เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

เมื่อเวลา 04.00 น.ของวันนี้ (30 ตุลาคม 2562) พายุระดับ 4 (โซนร้อนรุนแรง) "แมตโม" ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุระดับ 3 (โซนร้อน)แล้ว และได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองกวีนอน ประเทศเวียดนามแล้ว คาดว่าจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศกัมพูชาในวันนี้ (31 ต.ค. 62) ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย และติดตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป มีคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 2 พ.ย 62

สำหรับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 31 ต.ค. - 2 พ.ย. 62 บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ส่วนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส กับมีอากาศหนาวถึงเย็น ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างสูงประมาณ 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 3 - 5 พ.ย. 62 ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า กับมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง สำหรับภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งตลอดช่วง คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง สูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 31 ต.ค. - 2 พ.ย. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากอิทธิพลของพายุระดับ 3 (โซนร้อน) "แมตโม" ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง โดยเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง สำหรับประชาชนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ควรดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุระดับ 4 (โซนร้อนรุนแรง) "แมตโม" (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2562)"ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562


เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (31 ตุลาคม 2562) พายุระดับ 4 (โซนร้อนรุนแรง) "แมตโม" ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุระดับ 3 (โซนร้อน)แล้ว และได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองกวีนอน ประเทศเวียดนามแล้ว หรือที่ละติจูด 13.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 108.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศกัมพูชาในวันนี้ (31 ต.ค. 62) ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากได้ ขอให้ประชาชนติดตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไป

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีดังนี้


ในช่วงวันที่ 31 ตุลาคม 2562 มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด


ในช่วงวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2562 มีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคกลาง: จังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

สำหรับบริเวณความกดอากาศสูงค่อนข้างแรงได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางแล้ว ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียสกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย

ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป มีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 2 พ.ย 62

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (99.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (90.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Warning.jpg (66.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ตะลึง น้ำทะเลสูงขึ้นกว่าที่คิด อีก 30 ปี บ้านคน 300 ล้าน-ไทย เสี่ยงจมบาดาล

เตือน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์เกือบ 3 เท่า ผลการศึกษาใหม่ชี้ในอีก 30 ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะสูงขึ้นถึง 0.6-2.1 เมตร ทำให้บ้านคนนับ 300 ล้านคนรวมทั้งไทยเสี่ยงถูกน้ำท่วม



เมื่อ 30 ต.ค.62 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงาน ประชาชนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ขณะที่เมืองทั้งเมืองจมอยู่ใต้น้ำ เนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ใน 30 ปีข้างหน้า โดยผลการศึกษาวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal Nature Communications พบว่า วิกฤติสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทำให้คาดว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นถึง 2-7 ฟุต หรือประมาณ 0.6 -2.1 เมตร และบางทีอาจสูงกว่านี้ ภายในศตวรรษที่ 21

ซีเอ็นเอ็น เผยว่า การพบครั้งนี้ ซึ่งอาศัยข้อมูลใหม่และปัญญาประดิษฐ์ ถือเป็นการคาดประมาณพื้นที่และจำนวนประชากรที่ตกอยู่ใต้ความเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น มากกว่าการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ถึงเกือบ 3 เท่า โดยในปี ค.ศ.2050 หรือ 31 ปีข้างหน้า คาดว่า ผืนดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนประชาชนราว 300 ล้านคน จะอยู่ต่ำกว่าระดับความสูงของน้ำท่วมชายฝั่งเฉลี่ยต่อปี และหมายถึง ผู้คนนับ 300 ล้านคนอาจเผชิญกับน้ำท่วมสูงอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งในปี 2100 และผืนดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนผู้คนนับ 200 ล้านคนอาจอยู่ต่ำกว่าแนวคลื่นอย่างถาวร

นายเบนจามิน สเตราส์ส หนึ่งในผู้เขียนรายงานการศึกษานี้ และยังเป็น CEO ขององค์กรที่ทำงานโดยไม่แสวงกำไร ?Climate Central? ชี้ว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ธารน้ำแข็งละลายและเกิดน้ำท่วมสูงเกิดกว่าที่คิดไว้เช่นนี้ จำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดหายนะต่อเศรษฐกิจและมนุษยชาติ

ตามรายงานของผลการศึกษาใหม่ ยังพบว่าเมืองต่างๆ ที่อยู่ริมชายฝั่งทะเลอาจจมอยู่ใต้น้ำ ถ้าไม่มีการสร้างเขื่อนป้องกันอย่างเพียงพอ โดยประชาชนราว 70% ที่เสี่ยงประสบภัยน้ำท่วมและถูกน้ำท่วมอย่างถาวร คือผู้คนที่อาศัยอยู่ในเอเชีย 8 ประเทศ ได้แก่ จีน บังกลาเทศ อินเดีย เวียดนาม ไทย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น

Climate Central เผยแพร่ข้อมูลว่า เมืองในประเทศจีนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำมีความเปราะบางเป็นพิเศษ ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน และฮ่องกง ส่วนเมืองอื่นๆ ในเอเชีย ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วม รวมทั้ง กรุงฮานอย เมืองหลวงเวียนาม กรุงธากา เมืองหลวงบังกลาเทศ และเมืองโกลกาต้า ทางตะวันออกของอินเดีย อีกทั้งบริเวณปลายแหลมญวนทางตอนใต้ของเวียดนามทั้งหมดอาจถูกน้ำท่วม


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1693420

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ขยะพลาสติกใต้ผืนทราย!! "เก็บว่ายาก กำจัดคงไม่ต้องบอก"



เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กให้เห็นว่าถุงพลาสติกที่ทุกคนใช้กันอยู่ทุกวัน พอทิ้งเป็นขยะ แล้วไม่ได้นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง ปล่อยให้ตกค้างบนผืนทราย ที่ชายหาด ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศอย่างไรบ้าง


พลาสติกที่ทิ้งเป็นขยะใต้ผืนทราย กลายเป็นชิ้นเล็กน้อย แล้วก็จะเป็นไมโครพลาสติก


อาจารย์ธรณ์ บอกว่า

ไปเก็บขยะที่หาดแถวสัตหีบหนนี้ เจอปัญหาใหญ่ครับ เลยนำมาเล่าให้เพื่อนธรณ์ฟัง #พลาสติกใต้ผืนทราย

คนไทยใช้ถุงพลาสติกหลายหมื่นล้านใบต่อปี ถุงพวกนี้กำจัดยาก ถูกทิ้งเป็นภูเขาขยะ ฝนตกน้ำท่วมก็ลงสู่แม่น้ำลำคลอง ไหลมาลอยล่องในทะเล

มาจากแผ่นดินทุกแห่งหน ลอยไปทุกสถานที่ ไม่ต้องบอกว่าที่นั่นที่นี่ทิ้งมากกว่าที่อื่น

เป็นความรับผิดชอบร่วมกันทั้งประเทศ

ถุงบางส่วนจมไปทับบนพื้นทะเล บางส่วนลอยกลับมาที่ฝั่ง กองอยู่ตามชายหาด
หาดทรายย่อมมีทราย ผ่านไปแป๊บเดียวถุงก็จมฝังอยู่ในทราย

ถุงกั้นอากาศ/น้ำที่ถ่ายเทไปมา ทำให้ทรายเน่าเป็นสีดำ เกิดปัญหาต่อสัตว์/ระบบนิเวศ (ดูภาพได้ครับ)



ถุงเปื่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กลายเป็นไมโครพลาสติกเข้าห่วงโซ่อาหาร
เวลาเราไปเก็บขยะตามหาด เราเก็บถุงข้างบน แต่ยังมีถุงฝังข้างล่างอีกเยอะเลย
หากคิดอยากเก็บ ต้องใช้เครื่องมือ ทั้งคราดใหญ่คราดเล็ก เสียมพลั่ว ฯลฯ ขุดทรายค่อยๆ เก็บไปทีละชิ้น

ถ้าคุณเห็นกองอุปกรณ์พวกนี้เหมือนผมเห็น คุณจะบอกตัวเองเหมือนผมบอก
นี่ไม่ใช่การเก็บขยะแล้ว อย่างนี้มันเข้าขั้นทำสงครามกับขยะทะเลแล้ว (เชิญดูภาพอุปกรณ์ครับ)

ต่อให้มีอุปกรณ์ครบ อย่าคิดว่าเก็บง่าย เพราะถุงเปื่อยหลุดเป็นชิ้น บางทีก็เป็นเศษพลาสติกปนกับทราย/เลน เหมือนที่อยู่ในมือผม

บางถุงใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะขุด/เก็บได้ ระยะทางแค่ 20 เมตร ใช้เวลาเป็นชั่วโมง หอบแฮ่ก

นั่นคือความหมายของ "ขยะทะเลที่เห็นเป็นแค่ยอดไอซ์เบิร์ก"

มีอีกมากมายมหาศาลฝังอยู่ใต้ทราย ลองขุดลงไป มันซ้อนกันเป็นชั้นๆ ลึกศอกนึงก็ยังไม่หมด (หมดแรงก่อน)

ผมลองเก็บทรายบางส่วนมาดู ร่อนกรองแยกไมโครพลาสติก เข้าเครื่องวิเคราะห์/ส่องดู

เห็นเลยว่ามีแน่ แต่ถ้าเอาให้ชัดว่ามีแค่ไหนเป็นอะไรบ้าง ต้องให้ #หน่วยต่อต้านขยะทะเล ทำกันจริงจัง

ซึ่งคงขอติดไว้ก่อน แต่แค่นี้คิดไปก็เหนื่อยแล้ว

เมืองไทยมีชายฝั่ง 2,600 กิโลเมตร ไม่รู้ว่ามีพลาสติกฝังอยู่กี่หมื่นกี่แสนตัน
เฉพาะหาดแถวสัตหีบ มีกลุ่ม "สัตหีบดีเฟนซ์" ช่วยกันเก็บขยะบนหาด ตั้งแต่ต้นปีเก็บได้มากกว่า 21 ตัน ขอบคุณครับ

ทว่า...นี่ขนาดเก็บไปแล้ว 21 ตัน ยังมีเหลือฝังทรายขนาดนี้

แถมหาดที่ผมไป ไม่มีชุมชนอยู่ตรงนั้น มีแต่ต้นไม้

แค่คิดก็เป็นมิชชั่นอิมพอสซิเบิล จะเก็บยังไง ขุดยังไงให้หมด ???

ยังไม่ต้องคิดถึงพื้นทะเลอีก 325,000 ตารางกิโลเมตร มีพลาสติกทับถมกันอีกไม่รู้เท่าไหร่ จะให้นักดำน้ำลงไปขุดตามพื้น อีกร้อยชาติก็ไม่เสร็จ

จะร่อนทรายกรองโคลนแยกไมโครพลาสติกออกมาได้อย่างไร ?

จึงอยากบอกว่า เรากำลังมาถึงภาวะจนตรอก ทะเลไทยไม่สามารถรับถุงเพิ่มได้อีกแล้ว

เพราะแค่ถุงที่ฝังอยู่ ก็จะอยู่กับเราไปอีกนาน แตกตัวเป็นเม็ดเล็กเศษน้อยไปเรื่อยๆ
นี่ไม่ใช่คำเตือนของนักวิทยาศาสตร์ เพราะอีกกว่า 100 คนที่ร่วมกันเก็บถุงในเช้าวันนั้น ในกิจกรรม seayoutomorrow run

ซีอีโอ พนักงานบริษัท ทหาร นางงาม บลอกเกอร์ คุณป้าชาวบ้าน น้องๆ นักเรียน ทุกคนล้วนมีสีหน้าเศร้าสลด

จะอาชีพใด ตำแหน่งไหน เพศวัยไม่สำคัญ แค่เห็นก็รู้แล้วว่าแย่แน่ เราย่ำแย่พร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

จึงรอคอยวันที่ 1 มกราคม 2563 อย่างที่ไม่เคยคอยปีใหม่ปีไหนๆ เช่นนี้มาก่อน
ปีแรกที่ห้างร้านจะแบนถุงก๊อบแก็บพร้อมกัน ตามแนวทางของกระทรวงทรัพยากรฯ
เพราะถ้าคุณลองไปชายหาดแล้วขุดดู คุณจะไม่เจอปูลม แต่เจอถุงพลาสติก
และคุณจะรู้ว่ามันไม่มีทางอื่นอีกแล้ว ไม่มีอีกแล้วจริงๆ

หมายเหตุ - สำหรับคนรักทะเล ไม่มีอะไรดีกว่าพยายามเก็บขยะตามหาดให้มากที่สุด เก็บๆๆ ก่อนที่จะจมทราย ช่วยได้เยอะจริงๆ ครับ



https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000104301

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


น้ำทะเลสูงกระทบคนมากกว่าที่คิด-กรุงเทพฯจมหมดใน 30 ปี

ผลศึกษาใหม่ ชี้น้ำทะเลเพิ่มสูงทำประชากรโลกเสี่ยงจมน้ำมากกว่าที่คิด 3 เท่า หรือราว 300 ล้าน หลายเมืองใหญ่ส่อหายจากแผนที่ รวมถึงเมืองหลวงของไทย



ผลวิจัยใหม่ล่าสุดโดยไคลเมท เซ็นทรัล ( Climate Central ) องค์กรไม่แสวงผลกำไร มีสำนักงานในนิวเจอร์ซีย์ ปรับขึ้นคาดการณ์จำนวนประชากรโลกในพื้นที่ชายฝั่งเสี่ยงน้ำท่วม มากกว่าในผลวิจัยก่อนหน้าถึง 3 เท่า

ระดับน้ำทะเลที่คาดจะเพิ่มสูงขึ้นระหว่าง 0.6 เมตรถึง 2.1 เมตร หรือมากกว่านั้นในศตวรรษที่ 21 จะทำให้ที่ดินที่เป็นบ้านของคนกว่า 300 ล้านชีวิตในปัจจุบัน กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมอย่างน้อยปีละครั้ง ภายในกลางศตวรรษ หากยังไม่สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมมาตรการปกป้องชายฝั่ง

เหตุที่ตัวเลขใหม่สูงขึ้นมากจากเคยคาดไว้ที่ 80 ล้านคน ดร. สก็อตต์ คูลป์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสไคลเมท เซ็นทรัลและหัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า เดิม การประเมินผลกระทบของระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นต่อพื้นที่กว้างใหญ่ ใช้ความสูงของที่ดินจากภาพถ่ายดาวเทียมในการคิดคำนวณ แต่วิธีนี้มีปัญหาในการแยกแยะระดับของพื้นดิน กับความสูงของต้นไม้หรืออาคาร นักวิจัยจึงใช้ปัญญาประดิษฐ์กำหนดค่าความผิดพลาดและแก้ไขใหม่ พบว่าตัวเลขประเมินไว้ก่อนหน้ายังออกมาในแง่ดีเกินไป

นักวิจัยกล่าวว่า ความแตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับผลศึกษาอิงจากข้อมูลนาซา เป็นเรื่องช็อก สะท้อนถึงผลกระทบจากไคลเมทเชนจ์ ที่จะเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ของเมือง เศรษฐกิจ พื้นที่แนวชายฝั่ง ในหลายภูมิภาคทั่วโลกในช่วงชีวิตของพวกเรา

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงมากที่สุดจะอยู่ในเอเชีย โดยมากกว่าสองในสามของประชากรที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบ อยู่ในจีน บังกลาเทศ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซียและประเทศไทย



ปัจจุบัน ประชากรในไทย 12 ล้าน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีแนวโน้มจมน้ำภายในปี พ.ศ. 2593 เพิ่มขึ้นมากจาก 1 ล้านตามเทคนิคเดิมที่ใช้ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงทางการเมืองและพาณิชย์ เสี่ยงเป็นพิเศษ



ซึ่งจากแผนที่ตามผลวิจัยใหม่ แสดงให้เห็นพื้นที่น้ำท่วมตามชายฝั่ง และลึกเข้าไปในชั้นใน มากกว่าการประเมินครั้งก่อนอย่างมาก

ส่วนเวียดนาม ภาคใต้อาจหายไปจากแผนที่ ประชาชนในเวียดนามกว่า 20 ล้าน หรือประชากรเกือบ 1 ใน 4 อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่จะจมบาดาล ส่วนใหญ่ของนครโฮจิมินห์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจประเทศจะหายไปด้วย

อินโดนีเซีย ที่เพิ่งประกาศแผนย้ายเมืองหลวงจาการ์ตาเมื่อไม่นานมานี้ ตัวเลขใหม่พบว่า จะมีประชาชนมากถึง 23 ล้านเสี่ยงจมน้ำ จากที่คาดไว้เดิม 5 ล้าน

Loretta Hieber Girardet เจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านลดความเสี่ยงภัยพิบัติสหประชาชาติ พำนักในกรุงเทพ กล่าวว่า ไคลเมทเชนจ์ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเพิ่มความกดดันแก่เมืองต่างๆในหลายมิติ เช่น น้ำท่วมจากภาวะโลกร้อน จะผลักดันเกษตรกรยากจนพากันละทิ้งที่ดิน เข้าไปหางานทำในเมือง

ผลวิจัยชิ้นนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร เนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ เผยแพร่เมื่อ 29 ตุลาคม


https://www.komchadluek.net/news/for...ernal_referral

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ASEAN Waste Crisis : มหันตภัยขยะปนเปื้อนจากแม่น้ำสู่ทะเล (ตอนที่ 2)



ตอนที่ 2 ของสารคดี ASEAN Waste Crisis วิกฤตขยะล้นอาเซียน ไทยพีบีเอสยังติดตามปัญหาและการจัดการขยะของประเทศอินโดนีเซีย เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของขยะจากแผ่นดินลงสู่แหล่งน้ำ และกลับเข้าสู่ร่างกายมนุษย์

เมื่ออินโดนีเซียขึ้นแท่นเป็นประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่แหล่งน้ำมากที่สุดอันดับ 2 ของโลก ทีมข่าวไทยพีบีเอสจึงได้สำรวจแม่น้ำการีบารู ในเมืองโบกอร์ จังหวัดชวาตะวันตก ซึ่งแม่น้ำสายเล็กๆ สายนี้ไหลผ่านกรุงจาการ์ตาและไหลลงสู่ทะเล แต่กลับต้องเผชิญขยะหลากหลายชนิดจำนวนมาก อีกทั้งยังมีสารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ขณะเดียวกันมีรายงานการพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในอาหารทะเล ซึ่งเรื่องนี้กำลังรบกวนจิตใจคนอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ ทีมข่าวไทยพีบีเอสลงพื้นที่สำรวจปัญหาขยะและวิธีการจัดการใน 4 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย นำเสนอในรูปแบบสารคดีเชิงข่าว ASEAN Waste Crisis วิกฤตขยะล้นอาเซียน ต่อเนื่อง 12 ตอน ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. - 9 พ.ย.2562


https://news.thaipbs.or.th/content/285675

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก BBCThai


แม่น้ำโขงเหือดแห้ง-ผันผวน ชะตากรรมพื้นที่ท้ายเขื่อนไซยะบุรี


สภาพน้ำโขงที่ อ.สังคม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562

ภาพมุมสูงของแม่น้ำโขงช่วง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่แห้งลงจนเหลือให้เห็นเพียงร่องน้ำช่วงกลาง เป็นภาวะผิดไปจากธรรมชาติตามฤดูกาลของแม่น้ำโขงที่เคยเป็นมาทุกปี

"ต.ค. - พ.ย. น้ำมาก พอจะถึงเทศกาลลอยกระทง น้ำจะเข้าบุ่งอยู่แล้ว แต่นี่ไม่มีน้ำเลย มันลดมากถึง 10 เมตร ผิดปกติมาก" ก้านก่อง จันลอง ประธานกลุ่มคนรักษ์แม่น้ำโขง ชาวบ้านห้วยค้อ ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของสายน้ำที่เธอเห็นมาตั้งแต่เกิด

"มาปีนี้ต้นไคร้ตายหมดเลย ปกติช่วงนี้จะต้องอยู่ใต้น้ำ....พี่อยู่นี่ 40 ปี ยังไม่เคยเห็นว่าพื้นน้ำเป็นพื้นหินขนาดนี้"

ก้านก่อง กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเริ่มลดลงและค่อย ๆ แห้งลงตั้งแต่ช่วงวันที่ 23-24 ต.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวานนี้ (29 ต.ค.) ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมาน้ำค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้นมาราว 1-2 ฟุต

สถานการณ์แม่น้ำโขงแห้งขอด ปรากฏให้เห็นแก่งหิน ดอนทรายที่เกิดขึ้นที่ อ.สังคม จ.หนองคาย ย้อนขึ้นไปถึง อ.เชียงคาน จ.เลย เกิดขึ้นในจังหวะเวลาเดียวกับเขื่อนไซยะบุรี ในแขวงไซยะบุรี สปป.ลาว เริ่มเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ต.ค.ที่ อ.สังคม ซึ่งเป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนไซยะบุรี ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 200 กม.

ประธานกลุ่มคนรักษ์แม่น้ำโขง ให้ข้อมูลอีกว่า ก่อนหน้านี้เมื่อคืนวันที่ 22 ต.ค. ระดับน้ำในแม่น้ำโขงขึ้นสูงอย่างรวดเร็วถึง 3 เมตร ภายในชั่วข้ามคืน สร้างความเสียหายให้กับชาวประมงริมแม่น้ำโขงในหมู่บ้าน เบ็ด และตาข่ายดักปลาที่ชาวประมงลงทุนไว้หายไปกับสายน้ำ

"เรือชาวประมงหายไปหมด น้ำแรงมากเลย เรือ (หมู่) บ้านพี่ต้องไปตามประมาณสิบกิโล ได้คืนบ้างไม่ได้คืนบ้าง"

ไม่เพียงเผชิญกับการแห้งขอดของสายน้ำเท่านั้น แต่สิ่งที่ชาวบ้านพบเห็นมาตั้งแต่เดือน ก.ค. คือ ความผันผวนของระดับน้ำที่ขึ้นลงผิดปกติ และยิ่งหนักขึ้นในเดือน ต.ค.

"สิบกว่าวันมันแห้งแล้วน้ำ สองวันขยับขึ้น แล้วลงอีก.... ไม่รู้ว่าชาวบ้านจะปรับตัวกันยังไง พูดถึงวิถีชีวิต คนแก่อายุ 70-80 ที่หาปลามา เขาบอกน้ำเป็นตะกอน น้ำขึ้นน้ำลงธรรมชาติ หรือมีน้ำป่าในรอบ 30 ปี เขาก็ปรับสภาพได้ แต่นี่กลายเป็นคนกำหนด น้ำสาขาไม่มีเลย" ก้านก่อง กล่าวกับบีบีซีไทย


นักรณรงค์และชาวบ้านชุมนุมคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนในลาวที่ริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของปีนี้ที่แม่น้ำโขงในบริเวณนี้แห้งลงผิดฤดูกาล แต่เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา แม่น้ำโขงใน อ.สังคม จ.หนองคาย จ.เลย บึงกาฬ และนครพนม ก็ลดระดับลงอย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 50 ปี

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุสาเหตุในครั้งนั้นว่าเกิดจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าปกติทั้งในจีน ลาว ไทย การลดระดับการระบายน้ำของเขื่อนในจีน และการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของเขื่อนไซยะบุรีของ สปป. ลาว

เขื่อนไซยะบุรี ตั้งอยู่ในแขวงไซยะบุรี สปป. ลาว มีบริษัทซีเค พาวเวอร์ จำกัด เครือ ช.การช่าง เป็นผู้ก่อสร้าง เป็นเขื่อนแห่งแรกที่สร้างกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างบริเวณ สปป. ลาว ห่างจากประเทศไทย ที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ราว 200 กม. ตัวสันเขื่อนพาดกั้นลำน้ำโขง มีความยาว 810 เมตร กำลังผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ ทำสัญญาขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 1,220 เมกะวัตต์ เป็นเวลา 29 ปี และจำหน่ายไฟฟ้าให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว 60 เมกะวัตต์


หนังสือพิมพ์ลงภาพโฆษณาการเปิดเดินเครื่องเขื่อนไซยะบุรี

บริษัท ซีเค พาวเวอร์ เครือ ช.การช่าง ได้พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูความคืบหน้าของโครงการเขื่อนไซยะบุรีระหว่างวันที่ 22-23 ก.ค. และได้ออกเอกสารชี้แจง โดยยืนยันว่าเขื่อนแห่งนี้เป็นลักษณะ "ฝายทดน้ำขนาดใหญ่" เขื่อนน้ำผ่านหรือ "run-of-river" ซึ่งไม่ได้กักน้ำ จึงไม่ใช่ต้นเหตุทำให้น้ำโขงน้อยกว่าปกติ

ขณะที่แม่น้ำโขงที่ จ.หนองคาย และ จ.เลย เหือดแห้ง บนหน้าหนังสือพิมพ์ระดับชาติของไทยและภาษาอังกฤษของวันที่ 29 ต.ค. ลงข่าวประชาสัมพันธ์การดำเนินการของเขื่อนไซยะบุรีหลายฉบับ ระบุถึงการดำเนินการที่ยั่งยืน

บีบีซีไทยติดต่อไปยังบริษัท ซีเค พาวเวอร์ เพื่อขอคำชี้แจงเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ขณะที่เว็บไซต์ของบริษัทระบุว่าบริษัทมีวิสัยทัศน์ในการเป็นบริษัทชั้นนำในธุรกิจผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ที่มีการดำเนินงานอันมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีพันธกิจในการสร้างผลตอบแทนที่ดี มั่นคงและเป็นธรรมแก่ผู้ถือหุ้น ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับสิ่งแวดล้อม ชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน


แม่น้ำโขงส่วนนี้อยู่ห่างจากเขื่อนไซยะบุรีราว 300 กิโลเมตร

ความกังวลที่เกิดขึ้นจากเขื่อนไซยะบุรีในลาว คือ ผลกระทบข้ามแดนที่มายังไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของเครือข่ายชาวบ้าน 7 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ให้ที่ประชุมผู้นำอาเซียนที่จะจัดขึ้นในไทยต้นเดือน พ.ย. นี้ หยิบยกมาเป็นวาระสำคัญ เพราะเป็นปัญหาเร่งด่วนของภูมิภาค และเรียกร้องให้ภาคเอกชนไทย ที่เป็นเจ้าของโครงการ และธนาคารไทย ผู้สนับสนุนโครงการ ได้แสดงความรับผิดชอบและมีมาตรการแก้ไขผลกระทบข้ามพรมแดนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

เพียรพร ดีเทศน์ ผอ. รณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ระบุว่า พื้นที่ในประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบ คือ พรมแดนไทยลาวตอนล่าง ตั้งแต่ปากแม่น้ำเหือง อ.เชียงคาน ไล่ลงมาถึง จ.หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ จนถึง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี รวม 7 จังหวัด


https://www.bbc.com/thai/thailand-50237691

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 14:04


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger