เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น และมีฝนเกิดขึ้นในระยะนี้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นและมีฝนไว้ด้วย ส่วนภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยคลื่นสูง 1-2 เมตร สำหรับบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

อนึ่ง หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีแนวโน้มจะเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนามมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไป ตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝน ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2 - 3 พ.ย. 62 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก มีฝนเกิดขึ้นในระยะนี้กับมีอากาศหนาวเย็นในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

ส่วนในช่วงวันที่ 4 - 8 พ.ย. 62 ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศหนาวเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนบางแห่งในบริเวณภาคเหนือ สำหรับภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งตลอดช่วง คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และกลาง ควรดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่แปรปรวน ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (94.0 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (97.1 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


มอลตาพบซากเรือดำน้ำอังกฤษแล้ว หลังหายปริศนา พร้อม 44 ชีวิต นับ 77 ปี

ทีมสำรวจมอลตา พบซากเรือดำน้ำอังกฤษแล้ว นอกชายฝั่งมอลตา หลังหายไปอย่างปริศนา พร้อมลูกเรือ จนท.กองทัพเรือ นักข่าว รวม 44 ชีวิต ตั้งแต่ 77 ปีก่อน ระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2



เมื่อ 2 พ.ย.62 สำนักข่าวต่างประเทศ รอยเตอร์ และบีบีซี รายงาน ทีมนักโบราณคดีทางทะเลของมหาวิทยาลัยมอลตา พบซากเรือดำน้ำของอังกฤษ HMS.Urge (เอชเอ็มเอส.เอิร์จ) ที่สูญหายไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ที่บริเวณนอกชายฝั่งทะเลของมอลตา ที่ระดับความลึกราว 130 เมตร และห่างจากชายฝั่งมอลตาประมาณ 3 กิโลเมตร หลังจากเรือดำน้ำลำนี้ของอังกฤษ พร้อมลูกเรือ 32 นาย เจ้าหน้าที่ในกองทัพเรือ 11 คน และผู้สื่อข่าวอีก 1 คน รวม 44 คน ได้สูญหายอย่างปริศนามานานนับ 77 ปี

จากการเปิดเผยของทีมนักโบราณคดีทางทะเลของมหาวิทยาลัยมอลตา ระบุว่าเรือดำน้ำเอชเอ็มเอส ได้ประสบเหตุร้ายแรงจนจมลงสู่ก้นทะเลเนื่องจากชนทุ่นระเบิดของฝ่ายกองทัพเยอรมนี ที่บริเวณนอกชายฝั่งทะเลมอลตา



สำหรับภารกิจในการติดตามค้นหาเรือดำน้ำ เอิร์จที่หายไปนั้น มีขึ้น เนื่องจากได้รับคำร้องขอจากนายฟรานซิส ดิกคินสัน หลานชายของร.ท.Cdr Tomkinson ผู้บังคับการเรือดำน้ำ เอิร์จ โดยทางทีมสำรวจมอลตาได้ใช้เวลาค้นหาซากเรือดำน้ำ เอิร์จ นอกเกาะต่างๆ ของมอลตา ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มานานนับ 2 ทศวรรษ จนกระทั่งได้พบซากเรือเมื่อฤดูร้อนปีนี้ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เรือสูญหายและจมสู่ก้นทะเลได้

สำหรับ เรือดำน้ำ เอิร์จ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำชั้น U-Class ได้แล่นออกจากมอลตาเมื่อ 27 เม.ย.2485 ตามคำสั่งของผู้บัญชาการกองทัพเรืออังกฤษในขณะนั้น มุ่งหน้าไปยังเมืองอเล็กซานเดรีย เพื่อไปเสริมกำลังทางชายฝั่งตอนเหนือของอียิปต์ ต้านทานการบุกยึดเกาะต่างๆของกองทัพนาซี เยอรมนี แต่จากนั้น ก็ไม่มีใครได้เห็นเรือดำน้ำเอิร์จอีกเลย นับตั้งแต่ได้รับรายงานสูญหายอย่างเป็นทางการในเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2485



ด้านนายดิกคินสัน ซึ่งมีส่วนร่วมในทีมค้นหาซากเรือดำน้ำ เอิร์จ กล่าวว่า ครอบครัวของเราต้องการอยากทราบมาโดยตลอดว่า เรือดำน้ำเอิร์จหายที่ไหน และที่พำนักสุดท้ายของลูกเรือบนเรือลำนี้อยู่ที่ใด ขอบคุณโครงการนี้ ที่ทำให้ตอนนี้เราทราบแล้ว.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1695458

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ตระหนักได้แต่ไม่ควรตระหนก ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "กรุงเทพฯจมทะเล" อีก 31 ปีข้างหน้า ............. โดย ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนากรป้องกันและจัดการภัยพิบัติ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์



ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาผลงานวิจัยของ Scott A. Kulp และ Benjamin H. Strauss จาก Climate Central ซึ่งได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในสื่อหลายสำนักเนื่องจากมีการรายงานความเสี่ยงที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งหลายประเทศในเอเชียเช่น จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เวียดนาม อาจจมอยู่ใต้ทะเลในปี ค.ศ.2050 ประเด็นที่น่าขบคิดคือมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่ กรุงเทพมหานคร จะมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในสถานการณ์ณ์เช่นนั้นจริง? อะไรคือข้อจำกัดหรือความไม่แน่นอนของแบบจำลองที่ทาง Climate Central ได้นำเสนอ?

บทความนี้ได้สังเคราะห์สาระสำคัญของผลงานตีพิมพ์ที่ชื่อ "New elevation data triple estimates of global vulnerability to sea-level rise and coastal flooding" พร้อมกับสอดแทรกทัศนคติส่วนบุคคลของผู้เขียน เพื่อชวนผู้อ่านจินตนาการภาพอนาคตของกรุงเทพมหานครในอีก 31 ปีข้างหน้า สิ่งสำคัญที่ผู้อ่านควรไตร่ตรองให้รอบคอบคือ ผลงานวิจัยของ Climate Central จัดอยู่ในประเภทการใช้แบบจำลองเพื่อพยากรณ์อนาคต ดังนั้นเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น "แบบจำลอง" ย่อมมี "ความคลาดเคลื่อน" ติดเป็นเงาตามตัว และนี้คือข้อเท็จจริงบางส่วนซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการทำนายการยกระดับของน้ำทะเลในอนาคตที่สมควรได้รับการเผยแพร่

1.บริเวณที่ล่อแหลมต่อการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่คือพื้นที่ลุ่มชายฝั่ง (Low Elevation Coastal Zone: LECZ) หรือพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 10 เมตร [1] ซึ่งในปี ค.ศ. 2000 มีประชากรทั่วโลกที่อยู่อาศัยในเขต LECZ ราวๆ 638 ล้านคนและมีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่ในเขต LECZ อาจเพิ่มสูงถึง หนึ่งพันล้านคนในปี ค.ศ. 2050 [2] ดังนั้นพื้นที่ในเขตที่มีความสูงเหนือกว่าระดับน้ำทะเลมากเช่น เชียงใหม่ เชียงราย หรือ อุดร จึงแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล

2.ในอดีตที่ผ่านมาการศึกษาธรณีสัณฐานของพื้นที่ลุ่มชายฝั่งส่วนใหญ่ใช้คลื่นเรดาร์จากกระสวยอวกาศเอนเดฟเวอร์ (OV-105) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการระบุระยะ (Range) และความสูง (Altitude) ของพื้นที่ศึกษาจากอวกาศซึ่งมีระยะห่างจากพื้นผิวโลกหลายร้อยกิโลเมตร โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ นาซ่าได้เรียกภารกิจการคำนวณระดับความสูงของพื้นผิวโลกนี้ว่า Shuttle Radar Topography Mission (SRTM) จุดเด่นของ SRTM คืออาณาเขตอันกว้างใหญ่ในการครอบคลุมพื้นที่โลกระหว่างละติจูด 56 องศาใต้ถึงละติจูด 60 องศาเหนือ อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของวิธีการคำนวณระดับความสูงของพื้นผิวโลกโดยใช้หลักการ SRTM คือความเอนเอียงเชิงบวกในแนวดิ่ง (Vertical Positive Bias) ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่ยิงคลื่นเรดาร์จากกระสวยอวกาศที่กำลังเคลื่อนที่ผ่านบริเวณที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นและเต็มไปด้วย อาคาร บ้านเรือน ตึก เสาไฟฟ้า และ สิ่งก่อสร้างอื่นๆ ความผิดพลาดของ SRTM คือการที่ระบบตีความว่ายอดตึก หลังคาบ้าน ยอดเสาไฟฟ้า รวมทั้งยอดต้นไม้คือ "พื้นผิว" ของโลกซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่อยู่ต่ำลึกลงไปอีกหลายสิบเมตร ดังนั้นระบบ SRTM จึงมีแนวโน้มที่จะประเมินระดับความสูงของพื้นผิวโลกไว้สูงกว่าที่ควรจะเป็น

3.เมื่อระบบ SRTM ประเมินระดับความสูงของพื้นผิวโลกไว้สูงเกินจริง Scott A. Kulp และ Benjamin H. Strauss จึงได้มีการคำนวณพื้นที่ LECZ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการยกระดับของน้ำทะเลในปี ค.ศ. 2050 ซ้ำใหม่อีกรอบ แต่คราวนี้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Coastal Digital Elevation Model (Coastal-DEM) หรือการแสดงสภาพพื้นผิวภูมิประเทศแนวชายฝั่งทะเลในเชิงตัวเลข ผนวกกับการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม (Neural Network) ผ่านการวิเคราะห์ถดถอยแบบไร้พารามิเตอร์ (Non-Parametric Regression) รวมทั้งการวิเคราะห์ถดถอยแบบไม่เป็นเชิงเส้น (Non-Linear Regression) เพื่อลดค่าความคลาดเคลื่อนให้น้อยลงและเพิ่มความแม่นยำในการประเมินระดับความสูงของพื้นที่ศึกษาให้เพิ่มมากขึ้น [3]

4.หลังจากได้มีการทบทวนค่าความสูงของพื้นที่ในเขต LECZ โดยใช้วิธีคำนวณแบบใหม่ Scott A. Kulp และ Benjamin H. Strauss พบว่าในภาพรวมบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการจมอยู่ใต้ทะเลในปี ค.ศ. 2050 กลับเพิ่มสูงขึ้นถึงสามเท่า!

5.สิ่งที่ควรระมัดระวังคือ Scott A. Kulp และ Benjamin H. Strauss ได้มีการตั้งสมมุติฐานความเป็นไปได้ด้านภูมิอากาศไว้ 3 สถานการณ์ที่แสดงถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาในแต่ละปีในปี ค.ศ. 2050 และ ค.ศ. 2100 ประกอบด้วย RCP2.6 RCP4.5 และ RCP8.5 โดยรหัส RCP ย่อมาจาก Representative Concentration Pathway ซึ่งถูกคิดขึ้นโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) [4-6] ส่วนตัวเลขที่ต่อท้ายหมายถึงความสามารถในการแผ่รังสี (Radiative Force) ที่คาดการณ์ไว้ในปี ค.ศ. 2050 และ ค.ศ. 2100 เทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมซึ่งระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ 280 ppm ในขณะที่ปัจจุบันค่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 415 ppm [รูปที่ 1] ยกตัวอย่างเช่น RCP8.5 หมายถึงสถานการณ์จำลองที่ความสามารถในการแผ่รังสีอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 8.5 W/m2 ดังนั้นจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการยกตัวของระดับน้ำทะเลในสถานการณ์จำลอง RCP8.5 ย่อมมีปริมาณมากกว่าสถานการณ์จำลอง RCP2.6 [ตารางที่ 1]


ตารางที่ 1. จำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการยกตัวของระดับน้ำทะเลโดยแบ่งออกตามสถานการณ์จำลอง RCP2.6 RCP4.5 และ RCP8.5 ในปี ค.ศ. 2050 และ ค.ศ. 2100 [3]



รูปที่ 1. การเพิ่มขึ้นของระดับความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 โดยมีการตรวจวัดที่ Mauna Loa Observatory หมู่เกาะฮาวาย (Credit: https://earthsky.org/earth/atmospher...-high-may-2019)

6.เมื่อนำค่าความสูงของพื้นผิวโลกที่คำนวณโดยใช้ระบบ SRTM มาเปรียบเทียบกับ Coastal-DEM พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานครจะจมอยู่ใต้ทะเลในปี ค.ศ. 2050 ดังที่แสดงในรูปที่ 2 โดยสีชมพูหมายถึงพื้นที่ซึ่งจมอยู่ใต้ทะเลโดยการคำนวณค่าความสูงของพื้นผิวโลกโดยใช้ระบบ Coastal-DEM เพียงอย่างเดียวในขณะที่สีน้ำเงินแสดงถึงพื้นที่ซึ่งจมอยู่ใต้ทะเลโดยการคำนวณค่าความสูงของพื้นผิวโลกโดยใช้ทั้งสองระบบรวมกัน (SRTM + Coastal-DEM)


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ตระหนักได้แต่ไม่ควรตระหนก ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ "กรุงเทพฯจมทะเล" อีก 31 ปีข้างหน้า .......... (ต่อ)


รูปที่ 2. พื้นที่ในกรุงเทพมหานครที่คาดว่าน่าจะจมอยู่ใต้ทะเลในปี ค.ศ. 2050 โดยสีชมพูคำนวณโดยระบบ Coastal-DEM เพียงอย่างเดียวในขณะที่สีน้ำเงินคือการคำนวณโดยใช้ทั้งสองระบบรวมกัน (SRTM + Coastal-DEM) [3]

6.เมื่อนำค่าความสูงของพื้นผิวโลกที่คำนวณโดยใช้ระบบ SRTM มาเปรียบเทียบกับ Coastal-DEM พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานครจะจมอยู่ใต้ทะเลในปี ค.ศ. 2050 ดังที่แสดงในรูปที่ 2 โดยสีชมพูหมายถึงพื้นที่ซึ่งจมอยู่ใต้ทะเลโดยการคำนวณค่าความสูงของพื้นผิวโลกโดยใช้ระบบ Coastal-DEM เพียงอย่างเดียวในขณะที่สีน้ำเงินแสดงถึงพื้นที่ซึ่งจมอยู่ใต้ทะเลโดยการคำนวณค่าความสูงของพื้นผิวโลกโดยใช้ทั้งสองระบบรวมกัน (SRTM + Coastal-DEM)

7.ประเด็นสำคัญที่พึงตระหนักคือไม่ว่าจะเป็นการคำนวณโดยใช้ระบบ SRTM หรือ Coastal-DEM นักวิจัยทั้งสองท่านไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยเสริมอื่นที่อาจทำให้ค่าการพยากรณ์มีความคลาดเคลื่อนได้เช่น การทรุดตัวของพื้นดินซึ่งในกรณีของกรุงเทพมหานครมีอัตราการทรุดตัว (Subsidence Rate) อยู่ที่ 120 มิลิเมตรต่อปี [7-8] การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกซึ่งอาจส่งผลกระทบทำให้พื้นผิวมีการยกตัวสูงขึ้นหรือทรุดตัวลงต่ำ การขยายตัวของพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้ง การกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลงยิ่งขึ้น ในทางตรงกันข้ามการสร้างเขื่อนหรือการสร้างกำแพงกันคลื่นซึ่งอาจชะลอกการรุกคืบของน้ำทะเลเนื่องจากเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมศาสตร์ที่จะช่วยในการสลายพลังงานของคลื่น ไม่ได้ถูกนำไปพิจารณาในการคำนวณผลกระทบดังกล่าว

8.องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ นาซ่า ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมสะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่สีเขียวของโลกที่เพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 5 หรือคิดเป็นพื้นที่ราว 5 ล้านตารางกิโลเมตร [9] แนวโน้มของการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ป่าสวนกระแสความเชื่อของคนส่วนใหญ่ที่คิดว่า ป่าไม้ถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง หากกระแสการปลูกและอนุรักษ์ป่าไม้เป็นไปในทิศทางที่ดี พื้นที่เสี่ยงต่อการจมอยู่ใต้ทะเลในปี ค.ศ. 2050 ควรที่จะมีปริมาณลดลงเนื่องจากมีต้นไม้ที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น

9.นอกจากนี้ การระเบิดของภูเขาไฟซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ใครสามารถคาดการณ์ได้ อาจส่งผลให้อุณหภูมิชั้นบรรยากาศโลกเย็นลงได้อย่างเฉียบพลันดังเช่นกรณีการประทุของภูเขาไฟ ปินาตูโบ (Mount Pinatubo) ในประเทศฟิลิปปินส์ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยที่พื้นผิวโลกทั้งปีมีค่าลดลงถึง 0.5 องศาเซลเซียส [10]


เอกสารอ้างอิง

[1] McGranahan, G., Balk, D., & Anderson, B. (2007). The rising tide: assessing the risks of climate change and human settlements in low elevation coastal zones. Environment and urbanization, 19(1), 17-37.

[2] Merkens, J. L., Reimann, L., Hinkel, J., & Vafeidis, A. T. (2016). Gridded population projections for the coastal zone under the Shared Socioeconomic Pathways. Global and Planetary Change, 145, 57-66.

[3] Kulp, S.A., Strauss, B.H. New elevation data triple estimates of global vulnerability to sea-level rise and coastal flooding. Nat Commun 10, 4844 (2019) doi:10.1038/s41467-019-12808-z.

[4] Shkolnik, I., Pavlova, T., Efimov, S., & Zhuravlev, S. (2018). Future changes in peak river flows across northern Eurasia as inferred from an ensemble of regional climate projections under the IPCC RCP8. 5 scenario. Climate dynamics, 50(1-2), 215-230.

[5] Beck, S., & Mahony, M. (2017). The IPCC and the politics of anticipation. Nature Climate Change, 7(5), 311.

[6] Thomson, A. M., Calvin, K. V., Smith, S. J., Kyle, G. P., Volke, A., Patel, P., ... & Edmonds, J. A. (2011). RCP4. 5: a pathway for stabilization of radiative forcing by 2100. Climatic change, 109(1-2), 77.

[7] Aobpaet, A., Cuenca, M. C., Hooper, A., & Trisirisatayawong, I. (2013). InSAR time-series analysis of land subsidence in Bangkok, Thailand. International journal of remote sensing, 34(8), 2969-2982.

[8] Phien-Wej, N., Giao, P. H., & Nutalaya, P. (2006). Land subsidence in bangkok, Thailand. Engineering geology, 82(4), 187-201.

[9] https://www.springnews.co.th/global/442272.
[10] McCormick, M. P., Thomason, L. W., & Trepte, C. R. (1995). Atmospheric effects of the Mt Pinatubo eruption. Nature, 373(6513), 399.



https://mgronline.com/daily/detail/9620000105344

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


จีนพัฒนาเรือสำรวจใต้น้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำเร็จ สามารถดิ่งลงใต้สมุทรลึก 10,000 เมตร


จีนตั้งเป้าหมายในการพัฒนาเรือสำรวจใต้สมุทรที่สามารถสำรวจใต้น้ำลึกได้ถึง 11,000 เมตร (แฟ้มภาพเอเอฟพี)

กลุ่มสื่อจีน รายงาน (30 ต.ค.) สภาบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences) พัฒนาเรือสำรวจใต้น้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำเร็จ โดยสามารถบรรทุกนักสำรวจ 3 คนดำดิ่งลงใต้มหาสมุทรได้ลึกถึง 10,000 เมตร

รายงานระบุว่า เรือสำรวจใต้น้ำลึกดังกล่าวสร้างจากไทเทเนียมอัลลอย ซึ่งได้ผ่านการทดสอบการรับแรงดันน้ำและได้รับการรับรองให้ใช้เป็นส่วนประกอบของพาหนะได้ นอกจากนี้ ยังมีกระจกทนแรงดันสำหรับสำรวจบรรยากาศรอบเรืออีกด้วย

ความสำเร็จในการพัฒนาเรือสำรวจใต้น้ำลึกรุ่นใหม่จะทำให้จีนสามารถดำดิ่งลงสำรวจร่องลึกก้นสมุทรมาเรียน่า ( Mariana Trench) ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งเป็นร่องลึกก้นสมุทรที่ลึกที่สุดในโลก และเป็นจุดที่ต่ำที่สุดของเปลือกโลกเท่าที่ทราบกันในปัจจุบันได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ จีนตั้งเป้าหมายในการพัฒนาเรือสำรวจใต้สมุทรที่สามารถสำรวจใต้น้ำลึกได้ถึง 11,000 เมตร

นายเหลย จยาเฟิง หนึ่งในทีมออกแบบเรือสำรวจใต้สมุทรเปิดเผยว่า พวกเขาใช้เวลากว่า 3 ปีในการสร้างเรือดังกล่าว เนื่องจาก ก่อนหน้านี้ พวกเขาต้องเผชิญความท้าทายในการแสวงหาวัสดุที่สามารถทนแรงดันน้ำมหาศาลใต้มหาสมุทรลึก 10,000 เมตร จนในที่สุดพวกเขาสามารถพัฒนาไทเทเนียมอัลลอยที่รับแรงดันสูงได้สำเร็จ

นายเหลยระบุว่า ไทเทเนียมอัลลอยชนิดนี้สามารถต้านทานการกัดกร่อนของน้ำทะเล แม้จะใช้นานต่อไปอีกหลายทศวรรษก็ตาม


https://mgronline.com/china/detail/9620000104219


*********************************************************************************************************************************************************


หยุดอากาศพิษ! "กรีนพีซ"แนะ 3 มาตรการแก้ปัญหา ร้องผู้นำอาเซียนเร่งยุติมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน



กรีนพีซร่วมมือองค์กรภาคประชาสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกร้องผู้นำประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ซึ่งประเทศไทยเป็นประธานและเจ้าภาพในระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน2562 เร่งแก้ปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนโดยด่วน ย้ำธุรกิจเกษตร-อุตสาหกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อหยุดหายนะภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบมหาศาลในวงกว้างต่อผู้คนและเศรษฐกิจของภูมิภาค

กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภาคประชาสังคม ประกอบด้วย ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สำนักทนายความด้านสิ่งแวดล้อม เจีย เยา มาเลเซียและโครงการวิจัยด้านพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ เรียกร้องให้ผู้นำอาเซียนดำเนินการตามความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution - AATHP) ที่มีผลบังคับใช้ทางกฏหมายในปี 2559 และบังคับใช้กฎหมายที่เอาผิดบริษัทผู้รับผิดชอบต่อการก่อเกิดไฟ โดยเฉพาะสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง สิงคโปร์ และมาเลเซีย รวมถึงฟิลิปินส์และไทย

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ของอินโดนีเซียประกาศสถานการณ์ไฟป่าในอินโดนีเซียปี 2562 ว่าไฟได้เผาไหม้พื้นที่ป่าพรุและผืนดินกว่า 5,360,975 ไร่ (857,756 เฮกเตอร์) ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน พื้นที่ดังกล่าวคิดเป็นขนาดใหญ่กว่าสิงคโปร์ถึง 12 เท่า

แม้จะเร็วเกินไปที่จะระบุว่า สถานการณ์มลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนในปี 2562 จะรุนแรงกว่าระดับอันตรายของปี 2558 หรือไม่ แต่เฉพาะในมาเลเซียประเทศเดียวนับตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมาของปีนี้ มีการเพิ่มขึ้นของโรคที่เกี่ยวข้องกับตาและทางเดินหายใจถึงร้อยละ 30-40 และในช่วงระยะเวลาเดียวกัน อินโดนีเซียประกาศว่า ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบราว 919,000 คน ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่อ่อนไหวอย่างเด็กและผู้สูงอายุ มีอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจ


๐ แนะ 3 มาตรการแก้ปัญหา

ราตรี กุสุโมฮาร์โตโน ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านป่าไม้ กรีนพีซ อินโดนีเซีย กล่าวว่า "วิกฤตมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดนเป็นประเด็นระดับภูมิภาคที่ควรอยู่ในวาระสำคัญและเร่งด่วนของการประชุมสุดยอดอาเซียนตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่หมอกควันกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก แต่ผู้คนหลายล้านคนยังคงได้รับผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมจากการเผาไหม้ของไฟป่า ปาล์มน้ำมัน และพื้นที่เพาะปลูกสำหรับอุตสาหกรรมกระดาษ ภาคธุรกิจยังคงได้กำไร ส่วนพวกเรากลับได้รับมลพิษ"

จากการศึกษาของกรีนพีซ อินโดนีเซีย บริษัทในมาเลเซียและสิงคโปร์เป็นเจ้าของพื้นที่อุตสาหกรรมปลูกไม้เยื่อกระดาษที่ถูกเผาและถูกตัด ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศจากหมอกควันข้ามพรมแดน แต่ไม่มีมาตรการทางกฎหมายต่อบริษัทเหล่านี้ นอกเหนือจากการดำเนินการให้เป็นไปตามความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนแล้ว กรีนพีซเห็นว่าอาเซียนต้อง
1)จัดตั้งคณะทำงานที่รับรองถึงความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลแผนที่และขอบเขตของพื้นที่สัมปทานในการระบุว่าบริษัทหรือกลุ่มบริษัทใดที่มีภาระรับผิดต่อการเกิดไฟ
2) บังคับใช้กฏหมายที่เหมาะสม และ
3) ดำเนินการทางกฎหมายทั้งกับบริษัทในเครือหรือกลุ่มบริษัทที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากหมอกควันข้ามแดน

คิว เจีย เยา นักกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมจากมาเลเซีย กล่าวว่า "ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยเรื่องหมอกควันข้ามพรมแดนปี 2545 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ภูมิภาคอาเซียนจะปลอดหมอกควันหากเราสามารถตรวจสอบผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไร้ความรับผิดชอบ เราต้องสร้างระบบกฎหมายที่ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคที่ผลักดันให้รัฐบาลแต่ละประเทศให้ความสำคัญต่อประชาชนและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบให้บริษัทมีความโปร่งใสและมีภาระรับผิดต่อความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น นี่คือหัวใจหลักของความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนปี 2545 ที่ไม่เพียงแต่จะสร้างความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม แต่จะช่วยขจัดอุตสาหกรรมที่ไม่มีความรับผิดชอบ และช่วยให้อุตสาหกรรมที่มีความรับผิดชอบเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอย่างขันแข็งในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน"


๐ การลงทุนภาคเกษตรไม่สนใจกฎระเบียบ

นอกจากมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียแล้ว ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงยังเผชิญกับมลพิษทางอากาศจากหมอกควันจากการเผาไหม้พืชผลทางการเกษตรเพื่อการผลิตข้าวโพดเชิงอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของข้าวโพดเพื่ออาหารสัตว์ ได้กลายเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำลายป่าและก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในระดับภูมิภาคในที่สุด

แม้ว่าขณะนี้จะมีแผนที่นำทาง(Roadmap) อาเซียนปลอดหมอกควันข้ามพรมแดนภายในปี 2563 แต่กระบวนการภายใต้แผนที่นำทางและการนำไปปฏิบัติใช้ยังคงมีข้อกังขา

แดเนียล เฮย์วาร์ด ผู้ประสานงานโครงการวิจัยด้านพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ?การเจรจาหว่านล้อมของบริษัทที่มีอิทธิพลเหนือคณะกรรมการชุดต่างๆ ของรัฐบาล ทำให้นโยบายการลงทุนภาคเกษตรกรรมไม่สนใจใยดีต่อกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียน ผลคือ มลพิษทางอากาศจากหมอกควันข้ามพรมแดน ดังนั้น เราจะคาดหวังให้เกษตรกรหยุดเผาพื้นที่เพาะปลูก แล้วทำเกษตรแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ถ้าหากพวกเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือที่เพียงพอ หรือสัญญาที่เป็นธรรมจากบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม?

การวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือ Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) ที่ติดตั้งบนดาวเทียม Terra and Aqua ของนาซาในปี 2562 โดยกรีนพีซประเทศไทย [5] พบว่าการเพาะปลูกข้าวโพดครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,646,620 ไร่ ในภาคเหนือของประเทศไทย และ 7,524,550 ไร่ในรัฐฉานของเมียนมา ค้นพบ 3 ข้อมูลสำคัญคือ

1.ในปี 2562 นี้ พบพื้นที่ที่ถูกเผาไหม้(burn scar) 98,930 ไร่ และจุดความร้อน(hotspot) 3,992 จุดในภาคเหนือตอนบนของไทย ส่วนในรัฐฉานของเมียนมาพบพื้นที่ที่ถูกเผาไหม้(burn scar) 137,100 ไร่ และจุดความร้อน(hotspot) 8,209 จุด

2.ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึง พฤษภาคม 2562 มีจุดความร้อน 6,879 จุด ภายในพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดในภาคเหนือตอนบนของไทย

3.ระหว่างเดือนธันวาคม 2561 ถึง พฤษภาคม 2562 มีจุดความร้อน 14,828 จุด ในพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดในรัฐฉานของเมียนมา



จากการศึกษานี้ พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดที่รัฐฉานของเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลา 6 เดือน พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดที่น้อยที่สุดในเดือนธันวาคม 2561 ซึ่งมีพื้นที่ 4,006.60 ตารางกิโลเมตร ส่วนเดือนพฤษภาคม 2562 การเพาะปลูกข้าวโพดกินพื้นที่กว่า 12,069.33 ในขณะที่ในภาคเหนือของประเทศไทย พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดครอบคลุมมากที่สุด 5,836.81 ตารางกิโลเมตรในเดือนเมษายน 2562 โดยที่พื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถระบุได้เลยว่าใครเป็นเจ้าของพื้นที่ที่เกิดไฟป่าและก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากหมอกควัน



รศ.ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกูล หัวหน้าศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Climate Change Data Center: CCDC มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า "มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่ต้องการการจัดการในระดับภูมิภาค เพราะสิทธิในการมีชีวิตอยู่ในอากาศที่ดีอากาศ เป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคน เพื่อให้สามารถปฏิบัติตน ป้องกันตนเอง ครอบครัว และคนที่รัก ได้ตามสถานการณ์จริง ณ เวลานั้นๆ ซึ่งสิทธิในการรับรู้ข้อมูลนี้เป็นสิทธิที่ประชาชนพึงมี นอกเหนือจากนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาในระดับอาเซียน"


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000105235
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,101
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


ขยะบก ตกทะเล

กทม. 2 พ.ย.-แม้ว่าชาติสมาชิกอาเซียนจะลงนามปฏิญญากรุงเทพ ว่าด้วยการต่อต้านปัญหาขยะทะเล แต่ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ยังคงหยิบยกและให้ความสำคัญในการจัดการปัญหาขยะบกตกทะเล




https://tna.mcot.net/view/DLHNCob

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:32


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger