang.co.th/news/economy/167550

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


"หาดเจ้าไหม" จ.ตรังมรดกอาเซียนแห่งใหม่ คาดดึงนักท่องเที่ยว-เกิดเงินสะพัด 20%



นายไพบูลย์ โอมาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกอาเซียนแห่งใหม่ ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 15 ที่เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่ 7-9 ตุลาคมที่ผ่านมา

สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพื้นที่ให้เป็นมรดกอาเซียน ได้แก่ ความสมบูรณ์ทางนิเวศน์ ความเป็นตัวแทนของภูมิภาค ความเป็นธรรมชาติ ความสำคัญต่อการอนุรักษ์อย่างสูง กฎหมายที่กำหนดให้เป็นพื้นที่คุ้มครอง แผนการบริหารจัดการที่ได้รับความเห็นชอบ ลักษณะการข้ามพรมแดน มีลักษณะ เอกลักษณ์ มีความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมกับระบบนิเวศ และมีความสำคัญสำหรับชนิดพันธุ์ต่าง ๆ

"การที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ได้รับการพัฒนาเป็นมรดกอาเซียน เพราะตรงตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงถือเป็นความภาคภูมิใจของคนตรัง ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา จังหวัดตรังได้มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มาอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มีการดูแลรักษา จัดการพื้นที่ด้านการอนุรักษ์ จนอุดมสมบูรณ์ อีกทั้ง ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ยังเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่อยู่อาศัยของพะยูนฝูงสุดท้ายในประเทศไทย และล่าสุดได้ใช้เป็นพื้นที่อนุบาลพะยูนน้อยมาเรียม แม้ว่าพะยูนน้อยมาเรียมจะตายไปด้วยอาการติดเชื้อแล้วก็ตาม" นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง มีระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ประกอบไปด้วย พื้นที่ป่าหลากหลายประเภท เป็นแหล่งหญ้าทะเลขนาดใหญ่ และแหล่งประการังที่สมบูรณ์ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพะยูน สัตว์ป่าสงวนที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ด้วย

ด้าน นายบรรจง นฤพรเมธี ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า การที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกอาเซียน นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดตรัง ในด้านของการดูแลสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรทางทะเลมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเชิงประจักษ์ ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว เราให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เป็นการท่องเที่ยวสีเขียว มีการรณรงค์ให้เกิดการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล การไม่ทิ้งขยะในแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนการเลิกใช้โฟมและพลาสติก ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับทางจังหวัดในการรณรงค์เรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง จนเกิดผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ

"จากนี้ไปผมเชื่อมั่นว่าภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง จะได้รับประโยชน์มากขึ้น ทั้งนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่นิยมชมชอบความเป็นธรรมชาติ เข้ามาเที่ยวมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็ไหลมาจากจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ที่นิยมการเที่ยวทะเลตรัง เนื่องจากมีความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ยังไม่มีการปรุงแต่งมากนัก ซึ่งผิดกับจังหวักฝั่งอันดามันอื่นๆ และในช่วงไฮซีซั่นปีนี้ก็มีแนวโน้มด้านการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น เริ่มมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาแล้วอย่างต่อเนื่อง ปีนี้คาดว่าจะคึกตักมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยน่าจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวและเงินรายได้เข้าสู่จังหวัดตรังเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20%" นายบรรจง กล่าว


https://www.prachachat.net/breaking-news/news-384081

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ชี้ "กำแพงกันคลื่น" ตัวเร่งกัดเซาะแบบโดมิโน

ร่อนจดหมายเปิดผนึกฉบับ 2 ถึง "วราวุธ" เร่งแก้ข้อผิดพลาดในอดีตกรณี ทส.ยกเลิกการทำอีไอเอโครงการรอดักทราย เขื่อนกันทราย และคลื่น รวมทั้งแนวเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งทะเล ชี้ 1 ใน 3 ของปัญหากัดเซาะ 90 กม.มาจากผลกระทบแบบโดมิโนจากโครงการป้องกันที่ผิดวิธี



วันนี้(24 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนายศักดิ์อนันต์ ปลาทอง ทำหนังสือเปิดผนึกถึงพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.กระทรวงมหาดไทยกรณีการทำโครงการกำแพงกันคลื่นแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง โดยระบุว่าสาเหตุที่ทำให้มีโครงการเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการปลดล็อกการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง กําหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการ ซึ่งต้องจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2556 ) พบว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่มี

นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 พ.ศ.2556 ลงวันที่ 11 พ.ย.2556 ให้ยกเลิกความในลำดับที่ 25 ในเอกสารท้ายประกาศ 3 แห่งประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม ลงวันที่ 24 เม.ย.2555 โดยให้ยกเลิกโครงการลำดับที่ 25 ในอีไอเอ คือ ก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้าง บริเวณหรือในทะเล ประกอบด้วย

- รอดักทราย เขื่อนกันทราย และคลื่น รอบังคับกระแสน้ำ ทุกขนาด ให้เสนอในขั้นขออนุมัติ หรือ ขออนุญาตโครงการ

- แนวเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งทะเล ทุกขนาด ให้เสนอในขั้นขออนุมัติ หรือ ขออนุญาตโครงการ




ชี้ผลกระทบกำแพงกันคลื่น 1 ใน 3 เร่งปัญหากัดเซาะ

ล่าสุดเฟซบุ๊กของนายศักดิ์อนันต์ โพสต์ผ่าน Sakanan Plathong ระบุว่า ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยระบุตอนหนึ่งว่า

ตามที่ท่านได้กล่าวในที่ประชุมสภาว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยในปัจจุบัน มีระยะทาง 726 กิโลเมตร มีพื้นที่กัดเซาะชายฝั่งในปัจจุบันประมาณ 90 กิโลเมตร มีการดำเนินการแก้ไขแล้ว 637 กิโลเมตร ผมเห็นว่า พื้นที่ที่มีการดำเนินแก้ไขแล้ว 637 กิโลเมตรนั้นหลายบริเวณ หลายโครงการเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผิดพลาด ส่งผลให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงขึ้นทั้งจากการสะท้อนกำแพงพัดพาหาดทรายด้านหน้ากำแพงให้หายไป และยังรุกลามไปยังพื้นที่ข้างเคียง

"พื้นที่ที่กำลังมีปัญหากัดเซาะชายฝั่งระยะทาง 90 กิโลเมตรเป็นผลมาจากกำแพงและกองหินกันคลื่น เป็นระยะทางถึง 33 กิโลเมตร หรือ 1 ใน 3 ของสาเหตุการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศ และกำลังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นโดมิโน อย่างไม่รู้จบ สิ้นเปลืองงบจำนวนมาก"

ในการนี้ ผมได้ส่งหนังสือ ขอให้กระทรวงมหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานระดับภูมิภาค (จังหวัด) และระดับท้องถิ่น ซึ่งกำลังมีโครงการก่อสร้างกำแพงริมฝั่ง ติดชายฝั่ง ทั้งกำแพงคอนกรีต กองหิน และกระสอบทรายยักษ์อยู่ทั่วทุกจังหวัดชายฝั่งทะเล โดยไม่มีการไตร่ตรองทางวิชาการถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมใดๆ ผมจึงได้เสนอให้มีกระบวนการตรวจสอบทางวิชาการ เพื่อยับยั้งการใช้งบประมาณไปในทางที่ส่งผลเสียในระยะยาว




ข้อผิดพลาดจากการ "ปลดล็อก" อีไอเอ

การดำเนินการที่ผิดพลาดดังกล่าว ไม่เพียงแต่โดยกรมโยธาธิการฯและหน่วยงานในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น กรมเจ้าท่า ดำเนินโครงการดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 พ.ศ.2556 ลงวันที่ 11 พ.ย.2556 ให้ยกเลิกความในลำดับที่ 25 ในเอกสารท้ายประกาศ 3 แห่งประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 24 เม.ย.2555 ซึ่งมีผลที่สำคัญ คือ

"ตัดโครงการก่อสร้างกำแพงริมชายฝั่ง ติดแนวชายฝั่ง ออกจากบัญชีประเภทโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานอีไอเอ ซึ่งส่งผลให้โครงการดังกล่าว ไม่ต้องมีกระบวนการศึกษา และประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม"

ผมจึงขอเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งรัดให้มีกลไกการดำเนินการที่จะต้องให้มีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างริมทะเลทุกประเภท ทั้งนี้โดยใช้แนวทางตาม Environmental Checklist ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จัดทำร่างขึ้นมา ซึ่งจะต้องมีการออกระเบียบ ประกาศ พร้อมกลไกการตรวจสอบที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วน เพื่อหยุดยั้งโครงการที่จะส่งผลต่อชายหาดทั่วประเทศ



"วราวุธ"ยันรัฐบาลแก้ 3 ระดับโครงสร้างมาทีหลัง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา นายวราวุธ ชี้แจงระหว่างการอภิปรายจากฝ่ายค้านของการประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบ 2563 วาระที่ 1 (รับหลักการ) ยืนยันว่าชายฝั่งประมาณ 3,000 กม.ในพื้นที่ 23 จังหวัด พบมีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งร้อยละ 25 หรือ 700 กิโลเมตร เบื้องต้นแก้ปัญหาแล้ว 640 กม.เหลือเพียง 80 กม.ที่กำลังเร่งดำเนินการ

แบ่งแนวทางแก้ไขเป็น 3 ระดับ พบมีกัดเซาะรุนแรงประมาณ 20 กม.กัดเซาะปานกลาง 29 กม.และกัดเซาะน้อย 37 กม.ทั้งนี้ การแก้ปัญหาด้านโครงสร้างวิศวกรรมที่แข็งแรงมี 2 ส่วน คือ การทำกำแพงคลื่น 240 กม. และการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล 225 กม.ซึ่งต้นปี 2561 ครม.เห็นชอบแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง 3 ระดับ คือ มาตรการสีขาว ลดผลกระทบของการกัดเซาะต่อสิ่งมีชีวิตและประชาชนในพื้นที่ด้วยการกำหนดแนวถอยร่นเข้ามา

มาตรการสีเขียว รักษาเสถียรภาพและป้องกันการกัดเซาะโดยใช้วิธีการปลูกป่า การฟื้นฟูป่าชายหาดและป่าชายเลนอยู่ในการจัดสรรงบประมาณปีนี้อยู่แล้ว และมาตรการสีเทา การป้องกันด้วยการใช้เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล และกำแพงป้องกันคลื่นริมชายหาด ซึ่งการใช้โครงสร้างด้านวิศวกรรมต่างๆนั้นต้องผ่านการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อน

"การกัดเซาะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก คลื่นลมและกระแสน้ำในทะเลในแต่ละฤดูกาลของแต่ละช่วงของปี ส่งผลให้อัตราพื้นที่การกัดเซาะเปลี่ยนแปลงไป ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆของนโยบาย"


https://news.thaipbs.or.th/content/285476

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ข่าวดี! วาฬบรูด้า "แม่วันดี" ออกลูกเพิ่มอีก 1 ตัว

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยข่าวดีสุด พบวาฬบรูด้าเพิ่มจาก "แม่วันดี" กับลูกน้อยตัวใหม่อีก 1 ตัวรวมมีลูก 3 ตัวคือเจ้าวันชัย และเจ้าวันใหม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แจกคู่มือให้กับเรือพานักท่องเที่ยวชมวาฬบรูด้าอย่างถูกวิธี



วันนี้( 23 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันตก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ออกเรือสำรวจและติดตามสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ บริเวณชายฝั่งทะเล จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี พบวาฬบรูด้าคู่แม่ลูก เข้ามาอาศัยหากิน และเลี้ยงลูก

จากการตรวจสอบอัตลักษณ์จากภาพถ่าย (Photo ID) คือ แม่วันดี และลูกน้อยตัวใหม่ โดยลูกตัวนี้เป็นลูกตัวที่ 3 ของแม่วันดี ซึ่งตัวลูกมีเหาฉลาม เกาะอยู่บริเวณผิวหนัง ทำให้พบพฤติกรรมกระโดดอยู่บ่อยครั้ง และครีบหลังของแม่วันดี มีรอยเว้ามากขึ้น จุดที่พบเเม่วันดีเเละลูกบริเวณชายฝั่งทะเล ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ห่างจากชายฝั่งประมาณ 10 กม.

สำหรับแม่วันดี เป็นวาฬบรูด้าที่มีการตั้งชื่อตามอัตลักษณ์ไว้ในลำดับที่ 11 เนื่องจากมีครีบหลังโค้งเว้า รูปสามเหลี่ยมปลายมน ส่วนปาก มีรอยด่างขาวปลายปาก และลายขอบปากด้านซ้ายและขวา โโยแม่วันดีหากินในทะเลอ่าวไทย มีลูก 2 ตัวชื่อเจ้าวันชัย เป็นวาฬที่มีลักษณะครีบหลังสมบูรณ์ และใช้ลักษณะขอบปากในการจำแนก ส่วนเจ้าวันใหม่ เป็นลูกวาฬบรูด้าที่ครีบหลังมีรอยแหว่งตรงกลาง ลำตัวมีแผลบนลำตัวด้านขวาหน้าครีบหลัง และปากมีลายขอบปากด้านซ้าย


ภาพ :กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ได้ศึกษาจำแนกประชากรปลาวาฬบรูด้าโดยการใช้ภาพถ่าย (Photo Identification, Photo-ID) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551- ปัจจุบัน อาศัยตำหนิบริเวณครีบหลัง ส่วนหัว ตลอดจนตำหนิบริเวณต่างๆ ตามลำตัว สามารถจำแนกความแตกต่างของปลาวาฬบรูด้าได้มากถึง 59 ตัวเช่น เจ้าบางแสน เจ้าส้มตำ เจ้าสายลม เจ้าท่าฉลอม

วาฬบรูด้า บางตัวมีการเคลื่อนย้ายตามอาหารไปทางด้านล่างของอ่าวไทย เช่นที่เคยพบบริเวณบ้านบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ บริเวณที่พบวาฬบรูด้านั้นอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลตั้งแต่ 4-30 กิโลเมตร สามารถพบได้ตลอดทั้งปีในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ช่วงเวลาที่พบบ่อยอยู่ระหว่างเดือนเม.ย.- ก.ย.ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีปลากะตัก และกุ้งเคยอุดมสมบูรณ์

ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.)

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้หลังจากมีข่าวการชมวาฬไม่เหมาะสมในบางกลุ่มที่พื้นที่จ.เพชรบุรี เจ้าหน้าที่จากสำนักงานทช.ที่ 3 (เพชรบุรี) นำเรือ ทช.110 ออกปฏิบัติภารกิจเฝ้าระวัง และประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการชมวาฬบรูด้าอย่างถูกวิธี ให้กับนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวบริเวณแนวชายฝั่ง จ.สมุทรสาคร ซึ่งได้รับความร่วมมือในการปฏิบัติเป็นอย่างดี


https://news.thaipbs.or.th/content/285469

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:33


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger